- หน้าแรก
- การคืนชีพของจักรวรรดิโรมันตะวันออก
- บทที่ 22 กองกำลังทหารรับจ้างทูน่า
บทที่ 22 กองกำลังทหารรับจ้างทูน่า
บทที่ 22 กองกำลังทหารรับจ้างทูน่า
บทที่ 22 กองกำลังทหารรับจ้างทูน่า
หลังจากออกจากพื้นที่ทำเหมือง ปีเอโรได้ดึงตัววิทัสออกไปคุยเป็นการส่วนตัว "เจ้าจ้างคนพวกนี้มา เพราะวางแผนจะให้พวกเขาขุดอุโมงค์ในระหว่างการล้อมเมืองที่กำลังจะถึงนี้ใช่ไหม หน่วยของข้าเองก็มีคนขุดเหมืองชาวโบฮีเมียอยู่หลายคน เมื่อถึงเวลาพวกเราสามารถจัดตั้งพวกเขาเป็นหน่วยเดียวกันได้"
วิทัสเอ่ยขึ้นว่า "การเดินทางจากโบฮีเมียมายังอิตาลีไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ"
ปีเอโรเกาศีรษะพลางพยายามหาเหาที่ซ่อนอยู่ "มันไม่มีทางเลือกอื่นหรอก สงครามฮุสไซต์ปะทุขึ้นในโบฮีเมีย สถานการณ์ไม่มั่นคง เหมืองเงินหลายแห่งต้องปิดตัวลง เป็นเรื่องปกติที่คนขุดเหมืองที่ตกงานจะหนีไปต่างประเทศเพื่อหาเลี้ยงชีพ"
"อย่างไรก็ตาม ก่อนจะรับสมาชิกใหม่ อย่าลืมตรวจสอบประวัติของพวกเขาให้ดี มีคนขุดเหมืองกลุ่มหนึ่งที่ดูเข้าท่าเมื่อไม่นานมานี้ ข้าเลยชวนพวกเขาไปดื่มที่ร้านเหล้า พอพวกเขาเมาข้าก็ได้รู้ความลับที่น่าตกใจเข้า..."
ปีเอโรหยุดชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อสัมผัสได้ถึงความรำคาญของชายหนุ่ม ก่อนจะเผยยิ้มอย่างมีเล่ห์นัย
"คนขุดเหมืองกลุ่มนั้นมาจากเมืองเหมืองแร่ขนาดใหญ่ชื่อคุตนาโฮรา เมื่อหกปีก่อนพวกเขาก่อความวุ่นวายในร้านเหล้า และไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไร พวกเขาฆ่าท่านเคานต์ผู้เก็บภาษีพร้อมกับผู้ติดตาม จากนั้นก็ชำแหละศพแล้วนำไปทิ้งไว้บนถนนอย่างเปิดเผย มันเกินไปจริงๆ ข้ากังวลว่าถ้าวันหนึ่งอารมณ์พวกเขาไม่ดีขึ้นมา พวกเขาอาจจะฆ่าข้าด้วยก็ได้ ข้าก็เลยไม่ได้จ้างคนกลุ่มนั้นมา"
...
เมื่อกลับมาถึงเจนัวตามเส้นทางเดิม วิทัสเรียกคนขุดเหมืองมาพบคุย "พวกเจ้าเป็นอิสระแล้ว จะไปไหนก็ได้ หรือจะอยู่ที่นี่และทำงานให้ข้าก็ได้ ค่าจ้างและสวัสดิการจะเท่ากับทหารรับจ้างทั่วไป"
หลังจากทำงานหนักมาสองปี คนขุดเหมืองชาวกรีกก็เริ่มคุ้นเคยกับการเกาะกลุ่มกัน พวกเขารวมตัวกันปรึกษาหารือด้วยเสียงกระซิบและตัดสินใจทำงานให้กับสุภาพบุรุษผู้มั่งคั่งคนนี้
"พวกเจ้าไม่อยากกลับบ้านจริงๆ หรือ ที่ท่าเรือมีเรือตั้งมากมาย พวกเจ้าสามารถเลือกเรือสินค้าที่มุ่งหน้าไปยังแอตติกาหรือเพโลพอนนีซ แล้วขอทำงานบนเรือเพื่อแลกกับค่าโดยสาร กัปตันไม่น่าจะปฏิเสธนะ"
มาร์คัสทำหน้าเศร้าสรุป "ก่อนที่ข้าจะออกมา ข้าคุยโวไว้กับคนในหมู่บ้านและสาบานว่าจะต้องเป็นยอดนักดาบให้ได้ ตอนนี้ข้ากลับตกอยู่ในสภาพนี้ ข้าไม่มีหน้าจะกลับไปหรอก เฮ้อ ข้าทำงานให้ท่านดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องทนรับการเยาะเย้ยจากคนในหมู่บ้าน"
เหตุผลอีกประการหนึ่งคือความกดดันในการเอาชีวิตรอด ประเทศกรีซเต็มไปด้วยภูเขาและที่ดินสำหรับเพาะปลูกมีจำกัดมาก ถึงคนพวกนี้จะกลับบ้านไป พวกเขาก็หาที่ดินทำกินไม่พอเลี้ยงตัวเองอยู่ดี
ย้อนกลับไปในยุคคลาสสิก เมื่อใดก็ตามที่นครรัฐกรีกมีประชากรหนาแน่นเกินไป พวกเขาจะส่งพลเมืองไปสร้างอาณานิคมตามแนวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลดำ เช่น เนเปิลส์ มาร์เซย์ และไบแซนเทียม ซึ่งต่อมาจักรพรรดิคอนสแตนตินได้สถาปนาเป็นเมืองหลวงใหม่ของโรมในคริสต์ศตวรรษที่ 4 และเปลี่ยนชื่อเป็นคอนสแตนติโนเปิล
