เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 33 : ขายลูกสาว

ตอนที่ 33 : ขายลูกสาว

ตอนที่ 33 : ขายลูกสาว


ตอนที่ 33 : ขายลูกสาว

ภาระเรื่องปากท้องของคนทั้งสามในบ้านคงต้องตกมาอยู่ที่ไหล่ของเธอแน่ๆ

การทำงานบ้านน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ฉวี่เสี่ยวปิงกลัวว่ากระเพาะของพ่อกับแม่จะรับไม่ไหวต่างหาก

แต่พ่อฉวี่และแม่ฉวี่กลับไม่เชื่อ พวกเขาคิดว่าลูกสาวแค่อยากจะถ่อมตัว จึงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

“อย่ามาปิดบังเลยน่า พ่อกับแม่ชิมแล้วก็รู้เลย นี่มันต้องเป็นวิชาสืบทอดของตระกูลฉวี่ของเราแน่ๆ!”

วิชาสืบทอดตระกูลฉวี่? ชิมแล้วรู้เลย?

มุมปากของฉวี่เสี่ยวปิงกระตุกวูบ

พ่อของเธอนี่ช่างกล้าพูดจริงๆ

เธอชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะเพื่อแสดงการยอมแพ้

“จริงๆ นะคะ ฉู่หลิงเป็นคนทำจริงๆ! ขนาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนูยังทำไม่เป็นเลย แล้วหนูจะไปทำของอร่อยพวกนี้ออกมาได้ยังไงกัน”

หลังจากอธิบายอยู่นาน พ่อฉวี่และแม่ฉวี่ก็เริ่มสบตากัน พวกเขาถึงได้เริ่มเชื่อขึ้นมาบ้าง

แม่ฉวี่ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วถามว่า

“เสี่ยวฉู่เป็นคนทำเหรอ? แล้วพวกแกทำกันกี่อย่างล่ะ มีเมนูอะไรบ้าง?”

ในเมื่อตอนนี้ยังไม่มีโอกาสได้กิน แต่ได้ใช้หูฟังแก้ขัดไปก่อนก็ยังดี!

ฉวี่เสี่ยวปิงหวนนึกถึงเหตุการณ์แล้วพูดว่า

“ชื่อเมนูหนูไม่รู้หรอกค่ะ แต่ทำไว้เยอะมาก ตอนเที่ยงพวกเรากินของที่อร่อยที่สุดไปหมดแล้ว ที่เหลือพวกนี้ก็แค่ของธรรมดาๆ ค่ะ”

พ่อฉวี่และแม่ฉวี่ “.......”

นี่ยังเรียกว่าธรรมดาอีกเหรอ? สวรรค์!!

คนหนุ่มสาวสมัยนี้ รสนิยมสูงส่งกันเหลือเกิน!

แล้วไอ้ที่ว่าอร่อยที่สุดน่ะ มันจะอร่อยขนาดไหนกันนะ?

ในใจของพวกเขาก็เริ่มรู้สึกคันยุบยิบเหมือนโดนแมวข่วนจนทนไม่ไหว

เมื่อนึกถึงเมนูตอนเที่ยง ฉวี่เสี่ยวปิงก็นึกถึงเมนูเนื้อปลาดิบจานนั้นขึ้นมา

รสชาติที่แสนสดใหม่นั่น แค่คิดก็น้ำลายสอแล้ว “พ่อคะ แม่คะ ได้กินเนื้อปลาดิบหรือยังคะ?”

ฉวี่เสี่ยวปิงถามย้ำ พ่อฉวี่และแม่ฉวี่ก็สบตากันด้วยความมึนงง

พวกเขากินแต่อาหารบ้านๆ ทั่วไป

จะไปมีเนื้อปลาดิบที่ไหนกัน

ฉวี่เสี่ยวปิงรีบวิ่งไปที่ห้องกินข้าวและมองเห็นจานใบสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่บนโต๊ะ

จักจั่นที่ฉู่หลิงแกะสลักจากน้ำแข็งละลายไปนานแล้ว จนตอนนี้มันก็กลายเป็นแอ่งน้ำอยู่ในจาน

ฉวี่เสี่ยวปิงชี้ไปที่น้ำเหล่านั้นแล้วพูดว่า “นั่นไงคะ อยู่ข้างในนั้นไง”

เมื่อเห็นพ่อแม่ยังทำหน้ามึนงง

ฉวี่เสี่ยวปิงจึงรีบไปหยิบตะเกียบมาคีบเนื้อปลาที่บางดุจปีกจักจั่นขึ้นมาจากน้ำ

แล้วชูแกว่งไปมาต่อหน้าพ่อแม่ “นี่ไงล่ะคะ!”

