- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 501 จักรพรรดิหลิงเสิ่นชู
ตอนที่ 501 จักรพรรดิหลิงเสิ่นชู
ตอนที่ 501 จักรพรรดิหลิงเสิ่นชู
"ของบ้านเจ้า"
เซียวเจ๋อชวนปรายตามองเขา
"บ้านข้าไม่ได้เลี้ยงสักหน่อย!"
"หากเจ้าเลี้ยงสัตว์เลี้ยงตัวน้อย จุดจบก็คงเป็นแบบนี้แหละ"
จูเก๋อโย่วหลินแค่นเสียงเย็นชา
"หนอยแน่ ไอ้หมาชวน! ข้อสันนิษฐานของเจ้ามันฟังไม่ขึ้น! อย่างข้าไม่มีทางเลี้ยงสัตว์เลี้ยงตัวน้อยเด็ดขาด!"
บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเสียงเอะอะโวยวาย
ทว่าเสิ่นเยียนไม่อาจประคองก้อนกลมสีเขียวเอาไว้ได้ตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้มันได้สลบไสลไปแล้ว นางจึงทำได้เพียงส่งมันเข้าไปในมิติพลังพิเศษ แล้วให้พวกจิ่วจ่วนช่วยดูแลไว้ชั่วคราว
อินซือเยี่ยนคิ้วกระตุกเล็กน้อย กล่าวว่า
"ได้ยินมาว่า ศิษย์สืบทอดที่ประมุขนิกายจี๋เต้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับเข้าสำนักในอีกสิบวันข้างหน้า ก็คือศิษย์อาเล็กเนี่ย"
"เป็นเขาเอง"
เผยซู่จิบชา
"เขามาถึงดินแดนฉางหมิงก่อนพวกเราเสียอีก"
เจียงเสียนเยว่เอ่ยถาม
"หรือว่าเขาทะลวงระดับการบำเพ็ญเพียร แล้วเหาะเหินขึ้นมาด้วยตัวเอง?"
"นั่นก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้"
เสิ่นเยียนช้อนตามอง
อินซือเยี่ยนถอนหายใจเบาๆ
"ช่างน่าทอดถอนใจจริงๆ"
"ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว"
เขาหันไปมองทุกคนก่อนจะยิ้มถาม
"ไม่ทราบว่าพวกเจ้าเคยได้ยินเรื่องแดนลับจักรพรรดิหลิงบ้างหรือไม่?"
"ข้าเคยได้ยินท่านอาจารย์พูดถึง"
จูเก๋อโย่วหลินตอบรับทันควัน
"แดนลับจักรพรรดิหลิงแห่งนี้ แท้จริงแล้วก็คือสถานที่ฝังพระศพของจักรพรรดิพระองค์หนึ่งในดินแดนฉางหมิง จักรพรรดิพระองค์นั้นมีพระนามว่า เสิ่นชู พระองค์สิ้นพระชนม์ไปเมื่อแปดร้อยกว่าปีก่อน และถูกคนรุ่นหลังขนานนามว่า จักรพรรดิหลิงเพราะพระองค์คือจักรพรรดิองค์สุดท้ายของดินแดนฉางหมิง"
"ในยุคนั้น ทั่วทั้งดินแดนฉางหมิงถูกปกครองโดยราชวงศ์เดียว ซึ่งมีนามว่า เทียนโจว"
พูดมาถึงตรงนี้ จูเก๋อโย่วหลินก็เลิกคิ้วขึ้น จงใจถามว่า
"พวกเจ้าอยากรู้หรือไม่ว่าทำไมราชวงศ์เทียนโจวถึงล่มสลาย?"
