- หน้าแรก
- เร้นกายสร้างตระกูลสวรรค์
- บทที่ 58 ความภาคภูมิใจ
บทที่ 58 ความภาคภูมิใจ
บทที่ 58 ความภาคภูมิใจ
บทที่ 58 ความภาคภูมิใจ
ก่อนจะเดินทางกลับหมู่บ้านหลิงซี เฉินลี่ได้แวะไปหาบุตรชายทั้งสองคนที่สำนักยุทธ์
ในช่วงสี่เดือนที่กลับมายังสำนักยุทธ์ เฉินโส่วเหิงได้ดูดซับพลังยาที่หลงเหลืออยู่ของหัวใจโพธิโลหิตมังกรจนหมดสิ้น และสามารถก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมโลหิตระดับสูงได้สำเร็จ
“ท่านพ่อ”
เมื่อเฉินโส่วเหิงเห็นบิดา เขาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยว่า “ท่านอาจารย์อยากให้ข้าติดตามกองกำลังไปปราบโจรที่แม่น้ำลี่สุ่ย บอกว่า... เพื่อเป็นการฝึกฝนฝีมือ”
เขาลอบสังเกตท่าทีของบิดาอย่างระมัดระวัง เพราะเกรงว่าจะถูกคัดค้าน จึงรีบเสริมว่า “ท่านอาจารย์กล่าวว่า การประลองภายในสำนักยุทธ์ไม่อาจขัดเกลาฝีมือที่แท้จริงได้ ต้องได้เห็นเลือดจริงๆ ถึงจะนับว่าเป็นการเติบโต”
“ไปเถอะ ระมัดระวังตัวให้มากในทุกย่างก้าว ฟังให้มาก ดูให้มาก แต่จงลงมือให้น้อย อย่ากระทำการใดตามอารมณ์ชั่ววูบเด็ดขาด”
เฉินลี่ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าเห็นชอบ แต่ก็ไม่ลืมกำชับ “หากมีอันตรายก็จงหลบเลี่ยง อย่าหุนหันพลันแล่น หลีกหนีได้ก็จงหนีไปก่อน แล้วค่อยลงมือเมื่อมั่นใจว่าสถานการณ์อยู่ในกำมือ”
การปราบโจรนั้นย่อมแฝงไปด้วยภยันตราย แต่บุปผาในเรือนกระจกย่อมไม่อาจเติบโตแข็งแรงได้ หากไม่ผ่านพ้นลมฝนเสียก่อน
การที่โส่วเหิงได้ออกไปเผชิญโลกภายนอกบ้าง ก็นับว่าเป็นเรื่องดี
ก่อนจากไป เฉินลี่ยังคงไม่วางใจ จึงกล่าวเสริมว่า “หลายปีก่อน ข้าเคยทำของเล่นชิ้นเล็กๆ สำหรับป้องกันตัวไว้ชิ้นหนึ่ง อานุภาพของมันก็นับว่าใช้ได้ แม้สำหรับผู้ที่มีตบะขั้นหลอมโลหิตอาจไม่มีผลมากนัก แต่สำหรับพวกโจรที่มีฝีมือธรรมดา น่าจะมีผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ ข้ากลับไปแล้วจะส่งคนนำมันมาให้ จำไว้ว่า หากไม่ถึงคราวคับขันถึงแก่ชีวิต ห้ามนำวัตถุนี้ออกมาใช้เด็ดขาด”
“ขอบคุณท่านพ่อขอรับ”
เมื่อสัมผัสได้ถึงความห่วงใยและความรักของบิดา หัวใจของเฉินโส่วเหิงก็อุ่นวาบ ปลายจมูกร้อนผ่าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
…
ณ สำนักยุทธ์ข้าวซาน
ที่มุมหนึ่งของลานบ้าน
เฉินโส่วเย่นั่งเปลือยท่อนบนอยู่บนม้านั่งหินใต้ร่มไม้
ข้างกายเขามีหญิงสาวอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี กำลังทายาให้เขาอย่างละเอียดลออ
หญิงสาวผู้นี้มีดวงหน้างดงามหมดจด แววตาเจือไปด้วยความสงบนิ่งและอ่อนโยนตามแบบฉบับผู้มีการศึกษา ซึ่งดูไม่เข้ากับบรรยากาศอันดุดันของสำนักยุทธ์เลยแม้แต่น้อย
เฉินลี่ยืนห่างจากคนทั้งคู่พอสมควร แต่ด้วยจิตสัมผัสที่เฉียบแหลมและพลังปราณที่เปี่ยมล้นในโสตประสาท ทำให้เขาได้ยินบทสนทนาของทั้งสองอย่างชัดเจน
น้ำเสียงของหญิงสาวเจือด้วยความตำหนิเล็กน้อย “เจ้าออกแรงเกินตัวอีกแล้ว ท่านพ่อเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา เหตุใดเจ้าถึงไม่ฟังบ้าง?”
