- หน้าแรก
- จักรพรรดิเหนือสุญตา
- บทที่ 4 ความเข้าใจผิดอันใหญ่หลวง
บทที่ 4 ความเข้าใจผิดอันใหญ่หลวง
บทที่ 4 ความเข้าใจผิดอันใหญ่หลวง
บทที่ 4 ความเข้าใจผิดอันใหญ่หลวง
เขาต้องการบรรลุขอบเขตสร้างฐานราก ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องมีวิชาฝึกจิต
วิชาฝึกจิตเป็นทักษะการฝึกฝนที่เน้นการยกระดับขอบเขตพลังโดยเฉพาะ
เมื่อเทียบกับวิชากระบี่ วิชาหมัด หรือทักษะการโจมตีอื่นๆแล้ว วิชาฝึกจิตถือเป็นหัวใจสำคัญและมีค่ามากกว่ามาก
ขุมอำนาจทุกแห่งต่างเก็บรักษาวิชาฝึกจิตของตนไว้ราวกับสมบัติล้ำค่าและไม่ยอมให้คนนอกได้แตะต้องเด็ดขาด
หอทดสอบเป็นสถานที่เพียงแห่งเดียวที่คนธรรมดาสามารถได้รับวิชาฝึกจิตเป็นรางวัล แต่ทว่ามันก็เป็นสิ่งที่ได้รับมาได้ยากเย็นแสนเข็ญ
เจียงฟานไม่มั่นใจนักว่าจะได้รับรางวัลหรือไม่ เพราะเขาเองก็ไม่รู้เลยว่ารากวิญญาณโปร่งแสงนั้นอยู่ในระดับใด
ฝูงชนพากันหลั่งไหลเข้าสู่หอทดสอบ
ภายในหอมีห้องแยกอยู่มากมาย เจ้าหอทดสอบจัดให้เจียงฟานและลู่เจิ้งจากตระกูลสวี่เข้าทดสอบในห้องที่อยู่ติดกัน
ลู่เจิ้งแผ่ซ่านไปด้วยความมั่นใจ เขาเหลือบมองเจียงฟานพลางแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ "เดี๋ยวเจ้าก็อย่าตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อไปกับระดับรากวิญญาณที่แท้จริงของข้าล่ะ!"
เขามั่นใจว่าครั้งนี้เขาจะสามารถทดสอบได้รากวิญญาณระดับสามขั้นสูงสุดอย่างแน่นอน
และด้วยเหตุนี้ สถานะของเขาในตระกูลสวี่ก็จะสูงส่งขึ้นอีกครั้ง
เมื่อถึงตอนนั้น การจะแย่งชิงตัวสวี่โยวหรานมาก็จะเป็นเรื่องง่ายขึ้น
เจียงฟานยักไหล่แล้วเขียนลงบนกระดาษว่า "แล้วเราจะได้เห็นกัน"
เขาก็มีรากวิญญาณเหมือนกัน
ถึงแม้ว่ามันจะโปร่งแสงก็ตาม
เมื่อเจ้าหอทดสอบออกคำสั่ง ทุกคนต่างก้าวเข้าสู่ห้องทดสอบพร้อมกัน
นี่เป็นครั้งที่สี่แล้วที่เจียงฟานมาที่นี่
หลังจากปิดประตูหินลง เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหม่าขณะจ้องมองไปยังไม้บรรทัดผลึกที่ลอยอยู่กลางห้อง
มันมีขีดเครื่องหมายเก้าสี ซึ่งแสดงถึงระดับขั้นที่หนึ่งถึงเก้า
เมื่อวางมือลงบนนั้น รากวิญญาณจะกระตุ้นให้เกิดสีที่สอดคล้องกันบนไม้บรรทัดผลึก เพื่อระบุระดับของรากวิญญาณ
การทดสอบนี้มีความแม่นยำสูงมากและไม่เคยผิดพลาด
เจียงฟานสูดลมหายใจเข้าลึกๆเดินเข้าไปใกล้ไม้บรรทัดผลึกแล้ววางมือลงไป
วึ่ง!
ไม้บรรทัดผลึกสั่นสะเทือนเล็กน้อยทันที!
