- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 34 : คุณปู่คะ เรื่องนั้น... ไม่ใช่ฝีมือหนูค่ะ
ตอนที่ 34 : คุณปู่คะ เรื่องนั้น... ไม่ใช่ฝีมือหนูค่ะ
ตอนที่ 34 : คุณปู่คะ เรื่องนั้น... ไม่ใช่ฝีมือหนูค่ะ
ตอนที่ 34 : คุณปู่คะ เรื่องนั้น... ไม่ใช่ฝีมือหนูค่ะ
ซุนจื่ออี้สวมกางเกงสแล็คและเสื้อไหมพรมคอวี เผยให้เห็นปกเสื้อเชิ้ตที่ตั้งตรง
กระดุมเม็ดแรกที่ปกติเขามักจะติดไว้เสมอก็ไม่รู้ว่าถูกปลดออกตั้งแต่เมื่อไหร่ บนใบหน้าและแววตาก็เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ยากจะอธิบาย
“คุณลุงคะ วันนี้เหนื่อยมากเลยใช่ไหมคะ?” ซุนอิ๋งเสวี่ยเอ่ยถามด้วยความห่วงใย พร้อมกับรีบรินน้ำส่งให้
ซุนจื่ออี้รับน้ำไปพลางส่งเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ เพื่อเป็นการตอบหลานสาว
วันนี้เขาเหนื่อยมากจริงๆ จนเขาแทบจะไม่อยากเอ่ยปากพูดอะไรอีกเลย
ชายชราเห็นท่าทางเหนื่อยล้าของลูกชายก็ไม่ได้พูดอะไรมาก
เขาเดินเข้าไปที่ห้องครัวและไปยกกับข้าวที่อุ่นรอไว้แล้วมาวางบนโต๊ะ พร้อมกับกวักมือเรียกซุนจื่ออี้และซุนอิ๋งเสวี่ยให้เข้ามาทาน “มาทานอะไรสักหน่อยก่อนค่อยไปพักผ่อนเถอะ จะได้ไม่เสียสุขภาพ”
การเป็นหมอเพื่อช่วยชีวิตคนนั้น บ่อยครั้งที่ต้องถูกโทรศัพท์ปลุกกลางดึกเพื่อไปผ่าตัดด่วน
ตระกูลซุนเป็นตระกูลแพทย์มาหลายชั่วอายุคน ดังนั้นพวกเขาย่อมไม่มีคำบ่นแม้แต่คำเดียว
และในห้องครัวของตระกูลซุนนั้นก็มักจะมีน้ำแกงตุ๋นไว้หนึ่งหม้อและอาหารที่ถูกอุ่นไว้เสมอ
ชายชรานั่งเป็นเพื่อนทั้งสองคนอยู่ที่โต๊ะอาหารและรอจนพวกเขาทานเสร็จ จึงหันไปถามซุนจื่ออี้ว่า “เจ้าใหญ่ทำไมวันนี้ถึงกลับดึกนักล่ะ?”
“วันนี้ที่สะพานข้ามแม่น้ำแยงซีเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ครับ ผมต้องช่วยรักษาผู้ป่วยจนไม่ได้พักเลย ตอนนี้ขาก็แทบจะยืนไม่ไหวแล้วครับ” ซุนจื่ออี้ที่ทานอาหารเข้าไปบ้างแล้วก็เริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นมา เขาจึงตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
จากนั้นซุนจื่ออี้ก็เหลือบมองซุนอิ๋งเสวี่ยที่กำลังซดน้ำแกงอยู่ ที่มุมปากของเขาก็ประดับไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเอ่ยกับชายชราว่า “แต่จะว่าไป วันนี้ก็ต้องขอบคุณเสี่ยวเสวี่ยจริงๆ ครับ ถ้าไม่มีหลานอยู่ด้วยล่ะก็ เกรงว่าวันนี้คงจะรักษาชีวิตคนไว้ไม่ได้เยอะขนาดนี้!”
