เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 502 สัตว์มงคลผีซิว

ตอนที่ 502 สัตว์มงคลผีซิว

ตอนที่ 502 สัตว์มงคลผีซิว


หลังจากรับประทานอาหารในโรงเตี๊ยมเสร็จ อาชูร่าทั้งแปดก็เดินเล่นกับอินซือเยี่ยนและมู่เหวินอีกครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจกลับนิกายเฉียนคุน

ทว่าขณะที่กำลังเดินผ่านแผงลอยเล็กๆ แห่งหนึ่ง เสิ่นเยียนกลับหยุดฝีเท้าลง

นางหลุบตามองท่อนไม้หอมเจินเซียงที่วางอยู่บนแผงลอย

"แม่หนู อยากได้สร้อยข้อมือหรือ? ข้าแกะสลักเองกับมือทั้งหมดเลยนะ เส้นนี้เหมาะกับเจ้ามากทีเดียว"

เถ้าแก่เจ้าของแผงลอยแย้มยิ้ม แนะนำสร้อยข้อมือและปิ่นปักผมให้เสิ่นเยียนอย่างกระตือรือร้น

แต่เสิ่นเยียนกลับชี้ไปยังท่อนไม้หอมเจินเซียงด้านข้างที่ยังไม่ได้แกะสลัก พร้อมเอ่ยถามอย่างมีมารยาท "สิ่งนี้ขายหรือไม่?"

เถ้าแก่ชะงักไปเล็กน้อย "นี่มันยังไม่ได้แกะสลักเลยนะ..."

ทว่านางก็ปรับสีหน้ากลับมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับถามด้วยรอยยิ้มแฝงเลศนัย

"แม่หนู หรือว่าเจ้าอยากจะนำไปแกะสลักเองเพื่อมอบให้ชายในดวงใจ?"

เสิ่นเยียนหลุบตาลง ไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่พวงแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย

นางนึกถึงตอนที่เฟิงสิงเหยาลงมือแกะสลักปิ่นไม้จันทน์ม่วงรูปสุนัขจิ้งจอกให้นางด้วยตัวเอง

นางไม่ได้ปักมันไว้บนเรือนผม แต่เก็บไว้ในมิติเก็บของ เพราะช่วงนี้นางมุ่งมั่นอยู่กับการบำเพ็ญเพียร หากสวมใส่ไว้ก็อาจจะไม่ค่อยสะดวกนัก

นางไม่ได้พบเขามาสองเดือนกว่าแล้ว

ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นอย่างไรบ้าง?

จิตใจของเสิ่นเยียนสับสนว้าวุ่น ทว่านางยังคงปั้นหน้าเรียบเฉยพลางเอ่ยถาม

"ราคาหินวิญญาณเท่าใด?"

"หินวิญญาณระดับล่างห้าสิบก้อน"

เมื่อเถ้าแก่เห็นดังนั้นก็เลิกหยอกล้อ และส่งไม้หอมเจินเซียงที่ยังไม่ได้แกะสลักให้แก่นาง

เสิ่นเยียนรับมา หลังจากจ่ายเงินเสร็จ นางก็เตรียมก้าวเท้าตามคนอื่นๆ ทว่าคาดไม่ถึงว่าพวกเขาทั้งหมดจะหันขวับกลับมามองนาง และจ้องท่อนไม้หอมเจินเซียงในมือเป็นตาเดียว

เสิ่นเยียนกระชับไม้หอมเจินเซียงในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็เก็บมันเข้าไปในมิติเก็บของ แล้วเดินเข้าไปหาทุกคนด้วยสีหน้าไร้ระลอกคลื่น

จูเก๋อโย่วหลินถามด้วยความสงสัย

"อยู่ดีไม่ว่าดี เจ้าจะซื้อท่อนไม้มาทำไมกัน?"

อินซือเยี่ยนมีสีหน้ากังวล

"ไม้หอมเจินเซียงมีสรรพคุณกระตุ้นการไหลเวียนลมปราณ ระงับปวด อบอุ่นกระเพาะ แก้อาเจียน ทั้งยังช่วยให้ลมหายใจสม่ำเสมอ บรรเทาอาการหอบหืด ศิษย์น้องเสิ่นรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือ?"

"เปล่า"

เสิ่นเยียนส่ายหน้า

ขณะที่พวกเขากำลังจะซักไซ้ต่อ เสิ่นเยียนก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า

"ฟ้าเริ่มมืดแล้ว พวกเรากลับนิกายเฉียนคุนกันเถอะ"

เมื่อพวกเวินอวี้ชูได้ยินดังนั้น ก็รู้ว่านางจงใจเปลี่ยนเรื่อง จึงยิ้มที่มุมปากและไม่เซ้าซี้ต่อ

"ไปกันเถอะ น้องเยียนเยียน"

อวี๋ฉางอิงหัวเราะ พลางยื่นมือไปจับข้อมือของเสิ่นเยียนเอาไว้

เสิ่นเยียนยิ้มตอบ

...

