เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 42 : ยังจะเอาอะไรอีก

ตอนที่ 42 : ยังจะเอาอะไรอีก

ตอนที่ 42 : ยังจะเอาอะไรอีก


ตอนที่ 42 : ยังจะเอาอะไรอีก

ทุกคนต่างก็มองไปทางนั้นตามสัญชาตญาณก่อนจะได้เห็นรถบูกัตติ เวย์รอนคันหนึ่งที่พุ่งทะยานตรงมายังตำแหน่งที่พวกเขายืนอยู่ราวกับสัตว์ร้าย

รถคันนี้!

สีดำและสีส้มที่ตัดกันอย่างสมบูรณ์แบบ ประกอบกับรูปลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของรถสปอร์ต มันช่างสว่างจ้าจนแสบตาซะเหลือเกิน!!!

เสียงคำรามของรถซูเปอร์คาร์คันนี้ เปรียบเสมือนเสียงคำรามด้วยความตื่นเต้นของสัตว์ป่า!!!

ช่วงล่างของรถซูเปอร์คาร์นั้นต่ำมาก มันราวกับเสือดาวที่กำลังหมอบคลานเพื่อเตรียมพร้อมที่จะพุ่งออกไปล่าเหยื่อและรอจังหวะที่จะปลิดชีพในครั้งเดียว

ทุกคนต่างยืนอึ้งมองดูรถซูเปอร์คาร์ตรงหน้าด้วยความตกตะลึง มันช่างงดงามเหลือเกิน!

ดวงตาแต่ละคู่ต่างก็เบิกกว้างจนแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเอง!

พวกผู้ชายต่างพากันลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สัตว์ร้ายแบบนี้แหละคือรถที่ลูกผู้ชายควรจะขับ

มันตอบสนองต่อความต้องการที่จะพิชิตทุกอย่างได้เป็นอย่างดี ช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ!

แต่ในไม่ช้า สายตาของทุกคนก็ถูกดึงดูดด้วยป้ายทะเบียนของบูกัตติ เวย์รอนคันนี้

จิน A99,999

ถึงแม้พวกเขาจะเป็นเพียงแค่นักเรียนจนๆ แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าป้ายทะเบียนนี้มีมูลค่ามหาศาลขนาดไหน

เลข 9 ห้าตัว นี่คือป้ายทะเบียนที่ยอดเยี่ยมที่สุด!

คนที่จะครอบครองป้ายทะเบียนแบบนี้ได้ จะต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่มีหน้ามีตาในจินหลิงอย่างแน่นอน

แม้แต่จางเฉียงเองก็ยังตกใจจนอ้าปากค้างจนแทบจะยัดหมัดเข้าไปได้ทั้งหมัด

หัวใจของเขาเต้นรัวอย่างรุนแรงจนเผลอสบถคำหยาบออกมา

“เชี่ย! บูกัตติราคา 50-60 ล้านหยวน จินหลิงเดี๋ยวนี้พัฒนาไปไกลขนาดนี้เลยเหรอ? เพิ่งจะมาถึงแท้ๆ พอออกจากทางออกสถานีรถไฟมาก็เจอขบวนรถโรลส์-รอยซ์รุ่นสั่งทำพิเศษ แถมตอนนี้ยังมาเจอบูกัตติอีก? นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!”

ปากของจางเฉียงก็พูดไปแบบนั้น แต่ดวงตากลับจับจ้องบูกัตติด้วยความโลภ จนเขานึกเสียดายที่ตัวเองไม่มีดวงตาเพิ่มอีกสักสองสามคู่

เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดของจางเฉียง พวกเขาต่างก็พากันตกตะลึง

รถซูเปอร์คาร์ราคา 50-60 ล้านหยวนงั้นเหรอ?