แรงกระเพื่อมค่อยๆพุ่งขึ้นจากฐานไปถึงขีดสีแดง จากนั้นก็พุ่งไปยังขีดสีส้มโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
หัวใจของเจียงฟานผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เขามักจะกังวลเสมอว่ารากวิญญาณโปร่งแสงของเขาอาจจะเป็นรากวิญญาณขยะที่ไม่มีระดับขั้นใดๆ
ในไม่ช้า แรงกระเพื่อมก็ไปถึงขีดสีเหลืองและพุ่งทะยานไปยังขีดสีเขียวด้วยพละกำลังที่รวดเร็ว
หัวใจของเจียงฟานเต้นรัว
สีเขียวหมายถึงรากวิญญาณระดับสี่ ซึ่งเหนือกว่าระดับของลู่เจิ้งไปแล้ว นับเป็นรากวิญญาณชั้นยอดที่หาได้ยากในเมืองกู่โจว
ทว่าแรงกระเพื่อมนั้นกลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง
มันพุ่งผ่านขีดสีน้ำเงินและไปถึงขีดสีคราม!
เจียงฟานกำหมัดแน่น หัวใจของเขาเต้นโครมครามอย่างรุนแรง
รากวิญญาณระดับหก เท่ากับระดับของสวี่อี้หนิงแล้ว!
แต่แรงกระเพื่อมก็ยังไม่หยุด!
สีม่วง ระดับเจ็ด!
สีดำ ระดับแปด!
ใจของเจียงฟานไปอยู่ที่ตาตุ่มและเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกคอแห้งผาก
ระดับแปด!
เขาสามารถบรรลุถึงระดับแปดได้จริงๆนี่มันเป็นการทำลายสถิติสูงสุดของเมืองกู่โจวเลยไม่ใช่หรือ!
วึ่ง——
แรงกระเพื่อมยังคงมีมวลพลังมหาศาลและพุ่งทะยานไปยังขีดสูงสุด... สีขาว!
ระดับเก้า! มันคือระดับเก้า!
นัยน์ตาของเจียงฟานหดตัว ดวงตาเต็มไปด้วยความปิติยินดีที่ไม่อาจควบคุมได้
เขามีรากวิญญาณระดับเก้าอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนจริงๆ!
นี่มันคือระดับในตำนานชัดๆ!
อย่างไรก็ตาม
แรงกระเพื่อมนั้นยังคงไม่หยุดและพุ่งสูงขึ้นไปอีก
ส่วนปลายของไม้บรรทัดผลึกเป็นพื้นที่ว่างเปล่าขนาดใหญ่ที่ไม่มีขีดเครื่องหมายใดๆ
ทว่าแรงกระเพื่อมนั้นยังคงพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดก็พุ่งออกจากไม้บรรทัดและทะลุออกไปนอกห้องทดสอบ
เรื่องนี้ทำให้เจียงฟานถึงกับอึ้งกิมกี่
รากวิญญาณของเขาคือประเภทใดกันแน่?
เขาตรวจพบมันแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะตรวจไม่พบระดับของมัน...
ในเกือบจะวินาทีเดียวกับที่แรงกระเพื่อมพุ่งออกจากไม้บรรทัดผลึก
ภายในห้องทดสอบที่อยู่ติดกัน ลู่เจิ้งเฝ้ามองแรงกระเพื่อมในไม้บรรทัดผลึกที่ขยับสูงขึ้นช้าลงเรื่อยๆราวกับหอยทากคลานขึ้นกำแพงและเมื่อมันหยุดนิ่งลงที่จุดวิกฤติระหว่างระดับสามขั้นกลางและขั้นสูงสุด ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นอัปลักษณ์ทันที
"ขึ้นไปสิ! เร็วเข้า ขึ้นไป! บัดซบเอ๊ย!" ลู่เจิ้งทุบไม้บรรทัดผลึกอย่างโกรธแค้นพลางตะโกนออกมาด้วยความขัดใจ
เขาคิดว่าเขาสามารถบรรลุระดับสามขั้นสูงสุดได้อย่างแน่นอน แต่สุดท้ายกลับขาดไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
ความแตกต่างเพียงเท่านี้หมายความว่าเขาจะไม่ได้รับทรัพยากรจากตระกูลสวี่และจะไม่ได้รับ "วิชากระบี่ตระกูลสวี่" ตามที่หวังอิ่งเฟิงรับปากไว้!
