- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 43 : ไม่ได้ต้องการอะไรทั้งนั้น...
ตอนที่ 43 : ไม่ได้ต้องการอะไรทั้งนั้น...
ตอนที่ 43 : ไม่ได้ต้องการอะไรทั้งนั้น...
ตอนที่ 43 : ไม่ได้ต้องการอะไรทั้งนั้น...
ฉู่เหมิงเหมิงมองดูใบหน้าที่คิดว่าตัวเองถูกเสมอของคนเหล่านั้น แล้วก็แสยะยิ้มออกมาด้วยความโมโห “ฉันสนิทกับพวกนายมากเหรอ?”
ทำไมกันล่ะ ทั้งที่เป็นทริปเที่ยวจบการศึกษาเหมือนกัน แต่ความสุขของพวกนาย กลับต้องมาสร้างบนความอึดอัดใจของฉันอย่างนั้นเหรอ?
แล้วยังจะมาฝันหวานว่าอยากร่วมทุกข์ร่วมสุขกับฉันอีก?
แล้วยังพูดอะไรที่ว่าฉันจะเอาอะไรอีก? ฉันไม่ได้ต้องการอะไรทั้งนั้น ขอแค่พวกนายไสหัวไปให้ไกลๆ ก็พอ!
ฉู่เหมิงเหมิงยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เธอบิดตัวกลับไปหาฉู่หลิงแล้วพูดว่า “พี่ชายคะ พวกเราไปกันเถอะค่ะ”
ฉู่หลิงเห็นท่าทางของฉู่เหมิงเหมิง เขาก็พยักหน้าอย่างไม่ลังเลและสตาร์ทรถทันที
บูกัตติ เวย์รอน ก็ส่งเสียงคำรามดั่งระลอกคลื่น ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปข้างหน้า
รถโรลส์-รอยซ์ที่ตามหลังมาก็รีบเร่งเครื่องตามไปทันที ในขณะที่ขับผ่านหน้าทุกคนไป ทุกคนก็เห็นใบหน้าด้านข้างของจางเล่ยและเพื่อนๆ ที่กำลังนั่งคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่ในรถโรลส์-รอยซ์รุ่นฐานล้อยาว
กลุ่มเพื่อนร่วมชั้นทุกคนต่างก็ยืนอึ้งค้างอยู่กับที่ เฝ้ามองขบวนรถหรูที่ค่อยๆ ลับสายตาไป
ในตอนนี้ภายในใจของพวกเขาทุกคน ต่างก็รู้สึกเสียใจอย่างถึงที่สุด
พวกเขาแทบอยากจะตบหน้าของตัวเองสักสองฉาดเพื่อระบายความแค้น ทำไมพวกเขาถึงได้โง่ขนาดนี้!
เพียงเพื่อโรงแรมระดับสามดาว พวกเขากลับไปล่วงเกินฉู่เหมิงเหมิงเข้าเสียได้
การล่วงเกินเธอก็เท่ากับเป็นการล่วงเกินพี่ชายของเธอไปโดยปริยาย
ใครๆ ก็มองออกว่าฉู่หลิงดีกับฉู่เหมิงเหมิงขนาดไหน
เพราะเกรงว่าเธอจะหิว เขาถึงกับเดินไปซื้ออาหารเช้ามาให้ด้วยตัวเอง
ถึงแม้พวกเขาจะไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของฉู่หลิง แต่ลำพังแค่รถบูกัตติ เวย์รอนราคา 50-60 ล้านหยวน กับขบวนรถโรลส์-รอยซ์มูลค่าหลายร้อยล้านนั่น มันยังไม่ชัดเจนพออีกเหรอ?
อย่างน้อยที่สุดเขาก็ต้องเป็นมหาเศรษฐีระดับท็อปแน่นอน!
คราวนี้เป็นยังไงล่ะ นอกจากจะเสียโอกาสได้ลองนั่งรถหรูไปแล้ว พวกเขายังพลาดโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักกับผู้ยิ่งใหญ่ระดับนี้ไปอย่างน่าเสียดายด้วย!
“พี่คะ จินหลิงดูเจริญขึ้นมากเลยนะคะเนี่ย!”