นิกายเฉียนคุน ภูเขาเวิ่นเทียน

หลังจากเสิ่นเยียนและเหล่าสหายแยกย้ายกับพวกของอินซือเยี่ยนแล้ว พวกเขาก็มุ่งหน้าตรงไปยังภูเขาเวิ่นเทียนทันที

ปัจจุบัน พวกเขาไม่ได้อาศัยอยู่ที่เรือนหลังเดิมอีกต่อไป แต่ย้ายมาอยู่บนภูเขาเวิ่นเทียน และใช้ชีวิตร่วมกับผู้อาวุโสฉีเช่นเดียวกับจูเก๋อโย่วหลิน สภาพแวดล้อมที่นี่เงียบสงบ พลังวิญญาณหนาแน่น นับเป็นสถานที่ชั้นยอดสำหรับการบำเพ็ญเพียร

วันนี้พวกเขาเข้าเรียนครบทุกวิชาแล้ว ซึ่งหมายความว่าในไม่ช้า เรื่องที่พวกเขาได้กลายเป็นศิษย์สืบทอดของผู้อาวุโสฉีก็จะถูกประกาศออกไปอย่างเป็นทางการ

เมื่อกลับมาถึงภูเขาเวิ่นเทียน พวกเขาก็พบว่าผู้อาวุโสฉีไม่อยู่ จึงแยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง

ฉือเยว่นอนหลับอยู่ในห้อง จูเก๋อโย่วหลิน เผยซู่ เวินอวี้ชู และเซียวเจ๋อชวนกำลังประลองวิชากัน อวี๋ฉางอิงไปยังห้องหลอมอาวุธ ส่วนเจียงเสียนเยว่ตรงไปยังห้องปรุงโอสถ

สำหรับเสิ่นเยียนนั้นเก็บตัวอยู่ในห้องของตนเอง นางวางก้อนกลมสีเขียวลงบนโต๊ะ

เวลานี้ก้อนกลมสีเขียวยังไม่ฟื้นคืนสติ ร่างเล็กๆ ของมันขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจ ดูน่ารักน่าชังเป็นพิเศษ

เสิ่นเยียนหยิบไม้หอมเจินเซียงที่เพิ่งซื้อมาวันนี้ออกมา แล้วหยิบปิ่นไม้จันทน์ม่วงที่เฟิงสิงเหยามอบให้ขึ้นมาพิจารณาดูครู่หนึ่ง จากนั้นก็หยิบมีดพกออกมาเริ่มเหลา และแกะสลักอย่างประณีตบรรจง

ราวหนึ่งชั่วยามผ่านไป

โครงร่างของปิ่นไม้ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

ปลายนิ้วของเสิ่นเยียนลูบไล้ไปตามรอยเว้าโค้งของปิ่นไม้ ยังขาดของประดับตกแต่งอีกหนึ่งอย่าง ซึ่งนางกะเกณฑ์ไว้ในใจคร่าวๆ แล้ว

และในตอนนั้นเอง ก้อนกลมสีเขียวก็ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น

ดวงตากลมโตฉายแววสับสนงุนงง ผ่านไปสองอึดใจ มันก็มองเห็นเสิ่นเยียนได้ชัดเจน และชะงักงันไป

หอมจัง!

อยากสูดดมจัง!

เสิ่นเยียนเก็บปิ่นไม้ลงอย่างเงียบเชียบ ก่อนเอ่ยถาม

"พูดได้หรือไม่?"

"ได้"

ก้อนกลมสีเขียวอ้าปากเล็กๆ ออก แววตาของมันมองเสิ่นเยียนอย่างขัดเขิน ร่างเล็กๆ บิดส่ายไปมาอย่างลืมตัว

"เจ้าอยากจะติดตามข้าหรือไม่?"

เมื่อได้ยินเสียงนุ่มนิ่มของมัน ใบหน้าที่ดูเย็นชาและงดงามของเสิ่นเยียนก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่นางจะลดเสียงลงและเอ่ยถาม

ก้อนกลมสีเขียวกะพริบตากลมโต

"ได้หรือ?!"

เสิ่นเยียนพยักหน้ายิ้มๆ

"อืม แต่เจ้าต้องบอกข้ามาก่อนว่า เจ้ามีที่มาที่ไปอย่างไร"

ก้อนกลมสีเขียวพลันแสดงสีหน้าลำบากใจ อึกอักตอบว่า

"แต่ว่า ข้าลืมไปแล้วว่าข้าคือใคร ถ้าข้าไม่บอก ท่านก็จะไม่ให้ข้าอยู่ข้างกายแล้วใช่หรือไม่?"

เมื่อเอ่ยถึงประโยคสุดท้าย มันก็รู้สึกเศร้าสร้อยอย่างบอกไม่ถูก

"เจ้าลืมไปแล้วหรือ?"

"อื้อๆ! ข้าเหมือนจะหลับไปตื่นหนึ่ง แล้วก็ลืมไปหมดเลย!"

"แล้วเจ้าทำสิ่งใดเป็นบ้าง?"

