- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 658 : สืบทอดเจตนารมณ์แห่งจักรพรรดิเซียน
บทที่ 658 : สืบทอดเจตนารมณ์แห่งจักรพรรดิเซียน
บทที่ 658 : สืบทอดเจตนารมณ์แห่งจักรพรรดิเซียน
บทที่ 658 : สืบทอดเจตนารมณ์แห่งจักรพรรดิเซียน
แต่เฉินซานซือก็ยังคงมีปัญหาใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่อีกเรื่องหนึ่ง
นั่นก็คือ เขาไม่สามารถสลัดหลุดจากการจับตามองของสำนักหลัวเซียวได้เลย
ไม่ว่าเขาจะย่างกรายไปที่ใด ปรมาจารย์ดาบฟางฝูเหยาก็จะคอยติดตามไปทุกฝีก้าวโดยอ้างว่าเพื่อปกป้องความปลอดภัยของเขา ราวกับตอนที่เขาไปพบกับคนของสำนักสังหารเซียนครั้งก่อน
ไม่ว่าเขาจะทำอะไร ก็มักจะถูกเปิดเผยความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเสมอ
ในขณะที่เขากำลังกลัดกลุ้มอยู่นั้น จู่ๆเขาก็สังเกตเห็นว่าวันนี้บรรยากาศท่ามกลางขุนเขาของสำนักหลัวเซียวดูคึกคักเป็นพิเศษ
ศิษย์จำนวนมากหลั่งไหลออกมาจากทุกสารทิศ แล้วพากันมุ่งหน้าไปยังยอดเขาไท่ชูกันอย่างพร้อมเพรียง
ดูจากท่าทางแล้ว ภายในสำนักน่าจะมีเหตุการณ์สำคัญอะไรบางอย่างเกิดขึ้น
เฉินซานซือกำลังคิดจะสุ่มหาใครสักคนเพื่อสอบถาม แต่แล้วเขาก็เห็นปรมาจารย์ดาบฟางฝูเหยาปรากฏตัวขึ้นข้างกายอย่างเงียบเชียบ
"ศิษย์น้อง"
"ท่านอาจารย์ให้มาตามเจ้าไปพบ"
"หืม?"
เฉินซานซือเดินตามอีกฝ่ายไป จนกระทั่งมาถึงโถงตำหนักใหญ่ของวิหารสวรรค์หลัวเซียวซึ่งตั้งตระหง่านอยู่เหนือจุดสูงสุดของสำนัก
ที่นั่น เขาเห็นติงซิว ปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งเผ่ามนุษย์กำลังยืนอยู่ตรงธรณีประตูของโถงตำหนักทอดสายตามองลงไปยังบรรดาศิษย์ที่กำลังรวมตัวกันอยู่ที่ยอดเขาไท่ชูเบื้องล่างก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"การเดินทางไปยังอาณาจักรลับในครั้งนี้ ข้าจะให้เจ้าในฐานะผู้อาวุโสฝ่ายนอกเป็นผู้นำทีม เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?"