เจียงเสียนเยว่ตอบ
"ไม่อยาก"
หลักๆ คือไม่อยากเห็นท่าทางโอ้อวดของจูเก๋อโย่วหลิน
จูเก๋อโย่วหลินถึงกับสะอึก ก่อนจะพูดอย่างแง่งอนว่า
"แต่ข้าจะเล่า! ท่านอาจารย์เคยบอกข้าว่า เชื้อพระวงศ์แห่งราชวงศ์เทียนโจวล้วนแข็งแกร่งมาก ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรี ล้วนองอาจกล้าหาญและเปี่ยมด้วยสติปัญญา พลังฝีมือของพวกเขาก็ร้ายกาจยิ่งนัก ที่สำคัญที่สุดคือ ราชนิกุลเทียนโจวล้วนสามัคคีปรองดองกันเป็นพิเศษ ไม่มีทางแก่งแย่งชิงดีกันเองโดยเด็ดขาด ภายใต้การปกครองของราชวงศ์เทียนโจว ดินแดนฉางหมิงเจริญรุ่งเรืองอย่างถึงขีดสุด และไม่มีเหตุการณ์ที่ผู้บำเพ็ญเพียรจะเข่นฆ่าผู้คนตามอำเภอใจ"
"ทว่า ในวันที่จักรพรรดิหลิงเสิ่นชูประสูติ ราชวงศ์เทียนโจวกลับเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่! นั่นเป็นเพราะเชื้อพระวงศ์สายตรงทั้งหมดล้วนหายตัวไปภายในชั่วข้ามคืน เหลือเพียงจักรพรรดิหลิงเสิ่นชูเท่านั้น!"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของพวกเสิ่นเยียนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เริ่มเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาบ้างแล้ว
จู่ๆ เชื้อพระวงศ์สายตรงของราชวงศ์เทียนโจวหายตัวไปในชั่วข้ามคืนได้อย่างไร แล้วเหตุใดจึงเหลือทิ้งไว้เพียงจักรพรรดิหลิงเสิ่นชูเล่า?
เมื่อจูเก๋อโย่วหลินเห็นว่าพวกเขาเริ่มสนใจ ก็ยิ่งเล่าอย่างออกรส
"เรื่องนี้ จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครรู้ว่าความจริงคืออะไร"
"และเพราะเรื่องนี้เอง ราชวงศ์เทียนโจวจึงได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากจักรพรรดิหลิงเสิ่นชูยังเป็นเพียงทารกแบเบาะ จึงไม่อาจว่าราชการเพื่อค้ำจุนราชวงศ์เทียนโจวได้ นี่จึงเป็นเหตุให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ลู่ฉงยาง ปรากฏตัวขึ้น เขากุมอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน นานวันเข้า ความทะเยอทะยานก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ การกระทำต่างๆ ล้วนกำเริบเสิบสาน ทั้งยังไปกระทบต่อผลประโยชน์ของตระกูลใหญ่และขุมกำลังอื่นๆ อยู่หลายครั้ง"
"บรรดาตระกูลใหญ่และขุมกำลังอื่นๆ ล้วนไม่พอใจอย่างรุนแรง พวกเขารอคอยโอกาสอยู่ในเงามืดจนกระทั่งผ่านไปสองปี เมื่อเห็นว่าเชื้อพระวงศ์สายตรงที่หายตัวไปนั้นยังไม่กลับมา พวกเขาจึงสุดจะทนไหว ลุกฮือขึ้นก่อกบฏ ตั้งตนเป็นอิสระ และสลัดหลุดจากการปกครองของราชวงศ์เทียนโจว"
