เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 657 : จิตวิญญาณแห่งอาวุธ

บทที่ 657 : จิตวิญญาณแห่งอาวุธ

บทที่ 657 : จิตวิญญาณแห่งอาวุธ


บทที่ 657 : จิตวิญญาณแห่งอาวุธ

"ท่านอาติง" เฉินซานซือเอ่ยปาก

"ขอบคุณท่านอามากขอรับ"

"ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น จะเกรงใจไปทำไม"

"ข้าเห็นเจ้าไล่ตามมาตลอดทาง คงกลัวว่ากูหงอิงจะหนีกลับไปฟ้องที่สำนักเสินเซียวล่ะสิ?" ติงซิวพูดแหย่

เฉินซานซือพยักหน้ายอมรับความจริง

"หึหึ~"

"เด็กโง่เอ๊ย ดูปุ๊บก็รู้เลยว่าตอนฝึกฝนอยู่โลกเบื้องล่างคงลำบากมาไม่น้อยใช่ไหมล่ะ ตีตัวเล็กเดี๋ยวตัวแก่ก็โผล่มา พอฆ่าตัวแก่ก็มีปัญหาใหญ่กว่าตามมาอีกราวกับไม่มีที่สิ้นสุด เจ้าก็เลยอยากจะตัดรากถอนโคนให้สิ้นซากในครั้งเดียวใช่ไหมล่ะ?"

"ท่านอาช่างรอบรู้จริงๆ"

ส่วนใหญ่แล้วเฉินซานซือมักจะตัวคนเดียว เรื่องทำนองนี้เขาเจอมานับไม่ถ้วน

"ต่อไป เจ้าไม่ต้องทำแบบนี้อีกแล้ว" ติงซิวราวกับมองทะลุความคิดของเขา

"ต่อไปใครกล้าแตะต้องเจ้า ก็เท่ากับรนหาที่ตายให้ตาแก่อย่างข้าตามล่า เบื้องหลังของเจ้า...คือสำนักหลัวเซียวทั้งสำนัก!"

พูดจบเขาก็ยกไม้เท้าขึ้น เคาะเบาๆกลางหมู่เมฆ

วินาทีต่อมา...เฉินซานซือก็ตามอีกฝ่ายมาปรากฏตัวอยู่เหนือสำนักเซียนแห่งหนึ่ง

"ครืนนนน——"

ซูหลิวอวิ๋นตกลงมากระแทกหน้าประตูสำนัก ทำให้ป้ายหินขนาดใหญ่ที่สลักคำว่า "สำนักเสินเซียว" พังทลายลงมาเสียงดังสนั่น ทั้งสำนักสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

"ผู้อาวุโสใหญ่?!"

"มีคนลอบทำร้ายผู้อาวุโสใหญ่!"

"มีคนบุกเขา!"

เมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า...สำนักเสินเซียวทั้งสำนักก็ตกอยู่ในความโกลาหลทันที

ผู้ฝึกตนจำนวนมหาศาลหลั่งไหลออกมาจากถ้ำพำนักของตน มารวมตัวกันจัดค่ายกลที่หน้าประตูสำนัก

"บังอาจนัก!

"เดรัจฉานหน้าไหน กล้ามากำเริบเสิบสานถึงหน้าประตูสำนักเสินเซียวของข้า!"

ไป๋หลี่ชิงหยา เจ้าสำนักเสินเซียว ถือดาบบินทะยานออกมาด้วยตัวเอง

แต่เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ร่างกายของเขาก็แข็งทื่อ ไม่กล้าก้าวไปข้างหน้าอีกแม้แต่ก้าวเดียว

เหนือชั้นฟ้าชั้นที่เก้า ชายชรารูปร่างเตี้ยเล็กผู้หนึ่งกำลังยืนถือไม้เท้า ทอดสายตามองลงมายังศิษย์สำนักเสินเซียวนับหมื่นคนเบื้องล่างอย่างเงียบๆ

"ท่านปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ติง?"

ไป๋หลี่ชิงหยาเหลือบมองซูหลิวอวิ๋นที่ได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ

"ท่าน...ท่านเป็นคนทำร้ายศิษย์พี่ของข้าหรือ?"

"ศิษย์น้อง!"

