- หน้าแรก
- พลิกตำราวิถีมาร ทะยานสู่บัลลังก์เซียน!
- บทที่ 19 หลังจากนี้ หลินเย่ไม่กลัวใครหน้าไหนอีกแล้ว
บทที่ 19 หลังจากนี้ หลินเย่ไม่กลัวใครหน้าไหนอีกแล้ว
บทที่ 19 หลังจากนี้ หลินเย่ไม่กลัวใครหน้าไหนอีกแล้ว
บทที่ 19 หลังจากนี้ หลินเย่ไม่กลัวใครหน้าไหนอีกแล้ว
สำหรับคนทั่วไป จำนวนการกักเก็บพลังปราณนั้นถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง
นั่นหมายถึงขีดความสามารถในการใช้วิชาเซียนที่ทรงพลังกว่าเดิม และจำนวนครั้งที่สามารถใช้ได้ในการต่อสู้
ทว่าสำหรับหลินซู สิ่งนี้กลับมีความสำคัญยิ่งกว่านั้นหลายเท่านัก
คนอื่นเมื่อพลังวิญญาณเหือดแห้ง ก็แค่หาทางฟื้นฟูใหม่ แต่สำหรับเขา หากพลังวิญญาณหมดสิ้น นั่นหมายถึงความตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ยิ่งสะสมไว้ได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
แต่อย่างไรเสีย ปัญหาใหญ่ก็ถูกแก้ไขไปเปลาะหนึ่งแล้ว
หลินซูค่อยๆ ลืมตาขึ้น ความรู้สึกหลากหลายประเดประดังเข้ามาในจิตใจ
ดูเหมือนโชคของเขาจะยังเข้าข้างอยู่บ้าง
พลังวิญญาณเพียงหนึ่งสาย กลับมีค่าเท่ากับหมอกของหมาป่าขาวถึงสามส่วนเมื่อก่อนหน้านี้
บัดนี้เขามีพลังปราณสะสมอยู่ในตัวถึงสิบสาย และหากใช้ไปก็สามารถฟื้นฟูได้ผ่านการกำหนดลมหายใจ
นับว่าไม่ต้องอยู่อย่างขัดสนอีกต่อไป
แม้จะทุ่มสุดตัวใช้วิชาฝ่ามือจันทร์เร้นกระดูกแตก ก็ยังสามารถใช้ได้ถึงเจ็ดหรือแปดครั้ง
อาจจะฟังดูไม่เยอะเท่าไหร่
แต่อย่าลืมว่า ฝ่ามือจันทร์เร้นกระดูกแตกนั้นเป็นวิชาเซียนระดับหก ซึ่งจัดอยู่ในระดับกลาง และเป็นวิชาที่ผู้ฝึกตนขั้นกลางควรจะได้ใช้
ไม่แปลกใจเลยที่ก่อนหน้านี้ เพียงแค่ใช้มันครั้งเดียวก็แทบจะเอาชีวิตเขาไปแล้ว
...
หลินซูลูบคลำเงินอโคจรในมือ พลางก้มมองที่หน้าอกของตน
แววตาของเขาปรากฏความแปลกใจวูบหนึ่ง
เงาหมาป่าขาวตัวนี้ ดูเหมือนจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว
ของวิเศษอย่างแต้มกุศลและเงินอโคจร ยังไม่สามารถก่อรูปร่างกายเซียนวิหคครามขึ้นมาได้โดยตรง ทำได้เพียงแลกเปลี่ยนเป็นเคล็ดวิชาภายในเท่านั้น
ทว่าเงาหมาป่าขาวกลับฝังตัวอยู่ในร่างของคนธรรมดาอย่างเขา
หนำซ้ำหัวใจที่ถูกควักออกไป ก็ดูราวกับตั้งใจเว้นที่ว่างไว้ให้มันโดยเฉพาะ
หากจะบอกว่าไม่มีใครจงใจทำเช่นนี้ หลินซูก็คงไม่เชื่อ
ทว่าเขาก็ไม่ได้เร่งรีบอะไร
ในเมื่อได้วิธีต่อชีวิตมาแล้ว เวลาที่เหลือก็ยังมีอีกมาก สักวันเขาต้องไขความลับนี้ให้กระจ่าง และหาวิธีซ่อมแซมหัวใจ เพื่อกำจัดปัญหานี้ให้สิ้นซาก
พลังวิญญาณมีพอแล้ว คราวนี้ก็ตาเจ้าแสดงฝีมือล่ะ
อาจจะเป็นเพราะวิหคครามนั้นแสนจะขี้งก หลินซูจึงรู้สึกว่าเจ้าลูกหมาป่าตัวนี้น่ารักขึ้นมาถนัดตา