ฉู่เหมิงเหมิงนั่งอยู่บนรถ ใบหน้าเล็กๆ ของเธอก็แทบจะแนบชิดกับกระจกหน้าต่าง ตลอดการเดินทางเธอเอาแต่ชื่นชมทัศนียภาพของจินหลิงไม่หยุด
“ยัยเด็กบื้อ เมื่อกี้ที่เธอเห็นน่ะมันแค่ใจกลางเมืองจินหลิงนะ มันก็ต้องเจริญอยู่แล้วสิ!” ฉู่หลิงฟังคำพูดของฉู่เหมิงเหมิงแล้วก็หลุดหัวเราะออกมา ยัยหนูคนนี้ยังน่ารักเหมือนเดิมเลยแฮะ
ฉู่เหมิงเหมิงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ เธอเองก็รู้อยู่แล้วล่ะว่านั่นคือใจกลางเมือง แต่สภาพแวดล้อมของที่นี่มันดีกว่าที่เจียงเฉิงตั้งเยอะนี่นา!
ฉู่หลิงจ้องมองฉู่เหมิงเหมิงพลางยื่นมือไปขยี้ผมของเธอจนยุ่งเหยิง จนทำให้เธอเริ่มไม่พอใจอีกครั้ง “พี่คะ พี่รังแกหนูอีกแล้วนะ!”
“ช่วยไม่ได้นี่นา ก็เธอทำตัวให้น่ารังแกเองนี่!” ฉู่หลิงหัวเราะร่าออกมา
ทั้งสองคนหัวเราะและหยอกล้อกันไปพลาง จากนั้นฉู่เหมิงเหมิงก็หันมามองพี่ชายของตัวเอง เธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้พี่ชายของเธอไปทำอะไรมาถึงได้ดูดีและมีฐานะขนาดนี้ แต่เธอรู้ดีว่ากว่าที่พี่ชายของเธอจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ มันต้องไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน
เธอเคยแอบได้ยินพ่อกับแม่คุยกันว่า ตอนแรกที่คุณลุงทำธุรกิจนั้นทุกอย่างมันราบลื่นมาก และยิ่งมีคุณป้ามาช่วยเหลือมันก็แทบจะเรียกได้ว่าธุรกิจของคุณลุงนั้นเจริญก้าวหน้าขึ้นทุกวัน ตอนนั้นเธอถึงกับยึดคุณป้าเป็นต้นแบบ และอยากจะเป็นผู้หญิงที่เรียบร้อยและความสามารถแบบนั้นบ้าง
ตอนที่เธอเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็หัวเราะแล้วบอกว่าคุณป้าของเธอนั้นมาจากปักกิ่ง กิริยามารยาทและการศึกษาที่ได้รับมาตั้งแต่เด็กนั้นสูงส่งและกว้างไกลมาก ซึ่งพวกเธอคงยากที่จะเทียบติด
ต่อมาเธอก็เคยถามแม่ว่าทำไม เธอถึงไม่เคยเห็นญาติทางฝั่งคุณป้าเลยและก็ไม่เคยได้ยินพี่ชายพูดถึงเรื่องของคุณยายด้วย แต่แม่ก็มักจะบอกให้เธออย่าถามอะไรมาก
หลังจากนั้น ฐานะทางบ้านของพี่ชายก็เริ่มตกต่ำลง ขาของคุณลุงก็เริ่มกะเผลกขึ้นมา จนมีอยู่ครั้งหนึ่งเธออยากจะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น เธอจึงไปถามพ่อกับแม่ แต่เธอกลับถูกดุไปชุดใหญ่ และตั้งแต่นั้นมาต่อให้เธอจะอยากรู้แค่ไหน เธอก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามอีกเลย
แต่ทว่า เมื่อได้เห็นพี่ชายเป็นแบบนี้ในตอนนี้ เธอก็รู้สึกดีใจจากก้นบึ้งของหัวใจจริงๆ
