เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 522 ศาลหลวงสกุลเสิ่น

ตอนที่ 522 ศาลหลวงสกุลเสิ่น

ตอนที่ 522 ศาลหลวงสกุลเสิ่น


"อ้อๆ ข้าจำได้แล้ว!"

จูเก๋อโย่วหลินนึกทบทวนเล็กน้อย ในหัวพอจะคลับคล้ายคลับคลาหน้าคนผู้นี้ขึ้นมาบ้าง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง

"นี่เจ้า... จะมาแย่งมังกรตัวนี้ด้วยเหรอ?"

มุมปากของโม่ยวี่เอ๋อร์กระตุกกึก

"ข้าเห็นพวกเจ้าเป็นเพื่อน เห็นตกอยู่ในอันตรายเลยยอมยื่นมือช่วยแท้ๆ เจ้านี่มัน... เห็นโม่ยวี่เอ๋อร์ผู้นี้เป็นคนหน้าเลือดขนาดนั้นเลยหรือไง!"

ยังไม่ทันที่จูเก๋อโย่วหลินจะได้โต้ตอบ มังกรยักษ์ทองคำก็พุ่งเข้าโจมตีระลอกใหม่ทันที ทำให้เขาไม่อาจละสายตาไปทางอื่นได้อีก

จูเก๋อโย่วหลินพลาดท่า ถูกหางมังกรฟาดเข้าอย่างจังจนร่างกระเด็นไปกระแทกกำแพงโครมใหญ่!

เมื่อเห็นดังนั้น แววตาของโม่ยวี่เอ๋อร์ก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด นางตวัดกระบี่พุ่งเป้าไปที่มังกรยักษ์ทองคำทันที! อักขระนับไม่ถ้วนเรียงร้อยก่อตัวเป็นค่ายกล กระบี่เดียวฟาดฟันออกไป คมกระบี่ม้วนตลบพัดพาอักขระเข้าพัวพันร่างมังกรยักษ์จนเกิดเสียงระเบิดกึกก้อง

"คมกระบี่สังหารอักขระ!"

นางแค่นเสียงต่ำ

พริบตานั้น คมกระบี่อักขระก็ระเบิดออกฉับพลัน ก่อให้เกิดเปลวเพลิงร้อนระอุแผดเผาขึ้นกลางอากาศ!

ทว่าเมื่อกลุ่มควันจางลง มังกรยักษ์ทองคำกลับยังคงยืนตระหง่านไร้รอยขีดข่วน!

สีหน้าของโม่ยวี่เอ๋อร์ดูไม่ได้ทันที ยามนี้นางอยู่ถึงระดับกลั่นต้นกำเนิด ขั้นที่เก้าแล้ว แต่กลับทำร้ายมันไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บ

บ้าเอ๊ย!

นางยังคงระดมโจมตีใส่มังกรยักษ์อย่างต่อเนื่อง พลางตะโกนถามเสียงหลง

"แล้วเสิ่นเยียนล่ะ? ทำไมถึงไม่อยู่กับพวกเจ้า?"

จูเก๋อโย่วหลินหยัดกายลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เอื้อมมือขึ้นกุมหน้าอกที่บาดเจ็บ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งควบคุมด้ายวิญญาณเข้าโอบล้อมมังกรยักษ์ พลางกัดฟันตอบ

"พวกเราพลัดหลงกัน!"

โม่ยวี่เอ๋อร์เอ่ยถามต่อ

"ตอนนี้ยัยนั่นแข็งแกร่งขึ้นแค่ไหนแล้ว?"

จูเก๋อโย่วหลินสวนกลับทันควัน

"แข็งแกร่งกว่าเจ้าก็แล้วกัน!"

โม่ยวี่เอ๋อร์ถึงกับสะอึก คำพูดนั้นกระแทกใจนางเข้าอย่างจัง นางอุตส่าห์ตั้งใจฝึกฝนในสำนักสือฟางอย่างหนักปานนี้ กลับยังตามเสิ่นเยียนไม่ทันอยู่อีกเหรอ!

"ข้าจะต้องแซงหน้านางให้ได้!"

นางประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว

นับตั้งแต่การต่อสู้ที่เกาะป้านเยวี่ยสิ้นสุดลง นางก็ปักป้ายให้เสิ่นเยียนเป็นคู่ปรับตลอดกาลไปแล้ว

มังกรยักษ์ทองคำตัวนี้แข็งแกร่งเกินไปจริงๆ กลิ่นอายพลังของมันเทียบได้กับระดับวิญญาณแท้จริง!

ส่วนจูเก๋อโย่วหลินและเวินอวี้ชูในยามนี้ ระดับฝึกตนเพิ่งจะอยู่ที่ระดับรวบรวมปราณ ขั้นที่สอง และขั้นที่สามตามลำดับเท่านั้น

จังหวะนั้นเอง ศิษย์สำนักเฉียนคุนหลายคนก็วิ่งตามมาถึง เมื่อเห็นสถานการณ์เลวร้ายจึงตะโกนขึ้น

"ศิษย์พี่เวิน ศิษย์พี่จูเก๋อ พวกเรามาช่วยแล้ว!"

สิ้นเสียง พวกเขาก็ทะยานร่างเข้าร่วมวงต่อสู้ทันที

ระดับฝึกตนของศิษย์สำนักเฉียนคุนเหล่านี้ล้วนอยู่ราวระดับรวบรวมปราณ ขั้นที่เก้า หลังจากพวกเขาโดดเข้าร่วมแจม สถานการณ์การต่อสู้ก็พลิกผันไปอย่างรวดเร็ว

บรรดาศิษย์จากขุมกำลังอื่นที่ตามมาเห็นก็เปี่ยมไปด้วยน้ำใจชาวยุทธ์ ต่างพากันกระโจนเข้าใส่ร่วมต่อกรกับมังกรยักษ์ทองคำ นั่นทำให้จูเก๋อโย่วหลินและเวินอวี้ชูที่เป็นเป้าหมายหลักในตอนแรก จำต้องถอยร่นมาอยู่แนวหลังแทน

จูเก๋อโย่วหลินได้แต่เกาหัวแกรกๆ รู้สึกงุนงงสับสนไปหมด

เวินอวี้ชูหลุดขำออกมา เขาเลือกขยับไปนั่งลงห่างออกไปเล็กน้อย แล้วดีดกู่ฉินบรรเลงเพลงเสริมทัพให้อย่างสบายอารมณ์

โม่ยวี่เอ๋อร์เองก็เริ่มสัมผัสได้ถึงช่องว่างความห่างชั้น ก่อนหน้านี้นางมักจะเป็นฝ่ายพุ่งชนอยู่แนวหน้าเสมอ แต่ยามนี้นางกลับทำได้เพียงมองแผ่นหลังผู้อื่นเท่านั้น

เพียงชั่วอึดใจต่อมา มังกรยักษ์ทองคำก็ถูกเหล่าศิษย์รุมสกรัมจนล้มตึงลงกับพื้น

มันดูราวกับสูญเสียพลังไปจนสิ้น ก่อนจะหดตัวกลับคืนสู่สภาพบัลลังก์มังกรทองคำตามเดิม

เหล่าศิษย์มองดูบัลลังก์มังกรทองคำตรงหน้า พลางหันมองกันเลิ่กลั่ก บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ

ศิษย์ตระกูลลู่คนหนึ่งเอ่ยทำลายความเงียบ

"บัลลังก์มังกรตัวนี้ก่อเกิดสติปัญญาแล้ว ทั้งยังจำแลงกายช่วยรบได้ นับเป็นสมบัติที่หาได้ยากยิ่ง"

อีกคนกล่าวสมทบ

"แล้วของล้ำค่าแบบนี้... ควรจะตกเป็นของใครล่ะ?"

"พวกเราทุกคนต่างก็ออกแรง หากสิ่งนี้จะตกเป็นของใครเพียงคนเดียว เกรงว่ามันจะไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่มั้ง"

ทันใดนั้น จูเก๋อโย่วหลินก็โผล่หน้าเข้ามาเสนอไอเดีย

"มิสู้สับมันออกเป็นชิ้นๆ แล้วแบ่งกันไปคนละก้อนเล็กๆ ดีไหม?"