แต้มกุศลถึงยี่สิบเหรียญ แลกได้เพียงวิชาเซียนระดับแปด แถมยังเลื่อนขั้นได้แค่ระดับบรรลุขั้นต้น
แต่ลองดูเจ้าลูกหมาป่าตัวนี้สิ แค่กินเงินอโคจรไปแปดเหรียญ ก็คายวิชาเซียนระดับหกออกมาให้ แถมยังเป็นระดับบรรลุขั้นต้น และยังใจดีเปลี่ยนชื่อวิชาให้อีกต่างหาก
ความแตกต่างมันช่างฟ้ากับเหว
หลินซูกำเงินอโคจรเต็มกำมือ และกดมันลงไปอย่างไม่ลังเล
ผลลัพธ์เป็นไปตามคาด
เงาหมาป่าขาวยังคงใจป้ำไม่เปลี่ยน
เพียงแค่ห้าเหรียญ ฝ่ามือจันทร์เร้นกระดูกแตกก็ทะลวงสู่ระดับบรรลุขั้นสูง และเมื่อมันย่อยเหรียญที่สิบหมด ข้อความแจ้งเตือนก็เด้งขึ้นมา
"ฝึกปราณระดับหก ฝ่ามือจันทร์เร้นกระดูกแตก บรรลุขั้นสุดยอด"
กระบวนการทั้งหมดไหลลื่นรวดเร็ว ไม่มีสะดุดแม้แต่นิดเดียว
ราบรื่นจนหลินซูถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ไม่นาน ความรู้สึกร้อนรุ่มแบบเดิมก็พุ่งพล่านขึ้นมาในใจ
แถมยังรุนแรงจนยากจะต้านทาน
หางตาของหลินซูกระตุก ดวงตาที่เคยใสกระจ่าง บัดนี้เริ่มมีเส้นเลือดฝอยปรากฏขึ้น
เขาพุ่งมือออกไปข้างหน้าอย่างแรง ปลายนิ้วปรากฏหมอกสีดำส่งเสียงขู่ฟ่อ และลุกลามอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พันธนาการท่อนแขนราวกับงูพิษ
แสงมืดหม่นวูบวาบอยู่ภายใน ราวกับพร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งตรงหน้า
เมื่อเทียบกับตอนที่เขาสังหารศิษย์สำนักยุทธ์หงอวิ้นก่อนหน้านี้ อานุภาพของมันเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
"เก็บเดี๋ยวนี้"
หลินซูกัดฟันแน่น เส้นเลือดที่แขนปูดโปน
เขาค่อยๆ งอนิ้วทั้งห้าเข้าหากัน จนกำเป็นหมัดแน่น บีบหมอกสีดำตรงปลายนิ้วให้สลายไป
แม้จะเป็นเพียงการเคลื่อนไหวเล็กน้อย แต่ก็ทำให้เหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก
เงาหมาป่าขาวยังคงกลืนกินเงินอโคจรต่อไป
ขนที่เคยขาวราวหิมะ บัดนี้เริ่มหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายใต้ขนก็ดูเหมือนจะกำยำขึ้นมาก กล้ามเนื้อปูดโปนเป็นลอน แผ่ซ่านไอสังหารออกมาเป็นระยะ
โชคดีที่ฝ่ามือจันทร์เร้นกระดูกแตกไม่ได้เลื่อนขั้นต่อไป
หลังจากที่มันบรรลุขั้นสุดยอด และกินเงินอโคจรไปอีกแปดหรือเก้าเหรียญ เงาหมาป่าขาวก็คายวิชาเซียนกระบวนท่าที่สองออกมา
"ฝึกปราณระดับเจ็ด วิชาเนตรจันทร์ประกายแสง ยังไม่เริ่มต้น"
ความรู้สึกดุดันรวดเร็วยังคงเหมือนเดิม แตกต่างจากการค่อยๆ เลื่อนขั้นของแต้มกุศลอย่างสิ้นเชิง
เงินอโคจรทั้งยี่สิบเก้าเหรียญ เหลือเพียงสิบเหรียญสุดท้าย และถูกย่อยจนหมดเกลี้ยงในพริบตา
ผลลัพธ์คือวิชาเซียนระดับเจ็ดทะลวงผ่านไปได้ถึงสามขั้น
"ฝึกปราณระดับเจ็ด วิชาเนตรจันทร์ประกายแสง บรรลุขั้นสูง"
หลินซูยังไม่ทันตั้งตัวว่าวิชานี้คืออะไร ข้อมูลมหาศาลก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวจนเต็มตื้น
