- หน้าแรก
- ระบบสังหารมาร สับอสูรทะลวงสวรรค์
- บทที่ 13 - เรื่องประหลาดในเมืองเทียนหลาง
บทที่ 13 - เรื่องประหลาดในเมืองเทียนหลาง
บทที่ 13 - เรื่องประหลาดในเมืองเทียนหลาง
บทที่ 13 - เรื่องประหลาดในเมืองเทียนหลาง
ครู่ต่อมา ขบวนรถตระกูลเซียวก็แล่นมาถึงหน้าประตูเมือง
ภายใต้กำแพงเมืองสีเทาอมเขียวอันสูงตระหง่าน ทหารยามสวมชุดเกราะนับสิบนายกำลังตั้งด่านตรวจค้นอย่างเข้มงวด กลิ่นเหงื่อไคลผสมผสานกับกลิ่นมูลม้าเหม็นฉุนลอยมาปะทะจมูก ชาวบ้านนับพันคนเบียดเสียดยัดเยียดกันเป็นก้อนเดียว ผลักไสกันไปมาท่ามกลางการรอคอยการตรวจสอบด้วยความร้อนรน
ผู้คนตระกูลเซียวต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
เซียวจัวกระโดดลงจากรถม้า แหวกฝูงชนเข้าไป คว้าแขนเสื้อชายสวมชุดผ้าป่านคนหนึ่งไว้ "พี่ท่าน วันนี้เหตุใดถึงได้ตั้งด่านเอิกเกริกเช่นนี้"
ปลายนิ้วของเขาออกแรงรัดข้อมืออีกฝ่ายแน่น ทว่าบนใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นดุจสายลมฤดูใบไม้ผลิ
ชายผู้นั้นกำลังจะสะบัดตัวออก แต่พอเหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มแต่งกายคล้ายบ่าวรับใช้ของตระกูลใหญ่ ซ้ำพละกำลังที่ข้อมือยังหนักหน่วง รัดเขาไว้จนขยับไม่ได้ จึงจำต้องกลืนคำด่าทอลงคอไป "ได้ยินมาว่ากลัวจะมีปีศาจอสูรปะปนเข้ามาในหมู่คนเข้าเมือง ถึงได้ต้องตรวจค้นทีละคนอย่างไรเล่า"
"ขอบคุณมาก!" เซียวจัวคลายมือออกพลางกล่าวขอบคุณ
บริเวณประตูเมืองมีทหารเกราะดำยืนเรียงรายน่าเกรงขาม ทหารยามสองนายถือผลึกหินประหลาดสีม่วงเข้ม กวาดผ่านร่างผู้คนสัญจรไปมาทีละคน เมื่อผลึกหินสัมผัสร่างกายก็จะเปล่งแสงเรืองรอง ผู้ที่ไม่มีสิ่งใดผิดปกติจึงจะถูกนำตัวไปลงทะเบียนที่โต๊ะไม้ด้านหลัง เสมียนเฒ่าผู้ถือพู่กันมือสั่นเทาจุ่มหมึกเขียน ทำให้แถวที่รอคอยยิ่งเชื่องช้าไม่ขยับเขยื้อน
เซียวจัวนำสิ่งที่ได้ยินได้ฟังไปรายงานแก่เซียวหนิงจือ
เซียวหนิงจือใช้ข้อนิ้วเคาะคานรถม้าเบาๆ หลี่เจิ้นก็เข้าใจความหมายในทันที
เขานำผู้คุ้มกันร่างบึกบึนดั่งพยัคฆ์หมีอีกแปดคน บุกทะลวงเปิดทางท่ามกลางฝูงชนอย่างแข็งกร้าว ผู้ที่ขวางทางอยู่เบื้องหน้าคนทั้งเก้านี้แทบจะไร้เรี่ยวแรงต้านทาน ถูกเบียดกระเด็นไปด้านข้างอย่างง่ายดาย บางคนอ้าปากจะด่าทอ แต่พอจำได้ว่าเป็นคนของตระกูลเซียวก็หุบปากเงียบกริบทันที ตระกูลเซียวแห่งเมืองเผิงเฉิง นับเป็นคหบดีมีหน้ามีตาในเมืองเทียนหลางเช่นกัน ชาวบ้านธรรมดามีหรือจะกล้าตอแย
หลี่เจิ้นเดินไปถึงหน้าประตูเมือง ประสานมือคารวะชายวัยกลางคนในชุดนายกอง "ท่านขุนพล พวกเราคือคนของตระกูลเซียวแห่งเมืองเผิงเฉิง มีกิจการอยู่ในเมืองนี้เล็กน้อย ปรารถนาจะเข้าเมืองให้เร็วที่สุด พอจะช่วยอำนวยความสะดวกให้สักหน่อยได้หรือไม่"
นายกองวัยกลางคนช้อนตาขึ้นประประเมินหลี่เจิ้นครู่หนึ่ง สายตากวาดมองรถม้าและขบวนบ่าวไพร่กลุ่มใหญ่ของตระกูลเซียว กำลังจะเอ่ยปาก ก็เห็นคนผู้หนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากข้างกายหลี่เจิ้น
