- หน้าแรก
- ปรมาจารย์ยุทธ์ผู้นี้รอบคอบเกินไปแล้ว!
- บทที่ 13 เม่งจื๊อเคยกล่าวไว้ มิใช่คน
บทที่ 13 เม่งจื๊อเคยกล่าวไว้ มิใช่คน
บทที่ 13 เม่งจื๊อเคยกล่าวไว้ มิใช่คน
บทที่ 13 เม่งจื๊อเคยกล่าวไว้ มิใช่คน
ปัง
หลินเยี่ยนยกเก้าอี้หินในลานบ้านขึ้นมา ทุบลงบนหัวของโจวอู่อย่างแรงจนเลือดสาดกระเซ็น
เมื่อแน่ใจว่าโจวอู่ตายสนิทแล้ว เขาจึงเริ่มค้นตัว
"เป็นถึงหัวหน้าตึกพรรคพยัคฆ์ดำ ทำไมถึงได้ยากจนนัก"
คลำหาอยู่นาน พบเพียงป้ายเงินสลักคำว่า "พยัคฆ์ดำ" อยู่ชิ้นเดียว หลินเยี่ยนอดไม่ได้ที่จะสบถด่า
ป้ายเงินนี้หนักประมาณห้าหกตำลึง แต่มีสิ่งเจือปนมากเกินไป อีกทั้งเขาก็ไม่สามารถนำไปขายที่โรงรับจำนำได้
หลินเยี่ยนไม่สนใจศพของโจวอู่อีก เขาเดินเข้าไปในบ้าน พื้นห้องปูด้วยแผ่นอิฐ ข้าวของเครื่องใช้เรียบง่าย มีเพียงโต๊ะเก้าอี้หนึ่งชุดและเตียงหนึ่งหลัง
เขากวาดสายตามองไปทุกตารางนิ้ว สุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ที่ใต้เตียง
เมื่อเปิดแผ่นไม้ปูเตียงขึ้นมา พื้นด้านล่างก็สะอาดสะอ้าน
หลินเยี่ยนยิ้มออก
คนอย่างโจวอู่ไม่มีทางทำความสะอาดใต้เตียงแน่ การที่มันสะอาดจนผิดปกติ ย่อมต้องมีสิ่งใดซ่อนเร้นอยู่
หลังจากคลำหาอยู่ครู่หนึ่ง ก็พบว่ามีอิฐก้อนหนึ่งกลวง
เขาสอดนิ้วเข้าไปตามรอยแยก ออกแรงงัดขึ้นมา แผ่นอิฐพลิกเปิดออก เผยให้เห็นกล่องไม้ที่ซ่อนอยู่ด้านล่าง
เมื่อเปิดกล่องไม้ แสงสีเงินวาววับก็สะท้อนเข้าตา
"เงินเยอะขนาดนี้... นี่เป็นฐานเก็บเงินลับของพรรคพยัคฆ์ดำหรือ หรือเป็นเงินส่วนตัวของโจวอู่กันแน่"
ดวงตาของหลินเยี่ยนเปล่งประกาย ไม่ว่าจะเป็นของใคร ตอนนี้มันตกเป็นของเขาแล้ว
เขาหยิบเงินก้อนออกมาพิจารณาครู่หนึ่ง ก็ยิ่งพึงพอใจ นี่เป็นเงินก้อนธรรมดาที่ใช้หมุนเวียนในตลาด ไม่มีสัญลักษณ์ของพรรคพยัคฆ์ดำ การนำไปใช้จ่ายจึงไร้ซึ่งความเสี่ยงใดๆ
"ไฟไหม้"
ยามดึกสงัด เปลวเพลิงลุกโชนไปทั่วลานบ้าน
เมื่อไฟถูกดับลง คนหลายคนก็ยืนหน้าเครียดอยู่หน้ากองซากปรักหักพัง
"ท่านหัวหน้าพรรค ท่านหัวหน้าตึกโจวถูกคนใช้หมัดชกจนตาย น่าเสียดายที่ศพถูกเผาจนไหม้เกรียม จึงดูไม่ออกว่าเป็นวิชาหมัดของสำนักใด"
หัวหน้าพรรคพยัคฆ์ดำหน้าดำคล้ำ
บ้านหลังนี้เป็นฐานลับของพรรค มีเพียงเขาคนเดียวที่รู้เรื่องนี้ แม้แต่หัวหน้าตึกคนอื่นๆ ก็ยังไม่รู้
โจวอู่ถูกคนลอบทำร้ายจนบาดเจ็บ ศัตรูมีมากมาย เขาจึงจัดการให้โจวอู่มาพักอยู่ที่นี่ คนที่ส่งอาหารให้โจวอู่ก็เป็นเพียงลูกพรรคระดับล่างสุด ตามหลักแล้วไม่น่าจะเป็นที่สะดุดตา
