เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 32 : ก็ได้ค่ะ หนูไม่ได้เป็นคนทำ

ตอนที่ 32 : ก็ได้ค่ะ หนูไม่ได้เป็นคนทำ

ตอนที่ 32 : ก็ได้ค่ะ หนูไม่ได้เป็นคนทำ 


ตอนที่ 32 : ก็ได้ค่ะ หนูไม่ได้เป็นคนทำ

ในขณะเดียวกันที่โรงพยาบาลจินหลิง

หมอหลายคนก็กำลังยืนล้อมวงพูดคุยกันเพียงเพราะกระดาษแผ่นหนึ่งอยู่

ชายที่เป็นหัวหน้ากลุ่มก็คือซุนจื่ออี้ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจินหลิง

หรือก็คือคุณลุงของซุนอิ๋งเสวี่ย ส่วนคนอื่นๆ ก็คือเหล่าศัลยแพทย์มือหนึ่งของโรงพยาบาลจินหลิง

ซุนจื่ออี้ใช้นิ้วเคาะลงบนกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะเบาๆ

แล้วเอ่ยว่า “ทุกคนลองดูนี่สิ นี่คือข้อความที่ถูกส่งมาจากศูนย์กู้ชีพ 120 เมื่อครู่นี้ มันเป็นข้อความที่ถูกส่งมาให้พวกเราอ่านก่อนเริ่มการผ่าตัด”

เหล่าศัลยแพทย์ในตอนแรกก็ไม่ได้ใส่ใจนัก

แต่ทว่ายิ่งอ่านพวกเขาก็ยิ่งรู้สึกตกใจ

การเตรียมการก่อนผ่าตัดนี้มันช่างละเอียดเหลือเกิน!

เนื้อหาแต่ละข้อล้วนจี้จุดสำคัญได้อย่างแม่นยำ

โดยเฉพาะเรื่องการเจาะผ่านหลอดเลือดดำในตอนท้าย

หากรอให้พวกเขาเริ่มผ่าไปแล้ว จนเกิดปัญหาขึ้นพวกเขาคงจะต้องเสียเวลาไปไม่น้อยอย่างแน่นอน

แต่สิ่งที่อยู่บนกระดาษนี้จะช่วยประหยัดเวลาให้พวกเขาได้มาก

แถมยังช่วยเพิ่มโอกาสให้คนไข้รอดชีวิตได้มากขึ้นด้วย!

ในตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูห้องประชุมก็ดังขึ้น

พยาบาลสาวคนหนึ่งชะโงกหน้าเข้ามาแจ้งว่า

“คนไข้มาถึงแล้วค่ะ”

ซุนจื่ออี้และเหล่าศัลยแพทย์สบตากันก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าออกไปทันที

ภายในรถพยาบาล เหล่าทหารปลดประจำการต่างก็พากันกระโดดลงมาเป็นคนแรก

พวกเขาไม่ได้สนใจอาการบาดเจ็บของตัวเองเลยแม้แต่น้อย

แต่กลับยืนกรานให้หมอไปดูแลคนไข้คนอื่นๆ ก่อน ไม่เพียงเท่านั้น

พวกเขายังเข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่เข็นเตียงผู้ป่วยด้วยตัวเอง

ภาพที่เห็นนั้นก็ช่างน่าประทับใจจริงๆ

หญิงชราที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันก็ถูกลูกชายกุมมือไว้แน่น

เขาเอ่ยให้กำลังใจที่ข้างหูแม่ว่า “แม่ครับ แม่ต้องผ่านมันไปให้ได้นะ! วันข้างหน้าที่แสนสุขสบายของพวกเรา ผมยังรอให้แม่คอยชี้แนะอยู่นะครับ! ผมจะรอแม่หน้าห้องผ่าตัดนะ แม่ต้องอดทนไว้นะครับ ตกลงไหม?”

