- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 32 : ก็ได้ค่ะ หนูไม่ได้เป็นคนทำ
ตอนที่ 32 : ก็ได้ค่ะ หนูไม่ได้เป็นคนทำ
ตอนที่ 32 : ก็ได้ค่ะ หนูไม่ได้เป็นคนทำ
ตอนที่ 32 : ก็ได้ค่ะ หนูไม่ได้เป็นคนทำ
ในขณะเดียวกันที่โรงพยาบาลจินหลิง
หมอหลายคนก็กำลังยืนล้อมวงพูดคุยกันเพียงเพราะกระดาษแผ่นหนึ่งอยู่
ชายที่เป็นหัวหน้ากลุ่มก็คือซุนจื่ออี้ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจินหลิง
หรือก็คือคุณลุงของซุนอิ๋งเสวี่ย ส่วนคนอื่นๆ ก็คือเหล่าศัลยแพทย์มือหนึ่งของโรงพยาบาลจินหลิง
ซุนจื่ออี้ใช้นิ้วเคาะลงบนกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะเบาๆ
แล้วเอ่ยว่า “ทุกคนลองดูนี่สิ นี่คือข้อความที่ถูกส่งมาจากศูนย์กู้ชีพ 120 เมื่อครู่นี้ มันเป็นข้อความที่ถูกส่งมาให้พวกเราอ่านก่อนเริ่มการผ่าตัด”
เหล่าศัลยแพทย์ในตอนแรกก็ไม่ได้ใส่ใจนัก
แต่ทว่ายิ่งอ่านพวกเขาก็ยิ่งรู้สึกตกใจ
การเตรียมการก่อนผ่าตัดนี้มันช่างละเอียดเหลือเกิน!
เนื้อหาแต่ละข้อล้วนจี้จุดสำคัญได้อย่างแม่นยำ
โดยเฉพาะเรื่องการเจาะผ่านหลอดเลือดดำในตอนท้าย
หากรอให้พวกเขาเริ่มผ่าไปแล้ว จนเกิดปัญหาขึ้นพวกเขาคงจะต้องเสียเวลาไปไม่น้อยอย่างแน่นอน
แต่สิ่งที่อยู่บนกระดาษนี้จะช่วยประหยัดเวลาให้พวกเขาได้มาก
แถมยังช่วยเพิ่มโอกาสให้คนไข้รอดชีวิตได้มากขึ้นด้วย!
ในตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูห้องประชุมก็ดังขึ้น
พยาบาลสาวคนหนึ่งชะโงกหน้าเข้ามาแจ้งว่า
“คนไข้มาถึงแล้วค่ะ”
ซุนจื่ออี้และเหล่าศัลยแพทย์สบตากันก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าออกไปทันที
ภายในรถพยาบาล เหล่าทหารปลดประจำการต่างก็พากันกระโดดลงมาเป็นคนแรก
พวกเขาไม่ได้สนใจอาการบาดเจ็บของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
แต่กลับยืนกรานให้หมอไปดูแลคนไข้คนอื่นๆ ก่อน ไม่เพียงเท่านั้น
พวกเขายังเข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่เข็นเตียงผู้ป่วยด้วยตัวเอง
ภาพที่เห็นนั้นก็ช่างน่าประทับใจจริงๆ
หญิงชราที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันก็ถูกลูกชายกุมมือไว้แน่น
เขาเอ่ยให้กำลังใจที่ข้างหูแม่ว่า “แม่ครับ แม่ต้องผ่านมันไปให้ได้นะ! วันข้างหน้าที่แสนสุขสบายของพวกเรา ผมยังรอให้แม่คอยชี้แนะอยู่นะครับ! ผมจะรอแม่หน้าห้องผ่าตัดนะ แม่ต้องอดทนไว้นะครับ ตกลงไหม?”