"จะเป็นใครไปได้อีก พรรคพยัคฆ์ดำของเรามีศัตรูอยู่แค่สามราย คงต้องเป็นฝีมือของใครคนใดคนหนึ่งในนั้นแน่"
หัวหน้าตึกอีกคนกล่าวเสียงเย็น
"ตามความเห็นของข้า คงมีคนจับตาดูพวกลูกพรรคที่ส่งอาหาร แล้วสะกดรอยตามมาจนเจอแน่ๆ การตายของคนที่ชื่อเจิ้งโปนั่น ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่า ศัตรูตามรอยเขามาจนพบที่นี่"
"เจิ้งโปหรือ ที่บ้านยังมีแม่แก่ๆ กับน้องชายอีกคนใช่หรือไม่"
"ใช่ขอรับ"
หัวหน้าพรรคพยัคฆ์ดำกล่าวเรียบๆ
"ช่วงนี้ที่หอคณิกาขาดแคลนกระต่ายน้อยพอดี เอาน้องชายของมันไปส่งเสีย"
หลินเยี่ยนอาศัยจังหวะที่อาสะใภ้ไม่อยู่บ้าน นำเงินไปซ่อน เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดที่ใส่ แล้วนำไปเผาทิ้ง
"เสื้อผ้าข้ามีไม่กี่ชุด ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่มีเสื้อผ้าใส่แน่ ต้องไปตัดเพิ่มที่ร้านตัดเสื้อสักสองสามชุดแล้ว"
ฆ่าคนหนึ่งครั้ง เผาเสื้อผ้าหนึ่งชุด
หากไม่ได้ผลตอบแทนกลับมาทุกครั้ง เขาคงไม่มีปัญญาไปฆ่าใครได้อีก
หลินเยี่ยนเริ่มทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนเช่นเคย
อันดับแรก ข้อควรปรับปรุง เขาประเมินความแข็งแกร่งของระดับขัดผิวครั้งแรกต่ำเกินไป
โจวอู่ได้รับบาดเจ็บ แขนขวาใช้การไม่ได้ อีกทั้งยังตาบอด เขายังเอาชนะมาได้อย่างยากลำบาก หากต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขัดผิวครั้งแรกที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ เขาต้องแพ้ราบคาบเป็นแน่
การบาดเจ็บของผู้ฝึกยุทธ์ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่จะทำให้ปราณโลหิตทั่วร่างไหลเวียนไม่สะดวก พละกำลังโดยรวมจึงลดฮวบลงอย่างมาก
วันข้างหน้า ห้ามใช้กำลังที่ด้อยกว่าไปต่อสู้กับคนที่เก่งกว่าเด็ดขาด ต้องใช้วิธีโจมตีจุดอ่อนเท่านั้น
ประการที่สอง วิธีการใช้ผงพริกไทยหรือผงปูนขาวนั้น ในขณะที่โจวอู่ไม่ได้ระวังตัวก็ยังสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว หากใช้กับผู้ฝึกยุทธ์ที่มีการเตรียมพร้อม คงไม่ได้ผลมากนัก ทำได้เพียงใช้เป็นลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ไม่สามารถนำมาเป็นไพ่ตายได้
ส่วนเรื่องทางฝั่งพรรคพยัคฆ์ดำนั้น ไม่น่ากังวลเท่าไรนัก
เรื่องที่เก่อฮุยติดต่อกับเจิ้งโป เจิ้งโปก็ไม่ได้แพร่งพรายให้ใครรู้ โจวอู่ที่รู้เรื่องนี้ก็ตายไปแล้ว
ขอเพียงเก่อฮุยไม่โง่ ก็คงไม่ยอมมอบหลักฐานการทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักให้ตกไปอยู่ในมือของพรรคพยัคฆ์ดำเป็นแน่