"แน่นอนว่าผู้สำเร็จราชการลู่ฉงยางไม่อาจปล่อยให้พวกเขาแบ่งแยกดินแดนไปได้ จึงอาศัยฐานะของตน ประกอบกับมีโอรสสวรรค์เสิ่นชูอยู่ในกำมือ เริ่มใช้อำนาจของราชวงศ์นำกำลังไปปราบปรามขุมกำลังที่แข็งข้อเหล่านั้น นับแต่นั้นมา จึงเป็นการเปิดฉากสงครามกลางเมืองที่ยาวนานถึงสิบปี"
"ขุมกำลังใหญ่ที่ยังคงภักดีต่อเชื้อพระวงศ์สายตรง ล้วนปรารถนาอย่างยิ่งให้จักรพรรดิหลิงเสิ่นชูสามารถกลับมากุมอำนาจบริหารแผ่นดินได้อีกครั้ง โดยไม่ต้องเป็นจักรพรรดิหุ่นเชิดของลู่ฉงยาง ทว่าจักรพรรดิหลิงเสิ่นชูกลับถูกลู่ฉงยางฟูมฟักจนเสียคนไปเสียแล้ว เวลาผ่านไปอีกสิบปี ดินแดนฉางหมิงตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวาย ขุมกำลังใหญ่ที่คอยติดตามราชวงศ์เทียนโจวต่างผิดหวังจนถึงขีดสุด จึงไม่ให้การสนับสนุนจักรพรรดิหลิงเสิ่นชูอีกต่อไป"
"เมื่อจักรพรรดิหลิงเสิ่นชูมีพระชนมายุได้ยี่สิบห้าพรรษา ราชวงศ์เทียนโจวก็ล่มสลายลงอย่างสมบูรณ์"
"นับแต่นั้นมา ก็ไม่มีราชวงศ์เทียนโจวอีกต่อไป"
เมื่อจูเก๋อโย่วหลินเล่ารวดเดียวจบ เขาก็เงยหน้าขึ้นมองสหาย ก่อนจะเห็นว่าสีหน้าของแต่ละคนล้วนแตกต่างกันไป
เสิ่นเยียนเอ่ยปากถาม
"ผู้สำเร็จราชการลู่ฉงยาง มีความเกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลลู่แห่งเหิงโจวในปัจจุบันหรือไม่?"
จูเก๋อโย่วหลินตกใจ
"เยียนเยียน นี่เจ้าเชื่อมโยงเรื่องราวได้ด้วยหรือ?! ถูกต้องแล้ว ผู้สำเร็จราชการลู่ฉงยางก็คือบรรพบุรุษของตระกูลลู่แห่งเหิงโจว"
เสิ่นเยียนนิ่งเงียบไป
เรื่องนี้ย่อมเชื่อมโยงถึงกันได้โดยปริยาย
เวินอวี้ชูถามขึ้น
"หลังจากที่ราชวงศ์เทียนโจวล่มสลาย จักรพรรดิหลิงเสิ่นชูผู้นั้นยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่หรือไม่?"
"ยังมีชีวิตอยู่ ท่านอาจารย์บอกว่า จักรพรรดิหลิงเสิ่นชูสวรรคตในปีที่พระชนมายุได้ยี่สิบแปดพรรษา"
จูเก๋อโย่วหลินพยักหน้า ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมลงเล็กน้อย คล้ายกับทอดถอนใจอยู่บ้าง "จักรพรรดิหลิงเสิ่นชูใช้จานบัววิเศษสังเวยพระชนม์ชีพ พระองค์ใช้พลังชีวิตเฮือกสุดท้าย เปลี่ยนเมืองหลวงเทียนโจวทั้งหมดรวมถึงพื้นที่โดยรอบรัศมีสามร้อยลี้ให้กลายเป็นดินแดนต้องห้าม โดยฝังพระวรกายของพระองค์ไว้ในดินแดนต้องห้ามแห่งนั้น เมื่อกาลเวลาผ่านไปหลายร้อยปี มันจึงได้กลายเป็นดินแดนลับ"
"ดังนั้น แดนลับแห่งนี้จึงเป็นทั้งสุสานของจักรพรรดิหลิง และเป็นอดีตราชวงศ์เทียนโจวเมื่อแปดร้อยกว่าปีก่อนด้วย"
เมื่อทุกคนได้ฟังก็ตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ
จูเก๋อโย่วหลินกล่าวต่อ
"ได้ยินมาว่า จักรพรรดิหลิงเสิ่นชูทรงใช้กระบี่สลักข้อความสี่ประโยคลงบนป้ายหิน ณ สถานที่แห่งหนึ่งในเหิงโจว นั่นก็คือ..."