"อาณาจักรลับหรือขอรับ?" เฉินซานซือชะงักไปเล็กน้อย
"ใช่แล้ว"
"ในช่วงไม่กี่ปีมานี้มีคนพบเห็นปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้นบ่อยครั้งบริเวณเส้นทางโบราณหลินเฉวียน จึงมีการคาดเดากันว่า อีกไม่นาน อาณาจักรลับจากยุคบรรพกาลกำลังจะเปิดออก
"หลายวันมานี้ ข้าได้ลองสืบหาข้อมูลดูอย่างละเอียดแล้ว หากคาดเดาไม่ผิดน่าจะเป็นโบราณสถานแห่งหนึ่งของสำนักหลัวเซียวในอดีตที่กำลังจะปรากฏขึ้นที่เส้นทางโบราณหลินเฉวียน"
เฉินซานซือพยักหน้ารับ
จากตำราโบราณที่เขาได้ศึกษามาตลอดหลายปีนี้ เขาพอจะรู้มาบ้างว่าสำนักหลัวเซียวเคยทิ้งตำหนักวิหารเอาไว้มากมาย
รวมถึงที่ตั้งของสำนักในปัจจุบันนี้ก็เป็นสถานที่ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่หลังจากเกิดการจลาจลภายในในยุคบรรพกาลเช่นกัน
"ลองนึกย้อนไปในอดีต"
ติงซิวทอดสายตามองไปยังทะเลหมอกเบื้องหน้า รำลึกความหลัง
"ผู้อาวุโสเหมยเคยสร้างตำหนักชั่วคราวขึ้นที่เส้นทางโบราณหลินเฉวียนเพื่อใช้หลอมสร้างสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่ง
"ภายหลังแม้ว่าตำหนักแห่งนั้นจะพลัดหลงเข้าไปในความว่างเปล่าท่ามกลางความวุ่นวาย และจะปรากฏขึ้นมาเป็นครั้งคราวอย่างไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว แต่ภายในนั้นก็ยังคงเต็มไปด้วยพืชพรรณวิญญาณที่สูญพันธุ์ไปแล้ว
"รวมถึงการสืบทอดวิชาที่ขาดหายไป ดังนั้น ทุกครั้งที่มันปรากฏขึ้น จึงมักจะนำมาซึ่งการแย่งชิงอย่างบ้าคลั่งจากขุมกำลังต่างๆเสมอ"
เฉินซานซือกำลังประมวลผลข้อมูลที่ได้รับ
ในเมื่อตำหนักแห่งนี้เป็นสิ่งที่ท่านผู้อาวุโสเหมยทิ้งเอาไว้ เช่นนั้นแล้วจะมีสมบัติที่เกี่ยวข้องกับท่านผู้อาวุโสเหมยอยู่ข้างในหรือไม่?
อย่างเช่น วิธีการหลอมสร้างวิชา 'หมื่นวิชาล้วนถูกผนึก' หรือแม้กระทั่ง...ตัวท่านผู้อาวุโสเหมยเอง?
"ท่านอาติงท่านพอจะรู้หรือไม่ว่าจักรพรรดิเซียนเหมยได้ทิ้งสมบัติล้ำค่าอันใดไว้ข้างในบ้าง?"
"ก็พอรู้มาบ้าง"
"ของวิเศษจากสวรรค์และโลกนั้นไม่ต้องพูดถึงภายในอาณาจักรลับแห่งนั้น มีสมบัติประจำสำนักชิ้นหนึ่งของสำนักหลัวเซียวในอดีตถูกปิดผนึกเอาไว้มาโดยตลอด
"นอกจากนี้ก็น่าจะมีการสืบทอดวิชาบางส่วนของผู้อาวุโสเหมย และวิธีการหลอมสร้าง 'หมื่นวิชาล้วนถูกผนึก' รวมอยู่ด้วย"
หมื่นวิชาล้วนถูกผนึก!
เมื่อได้ยินคำเหล่านี้ ดวงตาของเฉินซานซือก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
วิชาศักดิ์สิทธิ์นี้...เรียกได้ว่าเป็นวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างไร้ข้อกังขา
หากสามารถใช้วิชานี้ได้ ต่อให้เป็นจักรพรรดิเซียนมายืนอยู่ตรงหน้าก็ยังต้องก้มหัวทำความเคารพหอกมังกรประกายเงินของเขา!
หาก...เขาสามารถหาวิธีหลอมสร้างวิชาศักดิ์สิทธิ์นี้มาครอบครองได้สำเร็จ ในวันข้างหน้า เขาก็ไม่ต้องหวาดกลัวพวกตาแก่ที่ชอบใช้ระดับการบ่มเพาะที่สูงกว่ามาข่มขู่เขาอีกต่อไป!