เก่อฮุย
จิตสังหารพาดผ่านดวงตาของหลินเยี่ยน
เขาไม่ใช่คนกระหายเลือด ที่ฆ่าจางต้าไห่และพรรคพวก เป็นเพราะพวกมันวางแผนทำร้ายเจ้าของร่างเดิมจนถึงแก่ความตาย หนี้แค้นนี้ต้องชำระ ที่ฆ่าโจวอู่และเจิ้งโป เป็นเพราะถ้าเขาไม่ลงมือ โจวอู่ก็จะเป็นฝ่ายลงมือกับเขาเอง จึงต้องลงมือก่อนเพื่อชิงความได้เปรียบ
ส่วนเก่อฮุย ในฐานะตัวการของเรื่องราวทั้งหมด ก็สมควรตายเช่นกัน
เม่งจื๊อเคยกล่าวไว้ ผู้ที่ทำร้ายพี่น้องร่วมสำนัก มิใช่คน
เมื่อทบทวนเสร็จ หลินเยี่ยนก็หันไปสนใจต้นไม้ประหลาดในห้วงความคิด
บนกิ่งไม้สีเทามีผลไม้สีเทาสองผลห้อยอยู่เงียบๆ
ผลไม้วรยุทธ์ สามปีห้าเดือนกับอีกเจ็ดวัน
ผลไม้วรยุทธ์ ห้าเดือนกับอีกสี่วัน
"สมกับเป็นยอดฝีมือขัดผิวครั้งแรก มอบเวลาให้ถึงสามปีห้าเดือนเชียว"
ดวงตาของหลินเยี่ยนเปล่งประกาย แม้หมัดผ่าภูผาจะเป็นเพียงวิชาหมัด แต่ก็สามารถบำรุงปราณโลหิตได้ น่าจะสามารถใช้กับผลไม้วรยุทธ์ได้เช่นกัน
"กลืนกิน"
เพียงแค่คิด ผลไม้วรยุทธ์ที่ได้มาจากจ้าวฉวนก็หายวับไป
ในพริบตานั้น ข้อมูลจำนวนมหาศาลก็หลั่งไหลเข้าสู่สมอง มันคือภาพการฝึกฝนวิชาหมัดผ่าภูผาอย่างหนักหน่วงติดต่อกันหลายเดือนของเขาเอง
ไม่ใช่แค่ความทรงจำ แต่กลับประทับลึกเข้าไปในร่างกายราวกับรอยสลัก
ความเหนื่อยยากตลอดห้าเดือน บรรลุผลสำเร็จในพริบตา
หลินเยี่ยนหลับตาลง หากให้เขาต่อสู้กับโจวอู่อีกครั้ง เขาคงไม่ยืดเยื้อให้เสียเวลาเช่นนี้แน่
ความเข้าใจในวิชาหมัดผ่าภูผา องศาการออกหมัด ล้วนพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด
สิ่งที่ทำให้เขาดีใจยิ่งกว่าคือ เมื่อเขาร่ายรำวิชาหมัดผ่าภูผาในลานบ้านอีกครั้ง ความสูงของต้นไม้วรยุทธ์ในห้วงความคิดก็เพิ่มขึ้น
แม้จะไม่มาก แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนต้องร่ายรำถึงสิบครั้งจึงจะเห็นผลเช่นนี้
ยิ่งเชี่ยวชาญวิชาหมัดผ่าภูผามากเท่าไหร่ การสร้างปราณโลหิตก็ยิ่งเร็วขึ้นเท่านั้น
แววตาของหลินเยี่ยนมีประกายวาบขึ้น เขาไม่ลังเลที่จะกลืนกินผลไม้วรยุทธ์ผลที่สองทันที
ครืน
ข้อมูลมหาศาลที่มากกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่าตัวหลั่งไหลเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ฤดูกาลผันเปลี่ยน หนาวเหน็บและร้อนระอุ ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักทั้งวันทั้งคืน
การออกหมัด การพลิกตัวพลิกแพลง การใช้พละกำลัง...
