- หน้าแรก
- ยอดองค์ชายจอมกะล่อน สะเทือนบัลลังก์จักรพรรดิ
- บทที่ 2 หงายไพ่คุย
บทที่ 2 หงายไพ่คุย
บทที่ 2 หงายไพ่คุย
"แค่เจ้าไม่มากวนโมโหข้าก็พอแล้ว" หลี่ซื่อหมินเงยหน้าขึ้นมองหลี่เค่อพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ
ทว่าแม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ลึกๆ แล้วหลี่ซื่อหมินกลับรู้สึกพึงพอใจมาก ถึงแม้หลี่เค่อจะดื้อรั้นไปบ้างและมีนิสัยใจคอคล้ายคลึงกับพวกขุนศึกอย่างเฉิงเย่าจินและอวี้ฉือกง แต่ความจริงใจใสซื่อของเขาก็ทำให้หลี่ซื่อหมินซาบซึ้งใจในบางครั้ง
ในฐานะฮ่องเต้ผู้ก่อเหตุการณ์ประตูเสวียนอู่ แท้จริงแล้วภายในใจของหลี่ซื่อหมินนั้นหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง เกรงว่าลูกหลานของตนจะเจริญรอยตาม ดังนั้น ลึกๆ แล้วเขาจึงให้ความสำคัญกับสายใยครอบครัวอย่างแท้จริง ทว่าในฐานะโอรสสวรรค์ เขาก็จำต้องรักษาความน่าเกรงขามเอาไว้
และนอกจากตอนที่ยังเป็นเด็ก ก็แทบจะไม่มีโอรสธิดาคนใดกล้าเปิดเผยและทำตัวตามสบายต่อหน้าเขา ดังนั้นความรักความผูกพันฉันท์ครอบครัวที่เขาปรารถนาจะได้สัมผัสจึงกลายเป็นสิ่งที่ห่างไกลเหลือเกิน
มีเพียงหลี่เค่อที่ตรงไปตรงมา คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้นโดยไม่ปิดบังสิ่งใดต่อหน้าผู้เป็นบิดา มิหนำซ้ำเวลาต้องการความช่วยเหลือ เขาก็ยังกล้าบากหน้ามาขออย่างตรงไปตรงมา ซึ่งนั่นไปกระตุกจุดที่อ่อนโยนที่สุดในใจของหลี่ซื่อหมินเข้าอย่างจัง
ท้ายที่สุดแล้ว ระหว่างพ่อกับลูกก็ไม่ควรมีพิธีรีตองอะไรให้มากความ
ด้วยเหตุนี้ แม้ภายนอกจะดูรำคาญใจ ทว่าการได้พูดคุยกับหลี่เค่อกลับเป็นช่วงเวลาที่เขารู้สึกผ่อนคลายที่สุด ผ่อนคลายยิ่งกว่าตอนที่อยู่กับฮองเฮาจ่างซุนเสียอีก
เว้นแต่เพียงเรื่องเดียว... ตราบใดที่เจ้าเด็กแสบนี่ไม่มากวนโมโหเขาล่ะก็นะ!
"ฮี่ๆ งั้นก็แปลว่าวันนี้ท่านพ่ออารมณ์ดีใช่ไหม" หลี่เค่อถามพร้อมกับฉีกยิ้ม
"เจ้าต้องการอะไร! ไปทำเรื่องอะไรมาอีกแล้วใช่ไหม!" หลี่ซื่อหมินตื่นตัวขึ้นมาทันที
"ในสายตาท่าน ข้ามีดีแต่สร้างเรื่องหรือไง" หลี่เค่อรู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง
"แล้วมันไม่ใช่หรือไง เจ้าลองพูดมาสิ ตั้งแต่ตอนที่เจ้าอายุแปดเก้าขวบ ก็มีแต่คนมาฟ้องเรื่องเจ้าไม่เว้นแต่ละวัน ข้ายังรำคาญไม่พออีกหรือ สักวันข้าคงถูกเจ้ากวนจนอายุสั้นแน่ๆ!" หลี่ซื่อหมินปรายตามองเขา เจ้าไม่มีความตระหนักรู้ในตัวเองบ้างเลยหรือไง
"อะแฮ่ม... นั่นมันตอนที่ข้ายังเด็กและขาดความยั้งคิดต่างหากล่ะ ตอนนี้ข้าโตแล้วนะ ที่ข้ามาหาท่านวันนี้ก็เพราะมีเรื่องอยากขอร้อง" หลี่เค่อกระแอมไอแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องทันที หากข้าไม่ทำวีรกรรมพวกนั้น ข้าจะได้มานั่งคุยกับท่านสบายๆ แบบนี้หรือไง
"เรื่องอะไร ว่ามาให้ข้าฟังก่อน" หลี่ซื่อหมินยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติงดุจขุนเขา กับเจ้าเด็กนี่ จะไปรับปากก่อนไม่ได้เด็ดขาด ถ้ารับปากไปก่อน ใครจะไปรู้ว่ามีอะไรรออยู่
