เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 43 : ไม่ได้ต้องการอะไรทั้งนั้น...

ตอนที่ 43 : ไม่ได้ต้องการอะไรทั้งนั้น...

ตอนที่ 43 : ไม่ได้ต้องการอะไรทั้งนั้น...


ตอนที่ 43 : ไม่ได้ต้องการอะไรทั้งนั้น...

ฉู่เหมิงเหมิงมองดูใบหน้าที่คิดว่าตัวเองถูกเสมอของคนเหล่านั้น แล้วก็แสยะยิ้มออกมาด้วยความโมโห “ฉันสนิทกับพวกนายมากเหรอ?”

ทำไมกันล่ะ ทั้งที่เป็นทริปเที่ยวจบการศึกษาเหมือนกัน แต่ความสุขของพวกนาย กลับต้องมาสร้างบนความอึดอัดใจของฉันอย่างนั้นเหรอ?

แล้วยังจะมาฝันหวานว่าอยากร่วมทุกข์ร่วมสุขกับฉันอีก?

แล้วยังพูดอะไรที่ว่าฉันจะเอาอะไรอีก? ฉันไม่ได้ต้องการอะไรทั้งนั้น ขอแค่พวกนายไสหัวไปให้ไกลๆ ก็พอ!

ฉู่เหมิงเหมิงยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เธอบิดตัวกลับไปหาฉู่หลิงแล้วพูดว่า “พี่ชายคะ พวกเราไปกันเถอะค่ะ”

ฉู่หลิงเห็นท่าทางของฉู่เหมิงเหมิง เขาก็พยักหน้าอย่างไม่ลังเลและสตาร์ทรถทันที

บูกัตติ เวย์รอน ก็ส่งเสียงคำรามดั่งระลอกคลื่น ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปข้างหน้า

รถโรลส์-รอยซ์ที่ตามหลังมาก็รีบเร่งเครื่องตามไปทันที ในขณะที่ขับผ่านหน้าทุกคนไป ทุกคนก็เห็นใบหน้าด้านข้างของจางเล่ยและเพื่อนๆ ที่กำลังนั่งคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่ในรถโรลส์-รอยซ์รุ่นฐานล้อยาว

กลุ่มเพื่อนร่วมชั้นทุกคนต่างก็ยืนอึ้งค้างอยู่กับที่ เฝ้ามองขบวนรถหรูที่ค่อยๆ ลับสายตาไป

ในตอนนี้ภายในใจของพวกเขาทุกคน ต่างก็รู้สึกเสียใจอย่างถึงที่สุด

พวกเขาแทบอยากจะตบหน้าของตัวเองสักสองฉาดเพื่อระบายความแค้น ทำไมพวกเขาถึงได้โง่ขนาดนี้!

เพียงเพื่อโรงแรมระดับสามดาว พวกเขากลับไปล่วงเกินฉู่เหมิงเหมิงเข้าเสียได้

การล่วงเกินเธอก็เท่ากับเป็นการล่วงเกินพี่ชายของเธอไปโดยปริยาย

ใครๆ ก็มองออกว่าฉู่หลิงดีกับฉู่เหมิงเหมิงขนาดไหน

เพราะเกรงว่าเธอจะหิว เขาถึงกับเดินไปซื้ออาหารเช้ามาให้ด้วยตัวเอง

ถึงแม้พวกเขาจะไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของฉู่หลิง แต่ลำพังแค่รถบูกัตติ เวย์รอนราคา 50-60 ล้านหยวน กับขบวนรถโรลส์-รอยซ์มูลค่าหลายร้อยล้านนั่น มันยังไม่ชัดเจนพออีกเหรอ?

อย่างน้อยที่สุดเขาก็ต้องเป็นมหาเศรษฐีระดับท็อปแน่นอน!

คราวนี้เป็นยังไงล่ะ นอกจากจะเสียโอกาสได้ลองนั่งรถหรูไปแล้ว พวกเขายังพลาดโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักกับผู้ยิ่งใหญ่ระดับนี้ไปอย่างน่าเสียดายด้วย!

“พี่คะ จินหลิงดูเจริญขึ้นมากเลยนะคะเนี่ย!”