นั่นคือเซียวจัว
เขาสาวเท้าเข้าไปประชิดตัวนายกอง หันหลังบดบังสายตาผู้คน ล้วงถุงใบเล็กออกจากอกเสื้อปานสายฟ้าแลบ ยัดใส่มือของนายกองผู้นั้นอย่างแนบเนียน
นายกองรู้สึกหนักอึ้งที่ฝ่ามือ พอลองกะน้ำหนักดูก็เก็บเข้าอกเสื้อไปอย่างเงียบเชียบ บนใบหน้าเผยรอยยิ้ม มองเซียวจัวด้วยสายตาชื่นชม
เซียวจัวส่งยิ้มรู้กันตอบกลับไป ก่อนจะถอยฉากกลับไปยืนอยู่ด้านหลังหลี่เจิ้นอย่างเงียบๆ
นายกองจึงประสานมือคารวะไปทางตระกูลเซียว "ที่แท้ก็เป็นนายท่านเซียวกลับเมือง นี่สมควรต้องอำนวยความสะดวกอยู่แล้ว"
พูดจบก็ยกมือขวาขึ้น "ปล่อยผ่าน!"
ทหารที่ปิดกั้นประตูเมืองเหลือทางเดินเพียงคนเดียว รีบหลีกทางเปิดช่องว่างให้ทันที หลี่เจิ้นประสานมือขอบคุณอีกครั้ง ก่อนจะเดินนำหน้าไป ขบวนรถตระกูลเซียวเคลื่อนตัวตามกันเข้าไปอย่างเป็นระเบียบ
ทว่าหลังจากเข้าเมืองมาแล้ว ทุกคนยังไม่ทันก้าวพ้นบริเวณประตูเมือง ก็ถูกนายกองอีกคนเรียกตัวไว้ อีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้ง เพียงแต่ใช้ผลึกหินสีม่วงเข้มนั่นกวาดตรวจทุกคนใหม่อีกรอบ เมื่อยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ จึงยอมปล่อยให้ผ่านไปอย่างแท้จริง
"พี่เจิ้น ผลึกหินนั่นคือสิ่งใดกัน" เซียวจัวขยับเข้าไปใกล้หลี่เจิ้น แล้วกระซิบถาม
"ของสิ่งนั้นข้าก็เคยเห็นเพียงไม่กี่ครั้ง" หลี่เจิ้นตอบ "ได้ยินมาว่าเป็นผลงานของหอคอยเทียนจีแห่งราชวงศ์ต้าเฉิน สร้างมาเพื่อสะกดปีศาจอสูรที่สิงสู่ร่างมนุษย์โดยเฉพาะ"
เซียวจัวพยักหน้าเบาๆ สีหน้ากระจ่างแจ้ง ที่แท้ก็มีวิธีการตรวจสอบปีศาจอสูรเช่นนี้อยู่ด้วย! เมืองเผิงเฉิงไม่เคยมีของแบบนี้มาก่อน เมืองเทียนหลางแห่งนี้ สมกับที่เป็นเมืองขนาดกลางจริงๆ
หลังเข้าเมืองมาแล้ว ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองเทียนหลางก็ถาโถมเข้าใส่ บนท้องถนนผู้คนเดินขวักไขว่ เสียงจอแจอึกทึกครึกโครม เหนือล้ำกว่าเมืองเผิงเฉิงไปไกลลิบ
ขบวนรถวิ่งลัดเลาะไปตามตัวเมืองประมาณหนึ่งก้านธูป ก็มาถึงหน้าคฤหาสน์อันโอ่อ่าหลังหนึ่ง เหนือกรอบประตูแขวนป้ายอักษรตัวโตว่า 'จวนตระกูลเซียว' กระเบื้องหลังคาสีเขียวตัดกับกำแพงสีแดง ประตูไม้ทาสีแดงชาด หน้าประตูมีรูปปั้นสิงโตหินสูงกว่าหนึ่งจั้งสองตัวตั้งตระหง่านอย่างน่าเกรงขาม
เพียงแต่เวลานี้ประตูใหญ่กลับปิดสนิท หน้าประตูก็ไร้เงาคนเฝ้ายาม หลี่เจิ้นก้าวเข้าไปเคาะประตู
ครู่ต่อมา บานประตูก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแง้มเปิดออกเล็กน้อย บ่าวรับใช้ในชุดสีครามชะโงกหน้าออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย "จอมยุทธ์มีธุระอันใดหรือ"
"พ่อบ้านเซวียอยู่หรือไม่" หลี่เจิ้นผลักอีกฝ่ายออกไปตรงๆ พร้อมกับออกแรงผลักบานประตูทั้งสองเปิดกว้างจนสุด
ชายหนุ่มถูกผลักจนเซถลา กำลังจะบันดาลโทสะ แต่พอได้ยินว่าอีกฝ่ายมาหาพ่อบ้าน ซ้ำยังเห็นขบวนด้านนอกใหญ่โตไม่เบา จึงฝืนข่มความโกรธเอาไว้ "พ่อบ้านเซวียอยู่ด้านใน!"
