- หน้าแรก
- เร้นกายสร้างตระกูลสวรรค์
- บทที่ 7 ขอบเขตปราณ
บทที่ 7 ขอบเขตปราณ
บทที่ 7 ขอบเขตปราณ
บทที่ 7 ขอบเขตปราณ
“เจ้าเด็กเหลือขอ คิดอะไรอยู่? เจ้าคิดว่าพ่อคนนี้อยากได้หมัดฝูหู่ของเจ้านักรึ พ่อของเจ้าเป็นคนแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่?” เฉินลี่หัวเราะด้วยความโกรธปนเอ็นดู พลางยกมือขึ้นตบที่ท้ายทอยของลูกชายเบา ๆ “ข้าเพียงเป็นห่วงว่าร่างกายเจ้าจะมีปัญหา ปกติอยู่ที่สำนักยุทธ์ เจ้ากินจุขนาดนี้เลยรึ?”
“ก็ไม่ถึงขนาดนั้นขอรับ...”
โส่วเหิงลูบหัวตัวเองพลางยิ้มแหย “ส่วนใหญ่เป็นเพราะไก่ตุ๋นของท่านแม่หอมเกินไป ข้าไม่ได้กินของอร่อยแบบนี้มานานแล้ว แต่หลังจากฝึกยุทธ์ ปริมาณการกินของข้าก็เพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากจริง ๆ...”
เฉินลี่พยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะถามต่อ “เจ้าอยู่ที่สำนักยุทธ์ เคยได้ยินเรื่องศิษย์พี่คนไหนไปเข้าสอบบัณฑิตยุทธ์บ้างหรือไม่? พวกเขาอยู่ในระดับขอบเขตประมาณไหนกัน?”
เฉินโส่วเหิงแทะขาไก่ที่หยิบมาจากไหนไม่รู้ พูดอย่างอู้อี้ว่า “มีขอรับ ในสำนักมีศิษย์พี่สี่คนเคยไปสอบบัณฑิตยุทธ์ ฝึกมานานแค่ไหนข้าไม่แน่ใจ แต่ก็น่าจะอย่างน้อยสิบปีขึ้นไป ส่วนเรื่องขอบเขต... ข้าได้ยินศิษย์พี่ในห้องเดียวกันแอบกระซิบกันว่า น่าจะอยู่ที่ขอบเขตปราณ มีเพียงผู้ที่เข้าสู่ขอบเขตปราณเท่านั้นที่มีโอกาสสอบผ่านเป็นบัณฑิตยุทธ์ได้”
“ขอบเขตปราณรึ?” หัวใจของเฉินลี่กระตุกวูบ
“อืม” โส่วเหิงพยักหน้าอย่างแรง พลางคายกระดูกไก่ออกจากปาก “มันคือการฝึกฝนจนกระทั่งก่อเกิดพลังภายในขึ้นมาได้นั่นเองขอรับ”
“ฝึกจนมีพลังภายใน... เพียงเท่านี้ก็พอแล้วรึ?”
เฉินลี่นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ความคิดหนึ่งวาบเข้ามาในสมองราวกับสายฟ้าฟาด
หากเป็นเช่นนั้น ตัวเขาเองก็มีคุณสมบัติเพียงพอแล้วไม่ใช่รึ?
