- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 45 : ใจซือหม่าเจา ใครๆ ก็รู้กันทั่ว
ตอนที่ 45 : ใจซือหม่าเจา ใครๆ ก็รู้กันทั่ว
ตอนที่ 45 : ใจซือหม่าเจา ใครๆ ก็รู้กันทั่ว
ตอนที่ 45 : ใจซือหม่าเจา ใครๆ ก็รู้กันทั่ว
ความจริงแล้วพวกเขาก็ไม่ได้อิ่มหรอก แต่เป็นเพราะรู้สึกจุกอกมากกว่า
เดิมทีมันเป็นโอกาสที่ดีมากแท้ๆ พี่ชายของเธอเอ่ยปากถามตั้งหลายครั้งว่าจะให้ช่วยดูแลเพื่อนคนอื่นๆ ด้วยไหม
แต่น่าเสียดายที่พวกเขาดันทำโอกาสนั้นหลุดมือไปเอง
ไม่อย่างนั้นด้วยฐานะเพื่อนของฉู่เหมิงเหมิง อย่างน้อยๆ พวกเขาก็คงจะได้เข้าไปเยี่ยมชมวิลล่าระดับท็อปของจินหลิง แถมยังมีรถหรูให้นั่งเล่นตามสบายอีก
พอเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย พวกเขาก็จะได้เอาเรื่องนี้ไปคุยโวได้ แถมมันอาจจะช่วยให้พวกเขาหาแฟนได้ง่ายขึ้นด้วย!
ทุกคนยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเสียใจ จนอาหารตรงหน้าก็เริ่มจะจืดชืดไร้รสชาติไปหมดแล้ว
ส่วนฉู่หลิงที่อยู่ในวิลล่าก็ทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารพลางมองดูเหล่าสาวๆ กำลังพูดคุยหัวเราะและทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย
ยิ่งมีผู้หญิงที่สวยโดดเด่นขนาดนี้อยู่ด้วยกัน โดยเฉพาะฉู่เหมิงเหมิงและไป่อี้หยุนที่มีค่าความสวยพุ่งทะลุ 95 คะแนน วิลล่าหลังนี้จึงเริ่มมีบรรยากาศที่ควรจะมีเสียที
นี่แหละถึงจะเรียกว่าชีวิต
หลังจากที่ทุกคนทานเสร็จแล้ว ฉู่หลิงก็โบกมือแล้วพูดว่า “พวกเธอพักผ่อนกันไปก่อนนะ เดี๋ยวช่วงบ่ายพี่จะพาออกไปเดินห้างกัน!”
ทันทีที่ได้ยินคำว่าไปเดินห้าง ดวงตาของเด็กสาวทุกคนก็เปล่งประกายเจิดจ้าออกมาทันที พร้อมกับพากันตะโกนก้องว่าพี่ฉู่หลิงจงเจริญ
ฉู่หลิงมองดูท่าทางดีใจของพวกเธอแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเงียบๆ ในใจก็คิดว่า มิน่าล่ะเขาถึงว่ากันว่า ขอแค่เป็นผู้หญิงที่มีลมหายใจก็ย่อมต้องรักการเดินห้าง นี่มันเป็นสัจธรรมที่แท้จริงเลยนะเนี่ย!
ทุกคนนั่งคุยกันที่ห้องนั่งเล่นอยู่พักหนึ่ง จากนั้นทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามห้องของตัวเอง
หลังจากเข้าสู่ช่วงบ่าย ทุกคนก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วมารวมตัวกันที่ห้องนั่งเล่น
ฉู่เหมิงเหมิงเปลี่ยนมาสวมชุดกระโปรงชุดหนึ่ง ซึ่งเป็นชุดที่เธอตั้งใจซื้อมาก่อนที่จะมาจินหลิงเพื่อใส่ให้พี่ชายดูโดยเฉพาะ
เธอเดินเข้าไปหาฉู่หลิงแล้วหมุนตัวหนึ่งรอบพร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า “เป็นยังไงบ้างคะพี่ สวยไหม?”
เมื่อมองดูฉู่เหมิงเหมิงที่สวยราวกับนางฟ้าตัวน้อยตรงหน้า ที่มุมปากของฉู่หลิงก็ค่อยๆ ขยายกว้างขึ้นจนกลายเป็นรอยยิ้ม “สวยสิ น้องสาวของพี่สวยที่สุดอยู่แล้ว!”