สวรรค์ วันนี้มีแต่เรื่องรถหรูเต็มไปหมด หัวใจดวงน้อยๆ ของพวกเขาแทบจะรับไม่ไหวแล้วนะเนี่ย

“พี่เฉียงครับ พี่ช่วยให้ความรู้พวกเราหน่อยได้ไหม?” ลูกน้องคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น

จางเฉียงก็ย่อมไม่ยอมพลาดโอกาสที่จะโอ้อวดแบบนี้ เขาพยักหน้าแล้วเอ่ยออกมาเสียงดังว่า

“เรื่องเล็กน้อย! นี่คือบูกัตติ เวย์รอน ที่ได้ชื่อว่าเป็นรถสปอร์ตที่เร็วที่สุดบนพื้นโลก! มันใช้เครื่องยนต์ W16 สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 407 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และทำความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 2.5 วินาทีเท่านั้น พละกำลังของมันเรียกได้ว่าไร้คู่ต่อสู้ คำว่าเร็วที่สุดบนพื้นโลกน่ะไม่ได้ตั้งขึ้นมาเล่นๆ หรอกนะ”

เมื่อทุกคนได้รับฟังคำแนะนำจากจางเฉียง หัวใจของแต่ละคนก็ยิ่งเต้นแรงขึ้นไปอีก

สมกับเป็นรถหรูระดับซูเปอร์คาร์จริงๆ 2.5 วินาทีเนี่ยนะ มันก็แค่เวลาที่ใช้ในการหายใจเข้าออกครั้งเดียวเท่านั้นเองไม่ใช่หรือไง!

ในตอนนั้นเอง บูกัตติก็ขับมุ่งหน้ามาทางพวกเขา และหยุดลงตรงตำแหน่งที่อยู่ห่างจากทุกคนไปไม่ไกล

แล้วกระจกรถก็ค่อยๆ เลื่อนลงมา เผยให้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาของฉู่หลิง

ฉู่หลิงยิ้มจางๆ บนใบหน้า พลางกวักมือเรียกฉู่เหมิงเหมิงแล้วพูดว่า “เหมิงเหมิง ขึ้นรถสิ!”

ตูม!

ประโยคนี้เปรียบเสมือนเสียงฟ้าที่ผ่าลงข้างหูของทุกคน!

เวลาในตอนนี้ราวกับถูกทำให้หยุดนิ่ง ทุกคนต่างยืนอึ้งอยู่กับที่ รวมถึงฉู่เหมิงเหมิงด้วย

ทุกคนหันมามองหน้ากันไปมา และไม่เข้าใจเลยว่าทำไมฉู่หลิงถึงได้นั่งอยู่ในรถบูกัตติ เวย์รอนคันนั้น

ไหนใครบอกว่าเขาขี่จักรยานสาธารณะไง แล้วทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็น... รถซูเปอร์คาร์ไปได้ล่ะ?!

ตัวเลือกนี้ไม่เคยโผล่ขึ้นมาในสมองของพวกเขาเลยสักนิด!

จางเฉียงยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่ จนเกือบจะกัดลิ้นตัวเอง

พวกเขาไม่มีทางคิดฝันเลยว่า ไอ้คนขี้แพ้ที่พวกเขาดูถูกคนนี้ กลับขับรถบูกัตติ เวย์รอน?

เขาคือผู้ยิ่งใหญ่ที่มีหน้ามีตาของเมืองจินหลิงงั้นเหรอ!

นี่คือรถซูเปอร์คาร์ราคา 50-60 ล้านหยวนเชียวนะ!

ต่อให้จะเป็นจางเฉียงที่คิดว่าตัวเองมีฐานะพอตัวแล้ว แต่ทรัพย์สินทั้งหมดของที่บ้านของเขาก็ยังไม่แน่ว่าจะแพงเท่ากับรถคันนี้เลยด้วยซ้ำ!

แต่ผลลัพธ์คือผู้ชายขี้แพ้ที่เขาไม่เคยเห็นอยู่ในสายตา กลับขับรถระดับนี้ออกมาบนท้องถนนได้อย่างหน้าตาเฉย!

นี่มัน! นี่มัน! นี่มัน!