เมื่อหลินเยี่ยนได้สติกลับมา ร่างกายก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อและเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย
แต่ดวงตากลับสว่างไสว
สามปีผ่านไปราวกับชั่วพริบตา ประหนึ่งฝันไปตื่นหนึ่ง
ยกมือ บิดเอว ออกหมัด ร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่างใจนึก ไร้ซึ่งท่วงท่าที่เปล่าประโยชน์ ไร้ซึ่งการสูญเสียพละกำลังโดยเปล่าประโยชน์
เมื่อร่ายรำวิชาหมัดจบหนึ่งชุด หลินเยี่ยนก็มองเข้าไปในห้วงความคิด
ต้นไม้วรยุทธ์ยังคงเติบโตขึ้นอย่างช้าๆ แต่สิ่งที่ทำให้เขาตื่นเต้นยิ่งกว่าคือ ใบไม้ของวิชาหมัดผ่าภูผานั้นเติบโตเต็มที่แล้ว และยังเปลี่ยนจากสีเขียวมรกตเป็นสีเงินอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน ข้อมูลใหม่ก็ปรากฏขึ้น
ครู่ต่อมา หลินเยี่ยนก็พึมพำกับตัวเองอย่างเข้าใจ
"สีของใบไม้วรยุทธ์ หมายถึงความเชี่ยวชาญของเคล็ดวิชา"
ใบไม้อ่อน หมายถึงขั้นต้น
ใบไม้สีเขียว หมายถึงขั้นเชี่ยวชาญ
สีเงิน หมายถึงขั้นความสำเร็จเล็กน้อย
สีทอง หมายถึงขั้นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
ตอนนี้วิชาหมัดผ่าภูผาของเขาก้าวเข้าสู่ขั้นความสำเร็จเล็กน้อยแล้ว ความเชี่ยวชาญนั้นเทียบชั้นได้กับศิษย์พี่ที่ฝึกฝนมาหลายปี
ยังต้องพยายามต่อไป
หลังจากสงบสติอารมณ์ หลินเยี่ยนก็เริ่มฝึกฝนต่อ
ไม่นานเขาก็พบว่า วิชาหมัดผ่าภูผาขั้นความสำเร็จเล็กน้อยนั้น ช่วยเร่งความเร็วในการสร้างปราณโลหิตได้เร็วกว่าเดิมมาก หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เวลาที่จะก้าวเข้าสู่ระดับขัดผิวครั้งแรกก็จะยิ่งสั้นลงอีก
ทว่า ครึ่งชั่วยามต่อมา เขาก็ต้องหยุดพัก
ความกังวลใจอันแสนสุข
แก่นแท้ของวิชาหมัดผ่าภูผา คือการอาศัยลมหายใจภายในและโคจรปราณโลหิตในขณะออกหมัด เพื่อเปลี่ยนสารอาหารในร่างกายให้กลายเป็นปราณโลหิต ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ ส่วนน้อยมาจากระบบการเผาผลาญของร่างกาย แต่ส่วนใหญ่มาจากอาหารที่กินเข้าไป
จากเดิมที่ต้องฝึกถึงสองชั่วยามจึงจะรู้สึกหิว ตอนนี้ฝึกไปเพียงครึ่งชั่วยาม ท้องก็ร้องจ๊อกๆ แล้ว
"ปราณโลหิตไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง เมื่อวิชาหมัดผ่าภูผาบรรลุขั้นความสำเร็จเล็กน้อย หากต้องการคงความก้าวหน้านี้ไว้ เรื่องอาหารการกินก็ต้องจัดเต็ม ซึ่งก็ต้องใช้เงินมากขึ้น"