ในตอนนั้นเอง ฉู่หลิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็สัมผัสได้ว่าฉู่เหมิงเหมิงเอาแต่จ้องมองเขา เขาจึงหันกลับไปมอง “เป็นอะไรไปล่ะ? จ้องพี่ซะเขม็งเชียว”
“เปล่าค่ะ แค่รู้สึกว่าพี่ชายของหนูหล่อขึ้นกว่าเดิมมากเลยนะคะเนี่ย” ฉู่เหมิงเหมิงเม้มปากยิ้มบางๆ
จากนั้นฉู่หลิงก็ลูบศีรษะของเธอเบาๆ “ปากหวานจริงๆ เลยนะเรา”
ในขณะที่สองพี่น้องกำลังแสดงความรักต่อกันอยู่นั้น ภายในรถโรลส์-รอยซ์รุ่นฐานล้อยาวที่ตามหลังมา เด็กสาวสองสามคนต่างก็มองดูทัศนียภาพนอกหน้าต่างด้วยความตื่นเต้น และเริ่มซุบซิบกันถึงความเจริญรุ่งเรืองและความสวยงามของเมืองแห่งนี้
ไป่อี้หยุนได้ยินที่พวกเธอคุยกันก็ยิ้มจางๆ แล้วพูดว่า “เมื่อกี้ที่พวกเราขับผ่านคือใจกลางเมืองน่ะ ไว้รอพวกเธอจัดแจงที่พักกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ค่อยออกมาเที่ยวเล่นกันก็ได้นะ แถวนี้มีที่กินที่เที่ยวเยอะแยะเลย รับรองว่าพวกเธอต้องชอบอย่างแน่นอน”
“ขอบคุณมากนะคะพี่อี้หยุน” จางเล่ยฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับกล่าวขอบคุณ
พวกเธอที่เพิ่งจะขึ้นรถมาก็ได้ตีสนิทกับไป่อี้หยุนเรียบร้อยแล้ว จางเล่ยที่มีนิสัยดีและปากหวาน ก็ทำให้เธอคุยกับไป่อี้หยุนได้อย่างถูกคอ
การที่เรียกพี่อี้หยุนอย่างสนิทสนมแบบนี้ มันก็ทำให้ไป่อี้หยุนแทบอยากจะรับจางเล่ยมาเป็นน้องสาวของเธอจริงๆ เลยทีเดียว
จางเล่ยเปิดระบบนำทางในโทรศัพท์ไปด้วย และเธอก็พบว่าตำแหน่งปัจจุบันของพวกเธอ เริ่มจะห่างไกลจากใจกลางเมืองออกไปทุกที
“พี่อี้หยุนคะ บ้านของพี่หลิงไม่ได้อยู่ที่ใจกลางเมืองเหรอคะ?” จางเล่ยเอ่ยถามด้วยความสงสัย
จากฐานะทางการเงินของฉู่หลิงในตอนนี้ เขาควรจะพักอาศัยอยู่ในย่านที่หรูหราที่สุดไม่ใช่เหรอ?
ในความคิดของเด็กสาวตัวเล็กๆ คนรวยก็น่าจะต้องอยู่ในที่ที่แพงที่สุดสิ
ยิ่งอยู่ใจกลางเมือง ราคาก็จะยิ่งสูง
ในทางกลับกัน ยิ่งห่างไกลจากตัวเมือง ราคาก็จะยิ่งตกลงอย่างรวดเร็วไม่ใช่เหรอ
ไป่อี้หยุนหัวเราะคิกคักพลางอธิบายให้จางเล่ยฟังว่า “บ้านของคุณฉู่ไม่ได้อยู่ที่ใจกลางเมืองหรอกจ่ะ”
จางเล่ยอึ้งไปครู่หนึ่ง ในแววตาก็ฉายแววประหลาดใจออกมาเล็กน้อย “อ๊ะ เป็นอย่างนั้นเองเหรอคะ! แต่พี่หลิงอยู่ไกลขนาดนั้น เวลาทำงานจะไม่ลำบากแย่เหรอคะ? แถมยังอยู่ห่างจากตัวเมืองขนาดนี้ เวลาจะซื้อของหรือจะออกไปทำธุระข้างนอก ก็น่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากมากเลยนะคะ?”