"ที่ข้าเรียกเจ้ามาเป็นผู้นำทีมในครั้งนี้ แท้จริงแล้วก็เพราะหวังว่าเจ้าจะช่วยนำสมบัติประจำสำนักกลับมาให้ได้ ส่วนของมีค่าอื่นๆที่เจ้าได้มา ก็ถือเป็นของเจ้าทั้งหมด รวมถึงวิธีการหลอมสร้าง 'หมื่นวิชาล้วนถูกผนึก' ด้วย" ติงซิวกล่าวต่อ
​
"ในเมื่ออาณาจักรลับมีของล้ำค่ามากมายปานนี้ ย่อมต้องมียอดฝีมือจากทั่วทุกสารทิศมาร่วมแย่งชิงเป็นแน่ ผู้น้อยในตอนนี้มีระดับการบ่มเพาะเพียงแค่ขอบเขตผสานวิถีเท่านั้น เกรงว่าการเป็นผู้นำทีม อาจจะปกป้องความปลอดภัยของศิษย์ร่วมสำนักได้ไม่ดีพอนะขอรับ" เฉินซานซือแสดงความกังวล
"ที่ข้าให้เจ้าไป ก็เพราะว่าเจ้ามีป้ายคำสั่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่ปรมาจารย์แห่งสำนักหลัวเซียวทิ้งเอาไว้อยู่ในมือต่างหากล่ะ บางทีมันอาจจะมีประโยชน์อย่างคาดไม่ถึงเมื่ออยู่ข้างในนั้นก็ได้"
ติงซิวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
"หรือไม่เจ้าก็เอาป้ายคำสั่งออกมา แล้วข้าจะส่งคนอื่นไปแทนดีไหมล่ะ?"
"..." เฉินซานซือถึงกับพูดไม่ออก
"หึหึ เจ้าเด็กนี่!" ติงซิวส่ายหน้ายิ้มๆก่อนจะพูดต่อ
"เจ้าวางใจเถอะ แม้จะบอกให้เจ้าเป็นผู้นำทีม
แต่ข้าก็จะส่งผู้อาวุโสของสำนักไปคอยช่วยเหลือเจ้าด้วยหลายคน"
หางตาของเฉินซานซือกระตุกเล็กน้อย
ผู้อาวุโสของสำนัก...แค่ระดับปรมาจารย์เซียนก็มีตั้งหลายคนแล้ว
ถ้าให้คนพวกนี้ตามไปด้วย...แล้วเขาจะหาโอกาสไปตามหาศิษย์พี่หญิงกับอาจารย์หญิงได้อย่างไรล่ะ?
"อ้อ จริงสิ" ติงซิวเอ่ยถามขึ้นมา
"ข้าลองคำนวณเวลาดูแล้ว กำหนดการเปิดแท่นทยานสวรรค์จากโลกเบื้องล่างในรอบสามร้อยปีน่าจะใกล้เข้ามาแล้ว ศิษย์พี่หญิงของเจ้า ใกล้จะทะยานขึ้นมาแล้วใช่หรือไม่?"
'ตามแผนเดิมก็ควรจะเป็นเช่นนั้น' เฉินซานซือตอบปัดๆไปว่า
"แต่ข้าขาดการติดต่อกับทวีปตงเซิ่งเสินโจวมาหลายร้อยปีแล้ว จึงไม่รู้ว่าเบื้องล่างมีการเปลี่ยนแปลงอันใดเกิดขึ้นบ้าง โควตาของแท่นทยานสวรรค์นั้นมีจำกัด ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนชิงตัดหน้าไปก่อนแล้วก็ได้ขอรับ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น...ติงซิวก็เงียบไปครู่ใหญ่
ดวงตารูปสามเหลี่ยมคว่ำคู่นั้นจ้องมองศิษย์หลานตรงหน้านิ่งๆ เนิ่นนานกว่าจะเผยรอยยิ้มออกมา
"เด็กโง่เอ๊ย ข้าเคยบอกแล้วไงว่าข้าจะปกป้องศิษย์พี่หญิงของเจ้าให้ปลอดภัยอย่างแน่นอน ทำไมล่ะ หรือจะต้องให้ข้าสาบานต่อวิถีสวรรค์ เจ้าถึงจะยอมเชื่อ?"