เหล่าพยาบาลรู้ดีว่าเวลาเป็นสิ่งมีค่า พวกเขาจึงให้คนข้างๆ ช่วยพยุงทหารปลดประจำการคนนี้ออกไป ส่วนคนอื่นๆ ก็รีบส่งตัวหญิงชราเข้าห้องผ่าตัดต่ออย่างรวดเร็ว
ศัลยแพทย์ในห้องผ่าตัดก็เตรียมพร้อมรออยู่แล้ว
หลังจากเตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้น พวกเขาก็เริ่มลงมีดทันที
การผ่าตัดดำเนินไปอย่างราบรื่น
บนหน้าผากของศัลยแพทย์ก็เริ่มมีเหงื่อซึมออกมาเป็นชั้นบางๆ
ในจังหวะที่พยาบาลช่วยซับเหงื่อให้ ศัลยแพทย์ก็เอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกทึ่งว่า
“โชคดีจริงๆ ที่มีข้อมูลนั้นถูกส่งมาก่อน มันช่างประจวบเหมาะทันเวลาพอดีจริงๆ ทุกอย่างเป็นไปตามที่กระดาษแผ่นนั้นบอกไว้เป๊ะเลย ไม่อย่างนั้นล่ะก็ พวกเราคงจะแย่แน่ๆ”
ผู้ช่วยและพยาบาลข้างๆ ก็สบตากันแต่ไม่ได้พูดอะไร ตอนนี้หมอใหญ่กำลังผ่าตัดอยู่
พวกเขาจึงไม่ควรเข้าไปรบกวน
แต่ทว่าในใจกลับมีความรู้สึกอยากจะบ่นออกมาให้รู้แล้วรู้รอด
เมื่อกี้พวกเขาก็ได้ดูกระดาษแผ่นนั้นมาแล้วเหมือนกัน การเตรียมการก่อนผ่าตัดนั้นดูเป็นมืออาชีพมาก
ดูปราดเดียวก็รู้ว่าต้องเป็นยอดฝีมือเท่านั้นถึงจะวินิจฉัยแบบนั้นออกมาได้
ซุนอิ๋งเสวี่ยเดินทางมาถึงโรงพยาบาลจินหลิงในเวลาต่อมา เธอเองก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ
แต่เข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ทำการรักษาอย่างต่อเนื่องทันที
จนกระทั่งผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์รถชนทุกคนได้รับการรักษาจนเสร็จสิ้น
ซุนอิ๋งเสวี่ยถึงได้บิดขี้เกียจและเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับบ้าน
วันนี้ทุกคนเหนื่อยกันมากแล้ว
แต่ทางฝั่งของคุณลุงก็คงจะยุ่งยิ่งกว่าเดิม
เธอจึงไม่อยากเข้าไปรบกวนในตอนนี้ และสิ่งที่เธอช่วยได้เธอก็ช่วยไปหมดแล้ว
การอยู่ต่อก็คงไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก
ส่วนอาการของผู้บาดเจ็บเหล่านั้น
เธอได้ลองสอบถามผ่านคนรู้จักดูแล้ว
เธอพบว่าการผ่าตัดนั้นประสบความสำเร็จอย่างมาก
ซึ่งหมายความว่าคนเหล่านั้นได้รอดพ้นจากความตายมาได้แล้ว แต่ทว่าหลังจากที่เธอจากไป
มันกลับเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้น เพราะชายฉกรรจ์หลายคนต่างพากันหลั่งน้ำตาออกมา
เหมือนกับเนื้อเพลงที่ว่าไว้ ได้ลิ้มรสชาติของน้ำตาที่ห่างหายไปนาน
ส่วนทางด้านฉู่หลิง เขาก็ได้พาฉวี่เสี่ยวปิงไปที่ริมแม่น้ำแยงซีแล้ว
เมื่อได้มองสายน้ำในแม่น้ำแยงซีที่ไหลเชี่ยวไป
ฉู่หลิงก็รู้สึกปลอดโปร่งในใจ
ความทรงจำที่ไม่น่าอภิรมย์เหล่านั้นก็ดูเหมือนจะถูกสายน้ำชะล้างจนจางหายไป
“เสี่ยวปิง เธอรู้สึกดีขึ้นบ้างไหม?” ฉู่หลิงเอ่ยถามเสียงเบา
แต่หลังจากรออยู่นานก็ไม่มีเสียงตอบกลับ
ฉู่หลิงจึงหันไปมองทางฉวี่เสี่ยวปิง จากนั้นเขาถึงได้พบว่าอีกฝ่ายนั้นกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่
ฉู่หลิงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เขารู้ดีว่าฉวี่เสี่ยวปิงคงจะตกใจไม่น้อย
เพราะภาพเหตุการณ์แบบนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ จะสามารถรับมือได้ง่ายๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉู่หลิงก็รู้สึกผิดขึ้นมาบ้าง
เขาควรจะให้ฉวี่เสี่ยวปิงรออยู่ในรถ
ไม่อย่างนั้นเธอก็คงไม่ต้องมาเจอเรื่องที่น่าตกใจแบบนี้
ฉู่หลิงครุ่นคิดไปมา
ก่อนจะสะกิดแขนฉวี่เสี่ยวปิงเบาๆ
แล้วถามว่า “เสี่ยวปิง เธออยากดูหนังตลกไหม?”
