- หน้าแรก
- ปรมาจารย์ยุทธ์ผู้นี้รอบคอบเกินไปแล้ว!
- บทที่ 14 เผยคมดาบครั้งแรก
บทที่ 14 เผยคมดาบครั้งแรก
บทที่ 14 เผยคมดาบครั้งแรก
บทที่ 14 เผยคมดาบครั้งแรก
สำนักยุทธ์ตระกูลหยาง ลานฝึกยุทธ์เรือนกลาง
เมื่อหลินเยี่ยนก้าวเท้าเข้าไปในลานฝึก ก็พบใบหน้าใหม่ๆ หลายคน ซึ่งล้วนเป็นเด็กหนุ่มที่เพิ่งฝึกพื้นฐานสำเร็จและเลื่อนขั้นขึ้นมายังเรือนกลาง
ผู้รับหน้าที่สอนพวกเขายังคงเป็นเก่อฮุยเช่นเดิม
เมื่อเก่อฮุยเห็นหลินเยี่ยนปรากฏตัว สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นมืดครึ้มทันที
เขาคาดไม่ถึงว่าหลินเยี่ยนจะดวงแข็งขนาดนี้
เพิ่งจะจ้างคนจากพรรคพยัคฆ์ดำไปวางกับดักหลินเยี่ยน ไม่ทันไรพรรคพยัคฆ์ดำก็ถูกถล่มจนราบเป็นหน้ากลอง
ช่วงสองวันนี้ เขาจึงเลิกล้มความคิดที่จะหาคนมาจัดการหลินเยี่ยนไปก่อน
พอมีสติกลับมาคิดดูให้ดี หลินเยี่ยนก็ไม่มีค่าพอให้เสียเงินตั้งสองตำลึงเงินเลยสักนิด
แต่เมื่อเห็นหลินเยี่ยนถือป้ายจากห้องเบ็ดเตล็ด เดินตรงไปตักยาทาขัดผิวจากกระทะเหล็กใบใหญ่ ความโกรธของเก่อฮุยก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาอีกครั้ง
ท่านอาจารย์ห้ามไม่ให้ศิษย์ต่อสู้กันเอง แต่ก็ไม่ได้ห้ามเรื่องการประลองฝีมือนี่นา
หนึ่งชั่วยามผ่านไป หลินเยี่ยนเดินตรงไปที่กระทะเหล็กอีกครั้ง
เก่อฮุยตวัดสายตามอง กำลังจะอ้าปากตำหนิ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นหลินเยี่ยนถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างจงใจ เผยให้เห็นท่อนแขนสีทองแดง
คำด่าทอที่เตรียมไว้ถูกกลืนกลับลงคอไปจนหมดสิ้น
เขารู้ดีว่าการต่อว่าหลินเยี่ยนไปก็เปล่าประโยชน์ คนผู้นี้หน้าหนาเกินกว่าที่เขาคิดไว้มาก
ในตอนที่สำนักแจกยาทาฟรี เขาอุตส่าห์พูดจากระทบกระเทียบและใช้วิธีกีดกันสารพัด หลินเยี่ยนก็ยังหน้าด้านทายาต่อไปได้หน้าตาเฉย นับประสาอะไรกับตอนนี้ที่เขาควักเงินซื้อเองล่ะ
"เมื่อเชี่ยวชาญหมัดผ่าภูผาแล้ว ประสิทธิภาพในการดูดซึมยาทาขัดผิวก็เพิ่มขึ้นด้วย" หลินเยี่ยนไม่ได้สนใจความคิดของเก่อฮุยแม้แต่น้อย เขาแอบคำนวณอยู่ในใจอย่างเงียบๆ "เมื่อก่อนต้องใช้เวลาถึงสองชั่วยามจึงจะดูดซึมหมด ตอนนี้แค่ชั่วยามเดียวก็หมดแล้ว วันหนึ่งทาได้สี่ครั้ง เงินหนึ่งตำลึงนี่ช่างคุ้มค่าจริงๆ"
เงินหนึ่งตำลึง ได้ผลลัพธ์เทียบเท่ากับเงินสี่ตำลึง
ต้องขอบคุณท่านอาจารย์ที่จำกัดแค่เวลา แต่ไม่ได้จำกัดปริมาณ
ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่...