“โอ้? เสี่ยวเสวี่ยเก่งขึ้นขนาดนั้นเลยเหรอ!” ชายชราอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบบอกให้ลูกชายเล่ารายละเอียดให้ฟัง
ในตอนนั้นเองซุนอิ๋งเสวี่ยก็วางถ้วยน้ำแกงลง เธอจ้องมองคุณลุงด้วยความมึนงงพลางทำปากยื่นถามว่า
“คุณลุงพูดอะไรแบบนั้นคะ? หนูไปทำอะไรตอนไหน?” วันนี้เธอไปช่วยที่โรงพยาบาลก็จริง แต่ผู้ป่วยที่เธอเข้าไปดูแลนั้นล้วนเป็นผู้ป่วยอาการไม่หนักทั้งนั้น ไม่เห็นจะมีอะไรยิ่งใหญ่เหมือนที่คุณลุงพูดเลย
ซุนจื่ออี้มองแววตาที่มึนงงของซุนอิ๋งเสวี่ยแล้วก็หลุดหัวเราะออกมา เขาพยักหน้าพลางพูดว่า “เสี่ยวเสวี่ย ทำไมต้องถ่อมตัวขนาดนี้ด้วยล่ะ? วันนี้หลานอยู่ในสถานที่เกิดเหตุอุบัติเหตุด้วยใช่ไหม?”
ซุนอิ๋งเสวี่ยก็พยักหน้ายอมรับ จากนั้นซุนจื่ออี้ก็หันไปพูดกับชายชราว่า “ตอนที่ผมกำลังประชุมอยู่ที่โรงพยาบาล ผมได้รับข้อความจากศูนย์กู้ชีพ 120 ครับ ในนั้นระบุรายละเอียดของอุปกรณ์และตัวยาที่ต้องเตรียมไว้อย่างครบถ้วน แม้แต่เรื่องหมวกน้ำแข็งเพื่อลดอุณหภูมิศีรษะก็ยังไม่ตกหล่น ไม่เพียงแค่นั้น ในนั้นยังมีการระบุสิ่งที่ทีมแพทย์ในโรงพยาบาลจะต้องเตรียมการก่อนเริ่มการผ่าตัดไว้ให้ด้วย! ตอนนั้นผมก็ยังนึกสงสัยอยู่ในใจเลยว่า ใครกันนะที่เก่งกาจขนาดนี้ ใครกันที่สามารถรักษาความสุขุมเยือกเย็นได้แม้อยู่ในสถานการณ์แบบนั้น”
ชายชราเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ในมือก็ยังถือถ้วยน้ำชาค้างไว้จนลืมดื่ม เขาเอ่ยถามอย่างยิ้มๆ ว่า “แกจะบอกว่า ทั้งหมดนั่นเป็นฝีมือของเสี่ยวเสวี่ยงั้นเหรอ?”
ถ้าหากเป็นเสี่ยวเสวี่ยของเขาจริงๆ นั่นก็นับว่าเป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญของเธอเลยทีเดียว เพราะความรู้จากตำรานั้นยังไงก็ไม่มีทางลึกซึ้งเท่ากับการได้ลงมือปฏิบัติจริง วิชาแพทย์แผนจีนก็ยังพอว่า แต่สำหรับแพทย์แผนตะวันตก หลานสาวของเขาเพิ่งจะเรียนจบและเข้าทำงานที่โรงพยาบาลจินหลิงได้ไม่นาน เมื่อเทียบกับวิชาแพทย์แผนจีนแล้วเธอยังขาดประสบการณ์อยู่อีกมาก
ซุนจื่ออี้ตบหลังมือชายชราเบาๆ เพื่อให้เขาสงบใจลง เพราะเขายังพูดไม่จบ “คุณพ่อลองทายดูสิครับ พอคนไข้ถูกส่งมาถึงห้องฉุกเฉิน ผมเห็นอะไร?” ซุนจื่ออี้รู้ว่าชายชรากำลังร้อนใจ เขาจึงเฉลยออกมาทันที “ผมเห็นเข็มเงินที่ปักอยู่บนตัวคนไข้ มันคือเข็มชุดเดียวกับที่คุณพ่อมอบให้เสี่ยวเสวี่ยครับ!”