เหล่าพยาบาลรู้ดีว่าเวลาเป็นสิ่งมีค่า พวกเขาจึงให้คนข้างๆ ช่วยพยุงทหารปลดประจำการคนนี้ออกไป ส่วนคนอื่นๆ ก็รีบส่งตัวหญิงชราเข้าห้องผ่าตัดต่ออย่างรวดเร็ว

ศัลยแพทย์ในห้องผ่าตัดก็เตรียมพร้อมรออยู่แล้ว

หลังจากเตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้น พวกเขาก็เริ่มลงมีดทันที

การผ่าตัดดำเนินไปอย่างราบรื่น

บนหน้าผากของศัลยแพทย์ก็เริ่มมีเหงื่อซึมออกมาเป็นชั้นบางๆ

ในจังหวะที่พยาบาลช่วยซับเหงื่อให้ ศัลยแพทย์ก็เอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกทึ่งว่า

“โชคดีจริงๆ ที่มีข้อมูลนั้นถูกส่งมาก่อน มันช่างประจวบเหมาะทันเวลาพอดีจริงๆ ทุกอย่างเป็นไปตามที่กระดาษแผ่นนั้นบอกไว้เป๊ะเลย ไม่อย่างนั้นล่ะก็ พวกเราคงจะแย่แน่ๆ”

ผู้ช่วยและพยาบาลข้างๆ ก็สบตากันแต่ไม่ได้พูดอะไร ตอนนี้หมอใหญ่กำลังผ่าตัดอยู่

พวกเขาจึงไม่ควรเข้าไปรบกวน

แต่ทว่าในใจกลับมีความรู้สึกอยากจะบ่นออกมาให้รู้แล้วรู้รอด

เมื่อกี้พวกเขาก็ได้ดูกระดาษแผ่นนั้นมาแล้วเหมือนกัน การเตรียมการก่อนผ่าตัดนั้นดูเป็นมืออาชีพมาก

ดูปราดเดียวก็รู้ว่าต้องเป็นยอดฝีมือเท่านั้นถึงจะวินิจฉัยแบบนั้นออกมาได้

ซุนอิ๋งเสวี่ยเดินทางมาถึงโรงพยาบาลจินหลิงในเวลาต่อมา เธอเองก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ

แต่เข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ทำการรักษาอย่างต่อเนื่องทันที

จนกระทั่งผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์รถชนทุกคนได้รับการรักษาจนเสร็จสิ้น

ซุนอิ๋งเสวี่ยถึงได้บิดขี้เกียจและเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับบ้าน

วันนี้ทุกคนเหนื่อยกันมากแล้ว

แต่ทางฝั่งของคุณลุงก็คงจะยุ่งยิ่งกว่าเดิม

เธอจึงไม่อยากเข้าไปรบกวนในตอนนี้ และสิ่งที่เธอช่วยได้เธอก็ช่วยไปหมดแล้ว

การอยู่ต่อก็คงไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก

ส่วนอาการของผู้บาดเจ็บเหล่านั้น

เธอได้ลองสอบถามผ่านคนรู้จักดูแล้ว

เธอพบว่าการผ่าตัดนั้นประสบความสำเร็จอย่างมาก

ซึ่งหมายความว่าคนเหล่านั้นได้รอดพ้นจากความตายมาได้แล้ว แต่ทว่าหลังจากที่เธอจากไป

มันกลับเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้น เพราะชายฉกรรจ์หลายคนต่างพากันหลั่งน้ำตาออกมา

เหมือนกับเนื้อเพลงที่ว่าไว้ ได้ลิ้มรสชาติของน้ำตาที่ห่างหายไปนาน

ส่วนทางด้านฉู่หลิง เขาก็ได้พาฉวี่เสี่ยวปิงไปที่ริมแม่น้ำแยงซีแล้ว

เมื่อได้มองสายน้ำในแม่น้ำแยงซีที่ไหลเชี่ยวไป

ฉู่หลิงก็รู้สึกปลอดโปร่งในใจ

ความทรงจำที่ไม่น่าอภิรมย์เหล่านั้นก็ดูเหมือนจะถูกสายน้ำชะล้างจนจางหายไป

“เสี่ยวปิง เธอรู้สึกดีขึ้นบ้างไหม?” ฉู่หลิงเอ่ยถามเสียงเบา

แต่หลังจากรออยู่นานก็ไม่มีเสียงตอบกลับ

ฉู่หลิงจึงหันไปมองทางฉวี่เสี่ยวปิง จากนั้นเขาถึงได้พบว่าอีกฝ่ายนั้นกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่

ฉู่หลิงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เขารู้ดีว่าฉวี่เสี่ยวปิงคงจะตกใจไม่น้อย

เพราะภาพเหตุการณ์แบบนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ จะสามารถรับมือได้ง่ายๆ

เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉู่หลิงก็รู้สึกผิดขึ้นมาบ้าง

เขาควรจะให้ฉวี่เสี่ยวปิงรออยู่ในรถ

ไม่อย่างนั้นเธอก็คงไม่ต้องมาเจอเรื่องที่น่าตกใจแบบนี้

ฉู่หลิงครุ่นคิดไปมา

ก่อนจะสะกิดแขนฉวี่เสี่ยวปิงเบาๆ

แล้วถามว่า “เสี่ยวปิง เธออยากดูหนังตลกไหม?”