ซูหลิวอวิ๋นที่ได้รับการประคองจากลูกศิษย์ ลุกขึ้นยืนจากซากปรักหักพัง ก่อนจะบอกกล่าว

"เฉินซานซือ...ฆ่าศิษย์น้องกูหงอิงไปแล้ว!"

"อะไรนะ?!" ไป๋หลี่ชิงหยาขมวดคิ้วแน่น

เขามองไปยังผู้ฝึกตนชุดขาวที่ยืนอยู่ด้านหลังปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ พอจะเดาได้คร่าวๆว่าเกิดอะไรขึ้น จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก

"ผู้อาวุโสติง ท่านปกป้องคนของตัวเองแบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยหรือ? ถึงยังไงเขาก็เป็นคนของสำนักหลัวเซียวของท่าน แต่กลับมาฆ่าผู้อาวุโสของสำนักเสินเซียวของข้า!

"ท่านก็น่าจะรู้ ว่าการบ่มเพาะเซียนขอบเขตผสานวิถีสักคน ต้องสูญเสียทรัพยากรไปมากแค่ไหนและต้องใช้เวลาขัดเกลายาวนานเพียงใด!

"ท่าน...ต้องให้คำอธิบายกับพวกเรา!"

"มาขอคำอธิบายจากข้าเนี่ยนะ" ติงซิวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระแทกเสียง "ไอ้หนูอย่างเจ้ายังไม่คู่ควร!"

คำว่า "ไม่คู่ควร" หลุดออกจากปาก พร้อมกับแรงกดดันอันมหาศาลที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้

ศิษย์สำนักเสินเซียวนับหมื่นคนเบื้องล่าง ถึงกับปวดหัวแทบระเบิด ทรุดลงไปกองกับพื้นพร้อมกับเสียงร้องโหยหวน

แม้แต่ไป๋หลี่ชิงหยาและซูหลิวอวิ๋น ก็ยังต้องต้านทานแรงกดดันนี้อย่างยากลำบาก

"พวกเขาไม่คู่ควร แล้วตาแก่อย่างข้าล่ะ คู่ควรหรือไม่?!"

เสียงแหบพร่าทว่าทรงพลังดังขึ้น

วินาทีต่อมาก็เห็นนักพรตชราผมขาวโพลนผู้หนึ่งเหาะทะยานออกมาจากส่วนลึกของสำนักเสินเซียว

เขาคืออวี้เฉิน ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักเสินเซียว ซึ่งอยู่ในระดับปรมาจารย์เซียนเช่นเดียวกัน

"ติงซิว!" เขาตวาดลั่น "ไอ้หนูที่อยู่ข้างหลังเจ้านั่น ตอนแรกก็ฆ่าศิษย์หลานของข้าที่เทือกเขาฝังดาว ต่อมาก็ฆ่าศิษย์เอกของข้าอีกคน ต่อให้เป็นสำนักหลัวเซียว ก็ไม่ควรจะไร้เหตุผลถึงเพียงนี้นะ!"

"ไร้เหตุผลรึ?"

ติงซิวเอ่ยปาก เสียงดังก้องกังวานไปทั่วฟ้าดิน

"วันนั้นที่เทือกเขาฝังดาว ศิษย์หลานของเจ้าคิดจะฆ่าคนชิงสมบัติ จึงถูกเฉินเหลยสังหารต่อมาลูกศิษย์คนโปรดของเจ้า กูหงอิง ก็ยังตามรังควานไม่เลิก ไล่ล่าไปครึ่งค่อนทวีปเซียนหนานหยวน

สุดท้ายฝีมือสู้ไม่ได้จึงตกตายไปเอง

"มาตอนนี้ตาแก่อย่างเจ้ายังคิดจะออกหน้าแทนลูกศิษย์ศิษย์หลานอีก สรุปแล้วใครกันแน่ที่ไร้เหตุผล?"

เสียงของเขาไม่ได้ดังมากนัก แต่กลับดังก้องอยู่ในหัวของทุกคนอย่างชัดเจน

"ผายลม!" อวี้เฉินโต้กลับ

"นั่นมันเป็นแค่คำพูดลอยๆของไอ้เด็กแซ่เฉิน ศิษย์หลานของข้าว่านอนสอนง่ายที่สุด จะไปฆ่าคนชิงทรัพย์ข้างนอกได้อย่างไร!"