นิสัยของซุนจื่ออี้นั้นเป็นคนค่อนข้างละเอียดรอบคอบ ถ้าหากไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนขนาดนี้ เขาก็คงไม่กล้าสรุปส่งเดช “สถานการณ์ของคนไข้เหล่านั้นอันตรายมากเลยนะครับ! ถ้าหากไม่ได้รับการฝังเข็มเพื่อห้ามเลือดและกู้ชีพอย่างถูกต้องได้ทันเวลา ก็เกรงว่าคงจะเสียชีวิตเพราะเสียเลือดมากระหว่างทางไปแล้ว แถมน้ำหนักมือในการลงเข็มและการควบคุมตำแหน่งจุดฝังเข็มนั้น ก็เรียกได้ว่าถึงขั้นสูงสุดแล้วเลยทีเดียว บอกได้เลยว่าต่อให้เป็นผมเอง ก็คงทำไม่ได้ถึงระดับนั้นอีกทั้งคำเตือนก่อนการผ่าตัดที่เสี่ยวเสวี่ยให้มานั้นก็ช่วยได้มากจริงๆ มันทำให้พวกเราเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดได้อย่างครบถ้วน จนสามารถควบคุมอาการของคนไข้ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่อย่างนั้นล่ะก็ พวกเขาคงไม่มีโอกาสได้ลงจากเตียงผ่าตัดอย่างแน่นอนครับ หรือต่อให้โชคดีรอดชีวิตมาได้ ก็มีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา”
ซุนจื่ออี้เล่าเรื่องราวด้วยท่าทางที่ตื่นเต้น ส่วนชายชราก็นั่งฟังตาปริบๆ โดยเฉพาะเมื่อได้ยินลูกชายพูดว่า ต่อให้เป็นผมเองก็คงทำไม่ได้ถึงระดับนั้น
น้ำหนักของประโยคนี้ไม่ธรรมดาเลย เพราะลูกชายคนโตของเขาถือเป็นคนที่มีวิชาการแพทย์ล้ำเลิศที่สุดในบรรดาลูกๆ ทั้งหมดของเขาแล้ว แถมอีกฝ่ายยังฝึกฝนมานานหลายสิบปี การที่คำพูดนี้หลุดออกมาจากปากของเขาได้ มันย่อมไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอย่างแน่นอน
แต่นั่นก็หมายความว่าการสืบทอดตระกูลซุนรุ่นต่อไปนั้น ก็ถือว่ามีผู้รับช่วงต่อที่ยอดเยี่ยมแล้ว!
เด็กที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ช่างเป็นคลื่นลูกใหม่ที่แรงกว่าคลื่นลูกเก่าจริงๆ!
ซุนจื่ออี้เอื้อมมือไปลูบศีรษะของซุนอิ๋งเสวี่ยพลางเอ่ยชมว่า “เสี่ยวเสวี่ย เดี๋ยวนี้หลานเก่งมากจริงๆ สมกับที่เป็นหลานรักที่ปู่พร่ำสอนมากับมือ ดีมาก ดีมากจริงๆ!” ชายชราที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ก็หัวเราะร่าอย่างมีความสุข
เขาจิบน้ำชาจนหมดแก้วแล้วหัวเราะเสียงดัง “ดีมากเสี่ยวเสวี่ย หลานทำได้ดีมาก! คำสอนของตระกูลซุนของเราคือ ต้องระลึกถึงจรรยาบรรณแพทย์อยู่เสมอ! หลานทำได้ขนาดนี้ ปู่ก็ภูมิใจในตัวหลานมาก!”