“น้องสาวจ๊ะ เรื่องบางเรื่องมันก็ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เธอคิดหรอกนะ” ไป่อี้หยุนยิ้มบางๆ แล้วพูดต่อว่า “พวกเธอรู้ไหมว่า คฤหาสน์เทียนฝางที่บ้านของคุณฉู่ตั้งอยู่น่ะ มันคือที่ไหนกัน?”
ดวงตาของเด็กสาวทุกคนเป็นประกายขึ้นมาพร้อมกัน คำพูดนี้ฟังดูเหมือนจะมีข้อมูลที่น่าทึ่งซ่อนอยู่
คฤหาสน์เทียนฝาง? ถึงจะยังไม่คุ้นชื่อ แต่ความรู้สึกมันกลับบอกว่า... ระดับของมันต้องสูงอย่างแน่นอน
เด็กสาวที่นั่งอยู่เบาะหลัง ต่างก็พากันโน้มตัวมาข้างหน้าตามสัญชาตญาณ และจ้องมองไป่อี้หยุนตาปริบๆ “พี่ไป่คะ พวกหนูเพิ่งจะเคยมาจินหลิงเป็นครั้งแรกเองนะคะ พวกหนูจะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไงล่ะคะ? พี่ช่วยเล่าให้พวกหนูฟังหน่อยสิคะ?”
“พี่จะบอกให้ฟังก็แล้วกันนะ คฤหาสน์เทียนฝางที่คุณฉู่พักอาศัยอยู่นั้น คือหมู่บ้านที่หรูหราและอลังการที่สุดในจินหลิงเลยล่ะ!” ประโยคเดียวของไป่อี้หยุน ก็บ่งบอกถึงสถานะของคฤหาสน์เทียนฝางในจินหลิงได้อย่างชัดเจน
มันเป็นหมู่บ้านที่หรูหราที่สุด โดยไม่มีใครเทียบได้
เด็กสาวแต่ละคนต่างก็หันมามองหน้ากันด้วยความอิจฉา
สมกับเป็นพี่ฉู่หลิงจริงๆ พักอยู่ในที่ที่ดีที่สุด ซึ่งก็คู่ควรกับฐานะของเขาที่สุดแล้ว
“หมู่บ้านที่หรูหราที่สุดเหรอ? ไม่รู้ว่าหน้าตาของมันจะเป็นยังไง...” รูมเมทคนหนึ่งก็พึมพำกับตัวเอง ความยากจนนั้นจำกัดจินตนาการของเธอจริงๆ นอกจากบ้านจะหลังใหญ่ขึ้นและดูอลังการขึ้นแล้ว มันจะมีความแตกต่างอย่างอื่นอีกเหรอ?
ไป่อี้หยุนเป็นคนนิสัยดีมาก เธอไม่เพียงแต่จะไม่หัวเราะเยาะเด็กสาวเหล่านั้น แต่เธอยังอธิบายอย่างใจเย็นว่า
“คฤหาสน์เทียนฝางนั้นดีเยี่ยมในทุกๆ ด้านเลยล่ะ ด้านหลังติดภูเขา ด้านหน้าติดแม่น้ำ ความหรูหราก็จัดว่าถึงขีดสุด ที่สำคัญที่สุดก็คือ มันเป็นโครงการวิลล่าระดับท็อป โดยเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นบุคคลระดับสูงในจินหลิงและพื้นที่ใกล้เคียง มีเพียงบรรดาเศรษฐีระดับแนวหน้าของจินหลิงเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์พักอาศัยอยู่ที่นั่นได้”
เด็กสาวทุกคนพยักหน้าอย่างกึ่งเข้าใจกึ่งไม่เข้าใจ พวกเธอลองนึกภาพตามแล้ว แต่ก็นึกไม่ค่อยออกเท่าไหร่
“พวกเธอรู้ไหมว่ามันหน้าตาเป็นยังไง?” เด็กสาวคนหนึ่งลดเสียงถามเบาๆ
จางเล่ยกะพริบตาปริบๆ พลางลูบคางแล้วตอบว่า “ฉันว่านะ อาจจะเป็นวิลล่าสองชั้นหลังเล็กๆ แบบในซีรีส์อเมริกาหรือเปล่า?”