"ใช่แล้ว ศิษย์น้อง" ฟางฝูเหยาช่วยเสริม "ข้าสามารถสาบานต่อวิถีสวรรค์แทนท่านอาจารย์ได้ว่าสำนักหลัวเซียวมีทั้งวิธีการและกำลังความสามารถที่จะแยกเมล็ดพันธุ์มารออกมา โดยที่สหายเจียงยังคงปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน"
"ศิษย์พี่เข้าใจผิดแล้ว ข้ามิได้หมายความเช่นนั้นเลย" เฉินซานซือปฏิเสธเสียงแข็ง
"ข้าเพียงแค่ไม่รู้สถานการณ์ของโลกเบื้องล่างจริงๆ ท่านอาติงสามารถส่งราชโองการเซียนลงไปแจ้งแก่ศิษย์พี่หญิง ให้เธอเดินทางมาหาข้าที่สำนักหลัวเซียวด้วยตัวเองหลังจากทะยานขึ้นมาแล้วก็ได้นี่ขอรับ"
มาถึงขั้นนี้แล้ว...
เรื่องของเมล็ดพันธุ์มาร...มันไม่ได้เกี่ยวข้องแค่กับชีวิตของศิษย์พี่หญิงเพียงคนเดียวอีกต่อไป
แต่มันเกี่ยวพันถึงความอยู่รอดของสรรพชีวิตทั่วหล้า และในบรรดาสรรพชีวิตเหล่านั้น ก็รวมถึงตัวเขา และราษฎรแห่งต้าฮั่นด้วย
"ศิษย์น้อง!"
ฟางฝูเหยาดูเหมือนจะเริ่มมีน้ำโห
เขากำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ถูกผู้เป็นอาจารย์ส่งสัญญาณให้เงียบเสียก่อน
"ซานซือ ข้าไม่รู้หรอกนะ ว่าคนของสำนักสังหารเซียนไปพูดเป่าหูอะไรเจ้ามาบ้าง แต่ข้าหวังว่าเจ้าจะรู้จักใช้วิจารณญาณของตัวเองให้เป็น" น้ำเสียงของติงซิวยังคงราบเรียบ
"เรื่องของเมล็ดพันธุ์มาร ไม่ใช่เพื่อสนองความต้องการส่วนตัวของข้าหรือของผู้ใดทั้งสิ้น แต่มันเป็นไปเพื่อเส้นทางเซียนของผู้ฝึกตนทั่วทั้งใต้หล้า และยิ่งไปกว่านั้น คือเพื่อประคับประคองวิถีสวรรค์ที่กำลังสั่นคลอนนี้เอาไว้
"แต่เจ้าวางใจเถอะ ยังมีเวลาอีกยาวไกลกว่าที่วิถีสวรรค์จะพังทลายลง ดังนั้นข้าจะไม่มีวันบังคับให้เจ้าทำในสิ่งที่เจ้าไม่อยากทำเด็ดขาด
"แต่ข้าก็เชื่อมั่น ว่าด้วยสติปัญญาอันเฉลียวฉลาดของเจ้าสักวันหนึ่งเจ้าจะต้องคิดตก และตัดสินใจเลือกหนทางที่ถูกต้องได้อย่างแน่นอน
"เอาล่ะ...วันนี้ข้าเหนื่อยแล้ว
"เจ้าจงตามฝูเหยาลงไปเลือกศิษย์ในสำนักจำนวนหนึ่งเพื่อร่วมเดินทางไปหาประสบการณ์ในครั้งนี้เถอะ อีกสามวันเราจะออกเดินทาง ข้าจะไปส่งพวกเจ้าด้วยตัวเอง"
"ขอรับ ท่านอา"
เฉินซานซือประสานมือคารวะ ก่อนจะเดินตามฟางฝูเหยาออกจากโถงตำหนักไป
หลังจากที่ทั้งสองจากไปแล้ว ภายในโถงตำหนักก็มีเสียงแค่นหัวเราะเย็นชาดังขึ้น
"ไอ้เด็กบ้าคนนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่มีคำพูดไหนเป็นความจริงเลยสักคำ!