ในตอนนี้ภายในใจของจางเฉียงราวกับมีพายุคลื่นยักษ์ถาโถมเข้ามา

ต่อให้ที่บ้านจะมีทรัพย์สินมูลค่าเท่ากับรถคันนี้ แต่พ่อแม่ของเขาก็คงไม่มีวันยอมขายรถ ขายบ้าน ขายบริษัท เพื่อมาแลกกับรถสปอร์ตคันเดียวหรอก เพราะนั่นมันคนบ้าชัดๆ!

นี่แสดงให้เห็นว่า ฐานะทางการเงินของฉู่หลิงนั้น ต้องสูงกว่าราคาของรถบูกัตติ เวย์รอนคันนี้ไปอีกตั้งไม่รู้กี่เท่าตัว!

จางเฉียงตกอยู่ในอาการมึนงงไปชั่วขณะ ฉู่หลิงคนนี้แท้จริงแล้วเขาเป็นใครกันแน่?

ดูอายุแล้วก็น่าจะมากกว่าพวกเขาไม่กี่ปี แต่ทำไมถึงได้รวยขนาดนี้!

คนอื่นๆ ที่จ้องมองรถของฉู่หลิงอยู่ ต่างก็รู้สึกว่าขาทั้งสองข้างเริ่มจะอ่อนแรงลง แม่งเอ๊ย นี่มันยอดคนประเภทไหนกัน ถึงกับขับรถสปอร์ตราคา 50-60 ล้านหยวนออกมาแบบนี้เลยเหรอ???

หืม???

ทุกคนในตอนนี้ต่างรู้สึกว่าสมองของตัวเองเริ่มประมวลผลไม่ทันแล้ว

พวกผู้หญิงก็ยิ่งรู้สึกเสียใจมากกว่าเดิม ทำไมพวกเธอต้องไปเป็นศัตรูกับฉู่เหมิงเหมิงด้วยนะ?

พี่ชายที่ทั้งหล่อและรวยขนาดนี้... ถ้าหากได้มีแฟนแบบนี้ล่ะก็ ต่อให้หลับฝันก็คงจะยิ้มจนแก้มปริไปแล้วไม่ใช่เหรอ?

นี่มันไม่ต่างจากตั๋วทางด่วนสู่จุดสูงสุดของชีวิตเลยนะ

แต่ตอนนี้พวกเธอกลับต้องมาพลาดโอกาสทองแบบนี้ไป มันน่าเจ็บใจจริงๆ!

ฉู่หลิงกำลังจะส่งที่อยู่ของคฤหาสน์เทียนฝางให้กับจางเล่ยและคนอื่นๆ ทันใดนั้นโทรศัพท์ในกระเป๋าของเขาก็ดังขึ้น เขาหยิบออกมาดูและพบว่าเป็นไป่อี้หยุนที่โทรเข้ามา

ฉู่หลิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกดรับสาย

ทันทีที่รับสาย เสียงที่แสนจะนุ่มนวลของไป่อี้หยุนก็ดังขึ้น “คุณฉู่คะ ของขวัญจากคณะกรรมการบริหารส่งมาถึงจินหลิงเรียบร้อยแล้วนะคะ ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนคะ? จะให้ฉันไปส่งที่บ้านหรือจะให้ส่งไปที่ไหนดีคะ?”

“ตอนนี้ฉันมารับคนที่สถานีรถไฟน่ะ เอาไว้เดี๋ยวฉันกลับถึงบ้านแล้วค่อยติดต่อกันอีกทีดีไหม?” ฉู่หลิงหนีบโทรศัพท์ไว้ที่ไหล่พลางเขียนที่อยู่ลงบนกระดาษ

ไป่อี้หยุนอึ้งไปครู่หนึ่ง “คุณอยู่ที่สถานีรถไฟเหรอคะ?”