เขาว่ากันว่าโรคทางใจก็ต้องแก้ด้วยยาทางใจ
ในเมื่อถูกภาพที่นองเลือดทำให้ตกใจ
การได้ดูอะไรที่สนุกสนานก็น่าจะช่วยเยียวยาได้บ้างใช่ไหมล่ะ?
ฉวี่เสี่ยวปิงกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะฝืนยิ้มออกมาแล้วตอบว่า “ได้ค่ะ!”
เมื่อเห็นฉวี่เสี่ยวปิงตกลง
ฉู่หลิงก็รีบไปเอารถและมุ่งหน้าไปยังจุดหมายทันที
ในช่วงใกล้ค่ำ พ่อฉวี่และแม่ฉวี่ต่างก็กลับมาถึงบ้าน
“นี่เหล่าฉวี่ คุณว่าวันนี้ลูกสาวทำกับข้าวอะไรให้พ่อหนุ่มฉู่ทานกันนะ?”
แม่ฉวี่ยังไม่ทันจะเข้าบ้าน เธอก็เริ่มคาดเดาอย่างตื่นเต้นแล้ว
พ่อฉวี่กำลังจะหยิบกุญแจออกมาเปิดประตูโดยไม่ได้สนใจคำถามของภรรยา
จนแม่ฉวี่พูดต่อว่า “ไม่รู้ว่าลูกจะทำออกมาอร่อยหรือเปล่า! ถ้าเกิดมื้อนี้ทำออกมาแย่จนต้องเสียลูกเขยดีๆ แบบนั้นไปล่ะก็ คิดแล้วมันก็น่าเจ็บใจจริงๆ นะ!” แม่ฉวี่เริ่มเป็นกังวลจริงๆ
เพราะเห็นเพื่อนรอบตัวต่างก็ส่งลูกสาวออกเรือนกันไปหมดแล้ว
แต่ลูกสาวที่แสนจะยอดเยี่ยมของบ้านเธอกลับยังค้างเติ่งอยู่ คิดแล้วมันก็น่าปวดใจจริงๆ
พ่อฉวี่เปิดประตูและหลีกทางให้ภรรยาเข้าบ้านก่อน
ส่วนตัวเองก็เดินตามเข้ามาพลางพูดว่า
“ลูกสาวของฉันนิสัยเหมือนฉัน ฝีมือการทำอาหารก็ต้องเป็นเลิศแน่นอน!”
แม่ฉวี่ : “.......”
คุณแน่ใจเหรอ? คนอย่างคุณที่แม้แต่ไข่เจียวยังทำไม่เป็น ยังจะมาอวดเก่งอะไรอีก?