เขาว่ากันว่าโรคทางใจก็ต้องแก้ด้วยยาทางใจ

ในเมื่อถูกภาพที่นองเลือดทำให้ตกใจ

การได้ดูอะไรที่สนุกสนานก็น่าจะช่วยเยียวยาได้บ้างใช่ไหมล่ะ?

ฉวี่เสี่ยวปิงกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะฝืนยิ้มออกมาแล้วตอบว่า “ได้ค่ะ!”

เมื่อเห็นฉวี่เสี่ยวปิงตกลง

ฉู่หลิงก็รีบไปเอารถและมุ่งหน้าไปยังจุดหมายทันที

ในช่วงใกล้ค่ำ พ่อฉวี่และแม่ฉวี่ต่างก็กลับมาถึงบ้าน

“นี่เหล่าฉวี่ คุณว่าวันนี้ลูกสาวทำกับข้าวอะไรให้พ่อหนุ่มฉู่ทานกันนะ?”

แม่ฉวี่ยังไม่ทันจะเข้าบ้าน เธอก็เริ่มคาดเดาอย่างตื่นเต้นแล้ว

พ่อฉวี่กำลังจะหยิบกุญแจออกมาเปิดประตูโดยไม่ได้สนใจคำถามของภรรยา

จนแม่ฉวี่พูดต่อว่า “ไม่รู้ว่าลูกจะทำออกมาอร่อยหรือเปล่า! ถ้าเกิดมื้อนี้ทำออกมาแย่จนต้องเสียลูกเขยดีๆ แบบนั้นไปล่ะก็ คิดแล้วมันก็น่าเจ็บใจจริงๆ นะ!” แม่ฉวี่เริ่มเป็นกังวลจริงๆ

เพราะเห็นเพื่อนรอบตัวต่างก็ส่งลูกสาวออกเรือนกันไปหมดแล้ว

แต่ลูกสาวที่แสนจะยอดเยี่ยมของบ้านเธอกลับยังค้างเติ่งอยู่ คิดแล้วมันก็น่าปวดใจจริงๆ

พ่อฉวี่เปิดประตูและหลีกทางให้ภรรยาเข้าบ้านก่อน

ส่วนตัวเองก็เดินตามเข้ามาพลางพูดว่า

“ลูกสาวของฉันนิสัยเหมือนฉัน ฝีมือการทำอาหารก็ต้องเป็นเลิศแน่นอน!”

แม่ฉวี่ : “.......”

คุณแน่ใจเหรอ? คนอย่างคุณที่แม้แต่ไข่เจียวยังทำไม่เป็น ยังจะมาอวดเก่งอะไรอีก?

ถ้าพ่อฉวี่ไม่พูดแบบนี้ แม่ฉวี่ก็คงไม่กังวลขนาดนี้ แต่พอพูดจบ

หัวใจของเธอก็ยิ่งเต้นไม่เป็นจังหวะเข้าไปใหญ่

หลังจากทั้งสองคนเปลี่ยนรองเท้าเสร็จก็เดินเข้าบ้าน

ทันทีที่ก้าวเข้ามาพวกเขาก็เห็นจานอาหารสองสามจานที่ยังวางทิ้งไว้อยู่บนโต๊ะ

พ่อฉวี่และแม่ฉวี่สบตากัน ในดวงตาของทั้งคู่ก็เต็มไปด้วยความสงสัย

ทั้งสองคนเดินเข้าไปดูใกล้ๆ

และเห็นร่องรอยการทานอาหารที่ยังหลงเหลืออยู่ในจาน

ดูท่าจะเป็นเศษอาหารที่ลูกสาวกับพ่อหนุ่มฉู่ทานเหลือไว้

พ่อฉวี่มองดูจานอาหารแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างลำพองใจ “เห็นไหมล่ะ ฉันบอกแล้วว่าลูกสาวเหมือนฉัน! ดูอาหารพวกนี้สิ ทำออกมาได้ครบทั้งสี กลิ่นและรสชาติ ยอดเยี่ยมจริงๆ! พูดตามตรงนะ ต่อให้เป็นคุณที่เป็นแม่ลงมือเอง ก็ไม่แน่ว่าจะมีฝีมือเท่าลูกสาวของเราเลยนะเนี่ย” พ่อฉวี่ไม่ได้โม้เลยแม้แต่น้อย

