- หน้าแรก
- พลิกตำราวิถีมาร ทะยานสู่บัลลังก์เซียน!
- บทที่ 22 ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต
บทที่ 22 ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต
บทที่ 22 ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต
บทที่ 22 ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต
"ท่านหลิน"
"ท่านหลิน"
ขณะที่ร่างผอมบางเดินเข้าสู่ตรอกชิงหลิ่ว ผู้คนแปลกหน้ามากมายก็เดินออกมาจากบ้านเรือนสองข้างทาง
ทั้งแม่เล้า นางโลม และผู้ชายที่คอยดูแลความเรียบร้อยให้พวกนาง ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ต่างก็หยุดชะงัก แล้วพยักหน้าให้ชายหนุ่มอย่างนอบน้อม
บนพื้นตรอกยังคงมีรอยเลือดสีคล้ำหลงเหลืออยู่
ฉินอวิ๋นไห่และศิษย์น้องทั้งแปดของเขา ได้ใช้ซากศพอาบเลือดของตัวเอง เป็นเครื่องยืนยันให้ทุกคนประจักษ์
ว่าท่านจิ้งจอกคนใหม่ของพรรคเฮยสุ่ยผู้นี้ มีวิธีการที่โหดเหี้ยมและน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
พวกเขามองตามหลินซูเดินเข้าไปในหอวิหคกวัก ก่อนจะส่ายหน้าอย่างทอดถอนใจ
ในเมื่อการลอบสังหารล้มเหลว สำนักยุทธ์หงอวิ้นก็คงจะจบสิ้นแล้ว
จางจงผิง ผู้เป็นถึงเจ้าสำนักที่มีหน้ามีตาในเมืองทิศตะวันตก แม้จะมีฝีมือระดับมหาคุรุ แต่ผ่านเรื่องนี้ไปได้ คงมีน้อยคนนักที่จะยอมไปฝากตัวเป็นศิษย์
ชื่อเสียงป่นปี้หมดแล้ว
เพราะเดิมทีตำหนักจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ก็ไม่ได้โดดเด่นเรื่องวรยุทธ์อยู่แล้ว ขนาดจิ้งจอกตัวเดียวยังเอาไม่อยู่ แล้วใครจะอยากเสียเงินไปเรียนวิชากับเขาอีกล่ะ
ยิ่งต้องเสี่ยงไปล่วงเกินพรรคเฮยสุ่ยด้วยแล้ว ยิ่งไม่คุ้มเข้าไปใหญ่
ถ้าจางจงผิงคิดจะฟื้นฟูสำนัก ท่านหลินก็คืออุปสรรคชิ้นโตที่เขาต้องข้ามไปให้ได้
"ยากอยู่นะ"
มีคนเดาะลิ้น
ยังไม่ต้องพูดถึงว่าใครเก่งกว่าใคร ตอนนี้ท่านหลินชื่อเสียงโด่งดัง ถือว่าช่วยเพิ่มบารมีให้พรรคเฮยสุ่ยได้ไม่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นตำหนักจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ หรือหมาป่าดุที่ดูแลถนนเส้นที่ตรอกชิงหลิ่วตั้งอยู่ ต่างก็ต้องหันมาจับตามอง
สำนักยุทธ์หงอวิ้นคิดจะใช้วิธีเคลียร์พื้นที่ลอบสังหารแบบเดิมอีก ถือว่าเพ้อฝันไปเถอะ
"ไปทำงานเถอะ"
หลินซูเดินเข้ามาในหอวิหคกวัก ท่ามกลางเสียงทักทายอย่างกระตือรือร้นของเหล่าหญิงสาว เขาเดินตรงขึ้นไปชั้นสองทันที
ยังคงเป็นห้องที่สะอาดสะอ้านซึ่งจัดเตรียมไว้ให้เขาโดยเฉพาะ
หลินซูลากเก้าอี้ไปนั่งริมหน้าต่าง แล้วเริ่มฝึกเคล็ดวิชาดึงปราณวิหคครามอย่างสบายอารมณ์