ถ้าพ่อฉวี่ไม่พูดแบบนี้ แม่ฉวี่ก็คงไม่กังวลขนาดนี้ แต่พอพูดจบ
หัวใจของเธอก็ยิ่งเต้นไม่เป็นจังหวะเข้าไปใหญ่
หลังจากทั้งสองคนเปลี่ยนรองเท้าเสร็จก็เดินเข้าบ้าน
ทันทีที่ก้าวเข้ามาพวกเขาก็เห็นจานอาหารสองสามจานที่ยังวางทิ้งไว้อยู่บนโต๊ะ
พ่อฉวี่และแม่ฉวี่สบตากัน ในดวงตาของทั้งคู่ก็เต็มไปด้วยความสงสัย
ทั้งสองคนเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
และเห็นร่องรอยการทานอาหารที่ยังหลงเหลืออยู่ในจาน
ดูท่าจะเป็นเศษอาหารที่ลูกสาวกับพ่อหนุ่มฉู่ทานเหลือไว้
พ่อฉวี่มองดูจานอาหารแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างลำพองใจ “เห็นไหมล่ะ ฉันบอกแล้วว่าลูกสาวเหมือนฉัน! ดูอาหารพวกนี้สิ ทำออกมาได้ครบทั้งสี กลิ่นและรสชาติ ยอดเยี่ยมจริงๆ! พูดตามตรงนะ ต่อให้เป็นคุณที่เป็นแม่ลงมือเอง ก็ไม่แน่ว่าจะมีฝีมือเท่าลูกสาวของเราเลยนะเนี่ย” พ่อฉวี่ไม่ได้โม้เลยแม้แต่น้อย
หากพูดแบบไม่มีอคติล่ะก็ หน้าตาของอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะในตอนนี้ เทียบได้กับฝีมือของเชฟในโรงแรมเลยทีเดียว แถมยังเป็นระดับโรงแรมห้าดาวเป็นอย่างน้อยด้วย
พ่อฉวี่พูดไปพลางบอกให้แม่ฉวี่ไปหยิบตะเกียบมาให้เขาคู่หนึ่ง
เขาอยากจะลองชิมฝีมือของลูกสาวดูสักหน่อย
“แม้แต่ฉันเองก็ยังได้อานิสงส์จากว่าที่ลูกเขย ถึงได้มีโอกาสชิมฝีมือของลูกสาวบ้าง คนเป็นพ่ออย่างฉันเนี่ย... ช่างน่าสงสารจริงๆ”
เสียงถอนหายใจของพ่อฉวี่เข้าหูแม่ฉวี่เต็มๆ จนเธอหัวเราะจนตัวงอ
“ดูพูดเข้าสิ น้ำเสียงนี่เปรี้ยวเชียว เดี๋ยวพอลูกกลับมานะ คอยดูเถอะฉันจะแฉคุณให้หมดเลย”
แม่ฉวี่พูดไปพลางยื่นตะเกียบส่งให้ถึงมือพ่อฉวี่
ส่วนแม่ฉวี่ยังคงไม่กล้าลองชิม
ถึงจะเป็นลูกสาวตัวเองก็เถอะ
แต่ฝีมือการเข้าครัวครั้งแรกมันจะไปดีเด่อะไรได้ขนาดไหนกันเชียว?
รสชาติน่ะคงไม่ต้องพูดถึงหรอก แต่พ่อฉวี่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
เขาใช้ตะเกียบคีบเนื้อชิ้นหนึ่งส่งเข้าปากแล้วค่อยๆ เคี้ยวอย่างช้าๆ ตอนนี้อาหารเริ่มเย็นลงบ้างแล้ว แต่เมื่อมันเข้าสู้ปาก
รสชาติดั้งเดิมของมันก็ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา
“อื้อหือ!” พ่อฉวี่อุทานออกมาอย่างอดไม่ได้
รสชาตินี้มัน... ในวินาทีนั้นเอง
แววตาที่เคยเรียบเฉยของพ่อฉวี่ก็พลันสว่างวาบขึ้นมาทันที
เขาราวกับกลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง จนเกือบจะกระโดดลงจากเก้าอี้
รสชาตินี้มันอร่อยจนเกินบรรยายจริงๆ!
รสชาติของไก่หั่นเต๋านั้นทั้งเค็มและสดใหม่กำลังดี
แถมยังมีความเผ็ดร้อนแฝงอยู่เล็กน้อย
ช่างกลมกล่อมเหลือเกิน ทั้งที่เป็นเนื้ออกไก่
แต่กลับไม่มีความเหนียวเลยแม้แต่น้อย แถมยังรู้สึกนุ่มละมุนลิ้นอย่างมาก
พ่อฉวี่แทบไม่เชื่อลิ้นตัวเอง
เขารีบยกน้ำชาเย็นบนโต๊ะขึ้นมาจิบหนึ่งคำ
ก่อนจะคีบไก่หั่นเต๋าเข้าปากอีกชิ้น ครั้งนี้รสชาติกลับดูเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม
น้ำชาเย็นเมื่อครู่ไม่ได้ชะล้างรสชาติในปากออกไปจนหมด
อาจจะเป็นเพราะมีรสชาติเดิมรองพื้นอยู่
ความหอมของชิ้นที่สองจึงยิ่งดูหนักแน่นและกลมกล่อมมากขึ้นไปอีก
ความอร่อยที่รุนแรงนั้นก็ช่วยกระตุ้นต่อมรับรสของเขา
พ่อฉวี่รู้สึกว่าความอยากอาหารของเขาพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
“คุณอย่ามัวแต่กินสิ บอกหน่อยสิว่ารสชาติเป็นยังไงบ้าง?”
