- หน้าแรก
- พลิกตำราวิถีมาร ทะยานสู่บัลลังก์เซียน!
- บทที่ 11 มือปราบหน้าดำ
บทที่ 11 มือปราบหน้าดำ
บทที่ 11 มือปราบหน้าดำ
บทที่ 11 มือปราบหน้าดำ
"ใครๆ ก็ว่ามีเซียน แต่กลับไม่มีใครเคยเห็น"
เหล่ายางเคยเป็นผู้ฝึกยุทธ์มาก่อน แม้ความรู้จะเทียบไม่ได้กับพวกคหบดีมีเงินในเมือง แต่ก็ยังถือว่าเหนือกว่าชาวบ้านทั่วไป
เขาเดาะลิ้น แววตาเต็มไปด้วยความอิจฉา "แต่มีบางคนที่หลุมศพบรรพบุรุษมีควันเขียวพวยพุ่ง บังเอิญไปสัมผัสของวิเศษที่เกี่ยวข้องกับท่านเซียนเข้า แม้จะหยั่งรู้เพียงกระบวนท่าหรือครึ่งกระบวนท่า ก็สามารถพลิกผันกลายเป็นท่านผู้ฝึกตนผู้ยิ่งใหญ่ได้ในพริบตา"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ตาเป๋ก็ชะงักไป
เขาแอบชำเลืองมองหลินซู
การแสดงออกของอีกฝ่ายในช่วงนี้ ช่างเหมือนกับคนที่เขาเพิ่งพูดถึงเสียเหลือเกิน
"ของวิเศษพวกนี้มีเยอะไหม?" หลินซูเริ่มสนใจ
"ไม่เยอะขอรับ แต่ชาวบ้านธรรมดาที่ดวงดีก็อาจจะเจอได้"
เหล่ายางเคยเห็นเด็กหนุ่มยากจนจากชานเมืองใต้ อาศัยชามแตกๆ ใบหนึ่งของที่บ้าน จนสามารถตั้งรกรากในเมืองทิศตะวันตกได้สำเร็จ
เขาถอนหายใจ "แต่ถ้าตั้งใจจะไปหาล่ะก็ นั่นไม่ใช่เรื่องที่เงินจะแก้ปัญหาได้แล้ว"
"และคนส่วนใหญ่ต่อให้หยั่งรู้วิชาเซียนมาได้ เมื่อวาสนาเซียนในตัวหมดลง ชาตินี้ก็อย่าหวังว่าจะใช้ออกมาได้อีกเป็นครั้งที่สอง"
"..."
หลินซูพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
วาสนาเซียนในปากของตาเป๋ น่าจะเป็นหมอกพลังในตัวเขา หรือที่สตรีแซ่เหยียนเรียกว่าพลังวิญญาณนั่นเอง
ฟังดูแปลกๆ แฮะ
นี่มันไม่เหมือนเส้นทางการฝึกตนสายหลักเลยนี่นา
กลายเป็นว่าคนส่วนใหญ่คือพวกนักบวชนอกรีตที่พึ่งพาดวงเท่านั้น
"คนที่หยั่งรู้วิชาเซียนพวกนั้น ไม่ได้สืบทอดมันต่อหรอกหรือ?" หลินซูขมวดคิ้ว รู้สึกถึงความผิดปกติ
"มันจะไปง่ายแบบนั้นได้อย่างไร การหยั่งรู้จะผลาญประกายวิญญาณบนของวิเศษเซียนจนหมด ทำให้มันกลายเป็นของธรรมดา หากไม่เคยสัมผัสกลิ่นอายของท่านเซียนด้วยตนเอง จะไปเรียนรู้วิชาเซียนของเขาได้อย่างไร"
เหล่ายางยิ้มแห้งๆ
คำถามที่หลินซูถามมานี้ คาดว่าชาวบ้านที่เติบโตในเมืองเฮยสุ่ยทุกคนคงเคยขบคิดมาแล้วทั้งสิ้น
ก็ใครล่ะจะไม่อยากเป็นผู้ฝึกตนที่อยู่เหนือผู้คน
เขาถึงได้บอกก่อนหน้านี้ว่า มันเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้กันดี
"ซี้ด"
หลินซูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางขมวดคิ้วแน่น
เรื่องราวดูเหมือนจะซับซ้อนกว่าที่คิดไว้มาก
ของวิเศษที่หายากเช่นนี้ ต่อให้มีหลงเหลืออยู่ ก็ไม่ใช่สิ่งที่จิ้งจอกตัวหนึ่งจะหามาครอบครองได้
ส่วนเรื่องการพึ่งพาดวง...