ในความสับสนนั้น วิทัสมองเห็นตัวเองในตัวคนขุดเหมืองเหล่านี้ พวกเขาต่างเป็นผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน เช่นเดียวกับที่เขาหาทางออกในคอนสแตนติโนเปิลไม่ได้ เขาเองก็ต้องติดอยู่ในอิตาลีเพื่อหาเงินอย่างยากลำบาก
"พวกเขาก็เป็นแค่คนน่าสงสาร เอาเถอะ จากนี้ไปให้พวกเขาตามข้ามาเพื่อทำมาหากิน"
เขาพาทุกคนเข้าไปในค่ายทหารปืนใหญ่และหยิบสมุดบันทึกว่างเปล่าออกมาเพื่อลงชื่อ อายุ และถิ่นกำเนิดของคนขุดเหมืองแต่ละคน ครึ่งชั่วโมงต่อมาวิทัสก็ปิดสมุดลง
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าคือทหารที่ข้าจ้างมา กฎของกองกำลังทหารรับจ้างมีดังนี้..."
วิทัสร่ายกฎยี่สิบสองข้อออกมาในคราวเดียวจนคนขุดเหมืองพากันมึนงง ในตอนท้ายมีคนถามถึงชื่อของกองกำลังทหารรับจ้าง วิทัสเกาศีรษะและนึกขึ้นได้ว่าซุปทูน่าที่เขาได้กินในงานเลี้ยงเมื่อไม่กี่วันก่อนรสชาติดีมาก เขาจึงเลือกชื่อ ทูน่า มาเป็นชื่อกลุ่มอย่างง่ายๆ
"เข้าแถวแล้วตามข้าไปรับอุปกรณ์"
วิทัสไปหาขุนนางชาวฟลอเรนซ์ที่รับผิดชอบเรื่องเสบียง "นายน้อยอูโซยา ชุดเกราะที่ยึดมาได้ครั้งก่อนยังอยู่ที่นี่ไหม"
อูโซยา ริคาร์โด กำลังยุ่งอยู่กับการเขียนจดหมายถึงคนรักและโบกมืออย่างรำคาญ "ตามทหารองครักษ์ของข้าไปที่คลังเถอะ อยากได้อะไรจากของที่ยึดมาได้ก็หยิบไป แล้วค่อยมาหาข้าเพื่อสะสางบัญชีตอนที่เจ้าจัดการเสร็จแล้ว"
อูโซยาหยิบกุญแจที่เอวโยนให้ทหารองครักษ์ จากนั้นก็หยิบมีดเล่มเล็กขึ้นมาค่อยๆ ขูดรอยหมึกบางส่วนออก วิทัสเหลือบมองกระดาษหนังและพบว่าทักษะภาษาละตินของคนผู้นี้ลึกซึ้งมาก มีการอ้างอิงตำราคลาสสิกและใช้ลายมือที่สวยงามที่สุด เขาคงทุ่มเทความพยายามทั้งหมดลงไปในจดหมายฉบับนี้
เมื่อเข้าไปในคลังสินค้า คนขุดเหมืองเริ่มเลือกอุปกรณ์ป้องกัน ชุดเกราะแผ่นเหล็กของชาวมิลานที่ยึดได้ก่อนหน้านี้ถูกกองกำลังทหารรับจ้างกลุ่มอื่นเอาไปหมดแล้ว เหลือเพียงเสื้อเกราะโซ่ถักและเสื้อเกราะบุแผ่นเหล็กด้านในเท่านั้น
วิทัสไม่ได้ขี้เหนียวเงินในเรื่องนี้ "พยายามเลือกเสื้อเกราะบุแผ่นเหล็กด้านใน ถ้าบางส่วนเสียหาย ก็เอาชิ้นส่วนที่ดีจากชุดอื่นมาประกอบกันให้เป็นเกราะที่สมบูรณ์"
เสื้อเกราะบุแผ่นเหล็กด้านในเป็นอุปกรณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างเกราะโซ่ถักและเกราะแผ่นเหล็ก โดยมีความสามารถในการป้องกันอยู่ระหว่างทั้งสองชนิด
อัศวินในยุคกลางตอนต้นสวมเกราะโซ่ถักและใส่เสื้อนวมไว้ข้างใน เพื่อให้ได้รับการป้องกันที่ดีขึ้น บางคนจึงนำแผ่นโลหะมาติดไว้บนเสื้อนวม ครอบคลุมส่วนอก หน้าท้อง และแขนขา จนกลายเป็นเสื้อเกราะบุแผ่นเหล็กด้านในที่ได้รับความนิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 13 เห็นได้ชัดว่าเกราะชนิดนี้ราคาถูกกว่าเกราะแผ่นเหล็กแบบเต็มชุด
หลังจากเลือกอุปกรณ์ป้องกันเสร็จแล้ว วิทัสพาพวกเขาไปยังคลังสินค้าอีกแห่งเพื่อรับง้าว กระบองมือเดียว และมีดสั้น แม้ว่าพวกเขาจะเป็นหน่วยปืนใหญ่ แต่ในยามคับขันก็ยังต้องเข้าร่วมการต่อสู้ระยะประชิด ง้าวเหมาะสำหรับการรบแบบจัดขบวน ส่วนกระบองมือเดียวเหมาะสำหรับการตะลุมบอนระยะประชิด
ต่อมาคือเสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้า และของใช้ประจำวันอย่างหินเหล็กไฟและหม้อเหล็ก
...