“ไม่เป็นไรขอรับ” เฉินโส่วเย่ก้มหน้าลงเล็กน้อย ตอบกลับด้วยน้ำเสียงอู้อี้
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร...” หญิงสาวบ่นพึมพำ “ข้าว่าเจ้าบาดเจ็บลึกถึงเส้นเอ็นและกระดูกแล้ว เช่นนี้จะฝึกวิชาต่อไปได้อย่างไร? ท่านพ่อกำชับนักหนาว่าระดับขั้นหลอมไขกระดูกนั้น ไม่เพียงแต่ต้องรู้วิธีฝึก แต่ยังต้องรู้วิธีบำรุงด้วย ไม่รู้ว่าเจ้าได้ฟังเข้าไปบ้างหรือไม่”
เฉินโส่วเย่ดูเหมือนจะถูกต้อนจนอายเล็กน้อย เขาจึงกล่าวตะกุกตะกักว่า “ศิษย์พี่หญิงสั่งสอนได้ถูกต้องแล้วขอรับ”
แสงแดดรำไรสอดประสานผ่านช่องว่างของใบไม้ สาดส่องลงบนดวงตาที่ก้มต่ำและปลายนิ้วที่จดจ่อของหญิงสาวอย่างนุ่มนวล ทั้งยังตกลงบนแผ่นหลังที่เกร็งแน่นและใบหูที่แดงระเรื่อของเขา
เฉินลี่หยุดยืนนิ่งอยู่เงียบๆ ไม่คิดจะเข้าไปรบกวนช่วงเวลานั้น
จนกระทั่งหญิงสาวผู้นั้นเดินจากไป เขาจึงค่อยๆ ก้าวเข้าไปหา
“โส่วเย่”
เฉินลี่เรียกชื่อบุตรชายด้วยน้ำเสียงสดใส
เมื่อเฉินโส่วเย่ได้ยินเสียงบิดา เขาก็เงยหน้าขึ้นและรีบลุกยืนทันที “ท่านพ่อ ท่านมาได้อย่างไรขอรับ?”
“ข้าแวะมาส่งข้าวพอดี เลยถือโอกาสมาดูเจ้าด้วย” เฉินลี่ถามพลางยิ้มหยัน “แม่นางเมื่อครู่นี้คือใครรึ?”
บนใบหน้าของเฉินโส่วเย่ปรากฏร่องรอยของความกระอักกระอ่วน เขาหลบสายตาบิดาโดยไม่รู้ตัว “นางเป็นลูกสาวคนเล็กของท่านอาจารย์ นามว่าหลี่จิ่นหรูขอรับ”
“ลูกสาวของเจ้าสำนักหลี่รึ?” เฉินลี่หัวเราะฮ่าๆ “นางฝึกยุทธ์ด้วยหรือเปล่า?”
เสียงของเฉินโส่วเย่เบาลงกว่าเดิม “ไม่ขอรับ นางศึกษาวิชาแพทย์กับท่านตาของนาง”
“เช่นนั้นก็ดี”
เฉินลี่มองท่าทีของบุตรชายที่ราวกับเป็นคนละคนกับปกติ ในใจเขาก็เข้าใจเรื่องราวได้แจ่มแจ้ง
แววตาของเขามีรอยยิ้มพาดผ่าน ขณะจ้องมองบุตรชายคนที่สองแล้วถามเย้าว่า “แล้วเจ้าว่านางเป็นอย่างไรบ้างเล่า?”
ใบหน้าของเฉินโส่วเย่แดงซ่านขึ้นมาทันที เขามีท่าทีประหม่า เม้มปากแล้วเอ่ยเสียงเบา “ศิษย์พี่หญิง... นาง... นางย่อมเป็นคนดีอย่างยิ่งขอรับ”
เมื่อเห็นบุตรชายเป็นเช่นนี้ เฉินลี่ก็เลิกแกล้งเขา เขาตบไหล่ข้างที่ไม่บาดเจ็บของโส่วเย่ซึ่งสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งและทรงพลัง แล้วถามเข้าเรื่อง “วิชาฝึกฝนรุดหน้าไปถึงไหนแล้ว?”