หลินซูลุกขึ้นจากเตียง เดินไปหยุดอยู่ริมหน้าต่าง
เขาทอดสายตามองลงไปยังตรอกที่มืดมิด
ดูท่าคงต้องรีบสร้างชื่อเสียงให้เร็วกว่านี้เสียแล้ว มีเพียงการยืนอยู่ในจุดที่สูงขึ้น ถึงจะมีโอกาสได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านั้น
"เอ่อ"
เหล่ายางจ้องมองแผ่นหลังของชายหนุ่มด้วยความงุนงง
อีกฝ่ายไม่กังวลเรื่องการแก้แค้นของสำนักยุทธ์หงอวิ้นเลยแม้แต่น้อย แต่กลับดูใส่ใจเรื่องเล่าลือที่จับต้องไม่ได้พวกนี้เสียมากกว่า
"เอาล่ะ เจ้าช่วยข้าดูแลที่นี่หน่อย หากมีอะไรก็ส่งคนไปเรียกข้า"
หลินซูยืดเส้นยืดสาย บ่ายหน้าเตรียมจะออกจากห้อง
ดึกดื่นค่อนคืน ตรอกว่างเปล่าไร้ผู้คน
เหล่านางโลมก็เตรียมตัวพักผ่อน คงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอีก
สำหรับบรรยากาศในซ่องแห่งนี้ หลินซูไม่ชอบเอาเสียเลย ยิ่งไม่อยากจะพักค้างคืนที่นี่
"จะ... จะให้ไปเรียกท่านที่ไหนขอรับ?" เหล่ายางเกาหลังหัว
"บ้านแม่ม่ายนั่นไง"
หลินซูโบกมือ
เสื้อคลุมขนสัตว์สีขาวยังเก็บไว้ที่นั่น เอากลับมาขายก็น่าจะได้เงินอยู่บ้าง
เสื้อผ้าที่ใส่ก็เปื้อนเลือด ถือโอกาสเปลี่ยนชุดเสียเลย
ทนไปก่อนสักสองชั่วยาม พอฟ้าสว่างค่อยหาที่อยู่ใหม่
ตอนนี้เงินในกระเป๋าไม่ค่อยมี อะไรประหยัดได้ก็ต้องประหยัด
ระหว่างที่คิด เขาก็เดินลงมาถึงชั้นล่าง
หญิงสาวที่เหนื่อยล้าจับกลุ่มกันอยู่ กำลังกระซิบกระซาบวิจารณ์แขกที่มาในวันนี้
พอเห็นหลินซู พวกนางก็พากันเงียบเสียงลง
ในแววตาของทุกคนไม่มีความหวาดระแวงเหมือนก่อนหน้านี้ แต่กลับมีความซาบซึ้งใจเพิ่มเข้ามาแทน
"ท่านหลิน ลำบากท่านแล้วเจ้าค่ะ" จินกุ้ยค้อมตัวให้ชายหนุ่มเบาๆ
เมื่อเห็นดังนั้น หญิงสาวคนอื่นๆ ก็พากันโบกผ้าเช็ดหน้า "ท่านเหนื่อยแล้ว เดินทางปลอดภัยนะเจ้าคะ"
"..."