พ่อฉวี่และแม่ฉวี่มองดูเนื้อปลาที่บางจนแสงส่องทะลุได้

พวกเขาถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ นี่มันจะบางเกินไปแล้วไหม? วางอยู่ในน้ำ

พวกเขาถึงกับมองไม่ออกเลยสักนิด! ฉวี่เสี่ยวปิงก็ยิ่งได้ใจ

เธอเล่าถึงตอนที่ฉู่หลิงเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ให้ทั้งสองฟัง

“ถ้าฉู่หลิงไม่คีบให้หนู หนูก็คงมองไม่เห็นเนื้อปลาเหมือนกันค่ะ ตอนแรกหนูก็นึกว่าเขาจะให้หนูกินน้ำแข็งเสียอีก!” พ่อฉวี่และแม่ฉวี่ไม่ได้สนใจคำโอ้อวดของลูกสาว

ทั้งสองคนต่างคีบเนื้อปลาขึ้นมาคนละชิ้น แตะน้ำจิ้มเล็กน้อยแล้วส่งเข้าปากทันที

เมื่อไม่มีความเย็นจากน้ำแข็งมาช่วยเสริม เนื้อปลาก็ละลายในปากทันทีที่สัมผัสกับลิ้น

แม้จะเสียสัมผัสความกรอบไปบ้าง

แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความอร่อยระดับเทพเลยแม้แต่น้อย

ความสดหวานนั้นทำให้พวกเขาเกือบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปด้วย!

นี่แหละคือรสชาติที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง

“อร่อยจริงๆ!” พ่อฉวี่และแม่ฉวี่อุทานออกมาพร้อมกัน

พ่อฉวี่ถึงกับคว้ามือของฉวี่เสี่ยวปิงไว้แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ลูกเขยคนนี้พ่อรับรองแล้ว บ้านเราแต่งลูกสาวไม่ต้องมีสินสอด ขอแค่เขามีใจที่จริงใจกับลูกก็พอ!”

แม่ฉวี่พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่! ถ้าว่างๆ ให้เขามาทำกับข้าวให้พ่อกับแม่กินบ้างนะ จากนั้นก็พาลูกสาวของเราไปได้เลย!”

ฉวี่เสี่ยวปิง “……” นี่ไม่ใช่พ่อกับแม่ของเธอแน่ๆ! พ่อแม่ที่รักเธอที่สุดจะมายอมขายลูกสาวเพียงเพื่อความอยากอาหารได้ยังไงกัน!

วันนี้ตั้งแต่เธอกลับมาเธอก็มีแต่ความรู้สึกแปลกๆ พ่อกับแม่ตัวจริงของเธอต้องถูกสลับตัวไปแน่ๆ!

จากนั้นทั้งสามคนก็ไปนั่งคุยกันบนโซฟา แล้วทันใดนั้นพ่อฉวี่ก็มองดูข่าวที่เด้งขึ้นมาในโทรศัพท์แล้วพูดว่า

“ดูข่าวนี้สิ วันนี้ที่สะพานข้ามแม่น้ำแยงซีเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน น่าสงสารมากจริงๆ” พ่อฉวี่เอาแต่จ้องมองโทรศัพท์

โดยไม่ได้สังเกตเห็นใบหน้าของฉวี่เสี่ยวปิงที่ซีดเผือดลงในทันที

และเขายังพูดต่อว่า “หืม? ในข่าวยังบอกอีกว่า ที่เกิดเหตุวันนี้มีฮีโร่มาช่วยคนด้วย ขับรถบูกัตติ.......” พอได้ยินคำว่าบูกัตติ พ่อฉวี่และแม่ฉวี่ก็ถึงกับอึ้งไปและหันไปมองทางฉวี่เสี่ยวปิงตามสัญชาตญาณ

เมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดเซียวของลูกสาว

พวกเขาก็เข้าใจได้ทันที พวกเขาจึงเอ่ยถามลองเชิงว่า “คนที่ช่วยคนวันนี้ คือพวกลูกงั้นเหรอ?”

ฉวี่เสี่ยวปิงพยักหน้าเบาๆ แล้วค่อยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้พ่อกับแม่ฟัง

เธออดไม่ได้ที่จะเล่าว่าฉู่หลิงเก่งกาจขนาดไหนและเขาสุขุมเยือกเย็นขนาดไหน

พ่อฉวี่และแม่ฉวี่ที่ได้ฟังจนจบก็ถึงกับตกตะลึง พ่อหนุ่มฉู่คนนี้ เป็นยอดคนจริงๆ

พวกเขาไม่คิดเลยว่าฉู่หลิงจะรวยขนาดนี้ แถมไม่ได้มีดีแค่ทำอาหารเก่ง แต่ยังเชี่ยวชาญวิชาการแพทย์อีกด้วย

นี่มันคือตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับตำแหน่งลูกเขยชัดๆ!