“อยู่ที่สำนักหลัวเซียวมาเป็นร้อยๆปี ทำไมถึงยังดูไม่ออกอีกว่าพวกเราจริงใจกับเขาแค่ไหน? ช่างเนรคุณเสียจริง!” ท่านปราชญ์ไท่หัวเดินกระแทกเท้าออกมาด้วยความหงุดหงิด
"ก็เขาต้องดิ้นรนต่อสู้ฝ่าฟันขึ้นมาจากโลกเบื้องล่างนี่นา" ติงซิวเอ่ยเรียบๆ"การที่เขาจะระแวดระวังตัวแจ ก็เป็นเรื่องธรรมดา"
"อืม" ท่านปราชญ์ไท่หัวใจเย็นลงเล็กน้อย "เห็นแก่ที่เขาเป็นผู้สืบทอดของท่านผู้อาวุโสเหมย
ข้าจะไม่ถือสาหาความกับเด็กรุ่นหลังอย่างเขาก็แล้วกัน
"แต่ถึงอย่างไร ก็ต้องหาทางสืบหาเบาะแสของเมล็ดพันธุ์มารให้จงได้
"หลายปีมานี้ ข้าออกเดินทางไปทั่วทั้งสี่ทวีปเซียนด้วยตัวเอง แต่ก็ยังไร้วี่แววของนาง คาดว่านางคงใช้วิธีการบางอย่างปกปิดกลิ่นอายของตัวเองไว้จนมิดชิด"
ติงซิวใช้ไม้เท้าค้ำยันพื้น พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ก็ไม่ต้องรีบร้อนไปนักหรอก นังมารร้ายนั่นมีเมล็ดพันธุ์มารอยู่ในตัว ระดับการบ่มเพาะของนางย่อมสูงขึ้นเรื่อยๆ ช้าเร็วก็ต้องซ่อนตัวไม่มิดอยู่ดี
"การเดินทางไปยังเส้นทางโบราณหลินเฉวียนในครั้งนี้ พวกเจ้าก็คอยจับตาดูให้ดีล่ะ
"ไม่แน่ว่า...นางอาจจะปรากฏตัวในอาณาจักรลับนั้นก็ได้"
"ข้าเข้าใจแล้ว"
"จริงสิ ข่าวลือที่ว่าเฉินซานซือเป็นผู้สืบทอดของท่านผู้อาวุโสเหมย ไม่รู้ว่าหลุดรอดออกไปได้อย่างไร
“ตอนนี้มีคนรู้เรื่องนี้กันเยอะมาก ได้ยินมาว่าแม้แต่เซียวหมิงอี๋ก็เริ่มปรากฏตัวให้เห็นแล้ว ในช่วงนี้โอกาสสูงมากที่เขาจะพุ่งเป้ามาที่ศิษย์หลานของเราคนนี้
"เจ้านี่ ในอดีตก็เคยเป็นหนึ่งในสิบสองเซียนทองคำที่มีชื่อเสียงโด่งดังทัดเทียมกับเจ้า เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านผู้อาวุโสเหมยไปทั่วทุกสารทิศ แต่สุดท้ายกลับตกลงสู่เส้นทางมาร ช่างเป็นความอัปยศของสำนักหลัวเซียวเราเสียจริง
"ยิ่งไปกว่านั้น...ข้าคาดว่าระดับการบ่มเพาะของเขาในช่วงหลายปีมานี้ คงจะรุดหน้าไปไม่น้อย เผลอๆอาจจะก้าวขึ้นสู่ระดับกึ่งจักรพรรดิเทียบเท่ากับเจ้าแล้วก็ได้"
เมื่อเอ่ยถึงบุคคลผู้นี้…ใบหน้าของติงซิวก็ปรากฏแววเคร่งเครียดขึ้นมาในที่สุด แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่าคำว่า "ข้ารู้แล้ว"
...