หากพูดแบบไม่มีอคติล่ะก็ หน้าตาของอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะในตอนนี้ เทียบได้กับฝีมือของเชฟในโรงแรมเลยทีเดียว แถมยังเป็นระดับโรงแรมห้าดาวเป็นอย่างน้อยด้วย

พ่อฉวี่พูดไปพลางบอกให้แม่ฉวี่ไปหยิบตะเกียบมาให้เขาคู่หนึ่ง

เขาอยากจะลองชิมฝีมือของลูกสาวดูสักหน่อย

“แม้แต่ฉันเองก็ยังได้อานิสงส์จากว่าที่ลูกเขย ถึงได้มีโอกาสชิมฝีมือของลูกสาวบ้าง คนเป็นพ่ออย่างฉันเนี่ย... ช่างน่าสงสารจริงๆ”

เสียงถอนหายใจของพ่อฉวี่เข้าหูแม่ฉวี่เต็มๆ จนเธอหัวเราะจนตัวงอ

“ดูพูดเข้าสิ น้ำเสียงนี่เปรี้ยวเชียว เดี๋ยวพอลูกกลับมานะ คอยดูเถอะฉันจะแฉคุณให้หมดเลย”

แม่ฉวี่พูดไปพลางยื่นตะเกียบส่งให้ถึงมือพ่อฉวี่

ส่วนแม่ฉวี่ยังคงไม่กล้าลองชิม

ถึงจะเป็นลูกสาวตัวเองก็เถอะ

แต่ฝีมือการเข้าครัวครั้งแรกมันจะไปดีเด่อะไรได้ขนาดไหนกันเชียว?

รสชาติน่ะคงไม่ต้องพูดถึงหรอก แต่พ่อฉวี่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก

เขาใช้ตะเกียบคีบเนื้อชิ้นหนึ่งส่งเข้าปากแล้วค่อยๆ เคี้ยวอย่างช้าๆ ตอนนี้อาหารเริ่มเย็นลงบ้างแล้ว แต่เมื่อมันเข้าสู้ปาก

รสชาติดั้งเดิมของมันก็ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา

“อื้อหือ!” พ่อฉวี่อุทานออกมาอย่างอดไม่ได้

รสชาตินี้มัน... ในวินาทีนั้นเอง

แววตาที่เคยเรียบเฉยของพ่อฉวี่ก็พลันสว่างวาบขึ้นมาทันที

เขาราวกับกลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง จนเกือบจะกระโดดลงจากเก้าอี้

รสชาตินี้มันอร่อยจนเกินบรรยายจริงๆ!

รสชาติของไก่หั่นเต๋านั้นทั้งเค็มและสดใหม่กำลังดี

แถมยังมีความเผ็ดร้อนแฝงอยู่เล็กน้อย

ช่างกลมกล่อมเหลือเกิน ทั้งที่เป็นเนื้ออกไก่

แต่กลับไม่มีความเหนียวเลยแม้แต่น้อย แถมยังรู้สึกนุ่มละมุนลิ้นอย่างมาก

พ่อฉวี่แทบไม่เชื่อลิ้นตัวเอง

เขารีบยกน้ำชาเย็นบนโต๊ะขึ้นมาจิบหนึ่งคำ

ก่อนจะคีบไก่หั่นเต๋าเข้าปากอีกชิ้น ครั้งนี้รสชาติกลับดูเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม

น้ำชาเย็นเมื่อครู่ไม่ได้ชะล้างรสชาติในปากออกไปจนหมด

อาจจะเป็นเพราะมีรสชาติเดิมรองพื้นอยู่

ความหอมของชิ้นที่สองจึงยิ่งดูหนักแน่นและกลมกล่อมมากขึ้นไปอีก

ความอร่อยที่รุนแรงนั้นก็ช่วยกระตุ้นต่อมรับรสของเขา

พ่อฉวี่รู้สึกว่าความอยากอาหารของเขาพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที

“คุณอย่ามัวแต่กินสิ บอกหน่อยสิว่ารสชาติเป็นยังไงบ้าง?”