"นายท่านมาถึงแล้ว! รีบไปเชิญเขามาเดี๋ยวนี้!" หลี่เจิ้นปรายตามองบ่าวรับใช้ที่ไร้หัวนอนปลายเท้าผู้นี้อย่างหงุดหงิด
เวลานี้สองพ่อลูกตระกูลเซียว เซียวจัว และเซี่ยงเยียนหลิ่วกับคนอื่นๆ ได้เดินเข้ามาในลานเรือนด้านหน้าแล้ว
คฤหาสน์หลังนี้คือทรัพย์สินที่เซียวหนิงจือซื้อหาไว้ในเมืองเทียนหลางเมื่อหลายปีก่อน นอกจากคฤหาสน์หลังใหญ่นี้แล้ว ในเมืองยังมีร้านค้าทำเลทองอีกสิบเจ็ดแห่ง รวมถึงหอสุราสองแห่ง และโรงเตี๊ยมอีกสามแห่ง
ไม่นานนัก ทุกคนก็นั่งลงในห้องโถงใหญ่
ชายชรารูปร่างผอมเล็กแต่ดูกระฉับกระเฉง ไว้หนวดทรงเลขแปดจีนรีบรุดเข้ามา "บ่าวเฒ่าเซวียเจียว คารวะนายท่าน!"
ชายชราค้อมกายคำนับเซียวหนิงจืออย่างสุดซึ้ง เขาคือเซวียเจียว พ่อบ้านคนสนิทที่อยู่เฝ้าเมืองเทียนหลางคอยดูแลกิจการให้นั่นเอง
"พอแล้วเฒ่าเซวีย" เซียวหนิงจือโบกมือ นั่งลงบนตำแหน่งประธาน "ก่อนอื่นไปจัดการที่พักให้คนติดตามมาทั้งหมดก่อน แล้วค่อยกลับมาเล่าสถานการณ์ในเมืองเทียนหลางช่วงนี้ให้ข้าฟัง"
เซวียเจียวรับคำสั่ง เดินแกมวิ่งออกไปสั่งการสองสามประโยค ก่อนจะรีบกลับมา "นายท่าน จัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ เพียงแต่หลายห้องไม่มีคนอยู่มานาน การเก็บกวาดคงต้องใช้เวลาสักหน่อย ส่วนห้องพักหลักของนายท่าน และห้องนอนใหญ่ที่เรือนฝั่งตะวันออกตะวันตก มีคนคอยดูแลทำความสะอาดอยู่เสมอ สามารถเข้าพักได้ทันทีขอรับ"
"ดีมาก" เซียวหนิงจือพยักหน้า "เฒ่าเซวีย ช่วงนี้เมืองเทียนหลางมีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่ ธุรกิจการค้าเป็นอย่างไรบ้าง"
"ในเมือง... ช่วงนี้ไม่ค่อยสงบเท่าใดนักขอรับ" บนใบหน้าของเซวียเจียวปรากฏแวววิตกกังวล "มีคนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในยามวิกาลติดต่อกันมาหลายวันแล้ว ทหารกองกำลังรักษาเมืองกับใต้เท้าหน่วยองครักษ์ปราบมารตรวจสอบมาหลายวัน กลับไม่พบเบาะแสใดๆ เลย"
เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ "ส่วนเรื่องการค้า ล้วนดำเนินไปตามปกติขอรับ"
เมื่อเซียวเส้าโหยวที่อยู่ด้านข้างได้ยินดังนั้น ใบหน้าอวบอ้วนที่อุตส่าห์ฟื้นฟูสีเลือดขึ้นมาบ้างหลังจากหนีออกจากเมืองเผิงเฉิง ก็พลันซีดเผือดลงไปอีกหลายส่วนในพริบตา
เซียวจัวเห็นดังนั้น ก็รู้ทันทีว่านายน้อยกำลังนึกถึงเรื่องปีศาจอสูรอีกแล้ว จึงรีบเอ่ยปาก "นายท่าน นายน้อยเดินทางรอนแรมมาหลายวัน สภาพจิตใจย่ำแย่ ข้าขอตัวพานายน้อยกลับไปพักผ่อนที่ห้องก่อนนะขอรับ"