"ข้าอยากไปรับตำแหน่ง!" หลี่เค่อหงายไพ่บอกจุดประสงค์ตรงๆ
"รับตำแหน่ง? ตำแหน่งอะไร? หืม? เจ้าหมายถึงที่อี้โจวงั้นรึ?" หลี่ซื่อหมินชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็เข้าใจได้ในทันที
"ใช่!" หลี่เค่อพยักหน้าอย่างหนักแน่น
"ทำไมจู่ๆ ถึงนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้" หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้วมองหลี่เค่อ ด้วยสงสัยว่าเจ้าเด็กนี่กำลังมีแผนอะไรซ่อนอยู่อีกหรือเปล่า มิเช่นนั้นทำไมจู่ๆ ถึงอยากไปรับตำแหน่ง? ลองไปถามองค์ชายคนไหนดูสิ ใครบ้างอยากจะไปรับตำแหน่งหัวเมือง? อยู่แต่ในเมืองฉางอันไม่สบายกว่าหรือไง
"จู่ๆ ที่ไหนกัน ข้าคิดเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว ข้าแค่ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างรัชทายาทกับพี่สี่ มันน่ารำคาญจะตาย" หลี่เค่อพูดออกไปตรงๆ บางเรื่องพูดกันตามตรงเลยจะดีกว่า เพียงแค่คนอื่นไม่กล้าพูดเท่านั้น แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลี่เค่อจับอารมณ์และนิสัยของหลี่ซื่อหมินได้ทะลุปรุโปร่งแล้ว
ตามประวัติศาสตร์ รัชทายาทจะก่อกบฏในปีที่สิบเจ็ดแห่งรัชศกเจินกวน แต่ในความเป็นจริง รัชทายาทถูกบีบบังคับ เขาไม่เคยมีความคิดที่จะก่อกบฏเลย สาเหตุหลักมาจากท่าทีที่เปลี่ยนไปของหลี่ซื่อหมิน ประกอบกับความจริงที่ว่ารัชทายาทนั้นมีขาพิการ
แม้กบฏจะเกิดขึ้นในรัชศกเจินกวนปีที่สิบเจ็ด แต่หลี่ซื่อหมินได้ค่อยๆ หยิบยื่นความหวังที่จะได้เป็นรัชทายาทให้กับหลี่ไท่มาก่อนหน้านี้นานแล้ว อย่างน้อยก็ในช่วงรัชศกเจินกวนปีที่เก้าที่มีสัญญาณเรื่องนี้ปรากฏให้เห็น และความขัดแย้งระหว่างรัชทายาทกับหลี่ไท่ก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ในรัชศกเจินกวนปีที่ห้า หก และแปด หลี่ไท่ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะยังไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ แต่นี่ไม่ใช่การสะท้อนให้เห็นถึงความในใจของหลี่ซื่อหมินหรอกหรือ?
ในปีหน้า หลี่ไท่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นเว่ยอ๋องอีก ลองจินตนาการถึงความกดดันทางจิตใจที่รัชทายาทต้องเผชิญดูสิ
ตำแหน่งรัชทายาทไม่ใช่สิ่งที่จะรักษากันไว้ได้ง่ายๆ ดังนั้น ใครอยากจะเป็นไอ้ฮ่องเต้บ้าบอนี่ ก็เป็นไปเถอะ
"เจ้าไปได้ยินอะไรมา" หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้ว
"ข้าต้องไปได้ยินอะไรด้วยหรือ ท่านพ่อ ระหว่างพ่อลูกอย่างเราไม่มีอะไรที่พูดกันไม่ได้อยู่แล้ว ข้าจะพูดตรงๆ เลยนะ ไม่ใช่เรื่องของรัชทายาทหรอกหรือ? ข่าวลือแพร่สะพัดมาหลายวันแล้วว่าท่านวางแผนจะปลดรัชทายาทและตั้งหลี่ไท่เป็นรัชทายาทแทน ข้าไม่เชื่อหรอกว่าท่านจะไม่รู้เรื่องนี้" หลี่เค่อพูดอย่างกล้าหาญ
"ปัง!" หลี่ซื่อหมินตบโต๊ะด้วยความโกรธจัดและผุดลุกขึ้น "เหลวไหล! บอกข้ามา! ใครส่งเจ้ามาที่นี่!"