ซุนจื่ออี้หยิบกล่องใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋า ภายในนั้นคือเข็มเงินของซุนอิ๋งเสวี่ย
เขาเลื่อนกล่องเข็มเงินไปตรงหน้าซุนอิ๋งเสวี่ยด้วยท่าทางที่ดูเป็นทางการ พร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยการยอมรับ ใบหน้าของซุนอิ๋งเสวี่ยก็แดงก่ำด้วยความอับอาย
เธอรู้ดีแก่ใจว่าทุกเรื่องที่คุณลุงพูดมานั้น มันไม่ใช่ฝีมือของเธอเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อเห็นท่าทางที่ตื่นเต้นของคุณปู่และคุณลุง ความจริงเหล่านั้นกลับจุกอยู่ที่ลำคอจนเธอพูดไม่ออก
“คุณพ่อครับ วันนี้ผมเหนื่อยมาก ผมขอตัวขึ้นไปพักผ่อนก่อนนะครับ”
ซุนจื่ออี้เอ่ยบอกชายชรา “คืนนี้ผมอาจจะต้องรีบกลับไปที่โรงพยาบาลอีก ผมขอไปนอนเอาแรงสักหน่อยครับ”
“ไปเถอะ”
ชายชรามองตามลูกชายคนโตเดินขึ้นชั้นบนไป เขานั่งจิบน้ำชาอยู่ที่โต๊ะอาหารอย่างอารมณ์ดี ดวงตายิ้มจนหยีเป็นเส้นเดียว
ซุนอิ๋งเสวี่ยเห็นท่าทางของคุณปู่แล้ว ในใจก็รู้สึกทรมานอย่างบอกไม่ถูก
หลังจากลังเลอยู่นาน สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจที่จะบอกความจริงกับคุณปู่ของเธอ
วิชาการแพทย์สู้คนอื่นไม่ได้ก็ยังค่อยๆ เรียนรู้กันได้ แต่นิสัยใจคอจะเสียไม่ได้เด็ดขาด เมื่อคิดได้ดังนั้น ซุนอิ๋งเสวี่ยจึงขยับเข้าไปนั่งข้างคุณปู่ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เบายิ่งกว่าเสียงยุงว่า “คุณปู่คะ ความจริงเรื่องวันนี้ ไม่ใช่ฝีมือหนูค่ะ! เรื่องพวกมันเป็นแบบนี้...”
ซุนอิ๋งเสวี่ยเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ตอนที่เธอจะออกจากบ้านให้คุณปู่ฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วน
แน่นอนว่าจุดสำคัญคือการเล่าถึงขั้นตอนการรักษาของฉู่หลิง ทั้งเรื่องการห้ามเลือด การฝังเข็มและการใช้หมัดแทนเครื่องกระตุกหัวใจเพื่อช่วยชีวิตคนไข้.......
“คุณปู่คะ ตอนที่ฉู่หลิงคนนั้นโทรแจ้งศูนย์กู้ชีพ เขาทำการกู้ชีพหัวใจไปด้วยพลางสั่งการเรื่องข้อควรระวังต่างๆ ไปด้วย ในตอนนั้นหนูถึงกับอึ้งไปเลยล่ะค่ะ คุณปู่คะ ทำไมในโลกนี้ถึงมีคนที่เก่งขนาดนี้ได้คะ!”