ไป่อี้หยุนพูดโทรศัพท์ไปพลางก้าวลงมาจากรถ

ทันทีที่ลงรถมา เธอก็มองเห็นบูกัตติ เวย์รอนของฉู่หลิงที่จอดอยู่ สีสันและรูปลักษณ์ที่เท่ขนาดนั้น มันมีเพียงคันเดียวในจินหลิงเท่านั้น

ไป่อี้หยุนบอกให้ฉู่หลิงรอสักครู่ผ่านทางโทรศัพท์ ส่วนตัวเธอก็รีบเร่งฝีเท้าเดินตรงมาทางนี้ทันที

ทุกคนที่ยังคงตกอยู่ในความตกตะลึง จู่ๆ ก็เห็นไป่อี้หยุนที่มีรูปร่างเย้ายวนปรากฏตัวขึ้น

พระเจ้าช่วย ผู้หญิงคนนี้สวยจังเลย!

พวกเขายืนมองไป่อี้หยุนเดินตรงเข้าไปหาฉู่หลิงแบบตาไม่กะพริบ

ในตอนนั้นเองฉู่หลิงก็สังเกตเห็นไป่อี้หยุนพอดี เขาจึงก้าวลงมาจากรถและเอ่ยถามออกไปอย่างไม่ใส่ใจว่า “นี่ตกลงเขาส่งของขวัญอะไรมาให้กันแน่? ทำไมถึงต้องทำให้เป็นความลับขนาดนี้ด้วย”

ไป่อี้หยุนยิ้มออกมาอย่างสดใสพลางชี้นิ้วไปที่ขบวนรถโรลส์-รอยซ์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วพูดว่า “รถพวกนั้นแหละค่ะ คือของขวัญส่วนตัวที่คณะกรรมการบริหารส่งมาให้คุณ”

ประโยคนี้เปรียบเสมือนค้อนหนักที่ทุบลงบนหน้าอกของทุกคน!

ทั่วทั้งพื้นที่ตรงนั้น! ทุกสิ่งก็เงียบกริบราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่เลย

จางเฉียงและพวกพ้องต่างพากันตกใจจนเสียสติ ขาของพวกเขาสั่นพั่บๆ จนแทบจะยืนไม่อยู่

รถหรูมูลค่าหลายร้อยล้านพวกนี้ กลับกลายเป็นเพียงของขวัญงั้นเหรอ?

ความใจป้ำระดับมหาศาลนี้ จะต้องเป็นบริษัทประเภทไหนกันนะ?

บริษัทที่ติดอันดับ 500 อันดับแรกของโลกหรือเปล่า?

จากนั้น ไป่อี้หยุนก็เริ่มแนะนำรถแต่ละคัน ทุกคำพูดของเธอล้วนเข้าหูของทุกคนอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับคำแนะนำของจางเฉียงแล้ว ไป่อี้หยุนยิ่งเน้นย้ำเรื่องราคาของรถแต่ละคันให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

และราคาที่หลุดออกมาจากปากของไป่อี้หยุนนั้น กลับสูงกว่าที่จางเฉียงประเมินไว้ถึงคันละหลายสิบล้านหยวนเลยทีเดียว!

ลำพังแค่คันหน้าสุดที่เป็นโรลส์-รอยซ์ แฟนธอม รุ่นฐานล้อขยายยาวแบบสั่งทำพิเศษ ก็มีมูลค่าสูงถึง 200 กว่าล้านหยวนแล้ว!

ฉู่หลิงเองก็ขำออกมา เขาเลิกคิ้วขึ้นแล้วพูดว่า “ช่างใจป้ำกันจริงๆ แต่ก็นับว่ามาได้จังหวะพอดีเลย! เหมือนคนกำลังง่วงแล้วมีคนเอาหมอนมาส่งให้พอดีเลย เพราะตอนนี้ฉันกำลังขาดรถสำหรับรับคนอยู่พอดี”

พูดจบ ฉู่หลิงก็หันไปมองจางเล่ยและเพื่อนๆ ด้วยรอยยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เสี่ยวเล่ย พวกเธอไม่ต้องเรียกแท็กซี่แล้วนะ นั่งรถพวกนี้ไปได้เลย”