แม้จะเป็นเพียงวิชาภายในระดับแปด แต่ก็ทำให้เขารู้สึกแปลกใหม่และน่าสนใจไม่น้อย
ความอบอุ่นที่ไหลเวียนไปทั่วร่าง ค่อยๆ ชะล้างความเกรี้ยวกราดในหัวให้สงบลง ราวกับมีมือนุ่มนวลที่มองไม่เห็นกำลังนวดคลึงเส้นประสาทของเขาอยู่
น่าเสียดายที่พอออกจากลานเก็บฟืน ประสิทธิภาพในการรวบรวมปราณก็ลดลงไปมาก
เรื่องนี้ทำให้หลินซูรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง
ความจริงแล้ว ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้
หลินซูไม่จำเป็นต้องมานั่งเฝ้าตรอกชิงหลิ่วทุกวันแล้ว แค่ให้เหล่ายางช่วยดูให้ก็พอ
ใครที่หน้ามืดตามัวมาหาเรื่อง ก็ต้องประเมินตัวเองก่อน ว่าเก่งกว่าพวกคนเถื่อนจากสำนักยุทธ์หงอวิ้นหรือเปล่า
เพียงแต่ยังมีเรื่องกวนใจบางอย่างที่ยังจัดการไม่เสร็จ
หลินซูเอนกายพิงเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน สายตาทอดมองผ่านหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ไปยังตรอกด้านล่าง
สำนักยุทธ์หงอวิ้นยังมีตาแก่หลงเหลืออยู่อีกคน
แถมยังมีไอ้หมูตอนแซ่เถียน ที่ดูเหมือนจะคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง
พวกนี้แหละคือเหตุผลที่ทำให้เขาต้องติดแหง็กอยู่ที่ตรอกชิงหลิ่ว
"ต้องหาโอกาสจัดการซะแล้ว"
หลินซูบิดขี้เกียจ ในเมื่อลงมือแล้ว ก็ต้องถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก
เพราะขนาดฉางอี้กับพวกจิ้งจอกยังตามหาลานเก็บฟืนเจอได้ง่ายๆ นับประสาอะไรกับมหาคุรุที่มีความแค้นฝังลึก กับหมาป่าดุที่เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่ง
บนโลกนี้ไม่มีใครป้องกันขโมยได้ตลอดรอดฝั่งหรอก
ทันใดนั้นเอง
เสียงปี่พาทย์ที่ดังกระหึ่มก็ขัดจังหวะความคิดของหลินซู
เขาเงยหน้ามองไปทางปากตรอก
เห็นคนกลุ่มหนึ่งสวมชุดไว้ทุกข์ ถือธงเรียกวิญญาณกระดาษสีขาว ร้องรำทำเพลงมุ่งหน้ามายังตรอกชิงหลิ่วอย่างยิ่งใหญ่
ขบวนใหญ่โตขนาดนี้ ดึงดูดสายตาของผู้คนบนท้องถนนได้ในทันที
ท้ายขบวน มีชายชราคนหนึ่งจูงม้าแคระ บนเกวียนม้ามีโลงศพสีดำสนิทวางตั้งตระหง่านอยู่
ฟุ่บ ฟุ่บ
เสื้อคลุมสีขาวตัวโคร่งสะบัดพริ้วตามแรงลม ยิ่งขับเน้นให้เห็นรูปร่างที่ผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกของชายชราผู้นั้น
เสียงปี่พาทย์หยุดลงกะทันหัน กลุ่มคนในชุดไว้ทุกข์หยุดเดิน
ชายชราเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่ซูบผอม ดวงตาขุ่นมัว และมีเส้นเลือดฝอยปรากฏอยู่เต็มตาขาว
เขาจูงม้าตัวนั้น เดินเหยียบย่างเข้ามาในตรอกชิงหลิ่วอย่างช้าๆ
"หึ"
หลินซูมองดูอย่างเงียบๆ ในแววตาเริ่มมีประกายแห่งความขบขัน