ฉู่เหมิงเหมิงหมุนตัวกลับอย่างลำพองใจ ภายในใจก็รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก สมกับเป็นพี่ชายของเธอจริงๆ รสนิยมดีเยี่ยม!
ฉู่หลิงหันไปมองทุกคน “โอเค มากันครบแล้ว ออกเดินทางกันเลย!”
เขาและไป่อี้หยุนต่างก็ขับรถกันไปคนละคัน มุ่งหน้าตรงไปยังห้างสรรพสินค้าว่านต๋าพลาซ่า
วันนี้ที่ห้างสรรพสินค้าว่านต๋าพลาซ่าก็ยังคงเนืองแน่นไปด้วยผู้คน หลังจากจอดรถเสร็จ ทั้งหมดก็มุ่งหน้าไปยังโซนแบรนด์เนมหรูทันที
ทันทีที่ฉู่หลิงก้าวขึ้นมาที่ชั้นบน พนักงานขายจากร้านแบรนด์หรูหลายร้านที่อยู่ใกล้ลิฟต์ที่สุดก็จำเขาได้ทันที
คนๆ นี้ไม่ใช่คุณชายมหาเศรษฐีที่เพิ่งจะทุ่มเงินหลายล้านในเวลาสั้นๆ เมื่อวันก่อนหรอกเหรอ?
พนักงานขายต่างก็มีดวงตาที่เป็นประกายและรีบกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับทันที
“คุณฉู่คะ คุณมาแล้วเหรอคะ? วันนี้ที่ร้านของเรามีสินค้าใหม่เข้าหลายรายการเลยนะคะ รับรองว่าต้องเข้ากับบุคลิกของคุณแน่นอนค่ะ!”
“คุณฉู่ยังจำฉันได้ไหมคะ? ครั้งก่อนที่คุณมาที่ร้าน ฉันเป็นคนให้บริการคุณเองค่ะ! ให้ฉันพาคุณเข้าไปเลือกชมสินค้าข้างในดีไหมคะ?”
“คุณฉู่คะ ครั้งก่อนคุณรีบกลับเกินไปจนยังไม่ได้ทำบัตรสมาชิกเลยนะคะ! วันนี้แวะมาทำบัตรสมาชิกที่ร้านเราก่อนดีไหมคะ เดี๋ยวฉันจะช่วยเติมคะแนนสะสมย้อนหลังให้ด้วยค่ะ!”
ท่าทางของเหล่าพนักงานขายทำให้ไป่อี้หยุนและคนอื่นๆ ถึงกับตกตะลึงไปตามๆ กัน นี่ใช่พนักงานขายสาวสวยผู้เย็นชาของร้านแบรนด์เนมหรูจริงไหมเนี่ย?
พวกเธอแย่งชิงลูกค้ากันอย่างเปิดเผยขนาดนี้เลยเหรอ!
ฉู่เหมิงเหมิงเม้มปากจนรู้สึกฝืดคอ “พี่คะ ก่อนหน้านี้พี่ไปทำอะไรไว้กันแน่?”
หรือว่าพี่ชายของเธอจะเคยกวาดซื้อของจนเกลี้ยงร้านไปแล้วจริงๆ!
ฉู่หลิงเพียงแค่ยิ้มออกมาแต่ไม่ได้ตอบอะไร เขาให้พนักงานขายนำทางพาทุกคนเข้าไปในร้าน จากนั้นก็เริ่มกวาดซื้อของทุกอย่างให้ฉู่เหมิงเหมิงและไป่อี้หยุนทันที
อย่างไรเสียการใช้จ่ายของทั้งสองคนก็สามารถกระตุ้นทักษะเงินคืนจากเทพธิดาได้ทั้งคู่อยู่แล้ว การหาเงินมันจะไปยากตรงไหนกันล่ะ
“เอ่อ พี่คะ พอเถอะค่ะ อย่าซื้อให้หนูเพิ่มอีกเลยนะ!” ฉู่เหมิงเหมิงเริ่มจะมึนงงกับความใจป้ำของพี่ชายจนหัวหมุนไปแล้ว เมื่อวานเธอยังเป็นแค่นักเรียนจนๆ ที่นั่งเบียดเสียดกันมาบนรถไฟชั้นประหยัดเพื่อประหยัดเงินอยู่เลย พอมาเจอความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วขนาดนี้ เธอเองก็เริ่มจะรับมือไม่ไหวแล้วเหมือนกัน!
