- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 42 : ยังจะเอาอะไรอีก
ตอนที่ 42 : ยังจะเอาอะไรอีก
ตอนที่ 42 : ยังจะเอาอะไรอีก
ตอนที่ 42 : ยังจะเอาอะไรอีก
ทุกคนต่างก็มองไปทางนั้นตามสัญชาตญาณก่อนจะได้เห็นรถบูกัตติ เวย์รอนคันหนึ่งที่พุ่งทะยานตรงมายังตำแหน่งที่พวกเขายืนอยู่ราวกับสัตว์ร้าย
รถคันนี้!
สีดำและสีส้มที่ตัดกันอย่างสมบูรณ์แบบ ประกอบกับรูปลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของรถสปอร์ต มันช่างสว่างจ้าจนแสบตาซะเหลือเกิน!!!
เสียงคำรามของรถซูเปอร์คาร์คันนี้ เปรียบเสมือนเสียงคำรามด้วยความตื่นเต้นของสัตว์ป่า!!!
ช่วงล่างของรถซูเปอร์คาร์นั้นต่ำมาก มันราวกับเสือดาวที่กำลังหมอบคลานเพื่อเตรียมพร้อมที่จะพุ่งออกไปล่าเหยื่อและรอจังหวะที่จะปลิดชีพในครั้งเดียว
ทุกคนต่างยืนอึ้งมองดูรถซูเปอร์คาร์ตรงหน้าด้วยความตกตะลึง มันช่างงดงามเหลือเกิน!
ดวงตาแต่ละคู่ต่างก็เบิกกว้างจนแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเอง!
พวกผู้ชายต่างพากันลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สัตว์ร้ายแบบนี้แหละคือรถที่ลูกผู้ชายควรจะขับ
มันตอบสนองต่อความต้องการที่จะพิชิตทุกอย่างได้เป็นอย่างดี ช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ!
แต่ในไม่ช้า สายตาของทุกคนก็ถูกดึงดูดด้วยป้ายทะเบียนของบูกัตติ เวย์รอนคันนี้
จิน A99,999
ถึงแม้พวกเขาจะเป็นเพียงแค่นักเรียนจนๆ แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าป้ายทะเบียนนี้มีมูลค่ามหาศาลขนาดไหน
เลข 9 ห้าตัว นี่คือป้ายทะเบียนที่ยอดเยี่ยมที่สุด!
คนที่จะครอบครองป้ายทะเบียนแบบนี้ได้ จะต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่มีหน้ามีตาในจินหลิงอย่างแน่นอน
แม้แต่จางเฉียงเองก็ยังตกใจจนอ้าปากค้างจนแทบจะยัดหมัดเข้าไปได้ทั้งหมัด
หัวใจของเขาเต้นรัวอย่างรุนแรงจนเผลอสบถคำหยาบออกมา
“เชี่ย! บูกัตติราคา 50-60 ล้านหยวน จินหลิงเดี๋ยวนี้พัฒนาไปไกลขนาดนี้เลยเหรอ? เพิ่งจะมาถึงแท้ๆ พอออกจากทางออกสถานีรถไฟมาก็เจอขบวนรถโรลส์-รอยซ์รุ่นสั่งทำพิเศษ แถมตอนนี้ยังมาเจอบูกัตติอีก? นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!”
ปากของจางเฉียงก็พูดไปแบบนั้น แต่ดวงตากลับจับจ้องบูกัตติด้วยความโลภ จนเขานึกเสียดายที่ตัวเองไม่มีดวงตาเพิ่มอีกสักสองสามคู่
เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดของจางเฉียง พวกเขาต่างก็พากันตกตะลึง
รถซูเปอร์คาร์ราคา 50-60 ล้านหยวนงั้นเหรอ?