เฉินโส่วเย่ตอบตามความจริง “ขั้นหลอมไขกระดูกระดับต่ำ ยังคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะก้าวไปถึงระดับสูงได้”
“แล้วเคล็ดวิชาอจลวิทยราชคงกระพันล่ะ?” เฉินลี่ถามย้ำ
เฉินโส่วเย่เผยสีหน้าหงุดหงิดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ยังไม่อาจสัมผัสถึงปราณได้เลยแม้แต่น้อยขอรับ”
เฉินลี่พพยักหน้ารับรู้ การเริ่มต้นฝึกฝนเคล็ดวิชาพลังปราณภายในนั้นยากเย็นแสนเข็ญ ย่อมเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
โส่วเยว่ที่เดินสายวิชาภายใน ฝึกฝนมาปีครึ่งแล้วก็ยังไม่อาจเริ่มต้นได้จริงจัง ยิ่งไปกว่านั้น วิชาหลักของเฉินโส่วเย่คือพิงผาเหล็ก ซึ่งเน้นพละกำลังภายนอกเป็นหลัก
เขายื่นห่อที่บรรจุยาเม็ดเก้าหวนคืนแก่นแท้ไขกระดูกและตำรับยาขี้ผึ้งวัชระหลอมกระดูกให้บุตรชาย พร้อมเตือนว่า “ไม่ต้องประหยัด หากหมดแล้วก็จงกลับไปเอาที่บ้าน บ้านเราไม่ได้ขาดแคลนเงินทองสำหรับสิ่งเหล่านี้”
ในฐานะบิดา เฉินลี่รู้ดีว่าเฉินโส่วเย่ต่างจากเฉินโส่วเหิง รายนั้นหากเห็นของดีอะไรย่อมตาโตและร้องขอทันที
แต่เฉินโส่วเย่จะไม่มีวันเอ่ยปาก ต่อให้ในใจปรารถนาเพียงใด เขาก็มักจะเลือกพยายามด้วยตนเองก่อนเสมอ
นับตั้งแต่จากบ้านมาช่วงตรุษจีน เฉินโส่วเย่ไม่เคยกลับไปเยี่ยมบ้านเลย ยาเม็ดและยาขี้ผึ้งที่นำติดตัวมาคงจะร่อยหรอไปนานแล้ว เฉินลี่จึงได้เตรียมการสิ่งเหล่านี้มาให้โดยเฉพาะ
“สิ่งที่ศิษย์พี่หญิงของเจ้าพูดนั้นถูกต้องแล้ว การฝึกวิชาต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา อย่าปล่อยให้รากฐานบาดเจ็บจนเสียเรื่อง การที่มีคนคอยดูแลเอาใจใส่และเตือนสติเจ้าเช่นนี้ นับว่าเป็นวาสนาของเจ้าแล้ว จงรู้จักรักษาไว้ให้ดี”
ก่อนจะผละไป เฉินลี่ทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่มีความหมายลึกซึ้งอีกครั้ง
ใบหน้าของเฉินโส่วเย่แดงก่ำยิ่งกว่าเดิม เขาได้แต่เงียบงันไม่กล้าตอบคำใด
“หลังจากบรรลุขั้นหลอมโลหิตแล้ว จงหาเวลากลับบ้านสักครั้ง”
เฉินลี่สั่งการสั้นๆ แล้วจึงเดินทางจากไปทันที
ข่าวเรื่องโจรปล้นเรือและร้านข้าวหมิงจี้ที่เหิมเกริมรับซื้อข้าวเถื่อน ทำให้ในใจของเขาบังเกิดความไม่สงบขึ้นมาเล็กน้อย
เขาใช้เวลาเลือกซื้อของในเมืองหลวงของอำเภออยู่ครึ่งค่อนวัน จนข้าวของเต็มเกวียนวัวทั้งเจ็ดเล่ม จึงได้นำขบวนเดินทางกลับสู่หมู่บ้านหลิงซี
…
เดือนสิบเอ็ด
ลมหนาวพัดพาเอาเกล็ดหิมะอันละเอียดอ่อนโปรยปรายลงมา
ท่ามกลางความหนาวเหน็บในช่วงปลายปี ประมุขตระกูลเฒ่าเฉินซิงเจียก็ไม่อาจทนทานต่อฤดูกาลที่แสนโหดร้ายนี้ได้ เขาได้สิ้นใจลงอย่างสงบ
ในฐานะประมุขตระกูลคนใหม่ เฉินลี่ย่อมต้องรับหน้าที่เป็นผู้จัดงานศพให้สมเกียรติ