สำนักยุทธ์หงอวิ้นมีรากฐานที่ลึกซึ้ง การที่จะสามารถเคลียร์ถนนทั้งเส้นในยามวิกาลได้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
เพราะตอนนั้นเขายังเป็นแค่คนไร้ชื่อเสียงที่เพิ่งเข้าพรรคมาใหม่ๆ
แต่ตอนนี้มันเป็นเวลากลางวันแสกๆ
ต่อหน้าธารกำนัล ตาแก่นี่กลับกล้าลากโลงศพเดินกร่างเข้ามาในตรอกชิงหลิ่ว โดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลของพรรคเฮยสุ่ยเลยแม้แต่น้อย
นี่มันน่าสนใจจริงๆ
ตรอกโคมแดงที่ทำธุรกิจค้าประเวณี จู่ๆ ก็มีคนมาจัดงานศพซะงั้น
มันดูอัปมงคลพิลึก
แต่อย่าว่าแต่แม่เล้ากับนางโลมเลย แม้แต่พวกผู้ชายที่คอยคุมซ่อง ตอนนี้ต่างก็มีสีหน้าแปลกๆ จ้องมองกันตาไม่กะพริบ
ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรเลยสักคำ
แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะเคยแอบเยาะเย้ยชายชราผู้นี้ในใจ แต่เมื่อเขาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าจริงๆ ทุกคนก็ยังคงสงบเสงี่ยมราวกับนกกระทา
จางจงผิง มหาคุรุผู้สามารถใช้ร่างกายเนื้อเข้าต่อกรกับผู้ฝึกตนได้
หลายคนเริ่มหันไปมองทางปากตรอก สีหน้าเต็มไปด้วยความฉงน
แล้วท่านจิ้งจอกผู้ดูแลถนนเส้นนี้ล่ะ หมาป่าดุที่รับผิดชอบถนนเส้นนี้หายไปไหน
การที่เจ้าสำนักเฒ่าลากศพมาถึงที่ขนาดนี้ เป้าหมายในการแก้แค้นย่อมชัดเจนอยู่แล้ว
ตามหลักแล้ว ต่อให้เป็นแค่การรักษาหน้าของพรรค ก็ต้องมีคนออกมาขวางเขาไว้
กลางวันแสกๆ จะหลับกันหมดได้ยังไง
เสียงปี่พาทย์ดังสนั่นไปทั้งถนนขนาดนี้ จะบอกว่าคนของพรรคเฮยสุ่ยไม่รู้เรื่อง ก็คงเป็นแค่เรื่องตลก
ทุกคนยังคงเงียบกริบ แต่ในแววตากลับมีความตื่นเต้นที่ได้เห็นเรื่องสนุกๆ
เรื่องผิดปกติต้องมีอะไรแอบแฝงแน่
จางจงผิงก็เป็นคนเจนโลก ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ เจ็บปวดมาก็มาก การที่เขากล้ามาที่นี่ แสดงว่าต้องมีความมั่นใจอยู่บ้าง
ถ้าเป็นอย่างนั้น ท่านหลิน จุ๊ๆ คงจะแย่แน่ๆ
ราวกับเป็นการยืนยันข้อสันนิษฐานของพวกเขา
ตึง
จางจงผิงเดินมาหยุดอยู่หน้าหอวิหคกวัก จากนั้นก็เกร็งแขนทั้งสองข้าง ยกโลงศพที่หนักอึ้งขึ้นมาอย่างแรง แล้วกระแทกมันลงตรงหน้าประตูอาคารสองชั้นนั่น
กระดาษเงินกระดาษทองปลิวว่อน
ชายชรายื่นมือออกไปลูบโลงศพที่เรียบเนียน นัยน์ตาวูบไหว
ข่าวดีเกี่ยวกับจิ้งจอกที่เถียนจิ้งหยวนนำมาบอก จริงๆ แล้วมันสั้นมาก
สรุปได้แค่สี่คำ
"ตะเกียงดับ น้ำมันเหือด"
สำหรับเจ้าอ้วนที่เคยหลอกเขามาแล้วครั้งหนึ่ง จางจงผิงไม่เชื่อตั้งแต่แรก
แต่อีกฝ่ายกลับหลุดชื่อหนึ่งออกมา ที่ทำให้เขาไม่สามารถตั้งข้อสงสัยได้เลย
หมาป่าชักใย เหยียนจิ่น
เจ้าอ้วนเถียนบอกว่าเขาไปสืบมา ผู้หญิงคนนั้นประเมินจิ้งจอกตัวนี้ไว้ว่า...