ฉู่หลิงกะพริบตาพลางมองไปที่เหล่ารูมเมทที่กำลังยืนอ้าปากค้างอยู่ข้างๆ น้องสาว เขาจึงแกล้งพูดว่า “เหมิงเหมิง แบบนี้มันไม่ถูกนะ! เธอพารูมเมทมาด้วยกัน พี่ซื้อของให้เธอแล้ว เธอก็ควรจะแบ่งปันให้เพื่อนๆ บ้างสิ? เป็นคนน่ะต้องรู้จักแบ่งปัน เข้าใจไหม?”
ฉู่เหมิงเหมิงถูกฉู่หลิงกล่อมจนยอมคล้อยตาม เธอจึงรีบแบ่งกระเป๋าแบรนด์เนมในมือส่งให้รูมเมทแต่ละคนทันที
จางเล่ยและเพื่อนๆ ต่างก็รีบปฏิเสธพัลวัน กระเป๋าใบละตั้งหลายหมื่นหยวน พวกเธอไม่คู่ควรหรอก!
ฉู่เหมิงเหมิงถลึงตาใส่พลางพูดว่า “ถ้าก่อนหน้านี้ไม่มีพวกเธอคอยสนับสนุนฉัน ฉันคงถูกคนพวกนั้นรังแกจนดูไม่จืดไปแล้ว! ให้รับไว้ก็รับไว้เถอะ นี่เป็นความตั้งใจของพี่ชายฉันนะ พวกเธอเองก็ได้ยินแล้วไม่ใช่เหรอ?”
รูมเมททั้งสามคนหันมามองหน้ากันด้วยความลังเล
สุดท้ายก็เป็นจางเล่ยที่เป็นฝ่ายเริ่มรับกระเป๋าไว้ก่อนเป็นคนแรก เธอรีบเข้าไปกอดไหล่ฉู่เหมิงเหมิงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงทะเล้นว่า “งั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะ! ต่อไปนี้ฉันจะเป็นลูกน้องคนสนิทที่คุณหนูเลี้ยงไว้เอง ขอคุณหนูช่วยดูแลฉันด้วยนะคะ!”
ฉู่เหมิงเหมิงถูกจางเล่ยแหย่จนหลุดขำออกมา
หลังจากนั้น ฉู่หลิงก็พาพวกเธอเดินกวาดไปทีละร้าน พอถูกใจชิ้นไหนก็ไม่ลังเลที่จะรูดบัตรชำระเงินทันที
หลังจากเดินจนครบหนึ่งรอบ ในมือของเด็กสาวทุกคนต่างก็เต็มไปด้วยถุงสินค้าแบรนด์เนมระดับโลกมากมาย
ฉู่หลิงลองคำนวณดูคร่าวๆ เขาใช้จ่ายไปประมาณหลายล้านหยวน แต่เงินคืนที่ได้รับกลับมานั้นก็พุ่งสูงถึงหลายสิบล้านเลยทีเดียว
เมื่อมองดูยอดเงินคืนในระบบ ฉู่หลิงก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที ยิ่งมองกลุ่มเด็กสาวตรงหน้าเขามากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตามากขึ้นเท่านั้น
อย่างที่เขาว่ากันว่าคนเยอะพลังก็เยอะจริงๆ มันช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน!
หลังจากที่ทุกคนซื้อของกันจนหนำใจแล้ว เขาก็พาทุกคนเดินลงไปที่ชั้นล่าง ท่าทางของพวกเขาทำให้ลูกค้าคนอื่นๆ ในห้างพากันตกตะลึงจนตาค้าง
เด็กสาวกลุ่มนี้มีของแบรนด์เนมหรูพะรุงพะรังกันทุกคน... สวรรค์ นี่พวกเธอใช้เงินไปเท่าไหร่กันแน่เนี่ย!