เมื่อฟืนใต้กระทะเหล็กมอดดับลง หลินเยี่ยนก็ทายาครั้งที่สี่เสร็จพอดี
เก่อฮุยจ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ สงสัยว่าเจ้านี่แอบขโมยยาทาขัดผิวไปซ่อนไว้หรือเปล่า ไม่อย่างนั้นทำไมถึงดูดซึมได้เร็วขนาดนี้
แต่น่าเสียดายที่จนกระทั่งฟ้ามืด เขาก็ยังจับผิดไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ทำได้เพียงเดินสะบัดก้นจากไปด้วยความแค้นใจ
หนึ่งวัน สองวัน สามวัน
หลินเยี่ยนเพ่งมองเข้าไปในห้วงความคิด ต้นไม้วรยุทธ์เติบโตขึ้นอย่างมั่นคง ใกล้แล้ว อีกแค่ไม่กี่วันก็พอแล้ว
"ทุกคนหยุดมือ"
เสียงของเก่อฮุยดังก้องไปทั่วลานฝึกยุทธ์
หลินเยี่ยนที่กำลังร่ายรำหมัดอยู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ยอมหยุดมือแต่โดยดี
เก่อฮุยเป็นถึงคนที่ท่านอาจารย์มอบหมายให้มาดูแลพวกเขา เขาสามารถต่อต้านคำสั่งที่ไม่สมเหตุสมผลได้ แต่จะละเมิดกฎไม่ได้เด็ดขาด เพราะนั่นจะเป็นการเปิดช่องให้เก่อฮุยเล่นงานเอาได้
"การฝึกวรยุทธ์จะเอาแต่ร่ายรำกระบวนท่าอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้จักการต่อสู้จริงด้วย" เก่อฮุยกวาดสายตามองทุกคน "วันนี้พวกเจ้าจับคู่ประลองหมัดกัน เพื่อทดสอบความสามารถในการต่อสู้จริงของพวกเจ้า"
พอพูดจบ ศิษย์หลายคนก็ตาเป็นประกาย
เด็กหนุ่มที่เข้ามาฝึกยุทธ์ในสำนัก มีใครบ้างที่ไม่เคยฝันถึงฉากต่อสู้แบบหนึ่งต่อสิบอย่างสง่างาม
แต่ตั้งแต่เข้าสำนักมา วันๆ ก็เอาแต่ฝึกหมัด น่าเบื่อจะตายชัก
พอได้ยินว่าจะได้ประลองฝีมือ แต่ละคนก็แทบจะอดใจรอไม่ไหว
"พวกเจ้ายังไม่ผ่านการขัดผิวครั้งแรก พลังฝีมือจึงไม่ต่างกันมาก ข้าจะสุ่มจับคู่ให้ เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันทั้งนั้น เวลาลงมือก็ออมมือกันหน่อยล่ะ"
"หวังไห่ จางเฉียง คู่กัน"
"จางผิงอัน หลี่เค่อซิว คู่กัน"
เก่อฮุยจับคู่ไปหลายคู่ สุดท้ายสายตาก็มาหยุดที่หลินเยี่ยน พร้อมกับแววตาที่มีความหมายแอบแฝง
"หลินเยี่ยน เฉียนจวิน คู่กัน"
ข้ากับเฉียนจวินหรือ
หลินเยี่ยนเหลือบมองเฉียนจวินที่มีรูปร่างสูงใหญ่ หากจำไม่ผิด เฉียนจวินเข้าสำนักมาก่อนเขาตั้งสี่เดือน ยาทาขัดผิวก็ไม่เคยขาด แม้จะยังไม่ผ่านการขัดผิวครั้งแรก แต่ก็คงใกล้เคียงเต็มทีแล้ว
การประลองครั้งนี้ พุ่งเป้ามาที่ข้าสินะ
เก่อฮุยคงจะเตี๊ยมกับเฉียนจวินไว้ล่วงหน้าแล้วเป็นแน่