พ่อฉวี่และแม่ฉวี่สบตากัน ในใจก็ยิ่งรู้สึกถูกใจฉู่หลิงมากขึ้นไปอีก

แม่ฉวี่มองดูใบหน้าเล็กๆ ที่ซีดเซียวของลูกสาว

ในใจก็รู้สึกสงสารจนแทบขาดใจ เธอโอบไหล่ลูกสาวเบาๆ แล้วปลอบโยนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า

“ยัยหนู ไม่ต้องกลัวนะ! วันนี้ลูกทำได้ดีมากแล้ว เก่งมากแล้วจ๊ะ! ถ้าเป็นแม่ที่อยู่ตรงนั้น อย่าว่าแต่ช่วยโทรศัพท์หรือดูแลผู้บาดเจ็บเลย แม่คงจะตกใจจนขาสั่นล้มพับลงไปตรงนั้นแล้วล่ะ คืนนี้พวกเรามานอนด้วยกันนะ ไม่ต้องกลัวนะ”

ฉวี่เสี่ยวปิงที่สัมผัสได้ถึงความห่วงใยของแม่ เธอจึงยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวาน “ค่ะ หนูก็ไม่ได้นอนกับแม่นานแล้วเหมือนกัน”

พูดจบเธอก็หันไปขยิบตาให้พ่อ

“ลำบากคุณพ่อต้องไปนอนเฝ้าห้องคนเดียวแล้วนะคะ!”

พ่อฉวี่ค้อนลูกสาวรอบหนึ่ง เขาว่ากันว่าลูกสาวก็คือเสื้อนวมตัวเล็กที่แสนอบอุ่น

แต่ยัยลูกของเขานี่คงจะเป็นนวมไส้ดำล่ะมั้ง? อยู่ดีไม่ว่าดียังจะมาแย่งเมียของเขาอีก มันน่าโมโหจริงๆ

เมื่อคิดได้ดังนั้น พ่อฉวี่ก็ยิ่งอยากจะรีบส่งลูกสาวแต่งงานออกไปให้พ้นๆ

แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงคำพูดเล่นๆ เท่านั้น

ในอีกด้านหนึ่ง

หลังจากซุนอิ๋งเสวี่ยจัดการดูแลผู้ป่วยเสร็จ

เธอก็รีบกลับไปยังวิลล่าหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่บนเขาเจิ้งสื่อในเมืองจินหลิง

ทันทีที่ก้าวเข้าประตูมา เธอก็เห็นชายชราคนหนึ่งกำลังจัดยาอยู่

ชายชราคนนั้นสวมชุดยาวสีขาว ติดกระดุมอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยและใบหน้าก็ดูเคร่งขรึม ทันทีที่ซุนอิ๋งเสวี่ยเห็นชายชรา ใบหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มทันที

เธอตะโกนเรียกเสียงดังว่า “คุณปู่คะ ยังไม่พักผ่อนอีกเหรอคะ?”

ซุนเต๋อไห่ที่ได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นเคย เขาจึงหันกลับมาถามว่า “เสี่ยวเสวี่ย กลับมาแล้วเหรอ? วันนี้กลับดึกไปหน่อยนะ!”

“พอดีหนูไปช่วยดูแลผู้ป่วยที่โรงพยาบาลจนลืมดูเวลาน่ะค่ะ!”

ซุนอิ๋งเสวี่ยยิ้มตอบ “คุณปู่คะ คุณลุงกลับมาหรือยังคะ?”

ซุนเต๋อไห่โบกมือ “ยังเลย เมื่อกี้เขาโทรมาบอกว่าที่โรงพยาบาลมีงานด่วน คงจะกลับดึกหน่อย หลานก็น่าจะรู้ดีว่าทางนั้นเขาเป็นคนยังไง ตั้งแต่ได้เป็นผู้อำนวยการก็ยุ่งจนหัวหมุนไม่ได้หลับไม่ได้นอน ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก เสี่ยวเสวี่ย หลานทานข้าวหรือยังล่ะ? ถ้ายังเดี๋ยวปู่จะทำให้กิน”

ชายชรายิ้มพลางมองดูหลานสาวคนโตและที่มุมปากก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้นมา

หลังจากที่ปู่กับหลานคุยกันไม่ทันจบ ประตูก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง

ซุนอิ๋งเสวี่ยก็หันไปมองตามเสียงและก็ได้เห็นคุณลุงที่มีสีหน้าเหนื่อยล้าเดินเข้ามา

จบบทที่ ตอนที่ 33 : ขายลูกสาว

คัดลอกลิงก์แล้ว