แม่ฉวี่มองดูพ่อฉวี่ที่ไม่ยอมพูดจา ในใจของเธอก็เหมือนมีแมวมาคอยข่วนจนคันยุบยิบไปหมด

แต่ผลลัพธ์ก็คือพ่อฉวี่ก้มหน้าก้มตากินโดยไม่เงยหน้าขึ้นมาเลยแม้แต่นิดเดียว

มือก็คอยคีบอาหารเข้าปากรัวๆ แม่ฉวี่ที่เห็นแบบนั้นก็อึ้งไปเลยทีเดียว

เธอเริ่มรู้สึกโมโหขึ้นมาบ้างแล้ว ไอ้ผู้ชายบ้าคนนี้

กินเศษอาหารเย็นๆ แบบนั้นแต่กลับไม่พูดอะไรสักคำ

ลิ้นแข็งไปแล้วหรือไง?

แต่ด้วยความเป็นสามีภรรยากันมานานหลายปี

แม่ฉวี่ก็ยังคงเป็นห่วงสามีอยู่ดี เธอจึงเอ่ยขึ้นว่า

“ฉันทนดูท่าทางเหมือนผีอดอยากมาเกิดของคุณไม่ไหวแล้วนะ! ถ้าหิวจริงๆ เดี๋ยวฉันไปทำอะไรร้อนๆ มาให้กินดีกว่า!” แต่พ่อฉวี่ก็ยังคงไม่ตอบสนอง

เขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินต่อไป แม่ฉวี่ก็เริ่มจะโกรธขึ้นมาแล้วจริงๆ

เธอจึงแย่งตะเกียบมาลองชิมเองหนึ่งคำ

แล้วแม่ฉวี่ก็ถึงกับอึ้งไปทันที

เธอรีบยกจานอาหารสองจานตรงหน้าแล้วเดินมุ่งหน้าเข้าห้องนอนไปทันที

“คุณทำแบบนี้มันไม่ถูกนะ รอเดี๋ยวสิ พวกเรามากินด้วยกันเถอะ”

พ่อฉวี่ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว เขารีบวิ่งไปหยิบหมั่นโถวเย็นๆ ในห้องครัวแล้วพุ่งตามเข้าห้องไปทันที

สองสามีภรรยาทานกันอย่างเอร็ดอร่อย

ไม่นานนัก อาหารรสเลิศในจานก็ถูกจัดการจนสะอาดกริบ

แม่ฉวี่มองดูจานที่ว่างเปล่าด้วยความรู้สึกที่ยังไม่เต็มอิ่ม

แล้วเธอก็พูดออกมาอย่างฉุนเฉียวว่า “หนอย ยัยเด็กคนนี้ร้ายนักนะ! ทั้งที่ทำอาหารเก่งขนาดนี้ แต่กลับแสร้งทำเป็นว่าแม้แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ยังทำไม่ค่อยจะเป็น! ต่อไปนี้กับข้าวในบ้านต้องให้ยัยหนูเป็นคนทำแล้วล่ะ ไม่รู้จักเห็นใจพ่อแม่บ้างเลย!”

พ่อฉวี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ดวงตาเป็นประกาย เขาพยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ

“คุณพูดได้ถูกต้องที่สุด เด็กแบบนี้ต้องทำโทษให้ทำกับข้าวทุกวัน!”

ถ้าหากในอนาคตพวกเขาเลิกงานกลับมาแล้วได้ทานอาหารแบบนี้ทุกวัน

เขาก็คิดว่าชีวิตบั้นปลายคงจะสุขสบายแล้ว

พ่อฉวี่และแม่ฉวี่ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะดูโทรทัศน์แล้ว

พวกเขานั่งคุยกันบนโซฟาถึงรสชาติอาหารเมื่อครู่

ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งรู้สึกเสียดาย อาหารที่อร่อยขนาดนี้

ถ้าได้ทานตอนร้อนๆ รสชาติคงจะดียิ่งกว่านี้ใช่ไหมนะ?

“เป็นเพราะคุณนั่นแหละ ถ้าคุณหยุดกินให้ทันเวลา พวกเราก็น่าจะได้อุ่นอาหารก่อน แบบนั้นแหละมันถึงจะอร่อยที่สุด!”