แฮ่ แฮ่
ลำคอของเขากระตุกอย่างรุนแรง หอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดอย่างตะกละตะกลาม
ร่างทั้งร่างทรุดฮวบลงกับเก้าอี้ราวกับหมดแรง ความร้อนรุ่มที่เพิ่งจะสงบลง กลับปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
ในตอนนั้นเอง เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วก็ดังขึ้นข้างหูของหลินซู
วินาทีต่อมา พลังวิญญาณในร่างของเขาก็แผ่ซ่านความอบอุ่น พุ่งตรงไปยังสมอง
"ไอ้สุนัขสารเลว กะจะเล่นให้ตายเลยใช่ไหม"
หลินซูที่เส้นประสาทตึงเครียดในที่สุดก็ผ่อนคลายลง เขานั่งยืดตัวขึ้น จ้องมองเงาหมาป่าขาวที่หลับใหลอยู่ที่หน้าอกด้วยสายตาซับซ้อน
จากเหตุการณ์เมื่อครู่ เขาตระหนักถึงสิ่งหนึ่งได้ทันที
วิชาใหม่นี้ก็มีชื่อจันทร์นำหน้าเหมือนกัน ซึ่งหมายความว่ามันเป็นวิชาในสายเดียวกับวิชากรงเล็บก่อนหน้านี้
แต่ความร้อนรุ่มนั้นเกิดจากวิชาฝ่ามือจันทร์เร้นกระดูกแตก ซึ่งสิ่งนี้อาจจะไม่ได้เป็นวิชาที่ติดตัวหมาป่าขาวมาตั้งแต่ต้น
นั่นหมายความว่า ตัวการที่ใจกว้างอาจจะไม่ใช่หมาป่า แต่เป็นเงินอโคจรต่างหาก
...
หลินซูนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างขบขัน
ก็สมเหตุสมผลดี
การฆ่าคนนั้นง่ายดาย แต่การทำความดีนั้นยากแสนเข็ญ การเป็นคนเลวมันง่ายกว่าการเป็นคนดีตั้งเยอะ กฎเกณฑ์นี้น่าจะใช้ได้กับวิชาเซียนเหมือนกัน
แม้จะยังหวั่นใจกับอารมณ์ร้อนรุ่มที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
แต่หลินซูก็ยังไม่สามารถละทิ้งเงินอโคจรที่ช่วยให้เขาพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดดนี้ได้
พูดให้ตรงก็คือ ในสถานที่อย่างเมืองเฮยสุ่ยแห่งนี้ หากปราศจากวิชามารคอยช่วยเหลือ วันนี้เขาคงไม่มีปัญญาหาแต้มกุศลมาได้มากขนาดนี้หรอก
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ค่อยๆ ลุกขึ้น ผลักประตูออกไป แล้วบ่นอย่างหงุดหงิดว่า
"นี่มันจะเช้าแล้วนะ น้ำที่ให้ต้มเอาไว้ต้มแห้งไปหมดแล้วหรือไง"
...
ด้านล่าง บรรดานางโลมมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าปริปาก ได้แต่แอบชำเลืองมองชายขาเป๋ถือมีดคู่ที่หน้าตาบึ้งตึงอยู่ตรงบันได
เหล่ายางสะดุ้งสุดตัว รีบยกมือลูบผมที่ยุ่งเหยิง ยิ้มแห้งๆ "ข้ามาแล้ว ข้าจะไปต้มน้ำให้เดี๋ยวนี้เลย"
เขาเดินกะเผลกๆ วิ่งเหยาะๆ ไปทางลานหลังบ้าน
เมื่อเดินพ้นสายตาผู้คน
เมื่อนึกถึงน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยพลังของหลินซู เหล่ายางก็ฉีกยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันเหลืองซี่ใหญ่ หัวเราะอย่างเบิกบาน แล้วโยนมีดทำครัวในมือทิ้งไป
ที่แท้เมื่อคืนเขาแค่คิดไปเอง
ดีจริงๆ
...