สวรรค์ วันนี้มีแต่เรื่องรถหรูเต็มไปหมด หัวใจดวงน้อยๆ ของพวกเขาแทบจะรับไม่ไหวแล้วนะเนี่ย
“พี่เฉียงครับ พี่ช่วยให้ความรู้พวกเราหน่อยได้ไหม?” ลูกน้องคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
จางเฉียงก็ย่อมไม่ยอมพลาดโอกาสที่จะโอ้อวดแบบนี้ เขาพยักหน้าแล้วเอ่ยออกมาเสียงดังว่า
“เรื่องเล็กน้อย! นี่คือบูกัตติ เวย์รอน ที่ได้ชื่อว่าเป็นรถสปอร์ตที่เร็วที่สุดบนพื้นโลก! มันใช้เครื่องยนต์ W16 สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 407 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และทำความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 2.5 วินาทีเท่านั้น พละกำลังของมันเรียกได้ว่าไร้คู่ต่อสู้ คำว่าเร็วที่สุดบนพื้นโลกน่ะไม่ได้ตั้งขึ้นมาเล่นๆ หรอกนะ”
เมื่อทุกคนได้รับฟังคำแนะนำจากจางเฉียง หัวใจของแต่ละคนก็ยิ่งเต้นแรงขึ้นไปอีก
สมกับเป็นรถหรูระดับซูเปอร์คาร์จริงๆ 2.5 วินาทีเนี่ยนะ มันก็แค่เวลาที่ใช้ในการหายใจเข้าออกครั้งเดียวเท่านั้นเองไม่ใช่หรือไง!
ในตอนนั้นเอง บูกัตติก็ขับมุ่งหน้ามาทางพวกเขา และหยุดลงตรงตำแหน่งที่อยู่ห่างจากทุกคนไปไม่ไกล
แล้วกระจกรถก็ค่อยๆ เลื่อนลงมา เผยให้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาของฉู่หลิง
ฉู่หลิงยิ้มจางๆ บนใบหน้า พลางกวักมือเรียกฉู่เหมิงเหมิงแล้วพูดว่า “เหมิงเหมิง ขึ้นรถสิ!”
ตูม!
ประโยคนี้เปรียบเสมือนเสียงฟ้าที่ผ่าลงข้างหูของทุกคน!
เวลาในตอนนี้ราวกับถูกทำให้หยุดนิ่ง ทุกคนต่างยืนอึ้งอยู่กับที่ รวมถึงฉู่เหมิงเหมิงด้วย
ทุกคนหันมามองหน้ากันไปมา และไม่เข้าใจเลยว่าทำไมฉู่หลิงถึงได้นั่งอยู่ในรถบูกัตติ เวย์รอนคันนั้น
ไหนใครบอกว่าเขาขี่จักรยานสาธารณะไง แล้วทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็น... รถซูเปอร์คาร์ไปได้ล่ะ?!
ตัวเลือกนี้ไม่เคยโผล่ขึ้นมาในสมองของพวกเขาเลยสักนิด!
จางเฉียงยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่ จนเกือบจะกัดลิ้นตัวเอง
พวกเขาไม่มีทางคิดฝันเลยว่า ไอ้คนขี้แพ้ที่พวกเขาดูถูกคนนี้ กลับขับรถบูกัตติ เวย์รอน?
เขาคือผู้ยิ่งใหญ่ที่มีหน้ามีตาของเมืองจินหลิงงั้นเหรอ!
นี่คือรถซูเปอร์คาร์ราคา 50-60 ล้านหยวนเชียวนะ!
ต่อให้จะเป็นจางเฉียงที่คิดว่าตัวเองมีฐานะพอตัวแล้ว แต่ทรัพย์สินทั้งหมดของที่บ้านของเขาก็ยังไม่แน่ว่าจะแพงเท่ากับรถคันนี้เลยด้วยซ้ำ!
แต่ผลลัพธ์คือผู้ชายขี้แพ้ที่เขาไม่เคยเห็นอยู่ในสายตา กลับขับรถระดับนี้ออกมาบนท้องถนนได้อย่างหน้าตาเฉย!
นี่มัน! นี่มัน! นี่มัน!