และยังมีเทคนิคและวิธีการที่น่าทึ่งเหล่านั้นอีก อีกฝ่ายเป็นคนที่เชี่ยวชาญทั้งแพทย์แผนจีนและแผนตะวันตก ทุกๆ ด้านล้วนเหนือกว่าเธอไปไกลมาก ซุนอิ๋งเสวี่ยยิ่งพูดก็ยิ่งก้มหน้าต่ำลงเรื่อยๆ จนแทบจะกลายเป็นนกกระจอกเทศอยู่แล้ว
“คุณปู่คะ คุณปู่ว่าเมื่อก่อนหนูมั่นใจในตัวเองเกินไปหรือเปล่าคะ? วันนี้หนูรู้สึกเหมือนหนูถูกตบหน้าจนเริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเองแล้วล่ะค่ะ” น้ำเสียงของซุนอิ๋งเสวี่ยดูหม่นหมอง จนเหมือนกับอารมณ์ของเธอในตอนนี้ไม่มีผิด
ชายชราก็นิ่งฟังคำบอกเล่าของหลานสาวแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง
แม้แต่ซุนเต๋อไห่ที่อายุมากขนาดนี้ เมื่อได้ฟังวีรกรรมที่เหนือชั้นของฉู่หลิง เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่ง
ชายหนุ่มคนนี้ นับว่าเก่งมากเลยทีเดียว
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น มันก็ไม่ได้หมายความว่าหลานสาวของเขาจะไม่ยอดเยี่ยมเสียหน่อย
ชายชรายื่นมือไปตบไหล่ของซุนอิ๋งเสวี่ยเบาๆ น้ำเสียงของเขาทั้งหนักแน่นและมีเมตตา
“เสี่ยวเสวี่ย ฟังปู่นะ ความสำเร็จที่หลานทำได้ในตอนนี้ก็นับว่าสูงมากแล้ว”
ซุนเต๋อไห่มองเห็นแววในตัวหลานสาวมาโดยตลอด เด็กคนนี้ขยันอดทนมาตั้งแต่เด็ก หัวไวและนิสัยใจคอก็ไร้ที่ติ ชีวิตของเธอราบรื่นมาโดยตลอดและไม่เคยต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้เลย
ในแง่นี้ซุนเต๋อไห่จึงรู้สึกว่าการปรากฏตัวของฉู่หลิง ก็ถือเป็นการเตือนสติและสั่นกระดิ่งเตือนให้หลานสาวของเขาได้เป็นอย่างดีเหมือนกัน
ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่ง
“เสี่ยวเสวี่ย ยังจำคำที่ปู่เคยบอกหลานมาตั้งแต่เด็กได้ไหม? เหนือฟ้ายังมีฟ้า ในประเทศจีนไม่ได้มีแค่ตระกูลแพทย์อย่างพวกเราตระกูลเดียวหรอกนะ ตามที่หลานเล่ามา เขาอาจจะเป็นลูกหลานจากตระกูลแพทย์ตระกูลใดตระกูลหนึ่งก็ได้ เพียงแต่ปู่เองก็ไม่คิดเลยว่า เขาจะเชี่ยวชาญการแพทย์แผนตะวันตกขนาดนี้ด้วย ดูเหมือนว่าตระกูลแพทย์ในตอนนี้จะเริ่มมองหาการเปลี่ยนแปลงเหมือนกับตระกูลของเราแล้วสินะ”
คำพูดของซุนเต๋อไห่ ทำให้ซุนอิ๋งเสวี่ยยอมเงยหน้าขึ้นในที่สุด
ซุนเต๋อไห่ก็พยายามนึกทบทวนพลางพึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัยว่า
“แต่ตระกูลที่ปู่รู้จัก ดูเหมือนจะไม่มีลูกหลานที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลานเลยนะ และปู่ก็ยิ่งไม่เคยได้ยินว่ามีลูกหลานตระกูลไหนที่เก่งกาจขนาดนี้มาก่อนเลยด้วย หรือว่าจะเป็นคนจากตระกูลแพทย์ที่อื่นที่เดินทางมาที่จินหลิงกันนะ?”