ทว่าในความเป็นจริง ขอบเขตของวรยุทธ์นั้นซับซ้อนและลึกซึ้งกว่าที่เฉินลี่จินตนาการไว้มากนัก
เฉินโส่วเหิงเกาหัว พยายามนึกถึงคำอธิบายของอาจารย์ “มันไม่ใช่ง่าย ๆ แบบนั้นขอรับ ครั้งหนึ่งข้าเคยได้ยินท่านอาจารย์กล่าวถึงเรื่องนี้ รากฐานของวรยุทธ์แบ่งออกเป็นการฝึกภายนอกและการฝึกภายใน แม้ทั้งสองทางจะแตกต่างกันแต่ก็มุ่งสู่จุดหมายเดียวกัน การฝึกภายนอกจะเน้นการเคี่ยวกรำพละกำลังก่อน จากนั้นจึงฝึกไปถึงระดับไขกระดูก แล้วจึงฝึกเลือด สุดท้ายจึงใช้พลังโลหิตอันมหาศาลทะลวงด่านเข้าสู่ขอบเขตปราณ
ส่วนการฝึกภายในนั้นแตกต่างออกไป จำเป็นต้องมีเคล็ดวิชาลมปราณภายในที่ลึกล้ำ ข้อดีคือสามารถฝึกฝนจนมีพลังภายในได้โดยตรง แต่ทว่าช่วงเริ่มต้นนั้นยากเข็ญยิ่งนัก อีกทั้งพลังภายในที่ฝึกได้ในช่วงแรกยังมีปริมาณน้อยและคุณภาพต่ำ หากต้องต่อสู้กันจริง ๆ จะเสียเปรียบผู้ที่ฝึกภายนอกอย่างมากจนพ่ายแพ้ได้ง่าย ๆ เลยขอรับ”
เฉินลี่ฟังแล้วพยักหน้าตามในใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับความรู้เกี่ยวกับระบบระดับขั้นของวรยุทธ์ในโลกนี้อย่างเป็นรูปธรรม
“แล้วหลังจากขอบเขตปราณล่ะ? คือขอบเขตอะไร?” เขาถามต่อด้วยความอยากรู้
เฉินโส่วเหิงส่ายหน้าอย่างงุนงง “ท่านอาจารย์ไม่ได้บอกขอรับ อาจจะรอให้ข้าไปถึงระดับหนึ่งก่อน ท่านถึงจะยอมบอกกระมัง”
เฉินลี่ถามรายละเอียดเกี่ยวกับการฝึกฝนเพิ่มเติมอีกสองสามข้อ แต่โส่วเหิงส่วนใหญ่จะตอบไม่ได้
เขาคาดการณ์ว่าสำนักยุทธ์คงจะสอนความรู้ให้ศิษย์ใหม่เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ความรู้ระดับสูงหรือความลับเชิงลึกคงต้องรอให้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปได้เสียก่อนถึงจะมีสิทธิ์เข้าถึง
เฉินลี่เปลี่ยนหัวข้อมาถามถึงความก้าวหน้าของลูกชายแทน “แล้วเจ้าคิดว่า ตัวเจ้าเองต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตปราณได้?”
เฉินโส่วเหิงเอียงคอคิดอยู่นาน ก่อนจะตอบอย่างไม่มั่นใจนัก “หากมีตัวยาเพียงพอ ก็น่าจะประมาณสิบกว่าปีขอรับ ก่อนหน้านี้เคยมีศิษย์พี่อัจฉริยะคนหนึ่งใช้เวลาสิบเอ็ดปีจึงเข้าสู่ขอบเขตปราณได้”
เฉินลี่เริ่มคำนวณตัวเลขในใจอย่างรวดเร็ว
ค่ายาเดือนละสี่ชุด ก็เท่ากับสี่สิบตำลึง ปีหนึ่งต้องจ่ายค่ายาเพียงอย่างเดียวถึงสี่ร้อยแปดสิบตำลึง
เมื่อรวมกับค่าเล่าเรียนอีกห้าสิบตำลึงและเงินค่าขนมส่วนตัวของลูกชาย หากปีหนึ่งไม่มีเงินหกร้อยตำลึงคงไม่เพียงพอเป็นแน่
หากต้องใช้เวลาฝึกถึงแปดปี นั่นหมายความว่าต้องใช้เงินเกือบห้าพันตำลึงเงินบริสุทธิ์!
นี่มันไม่ใช่แค่การฝึกยุทธ์แล้ว แต่มันคือการเผาเงินชัด ๆ!
หากไม่ใช่เพราะผลผลิตข้าวต่อหมู่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจนฐานะทางบ้านมั่นคงขึ้นมาบ้าง เกรงว่าต่อให้ขายที่นาเลี้ยงดู เฉินโส่วเหิงเพียงคนเดียวก็อาจจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน
“ดูท่าแล้ว ข้าคงต้องเร่งหาเงินให้มากกว่านี้!” เฉินลี่ถอนหายใจยาว
...