ฉู่เหมิงเหมิงนั่งอยู่บนรถ ใบหน้าเล็กๆ ของเธอก็แทบจะแนบชิดกับกระจกหน้าต่าง ตลอดการเดินทางเธอเอาแต่ชื่นชมทัศนียภาพของจินหลิงไม่หยุด

“ยัยเด็กบื้อ เมื่อกี้ที่เธอเห็นน่ะมันแค่ใจกลางเมืองจินหลิงนะ มันก็ต้องเจริญอยู่แล้วสิ!” ฉู่หลิงฟังคำพูดของฉู่เหมิงเหมิงแล้วก็หลุดหัวเราะออกมา ยัยหนูคนนี้ยังน่ารักเหมือนเดิมเลยแฮะ

ฉู่เหมิงเหมิงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ เธอเองก็รู้อยู่แล้วล่ะว่านั่นคือใจกลางเมือง แต่สภาพแวดล้อมของที่นี่มันดีกว่าที่เจียงเฉิงตั้งเยอะนี่นา!

ฉู่หลิงจ้องมองฉู่เหมิงเหมิงพลางยื่นมือไปขยี้ผมของเธอจนยุ่งเหยิง จนทำให้เธอเริ่มไม่พอใจอีกครั้ง “พี่คะ พี่รังแกหนูอีกแล้วนะ!”

“ช่วยไม่ได้นี่นา ก็เธอทำตัวให้น่ารังแกเองนี่!” ฉู่หลิงหัวเราะร่าออกมา

ทั้งสองคนหัวเราะและหยอกล้อกันไปพลาง จากนั้นฉู่เหมิงเหมิงก็หันมามองพี่ชายของตัวเอง เธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้พี่ชายของเธอไปทำอะไรมาถึงได้ดูดีและมีฐานะขนาดนี้ แต่เธอรู้ดีว่ากว่าที่พี่ชายของเธอจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ มันต้องไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน

เธอเคยแอบได้ยินพ่อกับแม่คุยกันว่า ตอนแรกที่คุณลุงทำธุรกิจนั้นทุกอย่างมันราบลื่นมาก และยิ่งมีคุณป้ามาช่วยเหลือมันก็แทบจะเรียกได้ว่าธุรกิจของคุณลุงนั้นเจริญก้าวหน้าขึ้นทุกวัน ตอนนั้นเธอถึงกับยึดคุณป้าเป็นต้นแบบ และอยากจะเป็นผู้หญิงที่เรียบร้อยและความสามารถแบบนั้นบ้าง

ตอนที่เธอเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็หัวเราะแล้วบอกว่าคุณป้าของเธอนั้นมาจากปักกิ่ง กิริยามารยาทและการศึกษาที่ได้รับมาตั้งแต่เด็กนั้นสูงส่งและกว้างไกลมาก ซึ่งพวกเธอคงยากที่จะเทียบติด

ต่อมาเธอก็เคยถามแม่ว่าทำไม เธอถึงไม่เคยเห็นญาติทางฝั่งคุณป้าเลยและก็ไม่เคยได้ยินพี่ชายพูดถึงเรื่องของคุณยายด้วย แต่แม่ก็มักจะบอกให้เธออย่าถามอะไรมาก

หลังจากนั้น ฐานะทางบ้านของพี่ชายก็เริ่มตกต่ำลง ขาของคุณลุงก็เริ่มกะเผลกขึ้นมา จนมีอยู่ครั้งหนึ่งเธออยากจะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น เธอจึงไปถามพ่อกับแม่ แต่เธอกลับถูกดุไปชุดใหญ่ และตั้งแต่นั้นมาต่อให้เธอจะอยากรู้แค่ไหน เธอก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามอีกเลย

แต่ทว่า เมื่อได้เห็นพี่ชายเป็นแบบนี้ในตอนนี้ เธอก็รู้สึกดีใจจากก้นบึ้งของหัวใจจริงๆ

ในตอนนั้นเอง ฉู่หลิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็สัมผัสได้ว่าฉู่เหมิงเหมิงเอาแต่จ้องมองเขา เขาจึงหันกลับไปมอง “เป็นอะไรไปล่ะ? จ้องพี่ซะเขม็งเชียว”

