เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 ยิ้มให้ท่านลุงหยางดูหน่อย

บทที่ 13 ยิ้มให้ท่านลุงหยางดูหน่อย

บทที่ 13 ยิ้มให้ท่านลุงหยางดูหน่อย


บทที่ 13 ยิ้มให้ท่านลุงหยางดูหน่อย

แสงตะวันยามเย็นสาดแสงราวกับเปลวเพลิง

ตรอกชิงหลิ่วที่เคยเงียบเหงากลับมาคึกคักอีกครั้ง

ณ หอวิหคกวัก

ฮัวเจี่ยกำลังนั่งตรวจบัญชีอยู่หลังโต๊ะ ส่วนเหล่านางโลมก็กำลังแต่งหน้าทาปากเตรียมตัวรับแขก

แม้ว่าเมื่อคืนจะมีคนใหญ่คนโตตายในร้าน

แต่สำหรับคนที่ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยอาชีพนี้ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็ต้องทำมาหากินต่อไป

ยิ่งไปกว่านั้น... ทุกคนชำเลืองมองไปที่มุมว่างเปล่าข้างโต๊ะ

ตามความเข้าใจของพวกนางที่มีต่อเหล่าจิ้งจอก คนกลุ่มนี้เจ้าเล่ห์และระมัดระวังตัวที่สุด ในเมื่อกล้าลงมือ ก็ต้องมีเส้นสายคอยจัดการเรื่องราวให้เรียบร้อยอยู่แล้ว

"คงไม่มีเรื่องอะไรหรอกมั้ง"

ฮัวเจี่ยปิดสมุดบัญชี ปลอบใจตัวเองในใจ

นางเงยหน้าขึ้น "เสี่ยวลิ่วจื่อ รินชาให้ท่านลุงหยางหน่อย แล้วก็เปิดประตูเตรียมรับแขกได้แล้ว"

"ข้าทำเองได้"

เหล่ายางรับกาน้ำชามาอย่างเก้ๆ กังๆ

สรรพนาม 'ท่านลุงหยาง' ช่างไม่คุ้นหูเขาเอาเสียเลย

หากไม่ใช่เพราะหลินซู คนขาเป๋อย่างเขาที่แค่จะหาข้าวกินยังลำบาก ชาตินี้คงไม่มีปัญญามาเที่ยวตรอกชิงหลิ่วหรอก

"ยินดีรับใช้ขอรับ"

เสี่ยวลิ่วจื่อรีบวิ่งไปที่ประตู แล้วผลักเปิดออกครึ่งหนึ่ง

สำหรับคนในหอวิหคกวักแล้ว วันคืนแบบนี้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบจะหลับตาเดินได้

พวกเขาแทบจะเดาได้เลยว่าแขกที่จะเข้ามาคือใคร จะพูดอะไร และจะเลือกนางโลมคนไหน

ทว่าคืนนี้ดูเหมือนจะมีบางอย่างผิดปกติ

ชาในมือเหล่ายางเริ่มเย็นชืดลง ส่วนสีหน้าของเหล่านางโลมก็เริ่มมีความสงสัยปรากฏขึ้น

คนสัญจรไปมานอกประตูลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา

การค้าขายย่อมมีวันที่ดีและแย่สลับกันไป

เรื่องที่แปลกที่สุดคือ หอวิหคกวักนับเป็นหอนางโลมชั้นแนวหน้าของตรอกชิงหลิ่ว

แต่บรรดาแขกเหรื่อเหล่านั้นกลับทำเหมือนมองไม่เห็นอาคารไม้สองชั้นตรงหน้า อย่าว่าแต่จะเดินเข้ามาเลย แม้แต่ปรายตามองก็ยังไม่มี

"เกิดอะไรขึ้น?"