สามวันต่อมา หลินเยี่ยนก็ได้รับข่าวดี
พรรคพยัคฆ์ดำถูกพรรคอื่นกวาดล้างจนสิ้นซาก
"พรรคพยัคฆ์ดำถูกทำลายแล้วหรือ"
เมื่อได้ยินข่าวนี้จากปากของจางเวย หลินเยี่ยนก็ถึงกับมึนงง
เขาเพิ่งจะฆ่าหัวหน้าตึกพรรคพยัคฆ์ดำไปแค่คนเดียวเองนะ
"เมื่อคืนนี้เอง พรรคพยัคฆ์ดำถูกพรรคสี่สมุทรกวาดล้าง ตั้งแต่หัวหน้าพรรคยันหัวหน้าตึกไม่มีใครหนีรอดไปได้สักคน ลูกพรรคระดับล่างก็ตายบ้างเจ็บบ้าง ที่เหลือก็ไปสวามิภักดิ์ต่อพรรคสี่สมุทรหมดแล้ว"
จางเวยเล่าเป็นฉากๆ ราวกับไปเห็นมาด้วยตาตัวเอง แต่แท้จริงแล้วก็ฟังมาจากผู้คุ้มภัยคนอื่นๆ ในสำนักคุ้มภัยนั่นแหละ
"เจิ้งโปที่อยู่ถนนเดียวกับพวกเรา เจ้าจำได้ไหม ได้ยินว่าตายเหมือนกัน โชคดีที่ยังมีน้องชายอีกคน ไม่อย่างนั้นคงสิ้นไร้ไม้ตอกแน่"
หลินเยี่ยนไม่สนใจเรื่องการต่อสู้แย่งชิงกันของพรรคแก๊งนักเลง แต่การล่มสลายของพรรคพยัคฆ์ดำถือเป็นเรื่องดีสำหรับเขา เพราะเงินก้อนนั้นจะได้ใช้ได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าพรรคพยัคฆ์ดำจะมาตามสืบ
"เจ้ามาบ้านข้า เพื่อมาเล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟังโดยเฉพาะเลยหรือ"
"เปล่าหรอก วันนี้ข้าหยุดพัก เลยนัดกับเจ้าลิงไปฟังงิ้วคณะอู๋ที่โรงงิ้วน่ะ"
เมื่อเห็นท่าทางกระตือรือร้นของจางเวย คำปฏิเสธของหลินเยี่ยนก็ถูกกลืนกลับลงคอไป ช่วงนี้เขาทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการฝึกวรยุทธ์จนตึงเครียดไปหมด การได้ผ่อนคลายบ้างก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน
เวทีงิ้วตระกูลอู๋
เป็นลานกว้างเปิดโล่ง มีโต๊ะตั้งอยู่สิบกว่าตัว ฟังงิ้วฟรี จ่ายค่าน้ำชาหนึ่งกาและเมล็ดแตงโมหนึ่งจานเพียงสิบอีแปะเท่านั้น ถือเป็นการพักผ่อนหย่อนใจที่ชาวบ้านทั่วไปในเมืองสามารถจ่ายได้
เมื่อหลินเยี่ยนและจางเวยมาถึง เด็กหนุ่มร่างผอมก็ลุกขึ้นยืนโบกมือเรียก
"เจ้าหิน อาเวย ข้าอยู่นี่"
"เจ้าลิง ทำไมถึงมาเช้านักล่ะ"
"วันนี้ท่านลุงของข้าไม่อยู่น่ะสิ"
เด็กหนุ่มร่างผอมมีชื่อว่าหวังเทา ร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก จึงมีฉายาว่า "เจ้าลิง" ทั้งสามคนมีฐานะทางบ้านพอๆ กัน แต่หวังเทามีลุงเป็นหลงจู๊ในร้านขายยา เขาจึงได้เป็นลูกจ้างในร้านขายยาด้วย ได้ค่าแรงเดือนละห้าร้อยอีแปะ ถือว่ามีรายได้มากที่สุดในบรรดาสามคนนี้