สามวันต่อมา
กองเรือขบวนใหญ่โตมโหฬาร ค่อยๆลอยตัวขึ้นจากหมู่ขุนเขาของสำนักหลัวเซียว มุ่งหน้าสู่เส้นทางโบราณหลินเฉวียน เพื่อเข้าร่วมการสำรวจอาณาจักรลับในครั้งนี้
และผู้ที่เป็นผู้นำขบวน ย่อมต้องเป็นเฉินซานซืออย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ทว่า ภายในขบวนนั้น กลับมีทั้งท่านปราชญ์ไท่หัว และท่านปราชญ์หานจาง ซึ่งเป็นถึงปรมาจารย์เซียนทั้งสองท่าน
ยังมีปรมาจารย์ดาบฟางฝูเหยา และเติ้งผู่จื่อ ซึ่งเป็นจอมเซียนอีกสองท่าน และสุดท้ายก็ยังมีผู้ฝึกตนระดับผสานวิถีอีกห้าคน ระดับเปลี่ยนแปลงเทวะสิบคน และระดับวิญญาณเเรกเริ่มอีกหลายสิบคนร่วมเดินทางไปด้วย
ขุมกำลังอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรถึงเพียงนี้ แทบจะสามารถกวาดล้างสำนักเซียนกว่าเก้าในสิบส่วนทั่วทั้งสี่ทวีปเซียนได้อย่างสบายๆ
เฉินซานซือสัมผัสได้ถึงความรุ่งโรจน์ของสำนักหลัวเซียวอีกครั้ง
หากต้องเผชิญหน้ากับขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ระดับนี้ ต่อให้เขามีกองทัพมากมายมหาศาลเพียงใดก็ไร้ประโยชน์
สิ่งที่เขาต้องการคือ 'คุณภาพ' และระดับการบ่มเพาะที่ไร้เทียมทานของตัวเขาเองต่างหาก
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้...พลังปราณลี้ลับจากลูกแก้ววิถีสวรรค์ที่ผ่านการวิวัฒนาการมาแล้วถึงสองครั้ง หากนำไปเสริมพลังให้กับคนธรรมดา ก็สามารถทำให้พวกเขามีพลังทำลายล้างเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับเลี่ยนฉีขั้นกลางได้เลยทีเดียว
เผลอแป๊บเดียว...เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปอีกหลายร้อยปีแล้ว
ไม่รู้ว่าตอนนี้โชคชะตาบ้านเมืองของราชวงศ์ต้าฮั่น สะสมไปถึงระดับไหนแล้ว
เฉินตู้เหอ เด็กคนนั้น จะปกครองบ้านเมืองได้ดีหรือไม่นะ?
ราษฎรแห่งต้าฮั่น จะมีความคับแค้นใจต่อราชสำนักบ้างหรือเปล่า?
จนถึงตอนนี้...ราชวงศ์ต้าฮั่น ดำรงอยู่มานานกว่าพันปีแล้ว
ยังคงร่มเย็นเป็นสุขเหมือนเมื่อครั้งเริ่มก่อตั้งหรือไม่?
สุดท้ายแล้ว...เขาก็ยังคงปล่อยวางไม่ได้อยู่ดี
เฉินซานซือแค่นยิ้มเยาะตัวเอง
ชาตินี้เขาคงไม่มีวันบรรลุถึงขั้น "ไร้ความรู้สึก" ได้อย่างแน่นอน
หากมีโอกาส ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องกลับไปดูให้เห็นกับตาตัวเองให้ได้
พอพูดถึงเรื่องนี้...เฉินซานซือก็พลันนึกขึ้นมาได้
ถึงเหตุการณ์ในตอนที่เจียงเยี่ยทะยานขึ้นสู่โลกเบื้องบน
เมล็ดพันธุ์มารผู้นี้ กลับไม่หวาดกลัวต่อกระแสความปั่นป่วนของห้วงมิติเลยแม้แต่น้อย
จะพูดให้ถูกก็คือ เจียงเยี่ยเปรียบเสมือนจุดค้ำยัน ที่สามารถทำให้จุดเชื่อมต่อมิติที่เคยปั่นป่วน กลับมาสงบนิ่งได้อย่างน่าประหลาดใจ
หากคิดตามตรรกะนี้...เขาจะสามารถใช้เมล็ดพันธุ์มารเป็นตัวกลางในการเดินทางไปมาระหว่างโลกเบื้องบนและโลกเบื้องล่างได้อย่างอิสระ
หรือแม้กระทั่ง...นำกองทัพใหญ่ขึ้นมาเบื้องบนได้หรือไม่?