หากเป็นพี่น้องคนอื่นๆ ของหลี่เค่อ คงตกใจกลัวจนลนลานไปแล้ว แต่ตลอดแปดปีที่ผ่านมา หลี่เค่อเข้าใจอารมณ์ของหลี่ซื่อหมินดี หากเป็นขุนนาง หลี่ซื่อหมินอาจจะสั่งประหารด้วยความโกรธไปแล้วจริงๆ —แม้ว่าในความเป็นจริง หากเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็คงจะไม่โดนหรอก
แต่ถ้าเป็นลูกชายของตนเองล่ะก็ เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด อันที่จริง หลี่เค่อรู้สึกว่าหลี่ซื่อหมินก็แค่แกล้งทำเป็นโกรธไปอย่างนั้นเอง
"โธ่ ท่านพ่อ อย่าโมโหไปเลย ท่านโกรธข้ามาตั้งไม่รู้กี่ครั้งแล้วตั้งแต่ข้ายังเด็ก นอกจากขู่ข้าให้กลัวแล้วท่านทำอะไรได้อีก ข้าพูดผิดตรงไหน ถ้าท่านต้องการ ท่านจะสั่งโบยข้าสักยี่สิบไม้เพื่อระบายอารมณ์ก็ได้นะ" หลี่เค่อยักไหล่
หลี่ซื่อหมิน "..."
ความโกรธที่อุตส่าห์เค้นขึ้นมามลายหายไปในพริบตา ตลอดหลายปีที่ผ่านมา... เขาถูกหลี่เค่อบั่นทอนจนชินชาเสียแล้ว ภาพลักษณ์ของเจ้าเด็กนี่มันฝังหัวเขาไปตั้งนานแล้ว
"มีอะไรจะพูดก็พูดมา! มีตดก็รีบตดออกมาซะ!" หลี่ซื่อหมินนั่งลงตามเดิมด้วยความหงุดหงิด
อย่าคิดว่าหลี่ซื่อหมินสบถไม่เป็น ความจริงแล้วเขาเคยนำทัพออกศึก การที่พวกทหารจะด่าทอกันหยาบคายนั้นเป็นเรื่องธรรมดามาก เวลาหลี่ซื่อหมินอยู่กับเฉิงเย่าจินและอวี้ฉือกง คำพูดคำจาของเขาหยาบกระด้างกว่านี้เยอะ
"ไม่มีอะไรมาก ข้าก็แค่อยากไปรับตำแหน่งที่อี้โจว จะได้ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายพวกนี้ ข้าจะเป็นอ๋องเจ้าสำราญของข้าไป" หลี่เค่อยักไหล่
"เจ้านี่มัน! ไม่มีความทะเยอทะยานบ้างเลยหรือไง!" หลี่ซื่อหมินแทบจะบ้าตายเพราะหลี่เค่อ! นี่เจ้ามาหาข้าเพื่อขอเป็นอ๋องเจ้าสำราญเนี่ยนะ?!
"ท่านพ่อ เรามาพูดกันตามตรงประสาคนในครอบครัวเถอะ ลืมเรื่องที่ว่าข้าจะมีความทะเยอทะยานหรือไม่ไปซะ แล้วก็ลืมเรื่องที่ว่าตอนนี้รัชทายาทยังคงเป็นรัชทายาทอยู่ไปก่อน ต่อให้ท่านจะปลดรัชทายาทจริงๆ ข้าจะมีโอกาสงั้นหรือ" หลี่เค่อเมินเฉยต่อสีหน้าของหลี่ซื่อหมินที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย แล้วพูดต่อไปอย่างสบายๆ "ในเมื่อข้าไม่มีโอกาส แน่นอนว่าข้าย่อมอยากเป็นอ๋องเจ้าสำราญ 'ยามชีวามีสุขจงเสพสันต์ อย่าปล่อยจอกทองว่างเปล่าใต้เงาจันทร์!'"
ช่างเป็นวรรคทองที่ยอดเยี่ยมอะไรเช่นนี้—'ยามชีวามีสุขจงเสพสันต์ อย่าปล่อยจอกทองว่างเปล่าใต้เงาจันทร์!' หลี่ซื่อหมินถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่งกับบทกวีนี้
ฉางหลินซึ่งยืนคอยปรนนิบัติรับใช้อยู่เบื้องหลังหลี่ซื่อหมินไม่ไกลนักกำลังเหงื่อตก ในฐานะขันทีคนสนิทและเป็นที่ไว้วางใจของหลี่ซื่อหมิน ฉางหลินถือว่าเป็นผู้ที่มีจิตใจแข็งแกร่งและผ่านโลกมามาก
แต่ทุกครั้งที่องค์ชายสู่เสด็จมา คำพูดของพระองค์ก็ทำเอาฉางหลินใจเต้นรัวด้วยความหวาดผวา... สาเหตุหลักก็เพราะองค์ชายสู่ทรงใจกล้าบ้าบิ่นเกินไป กล้าตรัสทุกอย่างที่ขวางหน้า
หากเป็นคนอื่นกล้าพูดจาเช่นนี้ต่อหน้าหลี่ซื่อหมินล่ะก็ คงเป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยนจริงๆ แต่สำหรับองค์ชายสู่... ฉางหลินทำได้เพียงถอนหายใจอย่างขมขื่น องค์ชายผู้นี้แลกความกล้ามาด้วยการถูกโบย การถูกกักบริเวณ และการถูกหักเบี้ยหวัดมานับครั้งไม่ถ้วน... คนอื่นน่ะหรือ... ไม่มีใครใจกล้าพอหรอก!