ซุนอิ๋งเสวี่ยพยายามนึกถึงลักษณะเด่นของฉู่หลิง แล้วทันใดนั้นเธอก็อุทานออกมาว่า “อ๊ะ! จริงด้วยค่ะคุณปู่ ฉู่หลิงคนนั้นแรงเยอะมากเลยค่ะ! คนไข้คนที่เขาใช้เข็มเงินห้ามเลือดให้ เดิมทีถูกทับอยู่ใต้รถบัสค่ะ”
จากนั้นซุนอิ๋งเสวี่ยก็เล่าขั้นตอนการช่วยเหลือให้ปู่ฟังแบบคร่าวๆ
แล้วสีหน้าของซุนเต๋อไห่ก็เปลี่ยนไปทันที เขาเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นว่า “หลานแน่ใจจริงๆ ใช่ไหม ว่าเขายกรถที่หนักขนาดนั้นขึ้นมาได้?”
ซุนอิ๋งเสวี่ยพยักหน้าอย่างมั่นใจ เรื่องนี้เธอแน่ใจที่สุด
“เพราะก่อนหน้านั้นรถบัสคันนั้นนิ่งสนิทเลยค่ะ แต่พอเขาลงมือก็สามารถยกขึ้นได้ทันที ดังนั้นมันต้องเป็นเขาอย่างแน่นอนค่ะ ไม่มีผิดแน่”
ซุนเต๋อไห่หลุดหัวเราะออกมา เขาจ้องมองหลานสาวแล้วเอ่ยอย่างยิ้มๆ ว่า “เสี่ยวเสวี่ย ดวงของหลานนี่ดีจริงๆ เลยนะ
ที่ได้ไปเจอกับผู้ที่ได้รับการสืบทอดจากสำนักเข้าให้แล้ว”
การสืบทอดจากสำนัก? ซุนอิ๋งเสวี่ยมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจทันที
“คุณปู่คะ การสืบทอดจากสำนักคืออะไรเหรอคะ?”
ชายชราถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
อย่าว่าแต่เสี่ยวเสวี่ยเลย
แม้แต่เขาเองก็เคยได้ยินเพียงแค่คนพูดถึงเท่านั้น แต่เขาไม่เคยได้พบกับยอดคนแบบนี้มาก่อนเลยจริงๆ “คนประเภทนี้มีน้อยยิ่งกว่าน้อย แต่ละคนล้วนเรียกได้ว่าเป็นมังกรในหมู่มนุษย์! ปู่เองก็เคยได้ยินมาจากคุณปู่ของปู่อีกที ว่าในประเทศจีนยังคงมีสำนักบางแห่งดำรงอยู่ สำนักเหล่านั้นสืบทอดมรดกวรยุทธ์โบราณหรือก็คือสำนักวรยุทธ์โบราณนั่นเอง ลูกหลานของพวกเขาจะถูกฝึกให้เปิดช่วงสะโพก เปิดกระดูกสันหลังมังกรและทะลวงจุดลมปราณมาตั้งแต่เด็ก ประกอบกับการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงและเรียนรู้เทคนิคการออกแรง มันเลยทำให้พวกเขามีพละกำลังมหาศาลจนยกของหนักพันชั่งได้จริงๆ! แต่เดี๋ยวนี้คนแบบนี้หาเจอได้ยากมากแล้ว ส่วนใหญ่ก็มักจะเร้นกายอยู่ในป่าเขา หรือไม่ก็ไปรับใช้ชาติอยู่ในกองทัพน่ะ”
ชายชราพูดขณะที่ใบหน้าก็ฉายแววแห่งความเลื่อมใสออกมา
ซุนอิ๋งเสวี่ยที่ฟังคำพูดของคุณปู่แล้วก็ถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียว มรดกวรยุทธ์โบราณ? พละกำลังมหาศาล? ฟังดูเหมือนนิทานเลยนะ!
“คุณปู่คะ ในโลกนี้... มีคนแบบนั้นอยู่จริงๆ เหรอคะ?”