พริบตานั้น สายตาทุกคู่ต่างตวัดขวับมามองจูเก๋อโย่วหลินเป็นตาเดียว แววตาแต่ละคนเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน... ทั้งอึ้ง ทึ่ง เหยียดหยาม และระอาใจ

ศิษย์สำนักเฉียนคุนขมวดคิ้วแย้ง

"ศิษย์พี่จูเก๋อ ในเมื่อบัลลังก์มังกรนี้มีสติปัญญาแล้ว ย่อมต้องรักษาให้สมบูรณ์ถึงจะดีที่สุด เพื่อให้อานุภาพของมันแสดงออกมาได้เต็มที่ ถ้าสับแยกชิ้นส่วน มันก็จะเป็นแค่ก้อนทองคำดาดๆ เท่านั้นนะ"

จูเก๋อโย่วหลินเถียงคอเป็นเอ็น

"ก้อนทองคำก็มีประโยชน์กับข้านี่นา! ในเมื่อพวกเจ้าตกลงกันไม่ได้ ก็สับแบ่งกันไปเลยสิ แบบนี้แหละยุติธรรมที่สุดแล้ว!"

บัลลังก์มังกรทองคำตัวนั้นคล้ายจะสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะแอบขยับตัว 'กระดึบ' หนีไปทางอื่นเพื่ออยู่ห่างๆ จากจูเก๋อโย่วหลิน

ทุกคน "..."

เมื่อเผชิญกับสายตาหลากหลายที่มองมา เหล่าศิษย์สำนักเฉียนคุนก็รู้สึกอับอายขายหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ศิษย์คนหนึ่งถึงกับขมวดคิ้ว รีบล้วงก้อนทองคำก้อนหนึ่งออกมาส่งให้จูเก๋อโย่วหลินพลางตัดบท

"ศิษย์พี่จูเก๋อ พวกเราตกลงกันแล้วว่าจะไม่แยกชิ้นส่วนบัลลังก์มังกร ถ้าท่านอยากได้ทองนักล่ะก็ ก้อนนี้ข้ายกให้ท่านแล้วกัน!"

จูเก๋อโย่วหลินมองก้อนทองคำที่ถูกยื่นมาให้พลางขมวดคิ้ว

ในขณะที่ทุกคนกำลังคิดว่าเขาจะต้องโกรธจัด จู่ๆ เขากลับหัวเราะร่วน แล้วยื่นมือออกไปรับก้อนทองหนักอึ้งนั้นมาหน้าตาเฉย

"ขอบใจนะ!"

จูเก๋อโย่วหลินเก็บทองลงแหวนมิติอย่างอารมณ์ดี จากนั้นก็หันหลังเดินกลับไปหาเวินอวี้ชู

"ไปกันเถอะพวกเรา"

ผู้คนรอบข้างมีสีหน้าพิลึกพิลั่น "..." ของแบบนี้มันน่าดีใจตรงไหนกัน?

หลายคนยิ่งดูแคลนจูเก๋อโย่วหลินในใจ มองว่าเขาเป็นพวกไร้น้ำยา แถมวิสัยทัศน์ยังคับแคบจนน่าเวทนา

เวินอวี้ชูปรายตามองคนเหล่านั้นอย่างเรียบเฉย ก่อนจะดึงสายตากลับมา เขาพยักหน้าและเตรียมตัวจากไปพร้อมกับจูเก๋อโย่วหลิน

เมื่อโม่ยวี่เอ๋อร์เห็นว่าพวกเขากำลังจะไป ก็รีบสาวเท้าตามติดทันที

"พวกเจ้าจะไปกันแล้วเหรอ? ไม่เอาแล้วรึไง บัลลังก์มังกรทองคำที่เบิกสติปัญญาตัวนั้นน่ะ?"

"ข้าได้ทองก็พอใจแล้ว"

ความต้องการของจูเก๋อโย่วหลินนั้นเรียบง่ายอย่างยิ่ง

ส่วนเวินอวี้ชูเองก็ประเมินผลได้ผลเสียเรียบร้อยแล้ว หากต้องเข้าไปร่วมแย่งชิงบัลลังก์มังกรทองคำย่อมต้องเสียทั้งเวลาและพลังปราณโดยใช่เหตุ แถมยังเสี่ยงต่อการถูกเขม่นอีก

ได้ไม่คุ้มเสีย สู้เอาเวลาไปหาของชิ้นอื่นดีกว่า

เวินอวี้ชูหันไปถาม

"แม่นางโม่ แล้วเพื่อนของเจ้าล่ะ?"