ไป่อี้หยุนเมื่อได้ยินคำพูดของฉู่หลิงและรู้ว่าจางเล่ยกับเพื่อนๆ คือแขกของเขา เธอจึงรีบกุลีกุจอเข้าไปช่วยถือสัมภาระให้อย่างกระตือรือร้นทันที

ฉู่เหมิงเหมิงและเพื่อนๆ ต่างก็พากันจ้องมองไป่อี้หยุนด้วยอาการเหม่อลอย พวกเธอเป็นเพียงเด็กสาวที่เพิ่งจะก้าวพ้นรั้วโรงเรียนออกมา พวกเธอจะไปเคยเห็นสาวในเมืองที่ดูสวยสง่าและเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร?

ช่างสวยงามเหลือเกินจริงๆ นะว่าไหม

แถมยังดูมีเสน่ห์ที่น่าดึงดูดใจด้วย

ในฐานะผู้หญิงเหมือนกัน พวกเธอก็เริ่มรู้สึกอิจฉาไป่อี้หยุนขึ้นมาบ้างแล้ว ทั้งหน้าตาดีและรูปร่างก็ยังยอดเยี่ยมอีก

ฉู่เหมิงเหมิงกลอกตาไปมา ก่อนจะหันไปกระซิบถามฉู่หลิงเสียงเบาว่า “พี่ชายคะ ผู้หญิงคนนี้คือ?”

น่าจะเป็นตัวเก็งตำแหน่งพี่สะใภ้ของเธอใช่ไหมนะ?

“เธอคือเลขาส่วนตัวของพี่เอง” จากนั้นฉู่หลิงก็แนะนำไป่อี้หยุนให้ทุกคนรู้จัก

เลขาส่วนตัว.......

พวกผู้ชายที่อยู่ข้างๆ ต่างก็พากันมองฉู่หลิงด้วยสายตาที่อิจฉาจนตาแดงก่ำไปหมดแล้ว เลขางั้นเหรอ? แถมยังเป็นแบบส่วนตัวอีก แบบนี้มันก็หมายความว่า เวลามีเรื่องก็ให้เลขาทำงาน เวลาไม่มีเรื่องก็...

ฉู่หลิงเหลือบมองไปที่กลุ่มเพื่อนร่วมชั้นที่ยืนอึ้งอยู่ไม่ไกล แล้วเอ่ยถามฉู่เหมิงเหมิงว่า “คนพวกนี้คือเพื่อนร่วมชั้นของเธอทั้งหมดเลยใช่ไหม? จะให้ชวนพวกเขาขึ้นรถไปด้วยกันเลยไหมล่ะ? จะได้ไปส่งในที่ที่พวกเขาอยากไป”

ฉู่หลิงคิดไว้เป็นอย่างดีแล้ว การที่ไป่อี้หยุนนำรถมาส่งให้เขา บนรถก็ต้องมีคนขับรถมาด้วยอย่างแน่นอน

ถ้าหากคนเหล่านี้เป็นเพื่อนของเหมิงเหมิง การจะเสียสละเวลาไปส่งที่โรงแรมสักนิดก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ถือเป็นการช่วยเหลือนิดๆ หน่อยๆ ก็เท่านั้น

เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดของฉู่หลิง พวกเขาต่างก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที

เพราะอย่างไรเสีย นี่ก็คือรถโรลส์-รอยซ์เชียวนะ แถมยังเป็นรุ่นสั่งทำพิเศษที่ราคาคันละเป็นร้อยล้านอีกด้วย!