ในที่สุดฮัวเจี่ยก็ทนไม่ไหว นางลุกขึ้นยืน แล้วผลักประตูทั้งสองบานให้เปิดกว้าง

เหล่านางโลมพากันกรูเข้าไปชะเง้อมองออกไปนอกประตู

สุดท้ายสายตาของทุกคนก็ไปหยุดอยู่ที่ปากตรอก

ชายฉกรรจ์ในชุดทะมัดทะแมงหลายคน ยืนตระหง่านขวางทางเข้าตรอกราวกับรูปปั้น โดยมีมือปราบหน้าดำยืนอยู่ข้างๆ

ใครก็ตามที่จะเข้ามา ต้องเดินฝ่าวงล้อมของพวกเขาเข้ามาให้ได้

หนังตาของฮัวเจี่ยกระตุก ความรู้สึกไม่ปลอดภัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ

นางหันกลับมา ขอความช่วยเหลือ "ท่านลุงหยาง?"

"..."

เมื่อได้ยินคำเรียกนั้น ถ้วยชาในมือของเหล่ายางก็สั่นเทา

เขาหน้าตึงเครียด นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า "ได้"

คนอื่นๆ เห็นความห้าวหาญของหลินซู ก็พาลคิดไปว่าคนที่อยู่ข้างกายเขาย่อมต้องมีฝีมือไม่ธรรมดา

มีเพียงเหล่ายางเท่านั้นที่รู้ดีว่าตัวเองเป็นแค่คนเป๋ไร้ค่า

แต่ในเมื่อหลินซูพาเขาออกมาจากย่านชานเมืองใต้แล้ว เขาก็ต้องทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด

แม้ว่าปากตรอกจะถูกปิดตาย แต่เขาก็ต้องส่งข่าวนี้ออกไปให้ได้

"ท่านลุงหยาง"

จินกุ้ยสังเกตเห็นมือที่สั่นเทาของเขา

นางโลมผู้นี้เมื่อคืนยังหมอบร้องไห้ฟูมฟายอยู่ตรงบันได แม้จะรู้ว่าตัวเองจะต้องตายก็ไม่กล้าขัดขืน เห็นได้ชัดว่าเป็นคนขี้ขลาด

แต่ตอนนี้ นางกลับโน้มตัวลงช่วยพยุงไม้เท้าให้ชายชรา พร้อมกระซิบว่า "ข้าจะไปเป็นเพื่อนท่านเอง"

ท่ามกลางสายตาของทุกคน

เหล่ายางถูกจินกุ้ยพยุงเดินออกไปทางประตูหลัง มุ่งหน้าไปยังปากตรอกอย่างกะโผลกกะเผลก

...

ปากตรอกชิงหลิ่ว

จ้าวเผิงและศิษย์น้องอีกหลายคน กวาดสายตาอันเยือกเย็นมองผู้คนที่เดินผ่านไปมา

เขาเหลือบมองมือปราบที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างหงุดหงิด

ถ้าหมอนี่ไม่มายืนเสนอหน้าอยู่ที่นี่ เรื่องราวคงไม่ต้องยุ่งยากขนาดนี้

พวกเข็คัดเลือกคนมาอย่างดี ตั้งใจจะบุกเข้าไปในตรอกตอนพลบค่ำ หักแขนหักขาไอ้จิ้งจอกนั่นตอนที่พรรคเฮยสุ่ยยังไม่ทันตั้งตัว แล้วลากมันกลับไปที่สำนักยุทธ์

แต่ช่างเถอะ

นายน้อยถูกฆ่าตายในหอวิหคกวักเมื่อคืน แค่พวกเขายืนอยู่ตรงนี้ ใครที่มีสมองคงไม่กล้าเหยียบเข้าไปในซ่องนั่นอีก

จิ้งจอกตัวหนึ่ง ถ้าแม้แต่รังของตัวเองยังปกป้องไม่ได้ เรื่องไปเข้าหูพวกคนในพรรคก็คงหมดอนาคต

เดี๋ยวมันก็ต้องโผล่หัวออกมาเอง

ในจังหวะนั้นเอง แววตาของจ้าวเผิงก็วูบไหว เขาค่อยๆ ก้าวเดินออกไป

เขามีรูปร่างกำยำใหญ่โต แต่ฝีเท้ากลับเบาหวิวผิดคาด

"คนเป๋กับกะหรี่งั้นรึ?"