ในตอนนั้นเอง
แรงกระเพื่อมจากไม้บรรทัดผลึกของเจียงฟานพุ่งทะลุออกจากห้องของเขาและผ่านห้องของลู่เจิ้งไป
มวลพลังมหาศาลนั้นได้ฉุดกระชากแรงกระเพื่อมในไม้บรรทัดผลึกของลู่เจิ้ง ทำให้มันพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
มันพุ่งผ่านขีดสีเขียว สีคราม สีน้ำเงิน สีม่วงและสีดำ
ในที่สุด มันก็ค่อยๆขยับขึ้นไปหยุดนิ่งอยู่ที่ขีดสีขาว
ขีดสีขาวเริ่มเปล่งแสงและแสงนั้นก็ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
เจ้าหอทดสอบกำลังเอนกายอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ มือหนึ่งถือพู่กัน อีกมือหนึ่งพลิกสมุดทะเบียนอย่างเกียจคร้าน
ในเวลานี้ ประตูหินของห้องที่ 3 เปล่งแสงขึ้นเป็นห้องแรก โดยปล่อยแสงสีแดงจางๆออกมา
เขาหาห้องที่ 3 ในสมุดทะเบียนแล้วกล่าวอย่างเฉยเมยว่า "ห้องที่ 3 คุณหนูตระกูลจู จูถิงถิง รากวิญญาณระดับหนึ่งขั้นต่ำ"
ไม่นานนัก ห้องอื่นๆก็เริ่มเปล่งแสงขึ้นตามลำดับ
"ห้องที่ 7 อวี่วั่งตง ทายาทสมาคมการค้าตระกูลหลิว รากวิญญาณระดับหนึ่งขั้นสูง"
"ห้องที่ 1 นายน้อยแห่งปราสาทตระกูลเฉิง เจิ้งเซี่ยงชิว รากวิญญาณระดับหนึ่งขั้นต่ำ"
...
หลังจากบันทึกผลของห้องทดสอบไปได้หลายห้อง เจ้าหอทดสอบก็ส่ายหัวซ้ำๆ"เฮ้อ! เมืองกู่โจวตกต่ำลงทุกปีจริงๆ!"
"หากไม่มีสวี่อี้หนิงที่มีรากวิญญาณระดับหกเมื่อไม่นานมานี้ หอทดสอบที่นี่คงถูกรื้อทิ้งไปแล้ว"
ทันใดนั้น แสงสีขาวก็พุ่งออกมาจากซอกประตูหินในห้องของลู่เจิ้ง
เจ้าหอทดสอบขยี้ตา มองดูด้วยความงุนงง "สีขาวหรือ? บนไม้บรรทัดผลึก สีขาวหมายถึง..."
โครม!
เขาสปริงตัวลุกขึ้นยืน พละกำลังจากการเคลื่อนไหวส่งให้เก้าอี้ไม้ไผ่กระเด็นไปไกลหลายสิบฟุต
ใบหน้าแก่ชราของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างสุดขีดขณะจ้องมองแสงสีขาวที่ทวีความเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆจากห้องของลู่เจิ้ง เขาอุทานออกมาสี่คำด้วยความอัศจรรย์ใจ!
"ระดับเก้า... ปรากฏแล้ว!!!"
สิ้นเสียงของเขา แสงสีขาวก็ทวีความรุนแรงขึ้นทันที ราวกับดวงตะวันที่แผ่รัศมีเจิดจ้าจนตาพร่ามัว ทำให้หอทดสอบทั้งหอกลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์
หอทดสอบไม่อาจกักเก็บแสงสีขาวอันล้นพ้นนั้นไว้ได้ แสงนั้นพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทะลุผ่านชั้นเมฆไป!
ตระกูลสวี่
สวี่อี้หนิงเพิ่งจะเสร็จสิ้นจากการทำสมาธิ รายล้อมไปด้วยพลังวิญญาณ ดวงตาของนางเฉียบคมและเป็นประกาย
ข้างกายของนาง สวี่เจิ้งเหยียนดูภาคภูมิใจยิ่งนัก "อี้หนิง เจ้าบรรลุถึงขั้นที่เก้าของขอบเขตกลั่นลมปราณแล้ว! ในวัยเพียงเท่านี้ นี่ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในเมืองกู่โจวของเรา!"
หัวคิ้วของสวี่อี้หนิงมีความหยิ่งทะนงแฝงอยู่ "อย่างไรเสีย ด้วยรากวิญญาณระดับหกการฝึกฝนได้รวดเร็วเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ"
"เมื่อข้าเข้าสำนักเมฆาเขียวและได้รับวิชาฝึกจิตระดับเหลืองขั้นกลางหรือขั้นสูงมา ข้าจะฝึกฝนได้รวดเร็วยิ่งกว่านี้อีก..."
ทันใดนั้น
นางก็เหลือบเห็นลำแสงสีขาวจากหางตาและถึงกับชะงัก "ท่านพ่อ นั่นคืออะไร?"
