- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 522 ศาลหลวงสกุลเสิ่น
ตอนที่ 522 ศาลหลวงสกุลเสิ่น
ตอนที่ 522 ศาลหลวงสกุลเสิ่น
"อ้อๆ ข้าจำได้แล้ว!"
จูเก๋อโย่วหลินนึกทบทวนเล็กน้อย ในหัวพอจะคลับคล้ายคลับคลาหน้าคนผู้นี้ขึ้นมาบ้าง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง
"นี่เจ้า... จะมาแย่งมังกรตัวนี้ด้วยเหรอ?"
มุมปากของโม่ยวี่เอ๋อร์กระตุกกึก
"ข้าเห็นพวกเจ้าเป็นเพื่อน เห็นตกอยู่ในอันตรายเลยยอมยื่นมือช่วยแท้ๆ เจ้านี่มัน... เห็นโม่ยวี่เอ๋อร์ผู้นี้เป็นคนหน้าเลือดขนาดนั้นเลยหรือไง!"
ยังไม่ทันที่จูเก๋อโย่วหลินจะได้โต้ตอบ มังกรยักษ์ทองคำก็พุ่งเข้าโจมตีระลอกใหม่ทันที ทำให้เขาไม่อาจละสายตาไปทางอื่นได้อีก
จูเก๋อโย่วหลินพลาดท่า ถูกหางมังกรฟาดเข้าอย่างจังจนร่างกระเด็นไปกระแทกกำแพงโครมใหญ่!
เมื่อเห็นดังนั้น แววตาของโม่ยวี่เอ๋อร์ก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด นางตวัดกระบี่พุ่งเป้าไปที่มังกรยักษ์ทองคำทันที! อักขระนับไม่ถ้วนเรียงร้อยก่อตัวเป็นค่ายกล กระบี่เดียวฟาดฟันออกไป คมกระบี่ม้วนตลบพัดพาอักขระเข้าพัวพันร่างมังกรยักษ์จนเกิดเสียงระเบิดกึกก้อง
"คมกระบี่สังหารอักขระ!"
นางแค่นเสียงต่ำ
พริบตานั้น คมกระบี่อักขระก็ระเบิดออกฉับพลัน ก่อให้เกิดเปลวเพลิงร้อนระอุแผดเผาขึ้นกลางอากาศ!
ทว่าเมื่อกลุ่มควันจางลง มังกรยักษ์ทองคำกลับยังคงยืนตระหง่านไร้รอยขีดข่วน!
สีหน้าของโม่ยวี่เอ๋อร์ดูไม่ได้ทันที ยามนี้นางอยู่ถึงระดับกลั่นต้นกำเนิด ขั้นที่เก้าแล้ว แต่กลับทำร้ายมันไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บ
บ้าเอ๊ย!
นางยังคงระดมโจมตีใส่มังกรยักษ์อย่างต่อเนื่อง พลางตะโกนถามเสียงหลง
"แล้วเสิ่นเยียนล่ะ? ทำไมถึงไม่อยู่กับพวกเจ้า?"
จูเก๋อโย่วหลินหยัดกายลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เอื้อมมือขึ้นกุมหน้าอกที่บาดเจ็บ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งควบคุมด้ายวิญญาณเข้าโอบล้อมมังกรยักษ์ พลางกัดฟันตอบ
"พวกเราพลัดหลงกัน!"
โม่ยวี่เอ๋อร์เอ่ยถามต่อ
"ตอนนี้ยัยนั่นแข็งแกร่งขึ้นแค่ไหนแล้ว?"
จูเก๋อโย่วหลินสวนกลับทันควัน
"แข็งแกร่งกว่าเจ้าก็แล้วกัน!"
โม่ยวี่เอ๋อร์ถึงกับสะอึก คำพูดนั้นกระแทกใจนางเข้าอย่างจัง นางอุตส่าห์ตั้งใจฝึกฝนในสำนักสือฟางอย่างหนักปานนี้ กลับยังตามเสิ่นเยียนไม่ทันอยู่อีกเหรอ!
"ข้าจะต้องแซงหน้านางให้ได้!"
นางประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
นับตั้งแต่การต่อสู้ที่เกาะป้านเยวี่ยสิ้นสุดลง นางก็ปักป้ายให้เสิ่นเยียนเป็นคู่ปรับตลอดกาลไปแล้ว
มังกรยักษ์ทองคำตัวนี้แข็งแกร่งเกินไปจริงๆ กลิ่นอายพลังของมันเทียบได้กับระดับวิญญาณแท้จริง!
ส่วนจูเก๋อโย่วหลินและเวินอวี้ชูในยามนี้ ระดับฝึกตนเพิ่งจะอยู่ที่ระดับรวบรวมปราณ ขั้นที่สอง และขั้นที่สามตามลำดับเท่านั้น
จังหวะนั้นเอง ศิษย์สำนักเฉียนคุนหลายคนก็วิ่งตามมาถึง เมื่อเห็นสถานการณ์เลวร้ายจึงตะโกนขึ้น
"ศิษย์พี่เวิน ศิษย์พี่จูเก๋อ พวกเรามาช่วยแล้ว!"
สิ้นเสียง พวกเขาก็ทะยานร่างเข้าร่วมวงต่อสู้ทันที
ระดับฝึกตนของศิษย์สำนักเฉียนคุนเหล่านี้ล้วนอยู่ราวระดับรวบรวมปราณ ขั้นที่เก้า หลังจากพวกเขาโดดเข้าร่วมแจม สถานการณ์การต่อสู้ก็พลิกผันไปอย่างรวดเร็ว
บรรดาศิษย์จากขุมกำลังอื่นที่ตามมาเห็นก็เปี่ยมไปด้วยน้ำใจชาวยุทธ์ ต่างพากันกระโจนเข้าใส่ร่วมต่อกรกับมังกรยักษ์ทองคำ นั่นทำให้จูเก๋อโย่วหลินและเวินอวี้ชูที่เป็นเป้าหมายหลักในตอนแรก จำต้องถอยร่นมาอยู่แนวหลังแทน
จูเก๋อโย่วหลินได้แต่เกาหัวแกรกๆ รู้สึกงุนงงสับสนไปหมด
เวินอวี้ชูหลุดขำออกมา เขาเลือกขยับไปนั่งลงห่างออกไปเล็กน้อย แล้วดีดกู่ฉินบรรเลงเพลงเสริมทัพให้อย่างสบายอารมณ์
โม่ยวี่เอ๋อร์เองก็เริ่มสัมผัสได้ถึงช่องว่างความห่างชั้น ก่อนหน้านี้นางมักจะเป็นฝ่ายพุ่งชนอยู่แนวหน้าเสมอ แต่ยามนี้นางกลับทำได้เพียงมองแผ่นหลังผู้อื่นเท่านั้น
เพียงชั่วอึดใจต่อมา มังกรยักษ์ทองคำก็ถูกเหล่าศิษย์รุมสกรัมจนล้มตึงลงกับพื้น
มันดูราวกับสูญเสียพลังไปจนสิ้น ก่อนจะหดตัวกลับคืนสู่สภาพบัลลังก์มังกรทองคำตามเดิม
เหล่าศิษย์มองดูบัลลังก์มังกรทองคำตรงหน้า พลางหันมองกันเลิ่กลั่ก บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ
ศิษย์ตระกูลลู่คนหนึ่งเอ่ยทำลายความเงียบ
"บัลลังก์มังกรตัวนี้ก่อเกิดสติปัญญาแล้ว ทั้งยังจำแลงกายช่วยรบได้ นับเป็นสมบัติที่หาได้ยากยิ่ง"
อีกคนกล่าวสมทบ
"แล้วของล้ำค่าแบบนี้... ควรจะตกเป็นของใครล่ะ?"
"พวกเราทุกคนต่างก็ออกแรง หากสิ่งนี้จะตกเป็นของใครเพียงคนเดียว เกรงว่ามันจะไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่มั้ง"
ทันใดนั้น จูเก๋อโย่วหลินก็โผล่หน้าเข้ามาเสนอไอเดีย
"มิสู้สับมันออกเป็นชิ้นๆ แล้วแบ่งกันไปคนละก้อนเล็กๆ ดีไหม?"