ปากก็บอกว่า "ออมมือกันหน่อย" แต่หมัดเท้าไร้ตา ตราบใดที่ไม่ถึงขั้นพิการ ทางสำนักก็คงไม่เอาเรื่อง ศิษย์ที่ยังไม่ผ่านการขัดผิวครั้งแรกอย่างพวกเขายังไม่เป็นที่สำคัญในสายตาท่านอาจารย์ หากบาดเจ็บขึ้นมา ก็ได้แต่โทษตัวเองว่าไร้ฝีมือ
หลินเยี่ยนรู้ทันแผนการทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
เขาเองก็ใกล้จะผ่านการขัดผิวครั้งแรกเต็มทีแล้ว เฉียนจวินถือเป็นคู่ต่อสู้ที่เหมาะสมพอดี
ไม่นาน หวังไห่กับจางเฉียงก็ก้าวเข้าสู่กลางลานประลอง
หลินเยี่ยนมองดูทั้งสองคนออกหมัดแล้วก็ส่ายหน้าเบาๆ แข็งทื่อเกินไป ร่ายรำกระบวนท่าโดยไม่มีการพลิกแพลงเลยสักนิด
หากเป็นเขา สองกระบวนท่าก็จัดการได้แล้ว
"หวังไห่ หมัดนี้ของเจ้าลงน้ำหนักผิด จางเฉียง เมื่อต้องรับมือกับกระบวนท่านี้ ทำไมเจ้าไม่ขยับเท้าขวาเพื่อสวนกลับล่ะ กระบวนท่าตายตัว แต่คนพลิกแพลงได้..."
เมื่อการประลองจบลง เก่อฮุยก็วิจารณ์ทีละคน ดูเผินๆ เหมือนตั้งใจชี้แนะศิษย์น้องจริงๆ
การกระทำนี้ ทำให้เขาเรียกคะแนนนิยมจากศิษย์คนอื่นๆ ได้ไม่น้อย
ผ่านไปหลายคู่ สายตาของเก่อฮุยก็แข็งกร้าวขึ้น
"คู่ต่อไป เฉียนจวิน พบ หลินเยี่ยน"
"ศิษย์น้องหลิน เชิญ"
เฉียนจวินยืนจังก้าอย่างวางมาด ไม่ได้เห็นหลินเยี่ยนอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
เขาเข้าสำนักมาห้าเดือนกว่าแล้ว ใกล้จะผ่านการขัดผิวเต็มที ส่วนหลินเยี่ยนเพิ่งเข้ามาได้แค่เดือนเดียว จะมาสู้เขาได้อย่างไร
ไอ้หมอนี่กล้าดีอย่างไรถึงไปล่วงเกินศิษย์พี่เก่อ วันนี้ถือโอกาสระบายความแค้นแทนศิษย์พี่เก่อเลยก็แล้วกัน
"ศิษย์พี่เฉียน"
หลินเยี่ยนไม่ได้ประสานมือคารวะ แต่กลับเดินเข้าไปหาเฉียนจวิน แล้วยื่นมือขวาออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ
ทุกคนถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน
ผู้ฝึกยุทธ์เวลาประลองฝีมือกัน ไม่ประสานมือคารวะ ก็ลงมือซัดกันเลย การยื่นมือออกไปหมายความว่าอย่างไรกัน
เฉียนจวินเองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง มองดูมือที่ยื่นมาตรงหน้าซึ่งเห็นกระดูกข้อต่อนูนชัดเจน แล้วก็เผลอยื่นมือไปจับตามสัญชาตญาณ
"ขอศิษย์พี่เฉียนชี้แนะด้วย"
หลินเยี่ยนปล่อยมือ แล้วถอยหลังกลับไปยืนที่เดิม
"นี่มันธรรมเนียมอะไรกัน"
"ดูเหมือนจะเคยเห็น แต่ก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน..."