พลบค่ำ
เมืองฝั่งตะวันตก สำนักยุทธ์หงอวิ้น
สถานที่ที่ควรจะคึกคักที่สุดบนถนนสายนี้ แต่วันนี้กลับเงียบเหงาผิดปกติ
ภายในโถงกว้างใหญ่ ยังคงมีป้าย "ผดุงคุณธรรมค้ำจุนผู้อ่อนแอ" แขวนอยู่
ทว่าภายในห้องกลับเหลือคนเพียงหยิบมือ
ถึงจะบอกว่าสำนักยุทธ์มีทั้งเงินทอง อำนาจ และกำลังคน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เงินและอำนาจนั้นเทียบไม่ได้กับพวกคหบดีร่ำรวยเลย
คนอาจจะดูเยอะ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่ลูกศิษย์ที่จ่ายเงินมาเรียน
คนอย่างฉินอวิ๋นไห่และจ้าวเผิง ที่ยินดีจะฆ่าคนเพื่อสำนักยุทธ์นั้น เป็นผลผลิตจากการฟูมฟักสั่งสอนอย่างพิถีพิถันของจางจงผิงมานานหลายปี
ซึ่งถือว่าเป็นส่วนน้อยในส่วนน้อย
เมื่อศพเก้าศพที่ถูกฟันจนเละเทะถูกส่งกลับมาที่สำนักโดยมือปราบ ลูกศิษย์ส่วนใหญ่ก็หาข้ออ้างหนีกลับบ้านกันหมด กะจะรอให้เรื่องเงียบแล้วค่อยกลับมา
การตายอย่างน่าอนาถของศิษย์พี่เป็นเหตุผลหนึ่ง
แต่อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เมื่อเรื่องการลอบสังหารแดงขึ้นมา และถูกพูดถึงกันอย่างโจ่งแจ้ง ก็เท่ากับว่าสำนักยุทธ์หงอวิ้นได้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับพรรคเฮยสุ่ยอย่างเป็นทางการแล้ว
"แค่ลูกจิ้งจอก มันก็คือจิ้งจอก"
จางจงผิงนั่งเหม่อลอยอยู่ใต้ป้ายคำขวัญนั้น สายตาของเขาล่องลอย ไม่ยอมมองต่ำลงมา
เพราะบนพื้นเบื้องหน้าไม่ไกลนัก
มีหัวของฉินอวิ๋นไห่ที่เบิกตาโพลงด้วยความหวาดกลัวและตายตาไม่หลับ วางอยู่อย่างเป็นระเบียบ
ลูกศิษย์ที่เขาไว้ใจที่สุดตายจนหมดสิ้น ตรงกลางมีโลงศพของลูกชายคนเดียวตั้งอยู่
เพียงชั่วข้ามคืน มหาคุรุผู้นี้ราวกับแก่ลงไปเป็นสิบปี
เขาไม่เข้าใจเลยว่า ลูกชายของเขาแค่เล่นสนุกเกินขอบเขตไปนิด ทำไมถึงต้องมาจบชีวิตลงอย่างโหดร้ายเช่นนี้ แถมลูกศิษย์ที่เขารักทุกคนก็ต้องมาตายตามไปด้วย
เพียงแค่เกิดเรื่องบาดหมางเล็กน้อย ก็ลงมืออย่างโหดเหี้ยมอำมหิตถึงเพียงนี้
พรรคเฮยสุ่ย บารมีของพวกเจ้ามันช่างยิ่งใหญ่เสียจริง
"โอ้โห เกิดอะไรขึ้นเนี่ย"
เสียงเยาะเย้ยดังขึ้น ร่างอ้วนท้วนเดินทอดน่องเข้ามาในสำนักยุทธ์
"เจ้าตั้งใจมาหัวเราะเยาะข้าใช่ไหม" จางจงผิงปรายตามองเถียนจิ้งหยวนอย่างเย็นชา ในดวงตาแฝงความโกรธแค้น
เขาเสียเงินไปตั้งมากมาย แต่กลับได้ข้อมูลลวงมา
ที่บอกว่าเป็นแค่พวกชาวบ้านในคณะละครเร่ แล้วศพที่เละเทะเกลื่อนกลาดนั่นล่ะ อีกฝ่ายมันเป็นผู้ฝึกตนชัดๆ
"ข้ารู้ว่าท่านกำลังโกรธแค้นข้าอยู่"
เถียนจิ้งหยวนเดินไปนั่งที่โต๊ะอย่างสบายใจ เขายังคงแคะเล็บต่อไป บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มบางๆ "วันนี้ข้าได้คุยกับคนในตำหนักมา ก็เลยได้ยินข่าวดีที่น่าสนใจสำหรับท่านมาด้วย"
เป็นข่าวดี เกี่ยวกับเจ้าจิ้งจอกตัวนั้น