สวี่เจิ้งเหยียนเองก็ตกตะลึงกับภาพที่น่าอัศจรรย์นั้น เขาเฝ้าสังเกตอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "มันมาจากทางหอทดสอบ"
"หรือว่าจะมีรากวิญญาณระดับสั่นสะเทือนโลกปรากฏขึ้นมา?"
"พ่อเคยได้ยินปู่ของเจ้าบอกว่า เมื่อหลายปีก่อนในเมืองเมฆาเขียวที่อยู่ใกล้เคียง มีอัจฉริยะที่มีรากวิญญาณระดับแปดปรากฏตัวขึ้นในระหว่างการทดสอบลำแสงสีดำพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เหมือนกับที่เราเห็นอยู่นี่เลย!"
แสงสีดำหมายถึงระดับแปด
ถ้าอย่างนั้น ลำแสงสีขาวก็ต้องเป็นระดับเก้าใช่หรือไม่?
สวี่อี้หนิงแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาขณะจ้องมองลำแสงนั้น นางกัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว
ด้วยความทะนงตัวของนาง นางไม่อาจยอมรับได้ว่าจะมีใครในเมืองกู่โจวที่มีรากวิญญาณเหนือกว่านาง
แถมยังเหนือกว่ามากด้วย!
เมื่อเฝ้ามองแสงที่ค่อยๆจางหายไป นางก็กัดฟันแน่น ขว้างกระบี่ลงพื้นแล้วรีบมุ่งหน้าไปยังหอทดสอบ พลางกล่าวว่า "ข้าต้องไปดูให้เห็นกับตาว่าเป็นใคร!"
สวี่เจิ้งเหยียนกังวลเรื่องความวู่วามของนาง แต่เขาก็มีความอยากรู้อยากเห็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับตัวตนของอัจฉริยะผู้ไม่ธรรมดาคนนี้
ดังนั้นเขาจึงเร่งฝีเท้าตามนางไป
เมืองกู่โจวทั้งเมืองเกิดความโกลาหลเนื่องจากการปรากฏของลำแสงสีขาว
เหล่านักสู้พละกำลังนับไม่ถ้วนต่างพากันแห่แหนไปที่หอทดสอบด้วยความบ้าคลั่ง ต่างปรารถนาที่จะได้เห็นภาพเหตุการณ์ที่หาดูได้ยากในรอบหลายร้อยปีนี้
ในหมู่พวกเขายังมีผู้นำตระกูลเก่าแก่บางคนที่ผู้คนคิดว่าตายไปนานแล้ว ซึ่งไม่อาจซ่อนตัวอยู่ได้อีกต่อไปและยอมออกจากตระกูลเพื่อมาเห็นหน้าค่าตาของผู้อัจฉริยะที่จะมาเปลี่ยนแปลงโลกคนนี้!
โลกภายนอกกำลังวุ่นวาย
ภายในหอทดสอบเองก็เกิดความโกลาหล
เหล่านักสู้ที่กำลังรับการทดสอบต่างรีบวิ่งออกมาจากห้องทดสอบของตน พากันมาออกันอยู่ที่หน้าประตูหินของลู่เจิ้ง ด้วยความตกตะลึงอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
เจ้าหอทดสอบมีท่าทีราวกับคนเสียสติ พึมพำออกมาไม่หยุด
"ตำนาน! ข้าได้เห็นตำนานกับตาแล้ว!"
"ในชั่วชีวิตของข้า ข้าได้เห็นรากวิญญาณระดับเก้าในตำนานจริงๆ!"
"มันเหมือนกับรากวิญญาณของท่านเจ้าตำหนักของตำหนักความลับสวรรค์ของพวกเราเลย"
ชายหนุ่มคนหนึ่งกำหมัดแน่นพลางกล่าวด้วยความอิจฉา "ท่านเจ้าหอ ระดับเก้านี่แข็งแกร่งที่สุดจริงๆหรือ?"
เจ้าหอทดสอบจ้องเขม็งไปที่เขาแล้วแค่นเสียง "เหลวไหล! ระดับเก้าย่อมต้องแข็งแกร่งที่สุดอยู่แล้ว..."
ดูเหมือนเขาจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาชะงักไปและกล่าวด้วยความไม่แน่ใจว่า "ในโลกนี้ยังมีรากวิญญาณประเภทหนึ่งที่เหนือกว่าระดับเก้าอยู่จริงๆ"