เมื่อได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้าง หลินเยี่ยนก็ยิ้มบางๆ
"นี่เรียกว่ามารยาทสัมผัสมือ ข้าเคยอ่านเจอในตำราโบราณ ศิษย์พี่เฉียนเข้าสำนักมาก่อนข้า การประลองหมัดกับข้าถือเป็นการชี้แนะ ข้าจึงควรสัมผัสมือด้วย"
ทุกคนถึงบางอ้อ แม้จะรู้สึกว่าเหตุผลนี้ฟังดูทะแม่งๆ แต่ก็ไม่มีใครใส่ใจอะไรมากนัก
ในห้วงความคิด หลินเยี่ยนมองดูต้นไม้วรยุทธ์สีเทาที่เตี้ยกว่าของตนเองไปช่วงหนึ่ง เขาก็วางใจได้เปลาะหนึ่ง
ความก้าวหน้าในการขัดผิวของเฉียนจวินด้อยกว่าเขามาก พลังปราณโลหิตก็สู้ไม่ได้ ความเชี่ยวชาญในหมัดผ่าภูผายิ่งไม่ต้องพูดถึง
การต่อสู้ครั้งนี้ ไม่มีทางแพ้แน่นอน
ตอนนี้สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ จะซ่อนฝีมือดีหรือไม่
เมื่อเฉียนจวินเห็นหลินเยี่ยนถอยกลับไปยืนเงียบๆ ก็ตวาดเสียงต่ำ
"ศิษย์น้องหลิน รับหมัด"
เขาย่อตัวลงในท่าม้า หมัดขวาพุ่งแหวกอากาศตรงเข้าแสกหน้าหลินเยี่ยน
หมัดยังไม่ทันถึง ลมหมัดก็ปะทะใบหน้าเสียแล้ว
ศิษย์รอบข้างพากันร้องอุทาน
สีหน้าของหลินเยี่ยนยังคงราบเรียบ
ในสายตาของเขา หมัดนี้เต็มไปด้วยช่องโหว่ เพื่อต้องการใช้พลังอย่างเต็มที่ เฉียนจวินโน้มตัวไปข้างหน้ามากเกินไป จุดศูนย์ถ่วงเทไปที่ขาซ้าย เวลาออกหมัดกระดูกสะบักก็เปิดไม่สุด พลังที่ส่งไปถึงข้อศอกจึงลดลงไปกว่าครึ่ง
หลินเยี่ยนไม่หลบไม่เลี่ยง รอจนกระทั่งลมหมัดปะทะใบหน้า จึงค่อยๆ เอียงคอหลบอย่างหวุดหวิด ปล่อยให้หมัดนั้นเฉียดหูไป
พร้อมกันนั้น ฝีเท้าก็เคลื่อนไหวอย่างลื่นไหล แทรกตัวเข้าไปในช่องว่างตรงกลางของเฉียนจวินอย่างรวดเร็ว
ไม่มีกระบวนท่าหวือหวา มีเพียงวิชาหมัดผ่าภูผากระบวนท่า "เปิดประตูเห็นภูเขา" หมัดขวายกขึ้นจากเอว ทิ้งไหล่และศอกลง พุ่งตรงไปในระยะที่สั้นและตรงที่สุด
จังหวะเวลาช่างเหมาะเจาะพอดิบพอดี
ตรงกับจังหวะที่เฉียนจวินเพิ่งหมดแรงส่งและยังทรงตัวไม่อยู่พอดี
ม่านตาของเฉียนจวินหดเกร็ง อยากจะปัดป้องหรือหลบหลีก แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อเพราะใช้แรงมากเกินไป เคลื่อนไหวช้าไปครึ่งจังหวะ ทำได้เพียงบิดตัวสุดชีวิต ใช้แขนซ้ายรับการโจมตีอย่างยากลำบาก
ปัง
เสียงดังสนั่น