"ดี" ติงซิวแค่นหัวเราะเย็นชา

"สหายเต๋าอวี้เฉิน ข้าว่าเจ้าคงจะเก่งกล้าสามารถขึ้นมากสินะ ไม่เจอกันแค่ไม่กี่พันปี ถึงกล้ามาขึ้นเสียงใส่ข้าแบบนี้"

"ติงซิว!"

"เจ้าเก่งก็จริง แต่นั่นมันเรื่องในอดีต ถ้าจำไม่ผิด เจ้าไม่ได้ลงมือประลองกับผู้ฝึกตนระดับเดียวกันมานานนับหมื่นปีแล้วไม่ใช่หรือ? หรือว่าเจ้าไม่กล้า กลัวคนอื่นจะรู้ว่าตอนนี้เจ้ามันก็แค่เสือกระดาษ?!

"ช่างเถอะ ขี้เกียจพูดพล่ามกับเจ้าแล้ว!

"ใครๆก็บอกว่า ต่อให้เป็นปรมาจารย์เซียน หากไม่ก้าวหน้าก็เท่ากับถอยหลัง

"วันนี้ข้าจะขอลองดูหน่อยเถอะ ว่าเจ้ายังเหลือฝีมืออยู่อีกสักเท่าไหร่!"

"ครืนนน——!"

เสียงสั่นสะเทือนต่ำๆที่ยากจะบรรยายดังก้องไปทั่วจักรวาล

เบื้องหน้าฝ่ามือของอวี้เฉิน ปรากฏ "แม่น้ำ" สีเทาขาวขุ่นมัวที่ราวกับตกตะกอนมาตั้งแต่ยุคบรรพกาลไหลทะลักออกมากลางอากาศ

แม่น้ำสายนี้ไร้ต้นกำเนิด และไร้จุดสิ้นสุด มันแผ่ซ่านไอเย็นยะเยือกที่สามารถแช่แข็งวิญญาณและดับสูญทุกสรรพสิ่ง

แม่น้ำกลืนฟ้าบรรพกาล!

แม่น้ำสายนี้ คือสมบัติเซียนที่สร้างขึ้นจากการควบแน่นกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน มันสามารถกลืนกินสิ่งมีชีวิตทุกชนิด และหลอมรวมให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกฎเกณฑ์ได้

แม่น้ำเย็นยะเยือกไหลทะลัก สีเทาขาวแห่งความตายกลืนกินทุกสีสันและทุกชีวิตอย่างเงียบงันและรวดเร็ว ราวกับคลื่นแห่งความตาย!

ติงซิวชูไม้เท้าขึ้น ก่อนจะเคาะลงไปข้างหน้าเบาๆ

"ตึก"

เสียงดังแผ่วเบาราวกับเสียงวางหมากรุกลงบนกระดาน

แม่น้ำกลืนฟ้าบรรพกาลที่กำลังคำรามกึกก้อง จู่ๆก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ราวกับสิ่งมีชีวิตที่ถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคอเอาไว้

"แกรก...เพล้ง!"

เสียงแตกร้าวที่ดังชัดเจนและถี่ยิบดังประสานกัน ราวกับกระจกแก้วที่ถูกค้อนเหล็กทุบรอยร้าวเล็กๆเป็นประกายแผ่ขยายไปทั่วในพริบตา และสุดท้ายก็แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ

"อะไรนะ?"

ใบหน้าของอวี้เฉินปรากฏแววหวาดกลัวที่ไม่อาจปิดบังได้

เมื่อหลายหมื่นปีก่อน เขาเคยเห็นติงซิวประลองกับผู้อื่น มาตอนนี้เขาเองก็อยู่ในระดับปรมาจารย์เซียนแล้ว จึงกล้าที่จะท้าประลองด้วย

แต่เพียงแค่การปะทะกันเพียงครั้งเดียว...ความห่างชั้นระหว่างพวกเขาทั้งสอง ก็ปรากฏชัดเจนราวกับภาพวาด!

"พรวด——"

แรงสะท้อนกลับจากการที่สมบัติเซียนถูกทำลาย ทำให้อวี้เฉินกระอักเลือดคำโต

ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว บัดนี้เหลือเพียงความหวาดหวั่นอย่างสุดซึ้ง!