ซุนอิ๋งเสวี่ยไม่อยากจะเชื่อ ซุนเต๋อไห่หัวเราะร่า เด็กสมัยนี้นี่นะ รู้อะไรน้อยเกินไปจริงๆ
“งั้นหลานคิดว่าเรื่องฌ้อปาอ๋องยกกระถางยักษ์หรือลิโป้ที่มีพละกำลังมหาศาลมันเป็นแค่เรื่องแต่งเล่นๆ จริงๆ งั้นเหรอ? ขุนพลผู้เก่งกาจในประวัติศาสตร์เหล่านั้น ล้วนมีสำนักสังกัดทั้งนั้นแหละ! เรื่องวิชาตัวเบาเหินเวหาหรือจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่อาจจะมีส่วนที่พูดเกินจริงไปบ้าง แต่ทุกอย่างก็ล้วนมีต้นแบบมาจากเรื่องจริงทั้งสิ้น”
ซุนเต๋อไห่ตอบข้อสงสัยของหลานสาวด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ฟังคำพูดของคุณปู่ ซุนอิ๋งเสวี่ยก็รู้สึกเหมือนโลกทัศน์ที่เธอสร้างมาหลายปีเริ่มจะพังทลายลง
ถ้าหากสิ่งเหล่านี้มีอยู่จริง งั้นก็หมายความว่า.......
“คุณปู่คะ พวกเขามีลมปราณหรืออะไรแบบนั้นด้วยไหมคะ?” ดวงตาของซุนอิ๋งเสวี่ยเป็นประกายจ้องมองคุณปู่ด้วยความหวัง
ซุนเต๋อไห่เกือบจะสำลักลมหายใจเพราะคำถามของซุนอิ๋งเสวี่ย
เด็กคนนี้ ต้องถูกพวกนิยายหลอกจนกู่ไม่กลับแล้วแน่ๆ!
ซุนเต๋อไห่ดีดหน้าผากหลานสาวไปหนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้ หลังจากได้ยินเสียงหลานสาวร้องโอยด้วยความเจ็บเขาก็พอใจ แล้วจึงค่อยๆ เอ่ยว่า
“ลมปราณอะไรกันล่ะ อ่านนิยายมากเกินไปหรือเปล่า? ถ้าพวกเขาเก่งขนาดนั้นจริงๆ ป่านนี้ประเทศจีนของเราคงไม่เคยตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ขนาดนั้นหรอก”
ขอแค่มียอดคนที่เร้นกายออกมาสัก 2-3 คน ก็คงพากันบุกไปถึงถิ่นศัตรูกันได้แล้ว!
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่แสนสลดในอดีต ซุนเต๋อไห่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะเทือนใจ
สำนักและเจ้าสำนักเหล่านั้น ต่างก็ล้มหายตายจากไปเพราะการเข้าร่วมสงครามจนเกือบหมดสิ้น
บางคนยังไม่ทันจะได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ใคร ก็ต้องมาจบชีวิตลงเสียก่อน
ในช่วงหลายปีนั้น ไม่รู้ว่ามีของดีๆ กี่อย่างที่ต้องขาดช่วงการสืบทอดไป!