แม่ฉวี่มองดูพ่อฉวี่ที่ไม่ยอมพูดจา ในใจของเธอก็เหมือนมีแมวมาคอยข่วนจนคันยุบยิบไปหมด
แต่ผลลัพธ์ก็คือพ่อฉวี่ก้มหน้าก้มตากินโดยไม่เงยหน้าขึ้นมาเลยแม้แต่นิดเดียว
มือก็คอยคีบอาหารเข้าปากรัวๆ แม่ฉวี่ที่เห็นแบบนั้นก็อึ้งไปเลยทีเดียว
เธอเริ่มรู้สึกโมโหขึ้นมาบ้างแล้ว ไอ้ผู้ชายบ้าคนนี้
กินเศษอาหารเย็นๆ แบบนั้นแต่กลับไม่พูดอะไรสักคำ
ลิ้นแข็งไปแล้วหรือไง?
แต่ด้วยความเป็นสามีภรรยากันมานานหลายปี
แม่ฉวี่ก็ยังคงเป็นห่วงสามีอยู่ดี เธอจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ฉันทนดูท่าทางเหมือนผีอดอยากมาเกิดของคุณไม่ไหวแล้วนะ! ถ้าหิวจริงๆ เดี๋ยวฉันไปทำอะไรร้อนๆ มาให้กินดีกว่า!” แต่พ่อฉวี่ก็ยังคงไม่ตอบสนอง
เขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินต่อไป แม่ฉวี่ก็เริ่มจะโกรธขึ้นมาแล้วจริงๆ
เธอจึงแย่งตะเกียบมาลองชิมเองหนึ่งคำ
แล้วแม่ฉวี่ก็ถึงกับอึ้งไปทันที
เธอรีบยกจานอาหารสองจานตรงหน้าแล้วเดินมุ่งหน้าเข้าห้องนอนไปทันที
“คุณทำแบบนี้มันไม่ถูกนะ รอเดี๋ยวสิ พวกเรามากินด้วยกันเถอะ”
พ่อฉวี่ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว เขารีบวิ่งไปหยิบหมั่นโถวเย็นๆ ในห้องครัวแล้วพุ่งตามเข้าห้องไปทันที
สองสามีภรรยาทานกันอย่างเอร็ดอร่อย
ไม่นานนัก อาหารรสเลิศในจานก็ถูกจัดการจนสะอาดกริบ
แม่ฉวี่มองดูจานที่ว่างเปล่าด้วยความรู้สึกที่ยังไม่เต็มอิ่ม
แล้วเธอก็พูดออกมาอย่างฉุนเฉียวว่า “หนอย ยัยเด็กคนนี้ร้ายนักนะ! ทั้งที่ทำอาหารเก่งขนาดนี้ แต่กลับแสร้งทำเป็นว่าแม้แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ยังทำไม่ค่อยจะเป็น! ต่อไปนี้กับข้าวในบ้านต้องให้ยัยหนูเป็นคนทำแล้วล่ะ ไม่รู้จักเห็นใจพ่อแม่บ้างเลย!”
พ่อฉวี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ดวงตาเป็นประกาย เขาพยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ
“คุณพูดได้ถูกต้องที่สุด เด็กแบบนี้ต้องทำโทษให้ทำกับข้าวทุกวัน!”
ถ้าหากในอนาคตพวกเขาเลิกงานกลับมาแล้วได้ทานอาหารแบบนี้ทุกวัน
เขาก็คิดว่าชีวิตบั้นปลายคงจะสุขสบายแล้ว
พ่อฉวี่และแม่ฉวี่ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะดูโทรทัศน์แล้ว
พวกเขานั่งคุยกันบนโซฟาถึงรสชาติอาหารเมื่อครู่
ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งรู้สึกเสียดาย อาหารที่อร่อยขนาดนี้
ถ้าได้ทานตอนร้อนๆ รสชาติคงจะดียิ่งกว่านี้ใช่ไหมนะ?
“เป็นเพราะคุณนั่นแหละ ถ้าคุณหยุดกินให้ทันเวลา พวกเราก็น่าจะได้อุ่นอาหารก่อน แบบนั้นแหละมันถึงจะอร่อยที่สุด!”