เดี๋ยวก่อนนะ...เฉินซานซือนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เมล็ดพันธุ์มาร เป็นสิ่งที่เซียนจากโลกเบื้องบนเพาะเลี้ยงขึ้น แต่กลับพบว่ามันสามารถใช้รักษาเสถียรภาพของจุดเชื่อมต่อมิติได้
มันจะเกี่ยวข้องกับ 'ประโยชน์ที่แท้จริง' ของเมล็ดพันธุ์มารหรือไม่?
เขานึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันก่อน
มิน่าล่ะ!
มิน่าล่ะ ผู้อาวุโสติงถึงไม่เชื่อคำพูดของเขาเลยแม้แต่น้อย
บางทีสำนักหลัวเซียวอาจจะรู้มาตั้งนานแล้วว่าเมล็ดพันธุ์มารสามารถใช้เดินทางข้ามไปมาระหว่างสองโลกได้อย่างอิสระ!
"ศิษย์หลานเฉิน"
เสียงทุ้มห้าวของใครคนหนึ่งดังขัดจังหวะความคิดของเฉินซานซือ
เขาหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นผู้อาวุโสฝ่ายใน หานจางหยวนจวิน
"อีกสามสิบวัน เราก็จะเดินทางถึงเส้นทางโบราณหลินเฉวียนแล้ว กุญแจของเจ้า...เตรียมมาพร้อมแล้วใช่ไหม?"
"กุญแจหรือขอรับ?" เฉินซานซือลองเดาดู "ท่านอาหานจาง
หมายถึงป้ายคำสั่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดใช่หรือไม่ขอรับ?"
"ถูกต้อง" หานจางหยวนจวินพยักหน้า
"ตำหนักแห่งนี้ ไม่ได้เพิ่งปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก ตลอดหลายหมื่นปีที่ผ่านมา มันมักจะโผล่มาให้เห็นเป็นครั้งคราว อาจจะทุกๆพันปี หรือหลายพันปี
"จากการทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่าของผู้ฝึกตน พบว่าอาณาจักรลับแห่งนี้ มีข้อจำกัดบางอย่างที่คล้ายกับการตรวจสอบสถานะ
“หากต้องการเข้าไปค้นหาสมบัติล้ำค่าภายในนั้น จำเป็นต้องมีป้ายหยกประจำตัวของสำนักหลัวเซียวเสียก่อน
“'ป้ายหยกที่ว่านี้ ครอบคลุมตั้งแต่ป้ายคำสั่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ป้ายคำสั่งผู้บัญชาการทั้งสิบสอง และป้ายประจำตัวผู้อาวุโสของสำนักหลัวเซียวในยุคบรรพกาลทั้งหมด
"เนื่องจากกาลเวลาล่วงเลยมาเนิ่นนาน จึงไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่า
ก่อนที่ตำหนักจะล่มสลายไป ผู้อาวุโสเหมยได้วางค่ายกลหรือข้อห้ามอันใดเอาไว้ข้างในบ้าง
“แต่พวกเราคาดเดากันว่า ป้ายคำสั่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด
น่าจะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่สุด บางทีอาจจะต้องอาศัยมันเพียงอย่างเดียว ถึงจะสามารถผ่านเข้าไปยังพื้นที่แกนกลางของตำหนักได้"
"เป็นเช่นนี้นี่เอง" เฉินซานซือพยักหน้ารับ
ต่อให้ไม่ใช่เพื่อไปที่เส้นทางโบราณหลินเฉวียน เขาก็มีความสนใจในอาณาจักรลับแห่งนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่แน่ว่าข้างในอาจจะมีของวิเศษบางอย่าง ที่ช่วยให้เขาทะลวงเข้าสู่ระดับจอมเซียนได้เร็วขึ้นก็เป็นได้
"ช่วงนี้เส้นทางโบราณหลินเฉวียน มีผู้คนพลุกพล่านและวุ่นวายมาก"
"เมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว ศิษย์หลานเฉินพยายามอย่าเดินเพ่นพ่านไปไหนมาไหนตามลำพังล่ะ ข้ากับศิษย์พี่ไท่หัวจะได้คอยดูแลปกป้องเจ้าได้ทันท่วงที"
"ขอบพระคุณท่านอามากขอรับ"
เฉินซานซือรับคำไปอย่างนั้น
แต่ในใจกลับกำลังครุ่นคิดหาวิธีที่จะตามหาศิษย์พี่หญิงให้พบ
ในขณะที่เขากำลังคิดไม่ตกอยู่นั้น จู่ๆก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากทางด้านหน้าของขบวนเรือ
"ผู้อาวุโสหานจาง!"