หลินซูเพิ่งก้าวพ้นประตูหอวิหคกวัก ก็ได้ยินเสียงเรียกใสๆ ดังไล่หลังมานับสิบเสียง
หนังตาของเขากระตุกวูบ
โชคดีที่ไม่มีคนอื่นอยู่ ไม่อย่างนั้นคงนึกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
ข้าไม่ได้ลำบากอะไรเลย ข้ายังไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง
หลินซูลอบด่าในใจ
เขาเดินเอื่อยๆ ไปตามตรอกยาวที่เงียบสงัด มีเพียงแสงริบหรี่จากโคมไฟขาดๆ สองดวงที่ส่องสว่างอยู่ปากทาง
ในจังหวะที่กำลังจะก้าวพ้นตรอกชิงหลิ่วนั่นเอง
แววตาของหลินซูพลันวูบไหว เขาหยุดฝีเท้าลงอย่างเงียบเชียบ ปลายนิ้วมีหมอกสีดำม้วนตัวเข้าออก
พร้อมกับการเคลื่อนไหวของเขา เสียงตวาดเย็นชาดังมาจากเบื้องหน้า
"หยุด!"
สิ้นเสียง ร่างกำยำค่อยๆ ก้าวออกมาจากเงามืด
เขาสวมชุดทะมัดทะแมง มีดดาบห้อยอยู่ที่เอว มืออีกข้างโยนศพศพหนึ่งลงบนพื้น
ภายใต้แสงโคมไฟสลัว
แม้ใบหน้าของเขาจะเย็นชาเพียงใด ก็ไม่อาจปกปิดความอ่อนเยาว์บนใบหน้าได้
เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุราวสิบห้าสิบหกปี
แถมผิวพรรณยังดำคล้ำ ดูราวกับก้อนถ่านไม่มีผิด
"ท่านมือปราบ มีธุระอะไรหรือ?"
หลินซูคลายมือ หมอกสีดำสลายไป
เขาแสร้งหาวหวอดๆ อย่างเป็นธรรมชาติ
เขาเคยเห็นชุดแบบนี้จากพวกมือปราบมาก่อน ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือ ชายเสื้อของคนผู้นี้มีลายมังกรม่วงปักอยู่
น่าจะหมายถึงตำแหน่งที่สูงกว่า
"อย่ามาทำเป็นไก๋"
ฉางอี้ขมวดคิ้วแน่น เขาตรวจสอบประวัติของคนผู้นี้แล้ว รู้ว่าเป็นจิ้งจอกตัวใหม่ของพรรคเฮยสุ่ย
แม้เขาจะเพิ่งรับตำแหน่งไม่นาน แต่คำสอนของรุ่นพี่ก็ทำให้เขารู้วิธีรับมือกับพวกจิ้งจอกเหล่านี้
เช้ง!
ดาบยาวถูกชักออกจากฝัก ชี้ตรงไปยังหน้าของหลินซู
"ตรอกชิงหลิ่วอยู่ใต้ความดูแลของข้า ในเมื่อเจ้าเป็นคนฆ่า ก็จงตามข้ามาเสียดีๆ"
ตามประสบการณ์ของฉางอี้ ลายมังกรม่วงบนเสื้อเป็นเครื่องหมายยืนยันความสามารถของเขาต่อคนทั่วไป
เพียงแค่ชักดาบออก จิ้งจอกส่วนใหญ่ก็จะรับรู้ถึงความรุนแรงของสถานการณ์ และเลิกทำตัวกะล่อนปลิ้นปล้อนไปเอง
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต่อมา กลับเหนือความคาดหมายของเขา
หลินซูมีสีหน้าเรียบเฉย เขาพิจารณาดาบยาวตรงหน้าอย่างตั้งใจ
ครู่ต่อมา มุมปากของเขาก็ยกขึ้น นิ้วมือดีดลงบนตัวดาบเบาๆ
ติ๊ง—
เสียงกังวานดังก้องในยามวิกาลอย่างชัดเจน
"ดาบดี เสียดายไปหน่อย" หลินซูรำพึง
"เสียดายอะไร?"
ฉางอี้รู้สึกเหมือนถูกลบหลู่ กำลังจะบันดาลโทสะ แต่กลับได้ยินคำพูดที่แปลกประหลาด
เขาชะงักไป ไม่ได้รีบร้อนลงมือ
หลินซูปรายตามอง รอยยิ้มแฝงแววหยอกล้อ แต่ดวงตากลับสงบนิ่งอย่างผิดปกติ "เสียดายที่นางโลมสองคนที่ถูกทรมานจนตายในหอของข้า ไม่มีโอกาสได้เห็นดาบวิเศษของท่านมือปราบ"
"เจ้า!"