ทุกคนต่างก็จ้องมองไปที่ฉู่หลิงและแอบคาดเดากันอยู่ในใจ หรือว่านี่จะเป็นคุณชายจากตระกูลมหาเศรษฐีที่ไหนกัน ถึงได้มาเดินกวาดซื้อของในห้างแบบนี้!
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเห็นฉู่หลิงพาเหล่าสาวงามมากมายขนาดนี้มาเดินห้าง สีหน้าของแต่ละคนก็เริ่มเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
พวกผู้หญิงที่สวยขนาดนี้ คงไม่ได้ถูกเขาเลี้ยงไว้หมดใช่ไหม?
บ้าจริง สุขภาพไตของเจ้านี่มันต้องแข็งแรงขนาดไหนกันเนี่ย!!!
ฉู่หลิงพอใจกับผลงานในวันนี้มาก เขาจึงพาทุกคนกลับไปยังวิลล่า
กลุ่มสาวงามที่เดินห้างมาตลอดทั้งบ่าย ถึงแม้จะเหนื่อยจนแทบขาดใจ แต่ก็ไม่เคยมีความสุขกับการช้อปปิ้งมากขนาดนี้มาก่อน แต่ละคนจึงดูตื่นเต้นกันมาก
หลังจากพักผ่อนได้ครู่หนึ่ง ทุกคนก็เริ่มเดินชมภายในวิลล่าอีกครั้ง แน่นอนว่าพวกเธอย่อมได้รับอนุญาตจากฉู่หลิงเรียบร้อยแล้ว
จางเล่ยและรูมเมทอีกคนจ้องมองปลาอโรวาน่าสีเลือดที่อยู่ในตู้ปลา และรู้สึกว่ามันสวยงามมาก
โดยเฉพาะสีของเกล็ดปลาอโรวาน่าสีเลือดที่ดูราวกับสีแดงที่กำลังไหลเวียนอยู่
พวกสาวๆ ก็ชอบมันมากจนเกือบจะยื่นมือเข้าไปหยอกล้อมัน แต่ทันใดนั้นพวกเธอก็ได้ยินเสียงตะโกนห้ามของฉู่หลิงจากทางด้านหลัง “อย่านะ! พวกเธอนี่ใจกล้าไม่เบาเลยนะเนี่ย”
หญิงสาวทั้งสองสะดุ้งตกใจและรีบชักมือกลับทันที
จางเล่ยหันไปมองฉู่หลิงที่อยู่ข้างหลังแล้วรีบขอโทษทันที “ขอโทษด้วยค่ะพี่ฉู่หลิง พวกหนูเห็นว่ามันสวยมากก็เลยอยากจะลองสัมผัสตัวดูค่ะ”
ฉู่หลิงโบกมือ เขาไม่ได้ตั้งใจจะตำหนิพวกเธอเลย
“เจ้านี่มันกินเนื้อเป็นอาหารน่ะ พี่กลัวว่าพวกเธอจะถูกมันกัดเอา เพราะยังไงเจ้าตัวนี้ถ้าเทียบกับพวกเธอแล้ว มันก็ไม่มีค่าอะไรหรอก” ฉู่หลิงยื่นมือไปหยิบกระป๋องอาหารปลาเฉพาะทาง แล้วแสดงปลาและกุ้งที่ยังมีชีวิตอยู่ข้างในให้เด็กๆ ดู
จางเล่ยและรูมเมทคนนั้นก็ถึงได้เข้าใจความจริง ที่แท้มันเป็นแบบนี้นี่เอง ไม่คิดเลยว่าพี่ฉู่หลิงจะให้ค่าพวกเธอขนาดนี้
“พี่ฉู่หลิงคะ ปลาตัวนี้ราคาเท่าไหร่เหรอคะ?” จางเล่ยเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ฉู่หลิงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “พี่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ แต่ก็น่าจะประมาณ 4 ล้านหยวนเห็นจะได้”
ปลาอโรวาน่าสีเลือดของเขาตัวนี้โตเต็มวัยแล้ว และผ่านการเปลี่ยนสีมาถึง 3 ครั้งแล้ว จนถึงตอนนี้สีของมันก็แดงก่ำราวกับทับทิม และถือเป็นสายพันธุ์ที่มีลักษณะดีเยี่ยมที่สุด
แต่ถ้าหากฉู่หลิงประกาศขายมันในราคา 4 ล้านหยวนจริงๆ ก็เกรงว่าคงจะมีผู้คนพากันมาแย่งชิงจนแทบบ้าอย่างแน่นอน
4 ล้านหยวน?