ถ้าไม่มีเหตุการณ์เหนือความคาดหมายอะไรล่ะก็ ทั้งชีวิตนี้พวกเขาก็คงไม่มีโอกาสได้นั่งรถแบบนี้แม้แต่ครั้งเดียวแน่

เมื่อคิดได้ดังนั้น ทุกคนต่างก็จ้องมองฉู่เหมิงเหมิงตาปริบๆ และหวังว่าเธอจะรีบตอบตกลง

ฉู่เหมิงเหมิงฮึดฮัดออกมาในลำคอ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “ไม่จำเป็นหรอกค่ะ พวกเขากำลังรีบไปหาโรงแรมกันอยู่! อย่าไปรบกวนเวลาของพวกเขาเลยค่ะ”

สิ่งที่คนเหล่านั้นพูดก่อนหน้านี้ พวกเขาอาจจะลืมไปแล้ว แต่ฉู่เหมิงเหมิงจำได้อย่างแม่นยำทุกคำ

พวกนายไม่ใช่เหรอที่คอยดูถูกเหยียดหยามพี่ชายฉันว่าไม่มีอนาคต เป็นแค่ไอ้พวกขี้แพ้ที่จบจากวิทยาลัยอาชีวะน่ะ?

แล้วตอนนี้ยังจะมีหน้ามาอยากพึ่งพาบารมีเขาเพื่อนั่งรถหรูของเขาอีกเหรอ?

ฝันกลางวันไปเถอะ!

ฉู่หลิงไม่ได้พูดอะไร เขามองดูปฏิกิริยาของฉู่เหมิงเหมิงก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้ต้องมีสาเหตุอย่างแน่นอน

ไม่อย่างนั้นน้องสาวของเขาที่รู้จักกาลเทศะและเรียบร้อยมาตั้งแต่เด็ก คงไม่ทำหน้าตึงใส่แบบนี้แน่นอน

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ฉู่หลิงก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย สายตาของเขาจึงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเฉยเมยไปตามกัน

กลุ่มเพื่อนร่วมชั้นเมื่อได้ยินคำพูดของฉู่เหมิงเหมิง ในใจก็พลันรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาทันที ราวกับมีน้ำเย็นจัดหนึ่งถังมารดลงบนหัวอย่างจัง

หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก็มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มดังแทรกขึ้นมาว่า “เหมิงเหมิง พวกเราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันนะ เรื่องก่อนหน้านี้มันเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดจริงๆ นะ ยังไงมิตรภาพหลายปีของพวกเราก็ยังอยู่นี่นา รถหรูขนาดนี้ พวกเราก็แค่อยากจะลองขึ้นไปนั่งให้เป็นบุญก้นสักครั้งเองนะ ตกลงไหม?”

ฉู่เหมิงเหมิงเหลือบมองผู้หญิงที่พูดคนนั้น หึ นี่มันคนที่เพิ่งจะเดินมาชนเธอเมื่อกี้นี้นี่นา?

คนประเภทนี้ ยังมีหน้ามาพูดเรื่องมิตรภาพกับเธออีกเหรอ?

ตอนที่มาชนฉัน ตอนที่เธอพูดจาถากถางฉัน มิตรภาพหลายปีที่ว่านั่นมันหายหัวไปไหนหมดล่ะ?

เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ เมื่อเห็นฉู่เหมิงเหมิงเงียบไป พวกเขาต่างก็พากันรุมเอ่ยปากพูดออกมาว่า

“พวกเราก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นกันทั้งนั้น จะทำให้เรื่องมันบานปลายไปทำไมกันล่ะจริงไหม? นี่มันเป็นทริปเที่ยวจบการศึกษาของพวกเรานะ ทุกคนไปเที่ยวด้วยกันอย่างมีความสุขไม่ดีกว่าเหรอ?”

“ให้โอกาสพวกเราสักครั้งเถอะนะ พวกเราไม่เคยนั่งรถดีๆ แบบนี้มาก่อนเลยจริงๆ! ถือว่าพวกเราร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาไงเหมิงเหมิง”

“เธอคงไม่ใจแคบขนาดนั้นหรอกใช่ไหมเหมิงเหมิง? พวกเราก็ขอโทษขอโพยเธอไปหมดแล้วนะ เธอยังจะเอาอะไรอีก!”

“........”

จบบทที่ ตอนที่ 42 : ยังจะเอาอะไรอีก

คัดลอกลิงก์แล้ว