ศิษย์คนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงาน
"มีคนมาขวางทางอยู่ข้างหน้าขอรับ"
"ใครกัน?!"
ท่านปราชญ์ไท่หัวตวาดลั่นด้วยความโกรธ
"ใครมันช่างบังอาจมาขวางขบวนเรือของสำนักหลัวเซียว? แล้วพวกเจ้ามันจะไม่ได้เรื่องเกินไปหน่อยหรือไง? ถูกคนแค่คนเดียวขวางไว้เนี่ยนะ?!"
"ผู้มาเยือนไม่ได้บอกชื่อเสียงเรียงนามขอรับ"
ศิษย์คนนั้นตอบตะกุกตะกัก
"แต่ทั่วทั้งร่างของเขากลับแผ่ซ่านไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรง น่าจะเป็นคนของพรรคมาร ยิ่งไปกว่านั้น...ระดับการบ่มเพาะของเขา ดูเหมือนจะก้าวข้ามระดับจอมเซียน และหลุดพ้นเข้าสู่วิถีศักดิ์สิทธิ์ไปแล้วขอรับ!"
"มารศักดิ์สิทธิ์งั้นรึ?"
ท่านปราชญ์ไท่หัวสะบัดแขนเสื้ออย่างไม่แยแส "ศิษย์น้องหานจาง พวกเราออกไปดูหน้ามันหน่อยสิ!"
ลำแสงหลายสายพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า และเพียงชั่วพริบตาเดียว พวกเขาก็ไปยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือรบที่อยู่หน้าสุดของขบวน
เฉินซานซือเองก็รีบตามออกไปติดๆ
เขาเพ่งสายตามองไปเบื้องหน้า
ท่ามกลางท้องฟ้าอันแจ่มใสไร้เมฆหมอก ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งกำลังยืนหยัดอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนก้อนเมฆทมิฬ
ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว เขาน่าจะมีอายุราวๆวัยกลางคน และระดับการบ่มเพาะของเขาก็บรรลุถึงขั้น 'มารศักดิ์สิทธิ์' อันน่าสะพรึงกลัวแล้วจริงๆ
แม้จะอยู่ห่างออกไปนับพันก้าว แต่เฉินซานซือก็ยังสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันหนาวเหน็บเสียดกระดูกที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวอีกฝ่าย
ท่านปราชญ์ไท่หัวที่กำลังโกรธเกรี้ยวเป็นฟืนเป็นไฟ เมื่อเห็นหน้าผู้มาเยือนชัดๆ สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
"เซียวหมิงอี๋?"
"คนผู้นั้นหรือ?"
เฉินซานซือเคยได้ยินกิตติศัพท์ของสิบสองเซียนทองคำผู้โด่งดังมาบ้าง
คนผู้นี้ก็ถือเป็นฟอสซิลที่มีชีวิตของวงการผู้ฝึกตนเช่นกัน เดิมทีเขาเคยเป็นคนของสำนักหลัวเซียว
แต่ภายหลังได้ตกลงสู่เส้นทางมาร และไม่ได้ปรากฏตัวให้ใครเห็นมานานนับพันปีแล้ว
แต่วันนี้ เขากลับมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ และกล้ามาขวางขบวนเรือของพวกเขาอย่างเปิดเผยเสียด้วย
……….