แค่ปลาตัวเดียวน่ะเหรอ?!
ทั้งสองคนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาของพวกเธอเบิกกว้างด้วยความตกใจจนแทบไม่เชื่อหูของตัวเอง
“ไม่จริงน่า ทำไมมันถึงแพงขนาดนี้ล่ะคะ?”
ฉู่หลิงหันไปตามเสียง และเห็นไป่อี้หยุนกับคนอื่นๆ ที่เดินเข้ามาพอดีและได้ยินราคานี้ ทุกคนต่างก็แข็งทื่อเป็นหินไปตามๆ กัน
ในตอนนี้ทุกคนก็เริ่มจะเคยชินกับความรวยของฉู่หลิงบ้างแล้ว ประกอบกับการเดินห้างมาตลอดทั้งบ่ายจนเริ่มเหนื่อยล้า แต่ละคนจึงพากันเอนกายลงบนโซฟาเพื่อพูดคุยกัน
หลังจากมื้อเย็น ไป่อี้หยุนก็ยังคงอยู่คุยกับพวกฉู่เหมิงเหมิงอีกสักพัก ก่อนจะเหลือบมองเวลาที่ข้อมือแล้วพูดว่า “นี่ก็เริ่มดึกแล้ว วันนี้ฉันคงต้องขอตัวกลับก่อนนะ”
ฉู่เหมิงเหมิงและเพื่อนๆ ก็มีสีหน้าที่ดูอาลัยอาวรณ์ จางเล่ยถึงกับคว้าแขนของไป่อี้หยุนไว้แล้วออดอ้อนว่า “พี่อี้หยุนคะ พี่จะกลับแล้วเหรอคะ? ให้พวกหนูไปส่งพี่นะคะ”
หลังจากใช้เวลาร่วมกันมาทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา หรือนิสัยใจคอที่ยอดเยี่ยมของไป่อี้หยุน มันต่างก็ทำให้เด็กสาวทุกคนชื่นชอบเธอมาก พอเธอจะกลับไปทุกคนจึงรู้สึกไม่ค่อยดีนัก
ฉู่หลิงมองออกไปนอกหน้าต่างและเห็นว่าฟ้ามืดแล้ว เขาจึงหันไปมองไป่อี้หยุนแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเชิงปรึกษาว่า “ถ้าคุณไม่รังเกียจ ก็นอนค้างที่นี่เลยก็ได้นะ”
เพราะอย่างไรเสียห้องพักที่ชั้นบนก็มีตั้งเยอะแยะ ต่อให้มีไป่อี้หยุนเพิ่มมาอีกสองคนก็ยังพักได้สบายๆ
อีกอย่างการที่ฉู่หลิงอยู่กับเด็กสาวตั้งหลายคนมันก็ดูจะไม่ค่อยสะดวกนัก ถ้ามีไป่อี้หยุนอยู่ที่นี่ด้วยคอยเป็นพี่สาวคอยดูแล ก็น่าจะดีกว่ามาก
เมื่อได้ยินฉู่หลิงพูดแบบนั้น จางเล่ยและเพื่อนๆ ก็ดวงตาเป็นประกายรีบช่วยกันเกลี้ยกล่อมทันที “พี่อี้หยุนคะ พี่อยู่ที่นี่เถอะนะ ตกลงไหมคะ? ไหนพวกเราตกลงกันแล้วไงว่าคืนนี้จะเล่นไพ่ด้วยกันน่ะ?”
“ก็ได้ค่ะ ฉันตามใจคุณฉู่ค่ะ” ไป่อี้หยุนพยักหน้ายิ้ม ๆ โดยไม่ได้ทำท่าทีขัดเขินและตอบตกลงทันที
เมื่อเห็นไป่อี้หยุนยอมอยู่ค้างด้วย กลุ่มเด็กสาวต่างก็พากันดีใจกันยกใหญ่
ฉู่เหมิงเหมิงและจางเล่ยถึงกับลากตัวไป่อี้หยุนไปนั่งที่โซฟา และรบเร้าให้เธอช่วยเสนอไอเดียเรื่องการเลือกคณะและสาขาวิชาที่ควรจะเรียน รวมถึงสอบถามปัญหาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในวัยทำงานของผู้หญิงจากไป่อี้หยุนไม่หยุด
ฉู่หลิงที่นั่งฟังบทสนทนาอยู่ข้างๆ ก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาพลางพูดว่า “พวกเธอเพิ่งจะจบมัธยมปลายกันเองนะ เริ่มปรึกษาเรื่องในที่ทำงานกันซะแล้วเหรอ?”