ครู่ใหญ่ต่อมา วิทัสกลับไปหาอูโซยาอีกครั้ง ฝ่ายหลังยังคงเขียนจดหมายอยู่แต่เปลี่ยนชื่อผู้รับ คราวนี้เขาเปลี่ยนไปใช้ภาษาฝรั่งเศสและใช้รูปแบบร้อยกรองที่ยากอย่าง โซเน็ต วิทัสอ่านไม่เข้าใจแต่ก็รู้สึกทึ่งอยู่ลึกๆ
พอนึกดูแล้ว ตัวเขาเองก็ไม่ได้เขียนจดหมายกลับไปที่คอนสแตนติโนเปิลนานแล้ว เขาควรจะหาข้ออ้างอะไรไปหลอกล่อดีนะ
เรียนศิลปะงั้นหรือ? ไม่หรอก ข้าเขียนเป็นแค่ภาพร่างด้วยดินสอถ่านเท่านั้น ข้าไม่รู้วิธีวาดภาพสีน้ำมันสักนิด อืม ข้าจะบอกว่าข้ากำลังศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ก็แล้วกัน ถ้าพวกเขาซักไซ้ไล่เลียง ข้าก็จะโยนโจทย์เลขยากๆ ไปให้พวกเขามึนตึ้บกันเอง
วิทัสมัวแต่วุ่นอยู่กับการแต่งเรื่องหลอกพ่อแม่และพี่ชาย ส่วนอูโซยาก็ยุ่งอยู่กับการเอาใจคนรัก ทั้งคู่ต่างใจลอยและจัดการบัญชีกันอย่างลวกๆ วิทัสจ่ายเงิน 1,300 ฟลอรินไปอย่างเต็มใจ
"ถ้าข้าไปซื้อของพวกนี้ตามร้านตีเหล็กในเมือง ราคาคงจะพุ่งสูงขึ้นอย่างน้อยสองเท่าแน่ๆ" เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาก็นำคนของเขากลับเข้าค่ายด้วยความพอใจ
...
เช้าวันรุ่งขึ้น วิทัสไปที่กองกำลังทหารรับจ้างเฮอร์ริงเน่าและยอมจ่ายเงินจ้างทหารรับจ้างผู้มีประสบการณ์มาเป็นครูฝึก เพื่อสอนเทคนิคการใช้ว้าวให้แก่คนขุดเหมือง
ง้าวนั้นมีความยาวประมาณ 2.3 เมตร ตรงปลายสุดมีหัวหอกใช้สำหรับแทงศัตรูและต้านทานการบุกของทหารม้า
ใต้หัวหอกลงมาคือใบขวานรูปพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งใช้สำหรับการฟันเป็นหลัก ใบขวานที่มีน้ำหนักมากสามารถสร้างพลังทำลายล้างมหาศาล เพียงพอที่จะผ่าเกราะแผ่นเหล็กและหมวกเหล็กที่หนักอึ้งได้ วิทัสนึกถึงเหตุการณ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ของชาร์ลส์ผู้กล้าหาญ ผู้ปกครองเบอร์กันดี เขาเข้าร่วมการรบด้วยตนเองและจบลงด้วยการถูกง้าวของชาวสวิสผ่าหมวกเหล็กจนกะโหลกแยกเป็นสองซีก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ กะโหลกแยก ที่โด่งดัง
ด้านหลังของใบขวานคือตะขอ ในระหว่างการต่อสู้ระยะประชิด ทหารสามารถใช้มันเกี่ยวเข้าไปตามช่องว่างของเกราะทหารม้าแล้วลากให้ตกลงมาจากหลังม้า เมื่อตกลงมาแล้ว อัศวินที่สวมเกราะหนักจะขยับตัวไม่ได้และถูกจัดการได้ง่าย
ในกรณีของการต่อสู้ระหว่างทหารราบ พลง้าวสามารถใช้ตะขอเกี่ยวขาหรือโล่ของศัตรู เพื่อทำลายการทรงตัวของคู่ต่อสู้ได้เช่นกัน