มิน่าล่ะ หลายปีมานี้ แม้สำนักหลัวเซียวจะไม่มีเซียนตี้แล้ว แต่สำนักเซียนอื่นๆก็ไม่เคยกล้าขัดขืนสำนักหลัวเซียวในเรื่องสำคัญๆเลย

สมแล้วที่เป็นหนึ่งในสิบสองเซียนทองคำที่รอดชีวิตมาตั้งแต่ยุคบรรพกาลจนถึงปัจจุบัน เผลอๆอาจจะได้รับสืบทอดวิชาบางส่วนมาจากเซียนตี้เหมยเซี่ยวด้วยซ้ำ

พวกเขานั้น ห่างชั้นกันเกินไปจริงๆ

"อวี้เฉิน"

ติงซิวไม่ได้ลงมือต่อ แต่จ้องมองเขา ราวกับจักรพรรดิที่กำลังประกาศราชโองการ

"เห็นแก่ที่ข้าเคยเป็นสหายเก่ากับอาจารย์ของเจ้า เรื่องในวันนี้ ข้าจะไม่เอาความอีก

"แต่...หลังจากวันนี้ไป หากพวกเจ้ากล้าหาเรื่องศิษย์หลานซานซือของข้าอีกก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน

"ข้าจะทำลายล้างสำนักเสินเซียว ถล่มประตูสำนักของพวกเจ้าให้ราบคาบ! ดินแดนฮวงจุ้ยดีๆแบบนี้ ถ้าพวกเจ้าไม่อยากได้ก็มีสำนักอื่นรอรับช่วงต่ออีกเพียบ!"

"......"

ใบหน้าชราภาพของอวี้เฉินเต็มไปด้วยความอัปยศอดสู แต่สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงก้มหัวยอมรับต่อหน้าศิษย์นับหมื่นคน

"ท่านปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ติงโปรดวางใจม คำพูดเหล่านี้ นักพรตเฒ่าจดจำไว้แล้ว นับจากนี้ไป สำนักเสินเซียวจะไม่หาเรื่องเฉินซานซืออีกอย่างแน่นอน!"

"อวี้เฉิน อย่าคิดว่าวันนี้ข้ามารังแกคนรุ่นหลังอย่างเจ้านะ ความจริงแล้วข้าช่วยชีวิตพวกเจ้าทั้งสำนักเอาไว้ต่างหาก"

ติงซิวหยิบป้ายหยกชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ โยนลงไปเบื้องล่าง ก่อนจะเอ่ยว่า

"ซานซือ กลับหลัวเซียวกับข้าเถอะ"

พูดจบ...ทั้งสองก็หายตัวไป

…….

"ท่านปรมาจารย์!"

"ท่านอาจารย์!"

หลังจากที่พวกเขาจากไป คนของสำนักเสินเซียวถึงกล้าเข้าไปรวมตัวกันรอบๆอวี้เฉิน

"แยกย้ายกันไปให้หมด!"

อวี้เฉินตวาดไล่ทุกคน ก่อนจะกลายร่างเป็นแสง พุ่งกลับเข้าไปในถ้ำพำนักของตน

หลังจากตั้งสติจากการปะทะเมื่อครู่ได้แล้ว...เขาก็พึมพำด่าทออย่างหัวเสีย

"ไอ้ติงซิวคนนี้ มันก็แค่เต่าล้านปีจากยุคบรรพกาลชัดๆ!"

ลองนึกย้อนไปถึงยุคบรรพกาลสิ...ผู้อาวุโสเหมยและสิบสองเซียนทองคำใต้บังคับบัญชาของเขานั้นยิ่งใหญ่เกรียงไกรเพียงใด?

แต่แล้วภายหลัง...ส่วนใหญ่ก็ไม่วายร่วงหล่นไปทีละคนสองคนไม่ใช่หรือไง?

มีแต่ไอ้ติงซิวคนนี้แหละ ที่ผ่านพ้นเหตุการณ์สำคัญๆมาได้จนรอดชีวิตเป็นคนสุดท้ายและกลายมาเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักหลัวเซียว

ในช่วงเวลาที่เผ่ามนุษย์ไร้ซึ่งมหาจักรพรรดิ เขาก็กลายเป็นปรมาจารย์ปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงของเผ่ามนุษย์

"สิ่งที่เขาให้ข้ามา มันคืออะไรกันแน่?!"