ตัวบ้านที่เป็นไม้ดูคลาสสิกและมีความเป็นธรรมชาติมาก
โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะตก บ้านแบบนั้นน่าจะมีซานตาคลอสโผล่ออกมาได้ทุกเมื่อ
เพราะบ้านแบบนั้นไม่เพียงแต่จะเตี้ย แต่ยังมีปล่องไฟอีกด้วย ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการมาเยือนของซานตาคลอสเลยล่ะ
เด็กสาวแต่ละคนยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกอิจฉา บ้านแบบนั้นถ้าได้อยู่ก็คงจะมีความสุขมากแน่ๆ
ไป่อี้หยุนขับรถไปอย่างเงียบๆ ทันใดนั้นเธอก็ชี้ไปที่ทางแยกข้างหน้าแล้วพูดว่า “พอเลี้ยวโค้งข้างหน้าไป ก็จะเข้าสู่ถนนส่วนบุคคลของคฤหาสน์เทียนฝางแล้วล่ะ พอเห็นถนนเส้นนั้นแล้ว พวกเธอก็จะรู้เองว่าทำไมบ้านพวกนั้นถึงได้กล้าตั้งราคาไว้สูงขนาดนี้”
เด็กสาวเหล่านั้นยังคงไม่ค่อยเข้าใจ ก็แค่ถนนเส้นหนึ่งไม่ใช่เหรอ? ถนนส่วนบุคคลแล้วยังไงล่ะ มันจะพาขับขึ้นไปบนสวรรค์ได้หรือยังไงกัน?
ทว่าในวินาทีนั้นเอง เมื่อผ่านหัวโค้งไป ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็พลันเปิดกว้างขึ้นทันที
เด็กสาวทุกคนต่างก็ตกตะลึงเมื่อพบว่า ถนนเส้นนี้กว้างกว่าถนนหลักเมื่อกี้ถึงสองเลน!
“พี่อี้หยุนคะ ไหนพี่บอกว่าถนนเส้นนี้เป็นถนนส่วนบุคคลไงคะ? ทำไมมันถึงสร้างได้กว้างขนาดนี้ล่ะคะ?” จางเล่ยอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง
ต้องยอมรับเลยว่า ถนนที่กว้างขวางและสมบูรณ์แบบขนาดนี้ มันให้ความรู้สึกถึงกลิ่นอายของมหาเศรษฐีที่แผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจน
หมู่บ้านที่หรูหราขนาดนี้ เธอเองก็เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกจริงๆ
และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ต้นไม้ริมทางก็ไม่ได้เหมือนกับถนนทั่วไปเลยสักนิด
ทุกๆ ระยะจะมีต้นแปะก๊วยตั้งตระหง่านอยู่ และที่โคนต้นก็เต็มไปด้วยมวลหมู่ดอกไม้นานาพันธุ์ที่กำลังผลิบานอย่างเขียวชอุ่ม
พวกเธอจำชื่อพันธุ์ดอกไม้ได้ไม่หมด แต่ก็พอจะมองออกว่าส่วนหนึ่งคือดอกทิวลิป เพราะพวกเธอได้กลิ่นหอมๆ ของมันลอยมาเตะจมูก
ในตอนนี้ดอกไม้กำลังเบิกบานเต็มที่และอวดความสวยงามของพวกมันอย่างเต็มเหนี่ยว จนเด็กสาวบนรถต่างก็พากันจ้องมองจนตาค้าง
สวยมากจริงๆ นะเนี่ย
“เดี๋ยวมีอะไรที่ดีกว่านี้อีกนะ”
ไป่อี้หยุนไม่ได้พูดอะไรต่อ รถยังคงเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เข้าสู่ช่วงถนนบนเขา
ทุกคนต่างก็จ้องมองต้นไม้รอบข้าง ภูเขาที่อยู่ขนาบสองข้างทางและแม่น้ำแยงซี รวมถึงภาพทัศนียภาพของเมืองจินหลิงจากมุมสูง ต่างก็ทำให้พวกเธอตกตะลึงไปตามๆ กัน