ฉู่หลิงพูดไปพลางมองสำรวจฉู่เหมิงเหมิง น้องสาวตัวน้อยของเขายังดูเหมือนเด็กอยู่เลย แต่กลับรู้จักวางแผนเผื่ออนาคตไว้ล่วงหน้าแล้ว
ฉู่เหมิงเหมิงเบิกตากว้างพลางพูดออกมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวว่า “ก็ต้องแน่นอนสิคะ! พี่ชายไม่รู้เหรอว่าคนรุ่นหนูน่ะมีความกดดันสูงมากเลยนะ หนูตั้งใจว่าจะเริ่มทำธุรกิจเล็กๆ และลองเริ่มต้นสร้างเนื้อสร้างตัวดูตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลยค่ะ”
พอพูดถึงเรื่องการทำธุรกิจ ดวงตาของฉู่เหมิงเหมิงก็เปล่งประกายออกมาทันที เธอใกล้จะอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว และเมื่อถึงตอนนั้นเธอก็จะสามารถจดทะเบียนบริษัทได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ยุคสมัยของเธอพึ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเอง!
ฉู่หลิงเลิกคิ้วขึ้น เขาย่อมยินดีที่จะสนับสนุนการตัดสินใจของฉู่เหมิงเหมิงอยู่แล้ว “ดีเลย งั้นเธอก็ตั้งใจเรียนรู้จากพี่อี้หยุนเขานะ พี่เขาเก่งมากเลยล่ะ”
เพราะอย่างไรเสีย ไป่อี้หยุนก็เป็นถึงผู้อำนวยการของสำนักงานของโรลส์-รอยซ์สาขาจินหลิง การที่เธอไต่เต้ามาถึงระดับนี้ได้ตั้งแต่ตอนอายุเพียงเท่านี้ ฝีมือของเธอก็ย่อมไม่น้อยอย่างแน่นอน
หลังจากฉู่หลิงพูดจบ เขาก็เดินกลับเข้าห้องของตัวเองไปและเอนกายนอนลงบนเตียง
ในวินาทีต่อมา หน้าจอโปร่งแสงก็เด้งขึ้นมาทันที
【โฮสต์โปรดทำการลงชื่อเข้าใช้สำหรับวันนี้ด้วย!】
ลงชื่อเข้าใช้!
【ลงชื่อเข้าใช้สำเร็จ! ขอแสดงความยินดีด้วย โฮสต์ได้รับกรรมสิทธิ์ในสปาน้ำพุร้อนเซียนอินแห่งจินหลิง!】
หืม? กรรมสิทธิ์ในสปาน้ำพุร้อนเหรอ?