พริบตานั้น สายตาทุกคู่ต่างตวัดขวับมามองจูเก๋อโย่วหลินเป็นตาเดียว แววตาแต่ละคนเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน... ทั้งอึ้ง ทึ่ง เหยียดหยาม และระอาใจ
ศิษย์สำนักเฉียนคุนขมวดคิ้วแย้ง
"ศิษย์พี่จูเก๋อ ในเมื่อบัลลังก์มังกรนี้มีสติปัญญาแล้ว ย่อมต้องรักษาให้สมบูรณ์ถึงจะดีที่สุด เพื่อให้อานุภาพของมันแสดงออกมาได้เต็มที่ ถ้าสับแยกชิ้นส่วน มันก็จะเป็นแค่ก้อนทองคำดาดๆ เท่านั้นนะ"
จูเก๋อโย่วหลินเถียงคอเป็นเอ็น
"ก้อนทองคำก็มีประโยชน์กับข้านี่นา! ในเมื่อพวกเจ้าตกลงกันไม่ได้ ก็สับแบ่งกันไปเลยสิ แบบนี้แหละยุติธรรมที่สุดแล้ว!"
บัลลังก์มังกรทองคำตัวนั้นคล้ายจะสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะแอบขยับตัว 'กระดึบ' หนีไปทางอื่นเพื่ออยู่ห่างๆ จากจูเก๋อโย่วหลิน
ทุกคน "..."
เมื่อเผชิญกับสายตาหลากหลายที่มองมา เหล่าศิษย์สำนักเฉียนคุนก็รู้สึกอับอายขายหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ศิษย์คนหนึ่งถึงกับขมวดคิ้ว รีบล้วงก้อนทองคำก้อนหนึ่งออกมาส่งให้จูเก๋อโย่วหลินพลางตัดบท
"ศิษย์พี่จูเก๋อ พวกเราตกลงกันแล้วว่าจะไม่แยกชิ้นส่วนบัลลังก์มังกร ถ้าท่านอยากได้ทองนักล่ะก็ ก้อนนี้ข้ายกให้ท่านแล้วกัน!"
จูเก๋อโย่วหลินมองก้อนทองคำที่ถูกยื่นมาให้พลางขมวดคิ้ว
ในขณะที่ทุกคนกำลังคิดว่าเขาจะต้องโกรธจัด จู่ๆ เขากลับหัวเราะร่วน แล้วยื่นมือออกไปรับก้อนทองหนักอึ้งนั้นมาหน้าตาเฉย
"ขอบใจนะ!"
จูเก๋อโย่วหลินเก็บทองลงแหวนมิติอย่างอารมณ์ดี จากนั้นก็หันหลังเดินกลับไปหาเวินอวี้ชู
"ไปกันเถอะพวกเรา"
ผู้คนรอบข้างมีสีหน้าพิลึกพิลั่น "..." ของแบบนี้มันน่าดีใจตรงไหนกัน?
หลายคนยิ่งดูแคลนจูเก๋อโย่วหลินในใจ มองว่าเขาเป็นพวกไร้น้ำยา แถมวิสัยทัศน์ยังคับแคบจนน่าเวทนา
เวินอวี้ชูปรายตามองคนเหล่านั้นอย่างเรียบเฉย ก่อนจะดึงสายตากลับมา เขาพยักหน้าและเตรียมตัวจากไปพร้อมกับจูเก๋อโย่วหลิน
เมื่อโม่ยวี่เอ๋อร์เห็นว่าพวกเขากำลังจะไป ก็รีบสาวเท้าตามติดทันที
"พวกเจ้าจะไปกันแล้วเหรอ? ไม่เอาแล้วรึไง บัลลังก์มังกรทองคำที่เบิกสติปัญญาตัวนั้นน่ะ?"
"ข้าได้ทองก็พอใจแล้ว"
ความต้องการของจูเก๋อโย่วหลินนั้นเรียบง่ายอย่างยิ่ง
ส่วนเวินอวี้ชูเองก็ประเมินผลได้ผลเสียเรียบร้อยแล้ว หากต้องเข้าไปร่วมแย่งชิงบัลลังก์มังกรทองคำย่อมต้องเสียทั้งเวลาและพลังปราณโดยใช่เหตุ แถมยังเสี่ยงต่อการถูกเขม่นอีก
ได้ไม่คุ้มเสีย สู้เอาเวลาไปหาของชิ้นอื่นดีกว่า
เวินอวี้ชูหันไปถาม
"แม่นางโม่ แล้วเพื่อนของเจ้าล่ะ?"