อวี้เฉินชูป้ายหยกขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียดมพบว่าแม้ของชิ้นนี้จะมีระดับสูงส่ง แต่กลับไม่มีประโยชน์ใดๆเลย เพียงแต่ในส่วนลึกของมันมีกลิ่นอายเต๋าแฝงอยู่สายหนึ่ง

ไอ้เต่าเฒ่าติงซิว...ทำให้สำนักเสินเซียวของเขาต้องอับอายขายหน้า แต่กลับบอกว่าช่วยชีวิตเขาไว้

แล้วสุดท้ายก็ทิ้งของชิ้นนี้ไว้ให้ มันหมายความว่ายังไงกันแน่?

หรือว่า...จะเป็นเรื่องนั้น?

ตามที่อวี้เฉินรู้มา...ในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมานี้ สำนักหลัวเซียวได้แอบวางแผนอะไรบางอย่างร่วมกับสำนักเป่ยเฉินและสำนักเซียนใหญ่อีกสองสามแห่ง เขาเคยไปถามไถ่มาแล้ว แต่กลับถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วม

ต่อมา เขาได้ไปสืบถามจากปรมาจารย์เซียนคนหนึ่งที่มีความสนิทสนมกัน

อีกฝ่ายบอกเพียงว่า สำนักเสินเซียวเป็นผู้มีคุณูปการในการปราบปรามกบฏร่วมกับสำนักหลัวเซียวในอดีต หากมีเรื่องดีๆย่อมไม่ลืมสำนักเสินเซียวอย่างแน่นอน

"ก็คือป้ายหยกชิ้นนี้น่ะหรือ? กำลังเล่นลูกไม้อะไรกันอยู่เนี่ย?!"

...

ณ สำนักหลัวเซียว

ระหว่างทางที่เฉินซานซือตามติงซิวกลับมา บังเอิญได้พบกับฟางฝูเหยาที่เพิ่งกลับมาจากการต่อสู้

วันนั้น...ฟางฝูเหยาต่อสู้แบบหนึ่งต่อสอง จนทำให้ท่านผู้เฒ่าเซวี่ยเหอและอีกคนได้รับบาดเจ็บสาหัส เพียงแต่ไม่สามารถสังหารให้สิ้นซากได้ จึงถูกอีกฝ่ายฉวยโอกาสหนีรอดไปได้

ต้องรู้ไว้ก่อนว่า...ท่านผู้เฒ่าเซวี่ยเหอและบรรพบุรุษของเผ่าอีกา ล้วนแต่อยู่ในระดับ "จอมเซียน" ทั้งสิ้น

ผลสุดท้าย แม้จะร่วมมือกัน ก็ยังไม่ใช่คู่มือของฟางฝูเหยาอยู่ดี

เมื่อรวมกับสิ่งที่เขาเพิ่งได้เห็นและได้ยินมาจากสำนักเสินเซียวเมื่อไม่นานนี้...สำนักหลัวเซียว ช่างสมกับเป็นสำนักเซียนอันดับหนึ่งของเผ่ามนุษย์จริงๆ

ดึงใครออกมาสักคน ก็ล้วนแต่ไร้เทียมทานในระดับเดียวกันทั้งนั้น

สำนักหลัวเซียวแข็งแกร่งถึงเพียงนี้...เฉินซานซือเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าสำหรับเขาแล้วมันเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายกันแน่

ก่อนหน้านี้...สำนักหลัวเซียวเคยจับตาดูเขา แถมยังฆ่าคนของสำนักสังหารเซียนไปตั้งมากมาย

แต่ภายหลัง...ติงซิวและฟางฝูเหยาก็ยื่นมือเข้าช่วยชีวิตเขาไว้จริงๆ

อย่างที่สุภาษิตว่าไว้ "ยื่นมือไม่ตีคนยิ้มรับ" เฉินซานซืออยากจะหนีไปจากสำนักหลัวเซียวดื้อๆก็หาข้ออ้างไม่ได้เลย

กุญแจสำคัญของปัญหาทั้งหมด...ยังคงอยู่ที่เมล็ดพันธุ์มาร

มีเพียงต้องสืบหาที่มาของเมล็ดพันธุ์มารให้กระจ่างเท่านั้น จึงจะรู้ได้ว่าสำนักหลัวเซียวต้องการทำอะไรกันแน่ และจะได้แยกแยะได้ว่า เป็นมิตรหรือศัตรู

ในเมื่อมาแล้วก็ต้องอยู่ให้สบายใจ ระยะเวลาที่จะได้พบกับศิษย์พี่หญิงตามที่นัดหมายไว้ยังอีกยาวไกล เขาจึงตัดสินใจใช้ทรัพยากรของสำนักหลัวเซียวให้เป็นประโยชน์

เร่งฝึกฝนอย่างหนัก...เพื่อที่จะได้ทะลวงสู่ระดับจอมเซียนให้ได้โดยเร็วที่สุด

...