ในคืนสุดท้ายของการตั้งศพ หลังจากแขกเหรื่อแยกย้ายกลับไปหมดแล้ว ภายในศาลายังคงเหลือเพียงญาติมิตรนับสิบคนที่คอยเฝ้าศพอยู่
ขณะที่เฉินลี่กำลังจะปลีกตัวกลับบ้าน จู่ๆ ชายวัยกลางคนรูปร่างซูบผอมในชุดบัณฑิตที่ดูค่อนข้างเก่าคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาขวางทางเขาไว้
ชายผู้นี้อายุราวสี่สิบเศษ ใบหน้าซีดเผือด แววตาแฝงไปด้วยความหวาดหวั่นและลังเลใจซึ่งดูไม่สมกับวัยของเขาเลย
เขาคือเฉินหย่งเซี่ยว บุตรชายคนเล็กของเฉินซิงเจียที่เกือบจะถูกลืมเลือนไปจากตระกูลแล้วนั่นเอง
“ลี่... ลี่เกอเอ๋อร์” เสียงของเฉินหย่งเซี่ยวแหบพร่า เจือด้วยสำเนียงอันเป็นเอกลักษณ์ของบัณฑิต ทว่ากลับไร้ซึ่งความมั่นใจใดๆ
“ท่านอาหย่งเซี่ยว?” เฉินลี่พยักหน้ารับเบาๆ ทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เฉินหย่งเซี่ยวเดินเข้ามาใกล้เฉินลี่ แล้วลดเสียงลง “ลี่เกอเอ๋อร์ ข้า... ข้ามีเรื่องสำคัญอยากจะคุยกับเจ้าเป็นการส่วนตัวสักหน่อย”
เฉินลี่ลอบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าและเดินนำไปยังห้องโถงเล็กด้านข้างศาลา
“ลี่เกอเอ๋อร์ ยามนี้เจ้าเป็นประมุขตระกูลแล้ว เรื่องราวทุกอย่างในตระกูลย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้า ข้าขอให้เจ้าช่วยให้ความเป็นธรรมแก่ข้าด้วย”
เฉินหย่งเซี่ยวพูดตะกุกตะกักอยู่นาน กว่าจะรวบรวมความกล้ากล่าวออกมาว่า “ตาม... ตามกฎหมายของแผ่นดิน เมื่อบิดาสิ้นใจ ที่ดินและเคหสถานของเขา ควรจะ... ควรจะต้องตกเป็นของบุตรชายผู้สืบทอด”
สายตาของเฉินลี่เย็นเยียบขึ้นเล็กน้อย เขาไม่ได้เอ่ยคำใด เพียงแต่มองอีกฝ่ายด้วยความนิ่งสงบ
เฉินหย่งเซี่ยวถูกสายตาคู่นั้นกดดันจนเริ่มกระวนกระวาย เขาจึงรีบละล่ำละลักพูดต่อ “ข้ารู้ดีว่าหลายปีมานี้ข้าไม่ได้อยู่รับใช้ที่บ้าน ไม่ค่อยได้ดูแลท่านพ่อ แต่... แต่กฎหมายระบุไว้เช่นนี้! อีกอย่าง พี่ใหญ่ก็เสียไปแล้ว ส่วนเจิ้งทงกับเจิ้งผิง... แม้แต่ยามที่ท่านพ่อและพี่ใหญ่จากไป พวกเขาก็ไม่เห็นหัว ไม่ยอมกลับมาสักคน เช่นนี้ก็นับว่าไม่มีผู้สืบทอด! ทรัพย์สมบัติทั้งหมดนี้ ย่อมสมควรตกเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว!”
น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น คล้ายต้องการใช้เสียงที่ดังขึ้นเพื่อกลบฝังความไม่มั่นคงในใจตนเอง
ท่านปู่สามเฉินซิงเจีย มีบุตรสาวสามคนและบุตรชายสองคนตลอดชั่วชีวิต
บุตรสาวทั้งสามออกเรือนไปแล้ว ย่อมไม่มีสิทธิ์ในมรดกตามธรรมเนียม
โดยหลักการแล้ว เฉินหย่งเซี่ยวมีสิทธิ์ตามที่เขากล่าวอ้างมาจริงๆ เขาสมควรเป็นผู้รับสืบทอดมรดกทั้งหมด
ทว่า... มีเพียงสิ่งเดียวที่เป็นชนักติดหลังเขาอยู่ นั่นคือเขาเคยเป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิงมาก่อน!