“เปล่าค่ะ แค่รู้สึกว่าพี่ชายของหนูหล่อขึ้นกว่าเดิมมากเลยนะคะเนี่ย” ฉู่เหมิงเหมิงเม้มปากยิ้มบางๆ

จากนั้นฉู่หลิงก็ลูบศีรษะของเธอเบาๆ “ปากหวานจริงๆ เลยนะเรา”

ในขณะที่สองพี่น้องกำลังแสดงความรักต่อกันอยู่นั้น ภายในรถโรลส์-รอยซ์รุ่นฐานล้อยาวที่ตามหลังมา เด็กสาวสองสามคนต่างก็มองดูทัศนียภาพนอกหน้าต่างด้วยความตื่นเต้น และเริ่มซุบซิบกันถึงความเจริญรุ่งเรืองและความสวยงามของเมืองแห่งนี้

ไป่อี้หยุนได้ยินที่พวกเธอคุยกันก็ยิ้มจางๆ แล้วพูดว่า “เมื่อกี้ที่พวกเราขับผ่านคือใจกลางเมืองน่ะ ไว้รอพวกเธอจัดแจงที่พักกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ค่อยออกมาเที่ยวเล่นกันก็ได้นะ แถวนี้มีที่กินที่เที่ยวเยอะแยะเลย รับรองว่าพวกเธอต้องชอบอย่างแน่นอน”

“ขอบคุณมากนะคะพี่อี้หยุน” จางเล่ยฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับกล่าวขอบคุณ

พวกเธอที่เพิ่งจะขึ้นรถมาก็ได้ตีสนิทกับไป่อี้หยุนเรียบร้อยแล้ว จางเล่ยที่มีนิสัยดีและปากหวาน ก็ทำให้เธอคุยกับไป่อี้หยุนได้อย่างถูกคอ

การที่เรียกพี่อี้หยุนอย่างสนิทสนมแบบนี้ มันก็ทำให้ไป่อี้หยุนแทบอยากจะรับจางเล่ยมาเป็นน้องสาวของเธอจริงๆ เลยทีเดียว

จางเล่ยเปิดระบบนำทางในโทรศัพท์ไปด้วย และเธอก็พบว่าตำแหน่งปัจจุบันของพวกเธอ เริ่มจะห่างไกลจากใจกลางเมืองออกไปทุกที

“พี่อี้หยุนคะ บ้านของพี่หลิงไม่ได้อยู่ที่ใจกลางเมืองเหรอคะ?” จางเล่ยเอ่ยถามด้วยความสงสัย

จากฐานะทางการเงินของฉู่หลิงในตอนนี้ เขาควรจะพักอาศัยอยู่ในย่านที่หรูหราที่สุดไม่ใช่เหรอ?

ในความคิดของเด็กสาวตัวเล็กๆ คนรวยก็น่าจะต้องอยู่ในที่ที่แพงที่สุดสิ

ยิ่งอยู่ใจกลางเมือง ราคาก็จะยิ่งสูง

ในทางกลับกัน ยิ่งห่างไกลจากตัวเมือง ราคาก็จะยิ่งตกลงอย่างรวดเร็วไม่ใช่เหรอ

ไป่อี้หยุนหัวเราะคิกคักพลางอธิบายให้จางเล่ยฟังว่า “บ้านของคุณฉู่ไม่ได้อยู่ที่ใจกลางเมืองหรอกจ่ะ”

จางเล่ยอึ้งไปครู่หนึ่ง ในแววตาก็ฉายแววประหลาดใจออกมาเล็กน้อย “อ๊ะ เป็นอย่างนั้นเองเหรอคะ! แต่พี่หลิงอยู่ไกลขนาดนั้น เวลาทำงานจะไม่ลำบากแย่เหรอคะ? แถมยังอยู่ห่างจากตัวเมืองขนาดนี้ เวลาจะซื้อของหรือจะออกไปทำธุระข้างนอก ก็น่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากมากเลยนะคะ?”