แม่ฉวี่เอ่ยตัดพ้อ พ่อฉวี่ก็ยิ้มแห้งๆ ด้วยความขัดเขิน เขาเองก็อยากทานร้อนๆ เหมือนกัน แต่มือมันไม่รักดีนี่นา “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวรอแม่ครัวใหญ่กลับมา พวกเราก็ได้ทานของร้อนๆ แล้ว!”

ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่

ก็มีเสียงดังมาจากทางประตูใหญ่ เป็นฉวี่เสี่ยวปิงที่กลับมาถึงบ้านแล้วนั่นเอง

ทันทีที่ฉวี่เสี่ยวปิงก้าวเข้าประตูมา

เธอก็เห็นพ่อกับแม่ยืนอยู่หน้าประตูห้องนอน

ราวกับผู้คุมคุกที่กำลังจ้องมองเธอด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย

ฉวี่เสี่ยวปิงถึงกับสะดุ้งตกใจอย่างแรง “พ่อคะ แม่คะ ทำอะไรกันน่ะคะ ตกใจหมดเลย!” ฉวี่เสี่ยวปิงลูบหน้าอกพลางอุทานออกมาอย่างไม่พอใจ

พ่อฉวี่และแม่ฉวี่สบตากัน ก่อนที่แม่ฉวี่จะเอ่ยว่า “มานี่สิ เข้ามาข้างในหน่อย” ฉวี่เสี่ยวปิงไม่ได้คิดอะไรมาก เธอเดินตามพ่อกับแม่เข้าไปในห้องอย่างว่าง่าย และทันทีที่เข้าห้องไป

เธอก็เห็นจานเปล่าที่สะอาดจนเงาวับหลายใบวางอยู่ “เอ๊ะ พ่อกับแม่ทานอาหารที่เหลือพวกนั้นไปแล้วเหรอคะ? แต่ในเมื่อล้างจานจนสะอาดขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงยังวางไว้ตรงนี้อีกล่ะคะ? เอาไปเก็บในครัวไม่ดีกว่าเหรอ”

ฉวี่เสี่ยวปิงจำได้ว่านี่คือจานที่เธอใช้เมื่อตอนกลางวัน

เธอจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย แม่ฉวี่ก็ยิ้มบางๆ

“นั่นน่ะพ่อของแกใช้หมั่นโถวเช็ดจนสะอาดน่ะ”

ฉวี่เสี่ยวปิง “.......”

นี่ใช่พ่อกับแม่ของฉันจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย?

ฉันอยากจะโทรแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้เลย

เพราะฉันกำลังสงสัยว่าพ่อกับแม่ตัวจริงของฉันถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไปแล้วแน่ๆ!

แม่ฉวี่ใช้นิ้วเคาะโต๊ะแล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

“อาหารพวกนี้แกเป็นคนทำเมื่อตอนกลางวันใช่ไหม?”

เมื่อฉวี่เสี่ยวปิงได้ยินคำถามของพ่อแม่ สีหน้าของเธอก็เริ่มดูไม่ปกติทันที

เมื่อนึกถึงสภาพที่เหมือนโจรปล้นธนาคารของตัวเองเมื่อตอนกลางวัน

เธอก็แทบจะรับตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ฉวี่เสี่ยวปิงกระแอมไอออกมาเบาๆ

แล้วพูดอย่างมีพิรุธว่า “ใช่ค่ะ หนูเป็นคนทำเอง เป็นยังไงบ้างคะ? รสชาติใช้ได้ใช่ไหมล่ะ?”

“แกเป็นคนทำจริงๆ เหรอเนี่ย งั้นก็ดีเลย!”

พ่อฉวี่และแม่ฉวี่ต่างก็ดีใจกันยกใหญ่

ทั้งสองคนถึงกับตีมือฉลองกัน “งั้นต่อไปนี้กับข้าวในบ้าน แกต้องเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมดเลยนะ!”

ชีวิตที่แสนสุขสบายในอนาคตอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว!

ฉวี่เสี่ยวปิง  “????” นี่ไม่ใช่พ่อแม่ของฉันแน่นอน!

ฉวี่เสี่ยวปิงเริ่มตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์

เธอจึงรีบพูดความจริงออกมาทันที “ก็ได้ค่ะ หนูยอมรับแล้วจริงๆ ว่าหนูไม่ได้เป็นคนทำ แต่ฉู่หลิงเป็นคนทำค่ะ”

จบบทที่ ตอนที่ 32 : ก็ได้ค่ะ หนูไม่ได้เป็นคนทำ

คัดลอกลิงก์แล้ว