ที่แท้พอมองจากถนนบนเขาแล้ว แม่น้ำแยงซีก็ดูเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง
พอมองลงไปจากตรงนี้ แม่น้ำแยงซีเปรียบเสมือนสายธารหยกของจินหลิงที่ไหลคดเคี้ยวผ่านไป ดูพริ้วไหวอย่างบอกไม่ถูก
ส่วนภูเขาด้านหลังก็สวยงามจนเกินบรรยาย แสงแดดช่วยฉาบให้ภูเขาเหล่านั้นดูเหมือนกำลังสวมชุดเกราะสีทอง ดูทั้งน่าเกรงขามและสง่างาม
เด็กสาวแต่ละคนถึงกับพูดไม่ออก การได้ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ มันคือชีวิตประดุจเทพเซียนชัดๆ
ถนนส่วนบุคคลเส้นนี้มีรถวิ่งน้อยมาก ดังนั้นในเวลาไม่นาน พวกเขาก็ได้เห็นประตูทางเข้าของคฤหาสน์เทียนฝาง
ขบวนรถก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงเมื่อเข้าใกล้เขตหมู่บ้านและค่อยๆ ขับเคลื่อนเข้าสู่ทางเข้าคฤหาสน์เทียนฝาง
เมื่อเห็นรถบูกัตติ เวย์รอนสีดำส้มคันนั้น รปภ. ก็รู้ทันทีว่าเจ้าของวิลล่าหมายเลขหนึ่งกลับมาแล้ว
แต่ทว่าเมื่อมองตามไปด้านหลัง รปภ. ที่เข้าเวรอยู่ก็ถึงกับสะดุ้งตกใจ
สวรรค์ เจ้าของวิลล่าหมายเลขหนึ่งถอยรถใหม่มาอีกแล้วเหรอ? แถมยังเป็นโรลส์-รอยซ์ที่ยกขบวนมากันเลยเนี่ยนะ!
มันจะต้องใช้เงินตั้งเท่าไหร่กันล่ะเนี่ย!
“ทำอะไรอยู่น่ะ? ยืนบื้ออยู่ได้! รีบเปิดที่กั้นเร็วเข้า!”
หัวหน้า รปภ. ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เริ่มจะร้อนใจ รถคันที่นำขบวนมาน่ะคือเจ้าของวิลล่าหมายเลขหนึ่งเลยนะ ถ้าเขาเกิดไม่พอใจขึ้นมา พวกเขาทั้งทีม รปภ. คงได้เดือดร้อนกันหมดแน่!
“อ้อๆ ครับ!” รปภ. รีบเปิดที่กั้นทันทีและจ้องมองขบวนรถที่แล่นผ่านเข้าไปทีละคัน ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก ตกใจจนขวัญเสียไปหมด!
“หัวหน้าครับ เจ้าของวิลล่าหมายเลขหนึ่งคนนี้เขาเป็นใครกันเหรอครับ?” รปภ. จ้องมองขบวนรถที่หายลับสายตาไปพลางเอ่ยถามหัวหน้าด้วยความเลื่อมใส
หัวหน้ามองค้อนเขาแวบหนึ่งด้วยความรำคาญ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาไหวตัวทันล่ะก็ เขาคงได้ไปล่วงเกินท่านผู้ยิ่งใหญ่เข้าให้แล้ว!
ยังมีหน้ามาถามอีกเหรอว่าเขาเป็นใคร?
เขาก็คือคนที่แกไม่มีปัญญาจะไปล่วงเกินน่ะสิ!
ลำพังแค่ป้ายทะเบียนรถของเขา แกคิดว่าลำพังแค่หัวหน้า รปภ. อย่างฉัน จะไปรู้ฐานะที่แท้จริงของเขาได้หรือยังไงกัน!
“อย่าไปแส่เรื่องคนอื่น ตั้งใจเข้าเวรไปเถอะ” หัวหน้า รปภ. ทำหน้าดุใส่และทิ้งคำพูดไว้เพียงประโยคเดียว ก่อนจะเดินออกไปข้างนอก เพราะถึงเวลาที่เขาต้องออกตรวจตราแล้ว