"ไม่เคยฝึกวิชาภายในมาก่อน แค่บังเอิญได้สัมผัสกลิ่นอายของท่านเซียน หากพลังวิญญาณหมดลง ก็ต้องตายสถานเดียว"
ไม่ผิดเพี้ยนไปแม้แต่คำเดียว
หมาป่าชักใยมีนิสัยโหดเหี้ยม พลังก็น่าสะพรึงกลัว นางไม่มีทางยอมให้ใครเอาชื่อของนางไปแอบอ้างหลอกลวงคนอื่นแน่
ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นหมาป่าดุอีกตัวก็ตาม
เถียนจิ้งหยวนเพิ่งจะเลื่อนขั้น ต่อให้โลภมากแค่ไหน ก็คงไม่มีความกล้าขนาดนั้น
แต่ถึงอย่างนั้น จางจงผิงก็ยังรู้สึกลังเลอยู่บ้าง
ก็จิ้งจอกตัวนั้นเพิ่งจะสร้างชื่อเสียง คงยากที่จะโค่นล้มได้ในเวลาอันสั้น
จนกระทั่งเจ้าอ้วนบอกว่า ทางตำหนักจิ้งจอกเจ้าเล่ห์เขามีวิธีจัดการ ส่วนหมาป่าดุที่ดูแลถนนเส้นนี้ ก็แค่ใช้เงินติดสินบนนิดหน่อย
ฟู่
แค่คิดถึงตัวเลขนั้น
หางตาของจางจงผิงก็กระตุกเบาๆ
เขาพรูลมหายใจออกมายาวๆ
ยอมสละเงินเก็บครึ่งชีวิต เพียงเพื่อแลกกับโอกาสในการแก้แค้น ให้ตัวเองได้เดินเข้ามาในตรอกสกปรกแห่งนี้อย่างราบรื่น
สิ่งที่ทำให้ชายชราตัดสินใจได้เด็ดขาด คือคำพูดเย้ยหยันของเถียนจิ้งหยวนที่ดังก้องอยู่ในหัว
"อุตส่าห์เป็นถึงมหาคุรุ อุตส่าห์สร้างเนื้อสร้างตัวจนมีชื่อเสียงในเมืองทิศตะวันตก แต่สุดท้ายกลับถูกจิ้งจอกใกล้ตายตัวหนึ่ง ไล่ตะเพิดกลับไปนอนรอความตายในกองโคลนที่ชานเมืองทิศใต้เนี่ยนะ"
"ลูกตาย ศิษย์กระเจิง แม้แต่คนจะดูแลตอนแก่ยังไม่มี ท่านทำใจยอมรับได้หรือ"
...
จางจงผิงหลับตาลง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาขุ่นมัวก็เต็มไปด้วยจิตสังหารอันแรงกล้า
เขาย่อมไม่ยอมแพ้อยู่แล้ว
จิ้งจอกชั้นต่ำที่บังเอิญได้สัมผัสกลิ่นอายเซียน มีสิทธิ์อะไรมาเข่นฆ่าลูกศิษย์ลูกหาของเขาอย่างเลือดเย็น
แล้วมีสิทธิ์อะไรมาเหยียบย่ำสำนักยุทธ์ของเขา สร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง ทั้งที่ความจริงแล้วไม่มีอะไรดีสักอย่าง แต่กลับมาทำกร่างในเมืองทิศตะวันตก
ชายชราเงยหน้าขึ้น จ้องมองอาคารหลังเล็กตรงหน้าเขม็ง
วินาทีต่อมา น้ำเสียงแหบพร่าและโศกเศร้าของเขา พร้อมกับคลื่นพลังไร้รูป ก็กวาดพัดไปทั่วทั้งตรอก
"ฆ่าคน... ต้องชดใช้ด้วยชีวิต"