ฉางอี้อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะกัดฟันกรอดตามสัญชาตญาณ
มือที่จับดาบสั่นสะท้าน
เขาย่อมรู้ดีว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร ชื่อเสียของจางสือไม่ใช่เพิ่งมีแค่วันสองวัน
"ตอนที่ข้ากำลังจะจับกุมมัน ก็มีเพื่อนร่วมงานรับคำสั่งมาพาตัวมันไปเสียก่อน..."
ฉางอี้ไม่รู้ตัวเลยว่า เขาไม่จำเป็นต้องอธิบายให้จิ้งจอกฟังแม้แต่น้อย
ภายใต้สายตาจับจ้องของหลินซู เขารู้สึกผิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก จนเสียงเริ่มติดขัด "ต่อมาคนของหอวิหคกวักก็มาอธิบาย ว่ามัน... ว่ามันเป็นเรื่องภายในครอบครัว..."
เสียงของฉางอี้แผ่วเบาลงเรื่อยๆ
เขารู้ดีว่าหญิงสาวพวกนั้นถูกบังคับ แต่ในฐานะมือปราบที่เพิ่งสวมชุดนี้ เขากลับไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย
"ในเมื่อตอนนั้นเป็นเรื่องภายในครอบครัว"
สายตาของหลินซูสงบนิ่ง นิ้วทั้งห้ากดลงบนหลังมือที่สั่นเทาของมือปราบหนุ่ม ค่อยๆ กดดาบยาวกลับเข้าฝักอย่างไม่รีบร้อน
"ตอนนี้มันก็เป็นเรื่องภายในครอบครัวเช่นกัน"
เขาตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ แล้วก้าวข้ามศพของจางสือ เดินทอดน่องจากไปอย่างช้าๆ
"..."
ฉางอี้ยืนอึ้งอยู่นาน ก่อนจะหันขวับกลับมา กำฝักดาบแน่นพลางตวาดว่า "สำนักยุทธ์หงอวิ้นไม่มีทางยอมเลิกราแน่! เจ้าตามข้ากลับไปรับการไต่สวนที่ศาลาว่าการแต่โดยดี ยังพอมีโอกาสรอดชีวิตอยู่บ้าง!"
เขาจ้องแผ่นหลังผอมบางนั่นเขม็ง
กลับเห็นว่าอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง น้ำเสียงแฝงความยียวน "งั้นก็ไม่รบกวนท่านมือปราบแล้ว"
จนกระทั่งร่างของหลินซูหายลับไปจากสายตา
ฉางอี้หอบหายใจหนัก เพิ่งรู้ตัวว่ามีเหงื่อซึมตามหน้าผาก
"ไอ้จิ้งจอกเฒ่า!"
เขาสะบัดมือด้วยความหงุดหงิด แม้อีกฝ่ายจะดูหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขา
แต่ดูจากการกระทำแล้ว ชัดเจนว่าเป็นคนเก่าคนแก่ที่คลุกคลีในพรรคเฮยสุ่ยมานาน
ถึงกับกดดันเขาที่เป็นมือปราบได้ตลอดการสนทนา!
ฉางอี้ถอนสายตากลับมาอย่างไม่สบอารมณ์ ประสบการณ์โชกโชนแค่ไหน จะมีประโยชน์อะไรเมื่อต้องเผชิญกับความแค้นที่ถูกฆ่าลูก พวกนักบู๊ในสำนักยุทธ์คงไม่มาต่อล้อต่อเถียงด้วยหรอก
ถึงเวลานั้นก็ต้องพึ่งมือปราบอย่างเขาเข้าไปควบคุมสถานการณ์อยู่ดี!
"เฮ้อ"
ฉางอี้หงุดหงิดแต่ไม่รู้จะไประบายที่ไหน คิดไปคิดมา ก็ก้มลงถ่มน้ำลายรดศพของจางสือ
ไอ้สวะ ตายซะได้ก็ดี!