แม่ฉวี่เอ่ยตัดพ้อ พ่อฉวี่ก็ยิ้มแห้งๆ ด้วยความขัดเขิน เขาเองก็อยากทานร้อนๆ เหมือนกัน แต่มือมันไม่รักดีนี่นา “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวรอแม่ครัวใหญ่กลับมา พวกเราก็ได้ทานของร้อนๆ แล้ว!”
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่
ก็มีเสียงดังมาจากทางประตูใหญ่ เป็นฉวี่เสี่ยวปิงที่กลับมาถึงบ้านแล้วนั่นเอง
ทันทีที่ฉวี่เสี่ยวปิงก้าวเข้าประตูมา
เธอก็เห็นพ่อกับแม่ยืนอยู่หน้าประตูห้องนอน
ราวกับผู้คุมคุกที่กำลังจ้องมองเธอด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย
ฉวี่เสี่ยวปิงถึงกับสะดุ้งตกใจอย่างแรง “พ่อคะ แม่คะ ทำอะไรกันน่ะคะ ตกใจหมดเลย!” ฉวี่เสี่ยวปิงลูบหน้าอกพลางอุทานออกมาอย่างไม่พอใจ
พ่อฉวี่และแม่ฉวี่สบตากัน ก่อนที่แม่ฉวี่จะเอ่ยว่า “มานี่สิ เข้ามาข้างในหน่อย” ฉวี่เสี่ยวปิงไม่ได้คิดอะไรมาก เธอเดินตามพ่อกับแม่เข้าไปในห้องอย่างว่าง่าย และทันทีที่เข้าห้องไป
เธอก็เห็นจานเปล่าที่สะอาดจนเงาวับหลายใบวางอยู่ “เอ๊ะ พ่อกับแม่ทานอาหารที่เหลือพวกนั้นไปแล้วเหรอคะ? แต่ในเมื่อล้างจานจนสะอาดขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงยังวางไว้ตรงนี้อีกล่ะคะ? เอาไปเก็บในครัวไม่ดีกว่าเหรอ”
ฉวี่เสี่ยวปิงจำได้ว่านี่คือจานที่เธอใช้เมื่อตอนกลางวัน
เธอจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย แม่ฉวี่ก็ยิ้มบางๆ
“นั่นน่ะพ่อของแกใช้หมั่นโถวเช็ดจนสะอาดน่ะ”
ฉวี่เสี่ยวปิง “.......”
นี่ใช่พ่อกับแม่ของฉันจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย?
ฉันอยากจะโทรแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้เลย
เพราะฉันกำลังสงสัยว่าพ่อกับแม่ตัวจริงของฉันถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไปแล้วแน่ๆ!
แม่ฉวี่ใช้นิ้วเคาะโต๊ะแล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“อาหารพวกนี้แกเป็นคนทำเมื่อตอนกลางวันใช่ไหม?”
เมื่อฉวี่เสี่ยวปิงได้ยินคำถามของพ่อแม่ สีหน้าของเธอก็เริ่มดูไม่ปกติทันที
เมื่อนึกถึงสภาพที่เหมือนโจรปล้นธนาคารของตัวเองเมื่อตอนกลางวัน
เธอก็แทบจะรับตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ฉวี่เสี่ยวปิงกระแอมไอออกมาเบาๆ
แล้วพูดอย่างมีพิรุธว่า “ใช่ค่ะ หนูเป็นคนทำเอง เป็นยังไงบ้างคะ? รสชาติใช้ได้ใช่ไหมล่ะ?”
“แกเป็นคนทำจริงๆ เหรอเนี่ย งั้นก็ดีเลย!”
พ่อฉวี่และแม่ฉวี่ต่างก็ดีใจกันยกใหญ่
ทั้งสองคนถึงกับตีมือฉลองกัน “งั้นต่อไปนี้กับข้าวในบ้าน แกต้องเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมดเลยนะ!”
ชีวิตที่แสนสุขสบายในอนาคตอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว!
ฉวี่เสี่ยวปิง “????” นี่ไม่ใช่พ่อแม่ของฉันแน่นอน!
ฉวี่เสี่ยวปิงเริ่มตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์
เธอจึงรีบพูดความจริงออกมาทันที “ก็ได้ค่ะ หนูยอมรับแล้วจริงๆ ว่าหนูไม่ได้เป็นคนทำ แต่ฉู่หลิงเป็นคนทำค่ะ”