"ทอดทิ้งข้าจากไป ใจข้าแค้นเคืองยิ่ง"
"เทียนโจวสูญสิ้น ใจข้าละอายยิ่ง"
"เหลียวมองชั่วชีวิต ใจข้าอ้างว้างยิ่ง"
"หากมีวันหวนคืน ใจข้าสงบยิ่ง"
สี่ประโยคนี้บอกเล่าถึงชั่วชีวิตของพระองค์
พระองค์ประสูติมาอย่างสูงศักดิ์ ทว่ากลับไร้ซึ่งคนในครอบครัว
ในวัยเยาว์ พระองค์เคยเคียดแค้นและชิงชัง ว่าเหตุใดเชื้อพระวงศ์สายตรงทั้งหมดจึงหายตัวไป เหลือเพียงแค่ตนเอง ด้านมืดในพระทัยเกิดความคลางแคลง ว่าเป็นพวกเขาที่ทอดทิ้งตนไป เหตุใดจึงต้องทอดทิ้งตนไว้เพียงลำพัง ทว่าด้านสว่างกลับกังวล ว่าพวกเขาเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือไม่ ดังนั้นเพื่อปกป้องตนเองจึงจำต้องทิ้งตนไว้เช่นนี้
แม้พระองค์จะมีฐานะสูงส่ง ทว่ากลับถูกผู้สำเร็จราชการลู่ฉงยางและพวกพ้องกักขังหน่วงเหนี่ยวมาตั้งแต่เด็ก พระองค์จึงถูกฟูมฟักจนเสียคน
ความไร้ความสามารถของพระองค์ ทำให้ราชวงศ์เทียนโจวต้องล่มสลายลงอย่างสมบูรณ์
อินซือเยี่ยนเอ่ยปากทำลายความเงียบงัน
“แดนลับจักรพรรดิหลิงกำลังจะปรากฏขึ้น ถึงเวลานั้นขุมกำลังใหญ่ต่างๆ ล้วนต้องส่งคนเข้าไปด้านใน ได้ยินมาว่าข้างในนั้นมีของวิเศษระดับสูง ตลอดจนเคล็ดวิชาและทักษะการต่อสู้อยู่มากมาย นอกจากนี้ยังมีกระบี่เทพอยู่อีกหนึ่งเล่ม นั่นคือ... กระบี่เทียนโจว”
หนึ่งกระบี่ครองเทียนโจว!
เทียนโจวมีเพียงกระบี่เดียว!
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ พวกของเสิ่นเยียนก็เข้าใจกระจ่าง
แดนลับจักรพรรดิหลิงกำลังจะปรากฏขึ้น เมื่อถึงเวลานั้น ทุกสรรพสิ่งที่เคยเป็นของตระกูลเสิ่นแห่งเทียนโจวจะกลับมาปรากฏบนโลกอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบี่เทพเทียนโจวเล่มนั้น ขุมกำลังใหญ่ต่างๆ ย่อมต้องทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อแย่งชิงมันมา
เรื่องที่แดนลับจักรพรรดิหลิงกำลังจะปรากฏขึ้นนั้นไม่อาจปิดบังได้ ดังนั้นผู้คนแทบทั้งหมดในดินแดนฉางหมิงจึงต่างก็เคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้าง
ทว่าเสิ่นเยียนและเหล่าสหายมุ่งมั่นอยู่กับการบำเพ็ญเพียร จึงยังไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน
จูเก๋อโย่วหลินเองก็เพิ่งได้ยินผู้อาวุโสฉีพูดถึงเมื่อเช้านี้
เผยซู่เอ่ยถามขึ้น
"แดนลับจักรพรรดิหลิงจะปรากฏขึ้นที่ใด?"
จูเก๋อโย่วหลินตอบ
"เรื่องนี้ข้ารู้! อยู่ตรงเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างเหิงโจวกับฮั่นตู"
เสิ่นเยียนช้อนตามอง
"อยากไปหรือไม่?"
เหล่าสหายอาชูร่าต่างก็รู้สึกสนใจในแดนลับจักรพรรดิหลิงแห่งนี้เป็นอย่างมาก คำถามของเสิ่นเยียนประโยคนี้ช่างถามได้ตรงใจพวกเขายิ่งนัก
"อยากไป"