เซียวหนิงจือปรายตามองลูกชาย ส่งสายตาเป็นนัยให้เซวียเจียว
อีกฝ่ายก็เข้าใจทันที "นายท่าน ข้าจะให้คนพานายน้อยกับเสี่ยวจัวไปที่เรือนฝั่งตะวันออกเดี๋ยวนี้ขอรับ"
เซวียเจียวเป็นคนเก่าคนแก่ของตระกูลเซียว ย่อมจำเซียวเส้าโหยวและเซียวจัวได้ ไม่นานนัก ทั้งสองคนก็ถูกนำทางไปที่ห้องพักเรือนฝั่งตะวันออก
เซียวเส้าโหยวเหนื่อยล้าเต็มทน เดินเข้าห้องไปพักผ่อนด้วยตัวเอง เพียงแค่ขอให้เซียวจัวนอนเป็นเพื่อนที่ห้องข้างๆ
เซียวจัวย่อมไม่มีปัญหา จึงพักผ่อนอยู่ห้องถัดไป
วันนี้การตรวจค้นอย่างเข้มงวดที่หน้าประตูเมืองก็ดูมีเงื่อนงำอยู่แล้ว พอได้ฟังคำพูดของเซวียเจียว ในเมืองมีเรื่องเกิดขึ้นจริงๆ ด้วย ปีศาจอสูรที่ทำให้หน่วยองครักษ์ปราบมารตรวจสอบมาหลายวันแต่ยังมืดแปดด้าน ชักจะน่าสนใจขึ้นมาเสียแล้ว
เซียวจัวกลับมาที่ห้องของตัวเอง ปิดประตูห้องอย่างแน่นหนา แล้วผลักหน้าต่างออก
เขานั่งอยู่ริมหน้าต่าง ล้วงเอาคัมภีร์เคล็ดวิชาที่ได้มาจากจวนเจ้าเมืองออกมา อาศัยแสงสว่างจากภายนอก พลิกอ่านอย่างละเอียดทีละหน้า
สองวันต่อมา เซียวหนิงจือยุ่งอยู่กับการจัดการธุระต่างๆ ภายในจวนตระกูลเซียวกลับเงียบสงบเป็นปกติ เพียงแต่ในแต่ละวันมักจะมีข่าวลือแว่วมาจากชาวบ้านเสมอว่า มีคนหายตัวไปอีกแล้ว
เมืองเทียนหลางในฐานะเมืองขนาดกลาง มีการจัดตั้งหน่วยองครักษ์ปราบมารประจำเมือง ประกอบด้วยผู้บังคับกองร้อยขอบเขตปราณแท้หนึ่งนาย ผู้บังคับหมวดสามนาย ผู้บังคับหมู่สิบห้านาย และองครักษ์ปราบมารทั่วไปอีกหนึ่งร้อยห้าสิบนาย
ว่ากันว่าแม้แต่ใต้เท้าผู้บังคับกองร้อยผู้นั้นจะออกโรงสืบสวนด้วยตัวเอง ก็ยังไม่สามารถค้นพบร่องรอยเบาะแสใดๆ ได้ ผู้สูญหายราวกับระเหยหายไปในอากาศ บรรยากาศภายในเมือง ยิ่งทวีความตึงเครียดและกดดันหนักอึ้งขึ้นทุกที
ทว่าเซียวจัวกลับไม่สนใจไยดีเรื่องเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
เขาตัดเรื่องทางโลก ดำดิ่งจิตใจทั้งหมดลงไปในการฝึกฝน เวลาเพียงสองวันสั้นๆ นอกจาก 'เคล็ดวิชาเก้าวัฏจักรเสวียนหยวน' และ 'เพลงดาบเพลิงผลาญ' แล้ว คัมภีร์วิชาอีกห้าเล่มที่เหลือ รวมไปถึง 'วิชาเผาผลาญปราณม่วงเร้นลับ' นั่น ล้วนถูกเขาฝึกฝนจนเข้าสู่ขั้นพื้นฐานแล้ว บัดนี้สามารถยืมพลังจากหน้าต่างสถานะมาใช้เพื่อบรรลุความเข้าใจได้แล้ว
[จบแล้ว]