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซุนเต๋อไห่ก็รู้สึกปวดใจอย่างยิ่ง
“เสี่ยวเสวี่ย หลานเคยได้ยินเรื่องของสำนักเต๋าไหม? สำนักเต๋ามีคำสอนว่า ยามบ้านเมืองวุ่นวายนักพรตจะเข้าสู่ทางโลกเพื่อช่วยคน ยามบ้านเมืองสงบสุขนักพรตจะเร้นกายเพื่อบำเพ็ญเพียร”
ความจริงแล้วสำนักวรยุทธ์โบราณอื่นๆ ก็ยึดถือกฎระเบียบเช่นนี้เหมือนกันและเพราะเหตุนี้เอง สำนักต่างๆ ในประเทศจีนจึงลดน้อยลงไปมาก
คนเหล่านั้นนำวิชาความรู้ที่มีติดตัว พร้อมกับหัวใจที่อยากจะช่วยโลก ทุ่มเทแรงกายแรงใจเข้าร่วมขบวนการต่อสู้โดยไม่ลังเล
ซุนเต๋อไห่ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ถ้าหากไม่มีคำสอนประจำตระกูลแบบนี้ ตระกูลที่เร้นกายเหล่านั้นก็คงไม่ถึงขั้นขาดแคลนผู้สืบทอดจนแทบไม่มีใครรู้จักแบบนี้หรอก
ซุนอิ๋งเสวี่ยฟังมาถึงตรงนี้ ในที่สุดเธอก็เริ่มเข้าใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ เธอจึงรู้สึกแปลกใหม่มากและเธอก็รู้สึกเลื่อมใสในตัวเหล่าผู้อาวุโสเหล่านั้นจากใจจริง
“คุณปู่คะ ฉู่หลิงเป็นคนจากตระกูลที่เร้นกายจริงๆ เหรอคะ? เขาต้องฝึกร่างกายไปพร้อมๆ กับเรียนวิชาแพทย์ไปด้วยเนี่ย มันจะไม่เหนื่อยเกินไปหน่อยเหรอคะ?”
“คุณปู่คะ คุณปู่บอกว่าพวกเขาต้องเร้นกายไม่ใช่เหรอคะ? แล้วฉู่หลิงไปเรียนวิชาแพทย์แผนตะวันตกมาจากไหนล่ะคะ? คงไม่ใช่ว่าเขาเรียนด้วยตัวเองหรอกนะคะ?”
“คุณปู่คะ...”
ซุนอิ๋งเสวี่ยถามไม่หยุด จนกระทั่งดึกดื่นเธอถึงได้ยอมไปนอนด้วยความอาลัยอาวรณ์
ซุนเต๋อไห่มองดูหลานสาวที่เดินงัวเงียไปนอน ในใจก็รู้สึกเปรี้ยวๆ อย่างบอกไม่ถูก หลานสาวที่แสนดีของเขา
พูดสามประโยคก็ต้องมีชื่อไอ้หนุ่มคนนั้นติดมาด้วยประโยคหนึ่ง!
ซุนเต๋อไห่ทำได้เพียงถอนหายใจออกมา หลานสาวโตแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกไปจริงๆ
แถมสายตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสนั่น ดูยังไงก็ไม่ใช่การแสร้งทำอย่างแน่นอน
เฮ้อ ช่างมันเถอะ ช่างมันเถอะ
ทางด้านฉู่หลิง หลังจากส่งฉวี่เสี่ยวปิงเสร็จ เขาก็ขับรถกลับมาถึงบ้าน
วันนี้เขาเหนื่อยมาทั้งวันแล้วจริงๆ เขาจึงรีบไปอาบน้ำทันที ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
เรียกได้ว่าสดชื่นกระปรี้กระเปร่าเลยทีเดียว
ฉู่หลิงนั่งลงบนโซฟาพลางหวนนึกถึงขั้นตอนการช่วยชีวิตคนในวันนี้ เขารู้สึกพอใจกับวิชาการแพทย์ที่ได้รับจากการลงชื่อเข้าใช้มากจริงๆ
ของที่ระบบมอบให้ ย่อมเป็นของดีอย่างแน่นอน ไม่เคยหลอกลวงกันเลยจริงๆ!
จากนั้น ในวินาทีต่อมา หน้าจอโปร่งแสงก็เด้งขึ้นมาทันที
【โฮสต์โปรดทำการลงชื่อเข้าใช้สำหรับวันนี้ด้วย!】
ลงชื่อเข้าใช้!
ฉู่หลิงคิดในใจ แล้วทันใดนั้นแสงสีทองก็พุ่งวาบออกมาทันที