หลังพ้นเทศกาลปีใหม่ เฉินโส่วเหิงลูกชายคนโตก็เดินทางกลับไปยังสำนักยุทธ์เพื่อฝึกฝนต่อ
เมื่อเขาจากไป บ้านตระกูลเฉินก็กลับมาเงียบเหงาลงอีกครั้ง ไม่มีเสียงทะเลาะเบาะแว้งของสองพี่น้องให้ได้ยิน เหลือเพียงเฉินโส่วเย่ลูกชายคนที่สองที่เดินเล่นสนุกไปวัน ๆ อย่างเบื่อหน่าย
พริบตาเดียวเวลาก็ล่วงเลยมาถึงช่วงก่อนเทศกาลตวนอู่ ซึ่งเป็นช่วงข้าวยากหมากแพง ข้าวเก่าใกล้จะหมดคลัง แต่ข้าวใหม่ยังไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยว
ในวันนี้ จ้าวกุ้ย ชายผู้รับจ้างทำงานให้บ้านตระกูลเฉินมาหลายปี เดินมาหาเฉินลี่ถึงหน้าบ้านด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความทุกข์ระทม
ทันทีที่เห็นเฉินลี่ เขาก็ทรุดเข่าลงกระแทกพื้นดัง “พลั่ก” ต่อหน้าห้องโถง โขกศีรษะพลางอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “นายท่านเฉิน ได้โปรดเมตตาด้วยเถิดขอรับ กรุณาให้ข้ายืมข้าวสักสองสือเพื่อประทังชีวิตด้วย ที่บ้าน... ที่บ้านข้าไม่มีอะไรจะตกถึงท้องแล้วจริง ๆ...”
เฉินลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางส่ายหน้าปฏิเสธ “จ้าวซื่อ(ไอ้แซ่จ้าว) กฎของบ้านข้าเจ้าก็รู้ดี อีกอย่าง ลูกชายคนโตของข้าก็ต้องใช้เงินทองมหาศาลอยู่ที่สำนักยุทธ์ในตัวอำเภอ... ที่นาบ้านเจ้าไม่เหลือข้าวเลยรึ?”
เขาต้องใจแข็ง เพราะหากยอมเปิดช่องโหว่นี้เพียงครั้งเดียว ไม่รู้ว่าจะมีสายตากี่คู่ในหมู่บ้านจ้องมองมา และคนที่จะมาขอยืมข้าวคงจะต่อแถวกันยาวไม่สิ้นสุด
จ้าวกุ้ย ร้องไห้จนน้ำตาและน้ำมูกไหลอาบหน้า โขกศีรษะลงกับพื้นอย่างต่อเนื่อง “กฎของท่านข้าทราบดีขอรับ ไม่ใช่ว่าข้าไม่รู้ความ แต่ตอนนี้มันจนตรอกแล้วจริง ๆ ญาติพี่น้องหรือเพื่อนบ้านที่พอจะหยิบยืมได้ ข้าก็ไปอ้อนวอนมาหมดแล้ว แต่เมื่อฤดูเก็บเกี่ยวที่แล้วเพิ่งจะถูกเก็บข้าวเพิ่มไปสามสือ อีกทั้งช่วงเชงเม้งยังมีภาษีเพิ่มอีกหนึ่งสือ ทุกบ้านต่างก็ซบเซาไม่มีข้าวเหลือติดก้นถังเลยขอรับ นายท่าน ได้โปรดเมตตา ข้ารับรองว่าจะไม่บอกเรื่องนี้แก่ใครเด็ดขาด ขอร้องท่านล่ะขอรับ!”
เมื่อปีที่แล้ว นายอำเภอมีคำสั่งซ่อมแซมเขื่อน ท่านปู่สามต้องไปเจรจากับตระกูลหวังเรื่องข้าวหนึ่งพันห้าร้อยสือที่จะต้องจัดหามา เฉินลี่ไม่รู้รายละเอียดนักว่าพวกเขาตกลงกันอย่างไร
แต่ผลสรุปคือ ทุกครัวเรือนต้องจ่ายข้าวเพิ่มบ้านละสามสือ
ในตอนนั้นเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และเรื่องวุ่นวายขนานใหญ่
สาเหตุหลักมาจากเดิมทีราชสำนักเก็บภาษีโดยรวมภาษีรายหัวและภาษีที่ดินเข้าด้วยกันเป็นภาษีนาซึ่งคำนวณตามจำนวนหมู่ แต่การเรียกเก็บเพื่อซ่อมเขื่อนครั้งนี้กลับเก็บเท่ากันทุกครัวเรือน ซึ่งเป็นการจัดการที่ขาดความยุติธรรมอย่างเห็นได้ชัด
เฉินลี่คาดว่านายอำเภอต้องการข้าวให้ครบจำนวนเท่านั้น ส่วนวิธีเก็บคงเป็นการตกลงกันเองระหว่างเฉินซิงเจียและผู้นำตระกูลหวัง