"เจ้าหิน ได้ยินอาเวยบอกว่าเจ้าไปฝึกวรยุทธ์ที่สำนักแล้วหรือ ในสำนักเป็นอย่างไรบ้าง"
"ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ มีคนมาฝึกวรยุทธ์กันเต็มไปหมด"
หลินเยี่ยนนั่งลงที่โต๊ะน้ำชา บนเวทีงิ้วก็เล่นแค่ฉากพูดคุยธรรมดาๆ ไม่ได้สนุกสนานอะไรมากมาย คนที่มาดูงิ้วก็แค่มาหาความครื้นเครงและผ่อนคลายเท่านั้น
"เจ้าหิน ร้านยาของเรามียาต้มบำรุงลมปราณสำหรับผู้ฝึกวรยุทธ์ด้วยนะ นี่ยาที่ข้าคัดมาจากเศษสมุนไพรที่เหลือในร้าน คุณภาพอาจจะไม่ค่อยดีนัก แต่น่าจะมีประโยชน์กับเจ้าบ้าง"
หวังเทายื่นห่อผ้าที่วางอยู่บนเก้าอี้ให้ กลัวว่าหลินเยี่ยนจะปฏิเสธ จึงรีบพูดต่อว่า
"อย่าเกรงใจไปเลย ข้าได้ยินอาเวยบอกว่า แม้แต่ผู้คุ้มภัยของสำนักคุ้มภัยยังชมว่าเจ้ามีพรสวรรค์ในการฝึกวรยุทธ์ ต่อไปถ้าเจ้าได้ดิบได้ดีแล้ว อย่าลืมดูแลข้าด้วยล่ะ"
"ตกลง รอข้าได้ดิบได้ดีเมื่อไหร่ ข้าจะให้ทุกคนเรียกเจ้าว่า นายท่านลิง เลยดีไหม"
หลินเยี่ยนมองห่อผ้าบนโต๊ะ แล้วรับปากอย่างตรงไปตรงมา
"นายท่านลิง ชื่อนี้ฟังดูไม่เลวเลยนะ แล้วข้าล่ะ" จางเวยพูดแทรกขึ้นมา
"เจ้าก็... เรียกว่า พี่เวย เป็นอย่างไร"
"พี่เวย... ไม่เห็นจะน่าเกรงขามเท่านายท่านลิงเลย แต่ก็พอรับได้ล่ะนะ"
หลินเยี่ยนยิ้มบางๆ พี่เวยไม่ได้แค่พอรับได้นะ นั่นมันชื่อยาโด๊ปยอดฮิตของท่านชายเลยเชียวล่ะ
การที่จางเวยพูดแทรกขึ้นมา ก็เพราะกลัวว่าเขาจะเกรงใจไม่กล้ารับของจากเจ้าลิง ส่วนที่เจ้าลิงบอกว่าสมุนไพรเหล่านี้เป็นของ "เหลือทิ้ง" จากร้านขายยา ก็เป็นเพียงข้ออ้างให้เขาสบายใจที่จะรับไว้ เขาเคยซื้อยาต้มบำรุงลมปราณมาก่อน ย่อมรู้ดีว่าร้านขายยาไม่มีทางทิ้งสมุนไพรไปเปล่าๆ ต่อให้คุณภาพแย่แค่ไหน ก็ยังสามารถนำไปผสมปนเปขาย หรือขายในราคาถูกได้
หลินเยี่ยนเข้าใจดี ที่วันนี้จางเวยชวนเขามาฟังงิ้ว คงตกลงกับเจ้าลิงไว้ก่อนแล้วว่าจะหาวิธีมาสนับสนุนเขา ยาต้มบำรุงลมปราณสิบห่อนี้ เป็นไปได้มากว่าทั้งสองคนจะออกเงินซื้อร่วมกัน
ไม่จำเป็นต้องซักไซ้ไล่เลียงให้มากความ จดจำน้ำใจนี้ไว้ก็พอ
งิ้วเล่นไปได้ครึ่งเรื่อง จู่ๆ ฝูงชนก็เกิดความวุ่นวายขึ้น
ชายฉกรรจ์ชุดเขียวหลายคนปรากฏตัวขึ้น ดึงดูดสายตาของผู้คนให้หันไปมอง
"นั่นคนของพรรคอสรพิษเขียวไม่ใช่หรือ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ"