เวลาผ่านไปกว่าสองร้อยปีอย่างรวดเร็ว

[เคล็ดวิชา: คัมภีร์มังกร (ขอบเขตผสานวิถี)]

[ความคืบหน้า: 1500/2000]

[...]

จอมเซียนทั่วไป มักจะต้องใช้เวลาฝึกฝนยาวนานถึงสามพันหรือห้าพันปี

แต่เฉินซานซือในฐานะผู้บุกเบิกวิถีนี้ คาดว่าใช้เวลาเพียงห้าร้อยปีก็จะสามารถทะลวงสู่ระดับจอมเซียนได้แล้ว

หลังจากระดับจอมเซียน ก็คือการหลุดพ้นเข้าสู่วิถีศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นปรมาจารย์เซียน

และเหนือกว่าปรมาจารย์เซียน ก็คือมหาจักรพรรดิเซียนตี้ผู้เป็นหนึ่งเดียวไม่มีสอง

การจะบรรลุเป็นเซียนตี้ได้นั้น จึงจะถือว่าเป็นสุดยอดตัวตนที่หาได้ยากยิ่งในรอบหมื่นปีอย่างแท้จริง

โดยไม่รู้ตัว เฉินซานซือก็เข้าใกล้จุดหมายปลายทางของเส้นทางเซียนอันยาวไกลนี้เข้าไปทุกที เขาไม่เคยย่อท้อ ตรงกันข้ามเขากลับขยันหมั่นเพียรยิ่งกว่าตอนที่อยู่โลกมนุษย์เสียอีก

ตลอดระยะเวลาเกือบสามร้อยปีมานี้ เขาเอาแต่เก็บตัวฝึกฝนอย่างน่าเบื่อหน่ายมาโดยตลอด

จนกระทั่งเขามาอยู่ที่สำนักหลัวเซียวได้หลายร้อยปีแล้วก็ยังไม่รู้จักศิษย์ร่วมสำนักส่วนใหญ่เลยด้วยซ้ำ

ไม่เพียงแต่ระดับพลังของเฉินซานซือจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สัตว์เลี้ยงวิญญาณทั้งหลายของเขาก็พากันทะลวงเข้าสู่ระดับแปลงเทวะขั้นกลางทีละตัว หากปล่อยพวกมันลงไปที่โลกมนุษย์ในตอนนี้ พวกมันก็สามารถผงาดเป็นใหญ่ใต้หล้าได้อย่างสบายๆ

หลังจากการเก็บตัวฝึกฝนอันยาวนานนับร้อยปีสิ้นสุดลงอีกครั้ง

เฉินซานซือคำนวณวันเวลาดู ไม่เพียงแต่ใกล้จะถึงเวลาที่เขาควรจะออกไปตามหาเบาะแสของเมล็ดพันธุ์มารแล้ว แต่ยังถึงเวลาที่เขาต้องไปรับหนานกงชิงเหยา ผู้เป็นอาจารย์หญิงอีกด้วย

หลายร้อยปีผ่านไป แท่นรับขึ้นสวรรค์ที่นี่กำลังจะเปิดออกในไม่ช้า

ตามกำหนดการเดิม...คนที่น่าจะทะยานขึ้นมาในครั้งนี้ ก็คือหนานกงชิงเหยา

เฉินซานซือเปิดประตูถ้ำพำนัก เนื่องจากถูกปิดตายมานาน ฝุ่นควันจึงร่วงหล่นลงมาจากช่องประตู

แสงแดดที่ห่างหายไปนานสาดส่องลงมา ทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที

เขาเดินทางไปยัง "ยอดเขาลิ่วเหอ" ซึ่งเป็นสถานที่รับผิดชอบด้านการหลอมอาวุธของสำนักหลัวเซียวก่อนเป็นอันดับแรก