การจัดประชุมหารือเรื่องการจ่ายข้าวเพิ่มเพื่อแลกกับตำแหน่งในที่ว่าการอำเภอในตอนนั้น ส่วนใหญ่ก็เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและความขัดแย้งของผู้คน แต่เฉินลี่ก็มิอาจพูดอะไรได้มาก เพราะหากเก็บตามจำนวนที่นาจริง ๆ บ้านของเขาคงไม่ได้จ่ายแค่สามสือ แต่อาจสูงถึงสามสิบแปดสือ
สำหรับสถานการณ์ของบ้านจ้าวกุ้ย นั้นเฉินลี่ทราบดี ครอบครัวของเขามีถึงสิบเอ็ดคน จ้าวกุ้ยเป็นลูกคนที่สี่ แต่มีที่นาเพียงสิบเจ็ดหมู่ เฉลี่ยแล้วคนหนึ่งมีที่ดินทำกินเพียงหมู่กว่า ๆ เท่านั้น
ต่อให้เป็นปีที่อุดมสมบูรณ์และไม่มีภาษีจิปาถะ ข้าวก็แทบไม่พอกินอยู่แล้ว ต้องอาศัยพี่น้องช่วยกันออกไปรับจ้างหาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ มาจุนเจือ ยิ่งปีนี้มีภาระภาษีเพิ่มขึ้น พวกเขาจึงเข้าสู่สภาวะวิกฤตทันที
เฉินลี่มองจ้าวกุ้ย ที่ยังคงคุกเข่าตัวสั่นอยู่หน้าห้องโถง เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “จ้าวซื่อ เจ้าช่วยงานบ้านข้ามาเจ็ดปีแล้ว ปกติก็เป็นคนขยันขันแข็ง เอาเช่นนี้แล้วกัน เจ้ามาเซ็นสัญญาเป็นคนงานระยะยาวให้ข้าเป็นเวลาสามปี ข้าจะให้ค่าตอบแทนปีละหกสือข้าว และหากเจ้าเซ็นสัญญาตอนนี้ ข้าจะจ่ายค่าแรงล่วงหน้าให้เจ้าก่อนครึ่งปี”
จ้าวกุ้ย ได้ยินดังนั้นก็ราวกับมองเห็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิด เขารีบโขกศีรษะไม่หยุดปาก พลางขอบคุณด้วยความซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก “ขอบพระคุณนายท่าน! ขอบพระคุณนายท่านที่เมตตาข้าและครอบครัว ข้าจะเซ็นขอรับ ข้าจะเซ็นสัญญาเดี๋ยวนี้เลย!”
สำหรับเขาในยามนี้ การมีข้าวประทังชีวิตสำคัญที่สุด
การเซ็นสัญญาเป็นคนงานระยะยาวกลับกลายเป็นความเมตตาอันล้นพ้นจากเฉินลี่
คนงานระยะยาวนั้นแตกต่างจากทาสที่ขายตัว เพราะไม่ต้องเซ็นสัญญาขายขาดความเป็นคน เพียงแต่ในช่วงสามปีนี้ต้องพร้อมมาทำงานทุกครั้งที่เรียกหา และในช่วงที่ว่างงานก็ยังสามารถไปรับงานอื่นได้ตามปกติ
ในสายตาของจ้าวกุ้ย แม้ค่าตอบแทนจะดูน้อยกว่างานอิสระบ้าง แต่มันคือความมั่นคงที่การันตีว่าครอบครัวของเขาจะไม่อดตาย
สิ่งที่เฉินลี่คาดไม่ถึงก็คือ การใจอ่อนเพียงครั้งเดียวนี้กลับส่งผลกระทบตามมาอย่างคาดไม่ถึง
ไม่รู้ว่าข่าวแพร่กระจายไปได้อย่างไร ในช่วงไม่กี่วันต่อมา มีชาวบ้านอีกหลายคนมาหาเฉินลี่ถึงหน้าบ้าน พอเห็นหน้าเขาก็พากันคุกเข่า ร้องไห้คร่ำครวญขอสมัครเป็นคนงานระยะยาวเพื่อขอยืมข้าวไปประทังชีพ
เฉินลี่หน้าดำคร่ำเครียด เขาปฏิเสธคนส่วนใหญ่อย่างเด็ดขาด
แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจรับคนที่ประวัติซื่อสัตย์และทำงานขยันขันแข็งเพิ่มอีกเพียงสามคนเท่านั้นเพื่อตัดรำคาญและช่วยเท่าที่กำลังของเขาจะอำนวยได้