นี่ก็น่าสนใจดีเหมือนกันแฮะ
ฉู่หลิงไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจมากนัก เขาพยุงตัวลุกขึ้นไปอาบน้ำและเข้านอนตั้งแต่หัววันทันที
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉู่หลิงที่นอนจนตื่นขึ้นมาเอง เขาก็กดรีโมทเปิดผ้าม่านและพบว่าวันนี้อากาศแจ่มใสมาก แสงแดดก็ดีมากเป็นพิเศษ
แสงแดดที่ส่องมากระทบใบหน้าของเขาให้ความรู้สึกอุ่นจนฉู่หลิงรู้สึกปลอดโปร่งในใจ
หลังจากลุกขึ้นมาจัดการล้างหน้าแปรงฟันอย่างง่ายๆ เสร็จแล้ว ฉู่หลิงก็เดินลงมาที่ห้องนั่งเล่นชั้นหนึ่ง
แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่สูงจากพื้นจนจรดเพดานเข้ามาพอดี และมันก็กำลังสาดส่องลงบนร่างกายของไป่อี้หยุนที่กำลังเล่นโยคะอยู่
ไป่อี้หยุนดูเหมือนจะลุกขึ้นมาได้พักหนึ่งแล้ว เธอกำลังสวมชุดโยคะสีเทาอ่อนและกำลังทำท่าทางอย่างตั้งใจที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่
แสงแดดก็ช่วยฉาบให้ไป่อี้หยุนดูเหมือนถูกอาบด้วยแสงสีทอง ทำให้เธอดูสวยงามและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
แม้แต่ฉู่หลิงเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะจ้องมองแบบตาไม่กะพริบ
ภายใต้เสียงดนตรีโยคะที่แสนจะนุ่มนวล ไป่อี้หยุนก็กำลังร่ายรำท่าทางโยคะต่างๆ
ชุดโยคะของไป่อี้หยุนก็แนบชิดกับผิวพรรณของเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนช่วยขับเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกายออกมาได้อย่างชัดเจน
เธอเป็นคนตัวสูง สัดส่วนร่างกายก็ดีเยี่ยม เส้นสายที่อ่อนช้อยนั้นก็ราวกับเป็นงานศิลปะชิ้นเอกที่พระเจ้าบรรจงสร้างขึ้นมา หากผิดเพี้ยนไปแม้เพียงนิดเดียว ก็คงจะสูญเสียความงดงามที่แสนจะสมบูรณ์แบบนี้ไป
ไป่อี้หยุนในตอนนี้ ถึงแม้จะสวมชุดปิดบังร่างกายมิดชิด แต่ก็ยังทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะจินตนาการไปไกล ว่าภายใต้ชุดโยคะนั้นจะเป็นภาพที่งดงามเพียงใด
ไป่อี้หยุนไม่ได้สังเกตเห็นการมาของฉู่หลิงเลยแม้แต่น้อย เธอยื่นเรียวแขนขาวราวกับหยกไปข้างหน้า แล้วค่อย ๆ กดเอวบางลงจนขนานไปกับพื้น
ขาซ้ายก็ค่อยๆ ยกสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนทำมุมเป็นเส้นตรงกับขาขวา!
จนดูคล้ายกับคันศรที่กำลังถูกง้างออก
ไป่อี้หยุนคงท่าทางการยืดเหยียดนั้นไว้ ราวกับเวลาถูกหยุดนิ่ง
ไป่อี้หยุนในท่าทางที่นิ่งสงบนั้นดูงดงามและบริสุทธิ์เหลือเกิน
ฉู่หลิงที่ได้เห็นท่าทางที่มีความยากระดับสูงขนาดนี้ก็ถึงกับอึ้งไป
พระเจ้า ผู้หญิงนี่ทำมาจากน้ำจริงๆ สินะ ร่างกายของเธอถึงได้อ่อนขนาดนี้!
เรียวขาทั้งสองข้างทั้งยาวและตรง ท่าทางแบบนี้ช่วยเสริมให้หน้าอกหน้าใจที่เดิมทีก็ใหญ่โตอยู่แล้วดูตระการตาขึ้นไปอีก
ฉู่หลิงได้แต่ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เขานี่มันช่างเป็นนักพยากรณ์จริงๆ
ตอนนั้นเขาเคยบอกว่าไป่อี้หยุนจะทำการใหญ่ได้แน่ และมันก็ไม่ใช่การพูดพล่อย ๆ เลยจริงๆ
ลองดูตอนนี้สิ มันช่าง... ใหญ่เหลือเกิน!
ฉู่หลิงเดินตรงเข้าไปหาไป่อี้หยุนพลางจดจ้องมองดูไปพลาง
ก็นะ ลูกผู้ชายย่อมต้องหลงใหลในจุดสำคัญไม่กี่จุดเหล่านั้นอยู่แล้ว
แทนที่จะแอบมองแบบหลบๆ ซ่อนๆ สู้มองดูอย่างเปิดเผยไปเลยจะดีกว่า เพราะยังไงใจซือหม่าเจา(*) ใครๆ ก็รู้กันทั่วแล้ว
(*) ใจซือหม่าเจา มาจากสำนวนจีนที่ว่า "ซือหม่าเจาใจ คนบนถนนล้วนรู้" หมายถึง เจตนาที่ซ่อนเร้นหรือความทะเยอทะยานที่เปิดเผยจนใครๆ ก็รู้