การต่อสู้กับกูหงอิงเมื่อครั้งก่อน เนื่องจากอาวุธของเขาระดับต่ำเกินไป จึงเกือบจะทำให้จิตวิญญาณของอีกฝ่ายหนีรอดไปได้อย่างหวุดหวิด

ในช่วงหลายร้อยปีมานี้ เฉินซานซือได้รวบรวมวัสดุชั้นยอดด้วยตัวเอง แล้วนำมาที่ยอดเขาลิ่วเหอเพื่อขอให้ผู้อาวุโสระดับผสานวิถีเต๋าช่วยหลอมตีและยกระดับอาวุธให้

ไม่ใช่แค่หอกมังกรประกายเงินเท่านั้น แต่เฉินซานซือยังอยากจะหลอมรวมส่วนที่สามารถควบแน่นโชคชะตาของดาบหลงหยวนเข้ากับดาบไท่อาด้วย

แต่เมื่อเขามารับดาบ ผู้อาวุโสแห่งยอดเขาลิ่วเหอกลับบอกเขาว่า ไม่สามารถทำได้

"วิชาหลอมรวมโชคชะตานั้น ต้องอาศัยทั้งจังหวะเวลา สถานที่ และตัวบุคคล ข้าไม่สามารถทำได้จริงๆ หวังว่าเจ้าจะไปหาผู้เชี่ยวชาญคนอื่นมาช่วยเถอะ"

เฉินซานซือรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ยังขอบคุณอีกฝ่ายที่ช่วยเหลือ

หลังจากผ่านการหลอมด้วยปราณกำเนิดแล้ว หอกมังกรประกายเงินก็ได้กลายเป็นสมบัติวิเศษกำเนิดอย่างเป็นทางการ

เมื่อเขากุมมันไว้ในมืออีกครั้ง เขาก็สัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณที่แฝงอยู่ภายในทันที

นี่คือจิตวิญญาณแห่งหอก!

หอกยาวเล่มนี้ ผ่านการกรำศึกและอยู่เคียงข้างเขามากว่าพันปี ในที่สุดก็ก่อกำเนิดจิตวิญญาณที่แท้จริงขึ้นมาได้

มันไม่ใช่วัตถุที่ตายแล้วอีกต่อไป แต่เป็นอาวุธที่มีชีวิต

"วิ้ง——"

แสงวิญญาณสายหนึ่งพวยพุ่งออกมาจากหอกยาว เมื่อปรากฏขึ้นกลางอากาศ มันก็ค่อยๆก่อตัวเป็นรูปร่างมนุษย์

เมื่อมองดูให้ชัดเจน...ก็พบว่าเป็นหญิงสาวในชุดกระโปรงสีแดง ใบหน้าแฝงไปด้วยความห้าวหาญ

"สไตล์นี้มัน..."

เฉินซานซือถึงกับเหม่อลอยไปชั่วขณะ เกือบจะคิดว่าตนเองได้เห็นศิษย์พี่หญิงซุนหลีอีกครั้ง แต่เมื่อมองดูดีๆก็จะพบว่า เป็นเพียงแค่บุคลิกที่คล้ายคลึงกันเท่านั้น

หญิงสาวประสานมือคารวะ "คารวะนายท่าน"

"อืม"

เฉินซานซือครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

"ต่อไปนี้ เรียกเจ้าว่าต้วนหนีก็แล้วกัน"

"ขอบคุณนายท่านที่ประทานชื่อให้!"

จิตวิญญาณแห่งหอกตอบรับอย่างฉะฉาน

เฉินซานซือชักดาบไท่อาออกมาบ้าง แต่จิตวิญญาณแห่งดาบที่อยู่ภายในก็ยังคงเหมือนเดิมคือไม่ยอมปรากฏตัวออกมาพบเขา

เขาส่ายหน้า คาดว่าคงต้องรอให้เขากลายเป็นจอมเซียนวิถียุทธ์เสียก่อนถึงจะสามารถปราบมันได้อย่างราบคาบและดึงพลังที่แท้จริงของมันออกมาได้

จัดการธุระจิปาถะเสร็จสิ้นแล้ว ต่อไปก็ถึงเวลาจัดการเรื่องสำคัญเสียที

ไปรับอาจารย์หญิง และตามหาเบาะแสของเมล็ดพันธุ์มาร

……………..

จบบทที่ บทที่ 657 : จิตวิญญาณแห่งอาวุธ

คัดลอกลิงก์แล้ว