"...ข้าทำอะไรไม่เป็นเลย ข้าไร้ประโยชน์มากใช่หรือไม่?"

ก้อนกลมสีเขียวหลุบขนตายาวงอนลง เผยให้เห็นอารมณ์หงอยเหงา มันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนเองทำอะไรเป็นบ้าง จึงดูเหมือนจะทำอะไรไม่เป็นเลยสักอย่าง

เสิ่นเยียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นางยื่นมือออกไปหมายจะลูบมัน ทว่าใครจะคาดคิดว่าพอนางยื่นมือออกไป ก้อนกลมสีเขียวก็ขยับเข้ามาแนบชิดอย่างรวดเร็ว

สัมผัสเย็นยะเยือก

มันกำลังคลอเคลียนาง

นี่ทำให้นางนึกถึงลูกแมวที่กำลังใช้หัวเล็กๆ ถูไถฝ่ามือของนาง

ก้อนกลมสีเขียวเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตสุกสกาว เปล่งประกายแห่งความคาดหวังเล็กน้อย

เสิ่นเยียนหลุบตามองมัน

"ต่อไปนี้เจ้าก็อยู่ข้างกายข้าแล้วกัน"

"อื้อๆๆ!"

ก้อนกลมสีเขียวดีใจจนเนื้อเต้น มันคลอเคลียฝ่ามือของเสิ่นเยียนอย่างบ้าคลั่ง

เวลานี้ เหล่าสัตว์อสูรในมิติพลังพิเศษต่างมีสีหน้าแตกต่างกันไป จิ่วจ่วนเบะปาก จี๋ขมวดคิ้ว ไป๋เจ๋อยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ส่วนอูอิ่งมีสีหน้าหม่นหมอง และไม่ได้ส่งเสียงใดๆ ออกมา

เสิ่นเยียนอยากจะทำพันธสัญญากับมัน แต่พอมองดูร่างกลมป้อมที่ไร้ทั้งมือและเท้าของมันแล้ว...

ช่างเถอะ

อย่างไรเสียนางก็ถือว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงตัวน้อยอยู่แล้ว

ก่อนที่จะได้พบกับก้อนกลมสีเขียว นางคิดว่าตนไม่มีทางเลี้ยงสัตว์เลี้ยงตัวน้อยเด็ดขาด ทว่าหลังจากได้พบกัน นางกลับรู้สึกว่านี่ล้วนเป็นวาสนา

ดังนั้น ก็เลี้ยงไว้ก่อนแล้วกัน

นางพูดคุยกับก้อนกลมสีเขียวอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งมันเข้าไปในมิติพลังพิเศษ

จากนั้น นางก็เริ่มบำเพ็ญเพียร

นางร่ายเคล็ดวิชาอัญเชิญ เพื่ออัญเชิญสัตว์อสูรและวิญญาณจากต่างมิติมายังมิติวิญญาณของตน

เพียงแต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะมีกลิ่นอายอันแข็งแกร่งและลึกล้ำเพิ่มขึ้นมาอีกหลายสาย

ภายในมิติวิญญาณ นางมองตามกลิ่นอายเหล่านั้นไป สิ่งแรกที่เห็นคือสัตว์อสูรที่มีรูปร่างคล้ายแมวป่า ทว่ามีส่วนหัวเป็นสีขาว

นี่คือ... สัตว์อสูรต่างมิติ เทียนโก่ว

เวลานี้เทียนโก่วกำลังจ้องมองนาง แววตาแฝงไปด้วยการประเมินและค้นหา

"เหตุใดที่นี่จึงมีวิญญาณผีสางได้?"

จู่ๆ สัตว์อสูรต่างมิติตัวหนึ่งก็เอ่ยภาษามนุษย์ออกมา น้ำเสียงแฝงความสงสัย

เสิ่นเยียนช้อนตามองไป ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือสัตว์อสูรต่างมิติที่มีรูปร่างคล้ายเสือดาว หัวและหางคล้ายมังกร ลำตัวเป็นสีทองสลับหยก บริเวณไหล่มีปีกหนึ่งคู่ที่แนบลู่ไว้ และบนหัวมีเขาเดี่ยวหงายไปด้านหลัง

นี่คือ สัตว์มงคลผีซิว

ผู้ที่เอ่ยปากเมื่อครู่ก็คือ ผีซิวนั่นเอง

ผีซิวมีสีหน้าตกตะลึง เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มันได้เห็นสัตว์อสูรต่างมิตินับพันตัว และดวงวิญญาณอีกนับไม่ถ้วนภายในมิติอัญเชิญวิญญาณของมนุษย์

ดูเหมือนมันจะรับรู้ได้ว่ามีคนกำลังจ้องมองอยู่ จึงหันขวับมาทันที

ประจวบเหมาะกับที่สบสายตาเข้ากับเสิ่นเยียนพอดี

จบบทที่ ตอนที่ 502 สัตว์มงคลผีซิว

คัดลอกลิงก์แล้ว