ในตอนนี้ภายในใจของจางเฉียงราวกับมีพายุคลื่นยักษ์ถาโถมเข้ามา
ต่อให้ที่บ้านจะมีทรัพย์สินมูลค่าเท่ากับรถคันนี้ แต่พ่อแม่ของเขาก็คงไม่มีวันยอมขายรถ ขายบ้าน ขายบริษัท เพื่อมาแลกกับรถสปอร์ตคันเดียวหรอก เพราะนั่นมันคนบ้าชัดๆ!
นี่แสดงให้เห็นว่า ฐานะทางการเงินของฉู่หลิงนั้น ต้องสูงกว่าราคาของรถบูกัตติ เวย์รอนคันนี้ไปอีกตั้งไม่รู้กี่เท่าตัว!
จางเฉียงตกอยู่ในอาการมึนงงไปชั่วขณะ ฉู่หลิงคนนี้แท้จริงแล้วเขาเป็นใครกันแน่?
ดูอายุแล้วก็น่าจะมากกว่าพวกเขาไม่กี่ปี แต่ทำไมถึงได้รวยขนาดนี้!
คนอื่นๆ ที่จ้องมองรถของฉู่หลิงอยู่ ต่างก็รู้สึกว่าขาทั้งสองข้างเริ่มจะอ่อนแรงลง แม่งเอ๊ย นี่มันยอดคนประเภทไหนกัน ถึงกับขับรถสปอร์ตราคา 50-60 ล้านหยวนออกมาแบบนี้เลยเหรอ???
หืม???
ทุกคนในตอนนี้ต่างรู้สึกว่าสมองของตัวเองเริ่มประมวลผลไม่ทันแล้ว
พวกผู้หญิงก็ยิ่งรู้สึกเสียใจมากกว่าเดิม ทำไมพวกเธอต้องไปเป็นศัตรูกับฉู่เหมิงเหมิงด้วยนะ?
พี่ชายที่ทั้งหล่อและรวยขนาดนี้... ถ้าหากได้มีแฟนแบบนี้ล่ะก็ ต่อให้หลับฝันก็คงจะยิ้มจนแก้มปริไปแล้วไม่ใช่เหรอ?
นี่มันไม่ต่างจากตั๋วทางด่วนสู่จุดสูงสุดของชีวิตเลยนะ
แต่ตอนนี้พวกเธอกลับต้องมาพลาดโอกาสทองแบบนี้ไป มันน่าเจ็บใจจริงๆ!
ฉู่หลิงกำลังจะส่งที่อยู่ของคฤหาสน์เทียนฝางให้กับจางเล่ยและคนอื่นๆ ทันใดนั้นโทรศัพท์ในกระเป๋าของเขาก็ดังขึ้น เขาหยิบออกมาดูและพบว่าเป็นไป่อี้หยุนที่โทรเข้ามา
ฉู่หลิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกดรับสาย
ทันทีที่รับสาย เสียงที่แสนจะนุ่มนวลของไป่อี้หยุนก็ดังขึ้น “คุณฉู่คะ ของขวัญจากคณะกรรมการบริหารส่งมาถึงจินหลิงเรียบร้อยแล้วนะคะ ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนคะ? จะให้ฉันไปส่งที่บ้านหรือจะให้ส่งไปที่ไหนดีคะ?”
“ตอนนี้ฉันมารับคนที่สถานีรถไฟน่ะ เอาไว้เดี๋ยวฉันกลับถึงบ้านแล้วค่อยติดต่อกันอีกทีดีไหม?” ฉู่หลิงหนีบโทรศัพท์ไว้ที่ไหล่พลางเขียนที่อยู่ลงบนกระดาษ
ไป่อี้หยุนอึ้งไปครู่หนึ่ง “คุณอยู่ที่สถานีรถไฟเหรอคะ?”