จ้าวเผิงขวางทางคนทั้งสองที่พยายามจะเดินเลี่ยงไปทางมุมถนน แววตาหรี่แคบ ทอประกายเย็นชา

"..."

เหล่ายางและจินกุ้ยชะงักฝีเท้า

แม้จะทำใจดีสู้เสือมาเป็นร้อยครั้ง แต่เมื่อต้องเงยหน้ามองร่างที่สูงใหญ่ราวกับภูเขาตรงหน้า ร่างกายของทั้งสองก็ยังคงสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่

"นายท่าน ข้าแก่แล้ว แถมร่างกายก็พิการ ปรนนิบัติท่านได้ไม่นานหรอก ท่านเล่นสนุกของท่านไปเถอะ ให้แม่นางคนนี้ไปส่งข้าเถอะนะขอรับ"

ใบหน้าของเหล่ายางบิดเบี้ยว แต่ก็ยังฝืนยิ้มประจบประแจง พร่ำคำเยินยอไม่ขาดปาก

เพราะเขาเคยเรียนวรยุทธ์มาก่อน จึงรู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งของคนตรงหน้าดี

แค่ท่วงท่าตอนเดินเข้ามา ก็พอบอกได้แล้วว่าต่อให้มีหลิวซานเย่สิบคนมารวมกัน ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนผู้นี้

"พูดจาเสแสร้ง แถมยังยิ้มได้ทุเรศลูกตาชะมัด" จ้าวเผิงยื่นมือใหญ่ตบหน้าคนเป๋อย่างแรง

เสียงตบหน้าดังฉาดใหญ่

ปลุกให้ฉางอี้ที่กำลังสัปหงกอยู่ลืมตาขึ้นมาอย่างหงุดหงิด

เขากำลังจะเอ่ยปากห้าม แต่กลับต้องเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางไม่ไกลนัก

"เขายิ้มทุเรศขนาดนั้นเลยหรือ?"

เสียงถามด้วยความสงสัยดังขึ้น

ศิษย์สำนักยุทธ์หงอวิ้นหลายคนหน้าตึงเครียด หันขวับไปมองตามเสียง

ก็เห็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่ดูอมโรค กำลังเดินทอดน่องเข้ามากลางวงล้อมอย่างไม่แยแส

"ถ้าอย่างนั้น เจ้าลองยิ้มให้เขาดูหน่อยเป็นไง?"

หลินซูหยุดยืนอยู่ตรงหน้าจ้าวเผิง เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสนใจ

"..."

จ้าวเผิงมองชายหนุ่มด้วยสีหน้าเรียบเฉย

เขาสามารถเดาได้ทันที ว่านี่คือจิ้งจอกที่พวกเขาตามหาอยู่

สิ่งเดียวที่เขาคิดไม่ตกคือ ทำไมอีกฝ่ายถึงกล้ากำแหงขนาดนี้

เมื่อคิดได้ดังนั้น มุมปากของจ้าวเผิงก็ปรากฏรอยยิ้มเหี้ยม

ใช่ ข้างๆ มีมือปราบอยู่จริง แต่ท่านมือปราบผู้นี้จะมาคอยคุ้มครองเจ้าทั้งวันทั้งคืนได้งั้นหรือ?

"แกทำตัวให้มันดีๆ..."

เขาทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ แต่ยังพูดไม่ทันจบ ชายหนุ่มที่เพิ่งจะดูไร้เรี่ยวแรงเมื่อครู่ กลับพุ่งเข้าใส่ราวกับเสือร้าย

แขนขวาของเขาพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว นิ้วทั้งห้าตะปบเข้าที่ด้านข้างใบหน้าของจ้าวเผิง แล้วกระแทกหัวของเขาเข้ากับกำแพงด้านข้างอย่างรุนแรง

โครม!

กำแพงตรอกชิงหลิ่วที่ทรุดโทรมอยู่แล้ว จะไปทนแรงมหาศาลขนาดนี้ได้อย่างไร

มันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ รอยร้าวลุกลามไปทั่วราวกับใยแมงมุม!