“น้องสาวจ๊ะ เรื่องบางเรื่องมันก็ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เธอคิดหรอกนะ” ไป่อี้หยุนยิ้มบางๆ แล้วพูดต่อว่า “พวกเธอรู้ไหมว่า คฤหาสน์เทียนฝางที่บ้านของคุณฉู่ตั้งอยู่น่ะ มันคือที่ไหนกัน?”

ดวงตาของเด็กสาวทุกคนเป็นประกายขึ้นมาพร้อมกัน คำพูดนี้ฟังดูเหมือนจะมีข้อมูลที่น่าทึ่งซ่อนอยู่

คฤหาสน์เทียนฝาง? ถึงจะยังไม่คุ้นชื่อ แต่ความรู้สึกมันกลับบอกว่า... ระดับของมันต้องสูงอย่างแน่นอน

เด็กสาวที่นั่งอยู่เบาะหลัง ต่างก็พากันโน้มตัวมาข้างหน้าตามสัญชาตญาณ และจ้องมองไป่อี้หยุนตาปริบๆ “พี่ไป่คะ พวกหนูเพิ่งจะเคยมาจินหลิงเป็นครั้งแรกเองนะคะ พวกหนูจะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไงล่ะคะ? พี่ช่วยเล่าให้พวกหนูฟังหน่อยสิคะ?”

“พี่จะบอกให้ฟังก็แล้วกันนะ คฤหาสน์เทียนฝางที่คุณฉู่พักอาศัยอยู่นั้น คือหมู่บ้านที่หรูหราและอลังการที่สุดในจินหลิงเลยล่ะ!” ประโยคเดียวของไป่อี้หยุน ก็บ่งบอกถึงสถานะของคฤหาสน์เทียนฝางในจินหลิงได้อย่างชัดเจน

มันเป็นหมู่บ้านที่หรูหราที่สุด โดยไม่มีใครเทียบได้

เด็กสาวแต่ละคนต่างก็หันมามองหน้ากันด้วยความอิจฉา

สมกับเป็นพี่ฉู่หลิงจริงๆ พักอยู่ในที่ที่ดีที่สุด ซึ่งก็คู่ควรกับฐานะของเขาที่สุดแล้ว

“หมู่บ้านที่หรูหราที่สุดเหรอ? ไม่รู้ว่าหน้าตาของมันจะเป็นยังไง...” รูมเมทคนหนึ่งก็พึมพำกับตัวเอง ความยากจนนั้นจำกัดจินตนาการของเธอจริงๆ นอกจากบ้านจะหลังใหญ่ขึ้นและดูอลังการขึ้นแล้ว มันจะมีความแตกต่างอย่างอื่นอีกเหรอ?

ไป่อี้หยุนเป็นคนนิสัยดีมาก เธอไม่เพียงแต่จะไม่หัวเราะเยาะเด็กสาวเหล่านั้น แต่เธอยังอธิบายอย่างใจเย็นว่า

“คฤหาสน์เทียนฝางนั้นดีเยี่ยมในทุกๆ ด้านเลยล่ะ ด้านหลังติดภูเขา ด้านหน้าติดแม่น้ำ ความหรูหราก็จัดว่าถึงขีดสุด ที่สำคัญที่สุดก็คือ มันเป็นโครงการวิลล่าระดับท็อป โดยเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นบุคคลระดับสูงในจินหลิงและพื้นที่ใกล้เคียง มีเพียงบรรดาเศรษฐีระดับแนวหน้าของจินหลิงเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์พักอาศัยอยู่ที่นั่นได้”

เด็กสาวทุกคนพยักหน้าอย่างกึ่งเข้าใจกึ่งไม่เข้าใจ พวกเธอลองนึกภาพตามแล้ว แต่ก็นึกไม่ค่อยออกเท่าไหร่

“พวกเธอรู้ไหมว่ามันหน้าตาเป็นยังไง?” เด็กสาวคนหนึ่งลดเสียงถามเบาๆ

จางเล่ยกะพริบตาปริบๆ พลางลูบคางแล้วตอบว่า “ฉันว่านะ อาจจะเป็นวิลล่าสองชั้นหลังเล็กๆ แบบในซีรีส์อเมริกาหรือเปล่า?”