"ใครจะไปรู้ล่ะ ระวังตัวหน่อย พวกแก๊งอันธพาลพวกนี้น่ากลัวจะตาย"
เมื่อหัวหน้าคณะงิ้วตระกูลอู๋ได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย ก็รีบวิ่งออกมาจากหลังเวที
"นายท่านทั้งหลาย มาฟังงิ้วหรือขอรับ เชิญนั่งก่อนขอรับ"
"ไม่ต้อง"
หัวหน้าชายฉกรรจ์ชุดเขียวกวาดตามองไปรอบๆ
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป รายได้จากการแสดงงิ้วแต่ละรอบต้องแบ่งมาให้พวกข้าสามส่วน หากใครกล้าตุกติก คณะงิ้วตระกูลอู๋ของพวกเจ้าเตรียมตัวถูกยุบได้เลย"
หัวหน้าคณะงิ้วหน้าซีดเผือด
"นายท่าน สามส่วนไม่มากไปหน่อยหรือขอรับ"
"มากไปหรือ" ชายฉกรรจ์แค่นเสียงหัวเราะ "ในเมื่อสามส่วนไม่เอา งั้นก็เอาสี่ส่วนก็แล้วกัน"
"สามส่วน... ไม่สิ สี่ส่วนก็สี่ส่วนขอรับ คณะงิ้วตระกูลอู๋จะจ่ายให้ครบตามจำนวนแน่นอนขอรับ"
หัวหน้าคณะไม่กล้าต่อปากต่อคำอีกต่อไป
เมื่อเห็นท่าทีเย่อหยิ่งจองหองของพวกชายฉกรรจ์ชุดเขียว จางเวยก็แค่นเสียงหัวเราะเบาๆ
"ไอ้พวกรังแกคนอ่อนแอ ข้าได้ยินผู้คุ้มภัยบอกมาว่า ช่วงนี้ในเมืองมีพรรคใหม่ชื่อพรรคสี่สมุทรโผล่มา แย่งชิงถิ่นที่อยู่ของพรรคเก่าๆ ไปตั้งเยอะ พรรคอสรพิษเขียวไม่กล้าไปหาเรื่องพรรคสี่สมุทร ก็เลยมารังแกชาวบ้านตาดำๆ แทน"
"พูดเบาๆ หน่อย" เจ้าลิงกระซิบขัด "พวกเราสู้พวกมันไม่ได้ อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยนเลย"
เมื่อพรรคอสรพิษเขียวมาป่วนแบบนี้ คนที่มาดูงิ้วก็พากันลุกหนี ไม่มีใครอยากหาเรื่องใส่ตัว เหลือเพียงหัวหน้าคณะงิ้วที่นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่บนม้านั่ง
"พวกเราก็ไปกันเถอะ"
หลินเยี่ยนและเพื่อนอีกสองคนลุกขึ้นเดินจากไป แม้จะสงสารหัวหน้าคณะงิ้ว แต่ก็ทำได้เพียงเก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจเท่านั้น
หลังจากแยกย้ายกับจางเวยและเจ้าลิงแล้ว หลินเยี่ยนก็ขมวดคิ้วแน่น
พรรคอสรพิษเขียวถูกแย่งถิ่นที่อยู่ไป เพื่อรักษารายได้จึงเริ่มมารีดไถชาวบ้าน แล้วแถวบ้านเขาล่ะ เมื่อก่อนไม่มีแก๊งอิทธิพล ไม่ได้แปลว่าต่อไปจะไม่มี
ดูเหมือนว่าความคิดเดิมที่อยากจะประหยัดเงินแล้วค่อยๆ ฝึกจนถึงระดับขัดผิวครั้งแรกคงจะใช้ไม่ได้แล้ว เขาต้องเร่งความเร็วให้มากขึ้น
โชคดีที่โจวอู่เป็นผู้มอบเงินก้อนโตมาให้ทันเวลา พอดีกับที่เขามีเงินกว่าหนึ่งร้อยตำลึง สามารถนำไปซื้อยาทาขัดผิวที่สำนักได้แล้ว