โม่ยวี่เอ๋อร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่
"ข้าพลัดหลงกับฉางเฟิงและคนอื่นๆ ไปน่ะสิ ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าพวกนั้นอยู่ที่ไหนกันบ้าง"
ตัดมาอีกด้านหนึ่ง
เสิ่นเยียนเดินตามการนำทางของรูปปั้นทองแดงสะกดวิญญาณ จนในที่สุดก็พบศาลหลวงสกุลเสิ่น
ทว่าที่บริเวณด้านนอกศาลหลวง กลับมีกลุ่มคนมารวมตัวกันอยู่ก่อนแล้ว
นำโดยประมุขสำนักจี๋เต้า, ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลลู่, ผู้อาวุโสใหญ่ตำหนักเฉิงอวิ๋น, ผู้อาวุโสฉี และคนอื่นๆ นอกจากเหล่าผู้เฒ่าแล้ว ยังมีศิษย์อีกจำนวนหนึ่ง รวมถึงยอดฝีมือผู้บำเพ็ญอิสระจากแดนฉางหมิงปะปนอยู่ด้วย
แววตาของเสิ่นเยียนเคร่งขรึมลงเล็กน้อย
ต่อให้นางสามารถดึงกระบี่เทวะเทียนโจวออกมาได้ แต่หลังจากนั้นนางย่อมกลายเป็นเป้าสายตาของทุกคนแน่ ท่ามกลางยอดฝีมือมากมายขนาดนี้ นางจะหนีออกไปอย่างปลอดภัยได้ยังไง?
นางรู้ดีว่าอาจารย์อย่างผู้อาวุโสฉีนั้นเก่งกาจมาก แต่เขาจะปกป้องนางจากคนทั้งหมดนี้ได้จริงหรือ? นางไม่อยากลากอาจารย์มาเดือดร้อนด้วย
ดังนั้น นางจึงต้องคิดหาแผนการที่รอบคอบกว่านี้
จังหวะนั้นเอง ใครบางคนในกลุ่มก็หันขวับกลับมามอง เสิ่นเยียนใจหายวาบ รีบเบี่ยงตัวหลบวูบเข้าหลังกำแพงอย่างรวดเร็ว
คนผู้นั้นคือ เหวินเหรินจี้ แห่งตำหนักเฉิงอวิ๋น
สายตาของเหวินเหรินจี้จับจ้องไปยังจุดที่เสิ่นเยียนเคยยืนอยู่เมื่อครู่ ในหัวพลางครุ่นคิด
"อาจี้ เจ้ามองอะไรอยู่น่ะ?"
ศิษย์พี่ตำหนักเฉิงอวิ๋นคนหนึ่งสังเกตเห็นอาการจึงถามขึ้นพร้อมกับมองตาม ทว่ากลับไม่พบใคร
เหวินเหรินจี้ส่ายหน้าพลางดึงสายตากลับมา
"เปล่าครับ ไม่มีอะไร"
เขาคงตาฝาดไปเอง...
ในขณะเดียวกัน ประมุขสำนักจี๋เต้าและเหล่าคนใหญ่คนโตคนอื่นๆ กำลังปรึกษาหารือหาวิธีทำลายม่านอาคมของศาลหลวงสกุลเสิ่น
ผู้อาวุโสสองตระกูลเฮ่อเหลียนขมวดคิ้ว
"ม่านอาคมที่นี่ แข็งแกร่งยิ่งกว่าค่ายกลป้องกันของพระราชวังเสียอีก"
ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลลู่หรี่ตาลง
"สถานที่แห่งนี้ประดิษฐานป้ายวิญญาณบรรพชนของสายเลือดสกุลเสิ่น แถมด้านในยังมีกระบี่เทวะเทียนโจว ย่อมต้องเป็นสถานที่ที่สำคัญที่สุดของวังแห่งนี้อยู่แล้ว"