ตัวบ้านที่เป็นไม้ดูคลาสสิกและมีความเป็นธรรมชาติมาก

โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะตก บ้านแบบนั้นน่าจะมีซานตาคลอสโผล่ออกมาได้ทุกเมื่อ

เพราะบ้านแบบนั้นไม่เพียงแต่จะเตี้ย แต่ยังมีปล่องไฟอีกด้วย ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการมาเยือนของซานตาคลอสเลยล่ะ

เด็กสาวแต่ละคนยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกอิจฉา บ้านแบบนั้นถ้าได้อยู่ก็คงจะมีความสุขมากแน่ๆ

ไป่อี้หยุนขับรถไปอย่างเงียบๆ ทันใดนั้นเธอก็ชี้ไปที่ทางแยกข้างหน้าแล้วพูดว่า “พอเลี้ยวโค้งข้างหน้าไป ก็จะเข้าสู่ถนนส่วนบุคคลของคฤหาสน์เทียนฝางแล้วล่ะ พอเห็นถนนเส้นนั้นแล้ว พวกเธอก็จะรู้เองว่าทำไมบ้านพวกนั้นถึงได้กล้าตั้งราคาไว้สูงขนาดนี้”

เด็กสาวเหล่านั้นยังคงไม่ค่อยเข้าใจ ก็แค่ถนนเส้นหนึ่งไม่ใช่เหรอ? ถนนส่วนบุคคลแล้วยังไงล่ะ มันจะพาขับขึ้นไปบนสวรรค์ได้หรือยังไงกัน?

ทว่าในวินาทีนั้นเอง เมื่อผ่านหัวโค้งไป ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็พลันเปิดกว้างขึ้นทันที

เด็กสาวทุกคนต่างก็ตกตะลึงเมื่อพบว่า ถนนเส้นนี้กว้างกว่าถนนหลักเมื่อกี้ถึงสองเลน!

“พี่อี้หยุนคะ ไหนพี่บอกว่าถนนเส้นนี้เป็นถนนส่วนบุคคลไงคะ? ทำไมมันถึงสร้างได้กว้างขนาดนี้ล่ะคะ?” จางเล่ยอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง

ต้องยอมรับเลยว่า ถนนที่กว้างขวางและสมบูรณ์แบบขนาดนี้ มันให้ความรู้สึกถึงกลิ่นอายของมหาเศรษฐีที่แผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจน

หมู่บ้านที่หรูหราขนาดนี้ เธอเองก็เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกจริงๆ

และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ต้นไม้ริมทางก็ไม่ได้เหมือนกับถนนทั่วไปเลยสักนิด

ทุกๆ ระยะจะมีต้นแปะก๊วยตั้งตระหง่านอยู่ และที่โคนต้นก็เต็มไปด้วยมวลหมู่ดอกไม้นานาพันธุ์ที่กำลังผลิบานอย่างเขียวชอุ่ม

พวกเธอจำชื่อพันธุ์ดอกไม้ได้ไม่หมด แต่ก็พอจะมองออกว่าส่วนหนึ่งคือดอกทิวลิป เพราะพวกเธอได้กลิ่นหอมๆ ของมันลอยมาเตะจมูก

ในตอนนี้ดอกไม้กำลังเบิกบานเต็มที่และอวดความสวยงามของพวกมันอย่างเต็มเหนี่ยว จนเด็กสาวบนรถต่างก็พากันจ้องมองจนตาค้าง

สวยมากจริงๆ นะเนี่ย

“เดี๋ยวมีอะไรที่ดีกว่านี้อีกนะ”

ไป่อี้หยุนไม่ได้พูดอะไรต่อ รถยังคงเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เข้าสู่ช่วงถนนบนเขา

ทุกคนต่างก็จ้องมองต้นไม้รอบข้าง ภูเขาที่อยู่ขนาบสองข้างทางและแม่น้ำแยงซี รวมถึงภาพทัศนียภาพของเมืองจินหลิงจากมุมสูง ต่างก็ทำให้พวกเธอตกตะลึงไปตามๆ กัน

ที่แท้พอมองจากถนนบนเขาแล้ว แม่น้ำแยงซีก็ดูเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง

พอมองลงไปจากตรงนี้ แม่น้ำแยงซีเปรียบเสมือนสายธารหยกของจินหลิงที่ไหลคดเคี้ยวผ่านไป ดูพริ้วไหวอย่างบอกไม่ถูก

ส่วนภูเขาด้านหลังก็สวยงามจนเกินบรรยาย แสงแดดช่วยฉาบให้ภูเขาเหล่านั้นดูเหมือนกำลังสวมชุดเกราะสีทอง ดูทั้งน่าเกรงขามและสง่างาม

เด็กสาวแต่ละคนถึงกับพูดไม่ออก การได้ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ มันคือชีวิตประดุจเทพเซียนชัดๆ

ถนนส่วนบุคคลเส้นนี้มีรถวิ่งน้อยมาก ดังนั้นในเวลาไม่นาน พวกเขาก็ได้เห็นประตูทางเข้าของคฤหาสน์เทียนฝาง

ขบวนรถก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงเมื่อเข้าใกล้เขตหมู่บ้านและค่อยๆ ขับเคลื่อนเข้าสู่ทางเข้าคฤหาสน์เทียนฝาง

เมื่อเห็นรถบูกัตติ เวย์รอนสีดำส้มคันนั้น รปภ. ก็รู้ทันทีว่าเจ้าของวิลล่าหมายเลขหนึ่งกลับมาแล้ว

แต่ทว่าเมื่อมองตามไปด้านหลัง รปภ. ที่เข้าเวรอยู่ก็ถึงกับสะดุ้งตกใจ

สวรรค์ เจ้าของวิลล่าหมายเลขหนึ่งถอยรถใหม่มาอีกแล้วเหรอ? แถมยังเป็นโรลส์-รอยซ์ที่ยกขบวนมากันเลยเนี่ยนะ!

มันจะต้องใช้เงินตั้งเท่าไหร่กันล่ะเนี่ย!

“ทำอะไรอยู่น่ะ? ยืนบื้ออยู่ได้! รีบเปิดที่กั้นเร็วเข้า!”

หัวหน้า รปภ. ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เริ่มจะร้อนใจ รถคันที่นำขบวนมาน่ะคือเจ้าของวิลล่าหมายเลขหนึ่งเลยนะ ถ้าเขาเกิดไม่พอใจขึ้นมา พวกเขาทั้งทีม รปภ. คงได้เดือดร้อนกันหมดแน่!

“อ้อๆ ครับ!” รปภ. รีบเปิดที่กั้นทันทีและจ้องมองขบวนรถที่แล่นผ่านเข้าไปทีละคัน ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก ตกใจจนขวัญเสียไปหมด!

“หัวหน้าครับ เจ้าของวิลล่าหมายเลขหนึ่งคนนี้เขาเป็นใครกันเหรอครับ?” รปภ. จ้องมองขบวนรถที่หายลับสายตาไปพลางเอ่ยถามหัวหน้าด้วยความเลื่อมใส

หัวหน้ามองค้อนเขาแวบหนึ่งด้วยความรำคาญ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาไหวตัวทันล่ะก็ เขาคงได้ไปล่วงเกินท่านผู้ยิ่งใหญ่เข้าให้แล้ว!

ยังมีหน้ามาถามอีกเหรอว่าเขาเป็นใคร?

เขาก็คือคนที่แกไม่มีปัญญาจะไปล่วงเกินน่ะสิ!

ลำพังแค่ป้ายทะเบียนรถของเขา แกคิดว่าลำพังแค่หัวหน้า รปภ. อย่างฉัน จะไปรู้ฐานะที่แท้จริงของเขาได้หรือยังไงกัน!

“อย่าไปแส่เรื่องคนอื่น ตั้งใจเข้าเวรไปเถอะ” หัวหน้า รปภ. ทำหน้าดุใส่และทิ้งคำพูดไว้เพียงประโยคเดียว ก่อนจะเดินออกไปข้างนอก เพราะถึงเวลาที่เขาต้องออกตรวจตราแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 43 : ไม่ได้ต้องการอะไรทั้งนั้น...

คัดลอกลิงก์แล้ว