ไป่อี้หยุนพูดโทรศัพท์ไปพลางก้าวลงมาจากรถ
ทันทีที่ลงรถมา เธอก็มองเห็นบูกัตติ เวย์รอนของฉู่หลิงที่จอดอยู่ สีสันและรูปลักษณ์ที่เท่ขนาดนั้น มันมีเพียงคันเดียวในจินหลิงเท่านั้น
ไป่อี้หยุนบอกให้ฉู่หลิงรอสักครู่ผ่านทางโทรศัพท์ ส่วนตัวเธอก็รีบเร่งฝีเท้าเดินตรงมาทางนี้ทันที
ทุกคนที่ยังคงตกอยู่ในความตกตะลึง จู่ๆ ก็เห็นไป่อี้หยุนที่มีรูปร่างเย้ายวนปรากฏตัวขึ้น
พระเจ้าช่วย ผู้หญิงคนนี้สวยจังเลย!
พวกเขายืนมองไป่อี้หยุนเดินตรงเข้าไปหาฉู่หลิงแบบตาไม่กะพริบ
ในตอนนั้นเองฉู่หลิงก็สังเกตเห็นไป่อี้หยุนพอดี เขาจึงก้าวลงมาจากรถและเอ่ยถามออกไปอย่างไม่ใส่ใจว่า “นี่ตกลงเขาส่งของขวัญอะไรมาให้กันแน่? ทำไมถึงต้องทำให้เป็นความลับขนาดนี้ด้วย”
ไป่อี้หยุนยิ้มออกมาอย่างสดใสพลางชี้นิ้วไปที่ขบวนรถโรลส์-รอยซ์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วพูดว่า “รถพวกนั้นแหละค่ะ คือของขวัญส่วนตัวที่คณะกรรมการบริหารส่งมาให้คุณ”
ประโยคนี้เปรียบเสมือนค้อนหนักที่ทุบลงบนหน้าอกของทุกคน!
ทั่วทั้งพื้นที่ตรงนั้น! ทุกสิ่งก็เงียบกริบราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่เลย
จางเฉียงและพวกพ้องต่างพากันตกใจจนเสียสติ ขาของพวกเขาสั่นพั่บๆ จนแทบจะยืนไม่อยู่
รถหรูมูลค่าหลายร้อยล้านพวกนี้ กลับกลายเป็นเพียงของขวัญงั้นเหรอ?
ความใจป้ำระดับมหาศาลนี้ จะต้องเป็นบริษัทประเภทไหนกันนะ?
บริษัทที่ติดอันดับ 500 อันดับแรกของโลกหรือเปล่า?
จากนั้น ไป่อี้หยุนก็เริ่มแนะนำรถแต่ละคัน ทุกคำพูดของเธอล้วนเข้าหูของทุกคนอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับคำแนะนำของจางเฉียงแล้ว ไป่อี้หยุนยิ่งเน้นย้ำเรื่องราคาของรถแต่ละคันให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
และราคาที่หลุดออกมาจากปากของไป่อี้หยุนนั้น กลับสูงกว่าที่จางเฉียงประเมินไว้ถึงคันละหลายสิบล้านหยวนเลยทีเดียว!
ลำพังแค่คันหน้าสุดที่เป็นโรลส์-รอยซ์ แฟนธอม รุ่นฐานล้อขยายยาวแบบสั่งทำพิเศษ ก็มีมูลค่าสูงถึง 200 กว่าล้านหยวนแล้ว!