โม่ยวี่เอ๋อร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ข้าพลัดหลงกับฉางเฟิงและคนอื่นๆ ไปน่ะสิ ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าพวกนั้นอยู่ที่ไหนกันบ้าง"

ตัดมาอีกด้านหนึ่ง

เสิ่นเยียนเดินตามการนำทางของรูปปั้นทองแดงสะกดวิญญาณ จนในที่สุดก็พบศาลหลวงสกุลเสิ่น

ทว่าที่บริเวณด้านนอกศาลหลวง กลับมีกลุ่มคนมารวมตัวกันอยู่ก่อนแล้ว

นำโดยประมุขสำนักจี๋เต้า, ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลลู่, ผู้อาวุโสใหญ่ตำหนักเฉิงอวิ๋น, ผู้อาวุโสฉี และคนอื่นๆ นอกจากเหล่าผู้เฒ่าแล้ว ยังมีศิษย์อีกจำนวนหนึ่ง รวมถึงยอดฝีมือผู้บำเพ็ญอิสระจากแดนฉางหมิงปะปนอยู่ด้วย

แววตาของเสิ่นเยียนเคร่งขรึมลงเล็กน้อย

ต่อให้นางสามารถดึงกระบี่เทวะเทียนโจวออกมาได้ แต่หลังจากนั้นนางย่อมกลายเป็นเป้าสายตาของทุกคนแน่ ท่ามกลางยอดฝีมือมากมายขนาดนี้ นางจะหนีออกไปอย่างปลอดภัยได้ยังไง?

นางรู้ดีว่าอาจารย์อย่างผู้อาวุโสฉีนั้นเก่งกาจมาก แต่เขาจะปกป้องนางจากคนทั้งหมดนี้ได้จริงหรือ? นางไม่อยากลากอาจารย์มาเดือดร้อนด้วย

ดังนั้น นางจึงต้องคิดหาแผนการที่รอบคอบกว่านี้

จังหวะนั้นเอง ใครบางคนในกลุ่มก็หันขวับกลับมามอง เสิ่นเยียนใจหายวาบ รีบเบี่ยงตัวหลบวูบเข้าหลังกำแพงอย่างรวดเร็ว

คนผู้นั้นคือ เหวินเหรินจี้ แห่งตำหนักเฉิงอวิ๋น

สายตาของเหวินเหรินจี้จับจ้องไปยังจุดที่เสิ่นเยียนเคยยืนอยู่เมื่อครู่ ในหัวพลางครุ่นคิด

"อาจี้ เจ้ามองอะไรอยู่น่ะ?"

ศิษย์พี่ตำหนักเฉิงอวิ๋นคนหนึ่งสังเกตเห็นอาการจึงถามขึ้นพร้อมกับมองตาม ทว่ากลับไม่พบใคร

เหวินเหรินจี้ส่ายหน้าพลางดึงสายตากลับมา

"เปล่าครับ ไม่มีอะไร"

เขาคงตาฝาดไปเอง...

ในขณะเดียวกัน ประมุขสำนักจี๋เต้าและเหล่าคนใหญ่คนโตคนอื่นๆ กำลังปรึกษาหารือหาวิธีทำลายม่านอาคมของศาลหลวงสกุลเสิ่น

ผู้อาวุโสสองตระกูลเฮ่อเหลียนขมวดคิ้ว

"ม่านอาคมที่นี่ แข็งแกร่งยิ่งกว่าค่ายกลป้องกันของพระราชวังเสียอีก"

ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลลู่หรี่ตาลง

"สถานที่แห่งนี้ประดิษฐานป้ายวิญญาณบรรพชนของสายเลือดสกุลเสิ่น แถมด้านในยังมีกระบี่เทวะเทียนโจว ย่อมต้องเป็นสถานที่ที่สำคัญที่สุดของวังแห่งนี้อยู่แล้ว"

จบบทที่ ตอนที่ 522 ศาลหลวงสกุลเสิ่น

คัดลอกลิงก์แล้ว