เฉียนจวินรู้สึกเพียงความปวดชาแล่นปลาบขึ้นมาจากซี่โครงซ้าย ร่างกายซีกหนึ่งอ่อนแรง ถอยหลังโซเซไปห้าหกก้าว ก่อนจะล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น
เขาเงยหน้ามองหลินเยี่ยน แววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
ทั่วทั้งลานเงียบกริบ
ศิษย์หลายคนยังมองไม่ทันด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นแค่เฉียนจวินชกอากาศอย่างดุดัน หลินเยี่ยนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ชกออกไปหมัดเดียว เฉียนจวินก็ล้มลงไปแล้ว
หลินเยี่ยนค่อยๆ ดึงหมัดกลับ ลมหายใจยังคงสม่ำเสมอ ราวกับเพิ่งปัดแมลงวันไปตัวหนึ่งเท่านั้น
เขาเหลือบมองเฉียนจวินที่นั่งกองอยู่บนพื้น แล้วปรายตามองเก่อฮุยที่มีใบหน้าเขียวคล้ำ ก่อนจะประสานมือคารวะแล้วกล่าวเรียบๆ
"ศิษย์พี่เฉียน ออมมือให้ข้าแล้ว"
รอยยิ้มเย็นชาบนใบหน้าของเก่อฮุยแข็งค้าง
เขาไม่เข้าใจว่าหลินเยี่ยนเอาชนะเฉียนจวินได้อย่างง่ายดายเพียงนี้ได้อย่างไร ต่อให้เป็นตัวเขาเอง หากไม่ใช้พลังปราณโลหิตระดับขัดผิวครั้งแรกเข้าข่ม ก็ไม่มีทางเอาชนะได้เร็วขนาดนี้แน่นอน
"ศิษย์น้องหลินเก่งกาจสมคำร่ำลือ ทำเอาศิษย์พี่อย่างข้าคันไม้คันมือขึ้นมาแล้วสิ ไม่สู้พวกเรามาประลองกันสักสองสามกระบวนท่าดีหรือไม่"
"ศิษย์พี่เก่อเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ที่ผ่านการขัดผิวครั้งแรกแล้ว ข้าจะไปสู้ได้อย่างไร ขอยอมแพ้ดีกว่า"
หลินเยี่ยนปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา
การต่อสู้กับโจวอู่ทำให้เขาตระหนักว่า การต่อสู้ข้ามระดับนั้นเสี่ยงเกินไป หากไม่จำเป็นจริงๆ เขาจะไม่ทำเด็ดขาด
เมื่อเห็นใบหน้าที่ถ่อมตนและยอมรับว่า "สู้ไม่ได้" ของหลินเยี่ยน เก่อฮุยก็แทบอยากจะพุ่งเข้าไปชกหน้าสักหมัด
แต่เขาก็ไม่กล้า
หากกล้าลงมือจริงๆ ท่านอาจารย์ไม่มีทางปล่อยเขาไว้แน่
"การประลองจบลงเพียงเท่านี้ ฝึกหมัดต่อไป"
เก่อฮุยเดินจากไปพร้อมกับข่มความโกรธไว้ในใจ
หลินเยี่ยนยังคงยืนฝึกหมัดอยู่บนลานฝึกยุทธ์ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เพียงแต่ครั้งนี้ บนลานฝึกยุทธ์มีสายตาหลายคู่ที่คอยจดจ้องมาที่เขาเป็นระยะ ทั้งอยากรู้อยากเห็น สอดแนม และประเมินเขาใหม่
ศิษย์สองคนที่เคยตั้งใจตีตัวออกห่างเขา ก็แอบขยับเข้ามาใกล้ๆ อีกครั้ง
หลินเยี่ยนส่งยิ้มให้ ท่าทียังคงเหมือนเดิมทุกประการ