ฉู่หลิงเองก็ขำออกมา เขาเลิกคิ้วขึ้นแล้วพูดว่า “ช่างใจป้ำกันจริงๆ แต่ก็นับว่ามาได้จังหวะพอดีเลย! เหมือนคนกำลังง่วงแล้วมีคนเอาหมอนมาส่งให้พอดีเลย เพราะตอนนี้ฉันกำลังขาดรถสำหรับรับคนอยู่พอดี”
พูดจบ ฉู่หลิงก็หันไปมองจางเล่ยและเพื่อนๆ ด้วยรอยยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เสี่ยวเล่ย พวกเธอไม่ต้องเรียกแท็กซี่แล้วนะ นั่งรถพวกนี้ไปได้เลย”
ไป่อี้หยุนเมื่อได้ยินคำพูดของฉู่หลิงและรู้ว่าจางเล่ยกับเพื่อนๆ คือแขกของเขา เธอจึงรีบกุลีกุจอเข้าไปช่วยถือสัมภาระให้อย่างกระตือรือร้นทันที
ฉู่เหมิงเหมิงและเพื่อนๆ ต่างก็พากันจ้องมองไป่อี้หยุนด้วยอาการเหม่อลอย พวกเธอเป็นเพียงเด็กสาวที่เพิ่งจะก้าวพ้นรั้วโรงเรียนออกมา พวกเธอจะไปเคยเห็นสาวในเมืองที่ดูสวยสง่าและเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร?
ช่างสวยงามเหลือเกินจริงๆ นะว่าไหม
แถมยังดูมีเสน่ห์ที่น่าดึงดูดใจด้วย
ในฐานะผู้หญิงเหมือนกัน พวกเธอก็เริ่มรู้สึกอิจฉาไป่อี้หยุนขึ้นมาบ้างแล้ว ทั้งหน้าตาดีและรูปร่างก็ยังยอดเยี่ยมอีก
ฉู่เหมิงเหมิงกลอกตาไปมา ก่อนจะหันไปกระซิบถามฉู่หลิงเสียงเบาว่า “พี่ชายคะ ผู้หญิงคนนี้คือ?”
น่าจะเป็นตัวเก็งตำแหน่งพี่สะใภ้ของเธอใช่ไหมนะ?
“เธอคือเลขาส่วนตัวของพี่เอง” จากนั้นฉู่หลิงก็แนะนำไป่อี้หยุนให้ทุกคนรู้จัก
เลขาส่วนตัว.......
พวกผู้ชายที่อยู่ข้างๆ ต่างก็พากันมองฉู่หลิงด้วยสายตาที่อิจฉาจนตาแดงก่ำไปหมดแล้ว เลขางั้นเหรอ? แถมยังเป็นแบบส่วนตัวอีก แบบนี้มันก็หมายความว่า เวลามีเรื่องก็ให้เลขาทำงาน เวลาไม่มีเรื่องก็...
ฉู่หลิงเหลือบมองไปที่กลุ่มเพื่อนร่วมชั้นที่ยืนอึ้งอยู่ไม่ไกล แล้วเอ่ยถามฉู่เหมิงเหมิงว่า “คนพวกนี้คือเพื่อนร่วมชั้นของเธอทั้งหมดเลยใช่ไหม? จะให้ชวนพวกเขาขึ้นรถไปด้วยกันเลยไหมล่ะ? จะได้ไปส่งในที่ที่พวกเขาอยากไป”
ฉู่หลิงคิดไว้เป็นอย่างดีแล้ว การที่ไป่อี้หยุนนำรถมาส่งให้เขา บนรถก็ต้องมีคนขับรถมาด้วยอย่างแน่นอน
ถ้าหากคนเหล่านี้เป็นเพื่อนของเหมิงเหมิง การจะเสียสละเวลาไปส่งที่โรงแรมสักนิดก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ถือเป็นการช่วยเหลือนิดๆ หน่อยๆ ก็เท่านั้น
เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดของฉู่หลิง พวกเขาต่างก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
เพราะอย่างไรเสีย นี่ก็คือรถโรลส์-รอยซ์เชียวนะ แถมยังเป็นรุ่นสั่งทำพิเศษที่ราคาคันละเป็นร้อยล้านอีกด้วย!