"ข้าบอกให้เจ้ายิ้มให้เขาดู"

น้ำเสียงของหลินซูเย็นเยียบ ขณะที่มือกดใบหน้าของจ้าวเผิงไว้ นิ้วโป้งของเขาก็กดลึกลงไปที่มุมปากของจ้าวเผิงอย่างโหดเหี้ยม แล้วออกแรงฉีกขึ้นด้านบน

กะจะฉีกหน้าจ้าวเผิงให้เป็นแผลเหวอะหวะ!

"อ๊าก!!"

จ้าวเผิงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส

ศิษย์ร่วมสำนักในที่สุดก็ตั้งสติได้ รีบหันไปมองฉางอี้ที่อยู่ข้างๆ ตามสัญชาตญาณ

มือปราบคนนี้ไม่ได้ชักดาบออกมาทันที กลับมัวแต่มองซ้ายมองขวาหาอะไรอยู่ก็ไม่รู้

เมื่อเห็นดังนั้น เหล่านักบู๊จึงกำหมัดแน่น พากันพุ่งเข้าไปรุมอัดชายขี้โรคทันที

"บังอาจ! หยุดเดี๋ยวนี้!"

ฉางอี้ดึงสายตากลับมา ดาบยาวในมือดังเช้งออกจากฝัก

ไอ้จิ้งจอกเฒ่านี่เมื่อคืนทำให้เขารู้สึกกดดันมาก พออีกฝ่ายลงมือ สิ่งแรกที่เขาคิดคือหมอนี่กำลังเล่นลูกไม้อะไรอีก

ยังไม่ทันได้ตรวจสอบให้ดี ก็เห็นพวกนี้กล้าลงมือทำร้ายคนต่อหน้าเขาแล้ว

"..."

แขนหลายข้างที่เงื้อขึ้นเตรียมจะทุบลงมาหยุดชะงักอยู่กลางอากาศ

ศิษย์สำนักยุทธ์ตัวแข็งทื่อ หันไปมองด้วยสีหน้าแปลกประหลาด

เดี๋ยวสิ แบบนี้ก็ได้เหรอ?!

จ้าวเผิงเอามือกุมใบหน้าที่ฉีกขาด แววตาเต็มไปด้วยไฟแค้น

แต่เมื่อเห็นลายมังกรม่วงบนเสื้อของฉางอี้ เขาก็กลืนเลือดข้นๆ ลงคอ โบกมือห้ามศิษย์น้องทุกคน

ที่ศาลาว่าการเมืองเฮยสุ่ยมีมือปราบมากมาย แต่ส่วนใหญ่มีหน้าที่จัดการเรื่องของชาวบ้านธรรมดา

ส่วนคนที่มีสิทธิ์ปักลายมังกรม่วง พวกเขาคือคนที่ต้องเผชิญหน้ากับหมาป่าดุของพรรคเฮยสุ่ย หรือไม่ก็ยอดฝีมือที่มีชื่อเสียง

พูดอีกอย่างก็คือ

มือปราบตรงหน้า ไม่เป็นมหาคุรุที่สามารถปล่อยพลังภายในได้ ก็ต้องเป็นผู้ฝึกตนระดับฝึกปราณอย่างแน่นอน

ดูจากอายุที่ยังน้อย เป็นไปได้สูงว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง

"เขาไม่ได้อยู่เฝ้าตลอดหรอก... พวกเราไป!"

จ้าวเผิงจ้องหลินซูด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย ทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ไม่ชัดเจนนัก ก่อนจะหันหลังพาพวกพ้องจากไป

"หึ"

หลินซูมองตามพวกนั้นไป ก่อนจะเช็ดคราบเลือดที่ปลายนิ้ว

ก็จริง

เขาไม่ได้อยู่เฝ้าตลอดหรอก

จบบทที่ บทที่ 13 ยิ้มให้ท่านลุงหยางดูหน่อย

คัดลอกลิงก์แล้ว