ถ้าไม่มีเหตุการณ์เหนือความคาดหมายอะไรล่ะก็ ทั้งชีวิตนี้พวกเขาก็คงไม่มีโอกาสได้นั่งรถแบบนี้แม้แต่ครั้งเดียวแน่
เมื่อคิดได้ดังนั้น ทุกคนต่างก็จ้องมองฉู่เหมิงเหมิงตาปริบๆ และหวังว่าเธอจะรีบตอบตกลง
ฉู่เหมิงเหมิงฮึดฮัดออกมาในลำคอ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “ไม่จำเป็นหรอกค่ะ พวกเขากำลังรีบไปหาโรงแรมกันอยู่! อย่าไปรบกวนเวลาของพวกเขาเลยค่ะ”
สิ่งที่คนเหล่านั้นพูดก่อนหน้านี้ พวกเขาอาจจะลืมไปแล้ว แต่ฉู่เหมิงเหมิงจำได้อย่างแม่นยำทุกคำ
พวกนายไม่ใช่เหรอที่คอยดูถูกเหยียดหยามพี่ชายฉันว่าไม่มีอนาคต เป็นแค่ไอ้พวกขี้แพ้ที่จบจากวิทยาลัยอาชีวะน่ะ?
แล้วตอนนี้ยังจะมีหน้ามาอยากพึ่งพาบารมีเขาเพื่อนั่งรถหรูของเขาอีกเหรอ?
ฝันกลางวันไปเถอะ!
ฉู่หลิงไม่ได้พูดอะไร เขามองดูปฏิกิริยาของฉู่เหมิงเหมิงก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้ต้องมีสาเหตุอย่างแน่นอน
ไม่อย่างนั้นน้องสาวของเขาที่รู้จักกาลเทศะและเรียบร้อยมาตั้งแต่เด็ก คงไม่ทำหน้าตึงใส่แบบนี้แน่นอน
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ฉู่หลิงก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย สายตาของเขาจึงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเฉยเมยไปตามกัน
กลุ่มเพื่อนร่วมชั้นเมื่อได้ยินคำพูดของฉู่เหมิงเหมิง ในใจก็พลันรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาทันที ราวกับมีน้ำเย็นจัดหนึ่งถังมารดลงบนหัวอย่างจัง
หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก็มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มดังแทรกขึ้นมาว่า “เหมิงเหมิง พวกเราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันนะ เรื่องก่อนหน้านี้มันเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดจริงๆ นะ ยังไงมิตรภาพหลายปีของพวกเราก็ยังอยู่นี่นา รถหรูขนาดนี้ พวกเราก็แค่อยากจะลองขึ้นไปนั่งให้เป็นบุญก้นสักครั้งเองนะ ตกลงไหม?”
ฉู่เหมิงเหมิงเหลือบมองผู้หญิงที่พูดคนนั้น หึ นี่มันคนที่เพิ่งจะเดินมาชนเธอเมื่อกี้นี้นี่นา?
คนประเภทนี้ ยังมีหน้ามาพูดเรื่องมิตรภาพกับเธออีกเหรอ?
ตอนที่มาชนฉัน ตอนที่เธอพูดจาถากถางฉัน มิตรภาพหลายปีที่ว่านั่นมันหายหัวไปไหนหมดล่ะ?
เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ เมื่อเห็นฉู่เหมิงเหมิงเงียบไป พวกเขาต่างก็พากันรุมเอ่ยปากพูดออกมาว่า
“พวกเราก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นกันทั้งนั้น จะทำให้เรื่องมันบานปลายไปทำไมกันล่ะจริงไหม? นี่มันเป็นทริปเที่ยวจบการศึกษาของพวกเรานะ ทุกคนไปเที่ยวด้วยกันอย่างมีความสุขไม่ดีกว่าเหรอ?”
“ให้โอกาสพวกเราสักครั้งเถอะนะ พวกเราไม่เคยนั่งรถดีๆ แบบนี้มาก่อนเลยจริงๆ! ถือว่าพวกเราร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาไงเหมิงเหมิง”
“เธอคงไม่ใจแคบขนาดนั้นหรอกใช่ไหมเหมิงเหมิง? พวกเราก็ขอโทษขอโพยเธอไปหมดแล้วนะ เธอยังจะเอาอะไรอีก!”
“........”