- หน้าแรก
- ปรมาจารย์ยุทธ์ผู้นี้รอบคอบเกินไปแล้ว!
- บทที่ 2 บ้านไหนบ้างจะไม่มีญาติคนรวย
บทที่ 2 บ้านไหนบ้างจะไม่มีญาติคนรวย
บทที่ 2 บ้านไหนบ้างจะไม่มีญาติคนรวย
บทที่ 2 บ้านไหนบ้างจะไม่มีญาติคนรวย
ฝึกยุทธ์!
คำพูดของหลินเยี่ยนประโยคนี้ ทำเอาบรรยากาศภายในลานบ้านเปลี่ยนไปในพริบตา
ท่านอาหญิงหลิวซื่อใช้สองมือเช็ดคราบน้ำด้วยความทำตัวไม่ถูก เพราะนางคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าหลานชายของตนจะเอ่ยปากบอกว่าอยากฝึกยุทธ์
"ท่านแม่ ข้าถูกรังแกขอรับ"
ในขณะที่หลิวซื่อกำลังสับสนไม่รู้จะตอบกลับอย่างไรดี ร่างของเด็กจอมซนคนหนึ่งก็ผลักประตูเดินเข้ามา
ดวงตาของหลินโม่แดงก่ำ บนใบหน้ามีรอยนิ้วมือสีดำพาดผ่านหลายรอย เห็นได้ชัดว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้มา รอยเปื้อนเหล่านี้เกิดจากการใช้มือที่ดำยิ่งกว่าถ่านเช็ดน้ำตานั่นเอง
แม้เจ้าหนูจะตะโกนเรียกมารดาของตน แต่สายตากลับจดจ้องอยู่ที่หลินเยี่ยนตลอดเวลา
สองพี่น้องสนิทสนมกันมาก ปกติแล้วเวลาเขาถูกรังแก พี่ใหญ่จะเป็นคนแรกที่ออกไปแก้แค้นให้เสมอ
ทว่าวันนี้ หลินเยี่ยนกลับไม่ขยับเขยื้อน
เมื่อเห็นว่ามารดาไม่สนใจตน แถมพี่ใหญ่ยังยืนนิ่งเฉย หลินโม่ก็รู้สึกน้อยใจอย่างหนัก ปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่น
หลิวซื่อถลึงตาใส่ "ไปล้างมือเอง แล้วค่อยไปกินข้าว ถ้ายังร้องไห้อีก วันนี้ก็ไม่ต้องกินแล้ว"
เสียงร้องไห้หยุดชะงักลงทันที
หลินโม่กลอกตาไปมา สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ไม่ชอบมาพากล จึงเดินสะอึกสะอื้นไปที่ริมบ่อน้ำ ล้างมืออย่างว่าง่ายแล้วเดินตรงเข้าไปในเรือนหลัก
"เยี่ยนเอ๋อร์ เหตุใดจู่ๆ ถึงอยากฝึกยุทธ์ขึ้นมาล่ะ?"
หลิวซื่อจ้องมองหลานชายของตน นางต้องสืบให้รู้แน่ชัดว่า มีใครข้างนอกมาหลอกลวงเยี่ยนเอ๋อร์หรือไม่
"ท่านอาหญิง ตอนที่ข้าอยู่ที่ร้าน ข้าได้ยินลูกค้าคนหนึ่งเล่าว่า มีอำเภอหนึ่งในเมืองชิงโจวประสบภัยพิบัติ ราคาข้าวสารพุ่งสูงขึ้นหลายเท่า ครอบครัวที่เคยมีฐานะพอมีพอกิน กลับต้องเผชิญกับปัญหาปากท้อง หลายปีมานี้แม้อำเภอกว่างผิงของเราจะฝนตกต้องตามฤดูกาล แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าภัยแล้งหรือน้ำท่วมจะมาเยือนเมื่อใด"
"ถึงแม้จะเจอภัยพิบัติ หากที่บ้านตุนเสบียงกรังเอาไว้ล่วงหน้า ยังไงก็ต้องผ่านพ้นไปได้อยู่แล้วมิใช่หรือ ทุกคนก็ผ่านกันมาแบบนี้ทั้งนั้น"
หลิวซื่อไม่ค่อยเข้าใจนัก ว่าเหตุใดหลานชายถึงพูดโยงมาถึงเรื่องนี้ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการฝึกยุทธ์กัน?
"ท่านอาหญิง ถึงที่บ้านจะตุนเสบียงไว้จนผ่านวิกฤตไปได้ แต่การใช้ชีวิตก็จะยิ่งยากลำบากกว่าเมื่อก่อน หากเป็นเช่นนี้ติดต่อกันหลายปี ถึงเวลานั้นแม้แต่จะเอาชีวิตรอดก็ยังยากลำบากเลยขอรับ"
คำพูดของหลินเยี่ยนทำให้ใบหน้าของหลิวซื่อซีดเผือด "นั่น... นั่นมันสวรรค์กลืนกินคนชัดๆ แต่... แต่ถึงอย่างไรสวรรค์ก็ทรงเมตตา คงไม่ถึงขั้นนั้นหรอก อีกอย่างอำเภอของเราก็อุดมสมบูรณ์ดีมาตลอดหลายปี"
"ท่านอาหญิง อำเภอของเราไม่มีภัยพิบัติอะไรมาหลายปี ตามหลักแล้วราคาข้าวสารแม้จะไม่ลดลง แต่ก็ไม่ควรจะเพิ่มขึ้น ทว่าราคาข้าวสารในร้านขายข้าวกลับพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็เป็นเพราะจำนวนคนที่มากขึ้น ครอบครัวหนึ่งมีลูกชายสองคน ลูกชายสองคนก็มีหลานชายอีกสี่คน... แต่ผืนดินมีจำกัด ข้าวปลาอาหารก็ไม่ได้มีเพิ่มขึ้น คนมากข้าวมีน้อย ราคาข้าวก็ย่อมต้องถีบตัวสูงขึ้นเป็นธรรมดาขอรับ"
หลินเยี่ยนมองดูสีหน้าของท่านอาหญิงที่ยังคงมีความสับสน ก็ลอบถอนใจอยู่ในความรู้สึก
ไม่ใช่ว่าท่านอาหญิงโง่เขลา เพียงแต่ได้รับการศึกษามาไม่เหมือนกัน
ท่านอาหญิงย่อมไม่เข้าใจว่า กำลังการผลิตที่ไม่สามารถตอบสนองต่อการเติบโตของประชากรนั้น จะส่งผลกระทบอย่างไร
หลิวซื่อไม่เข้าใจคำว่ากำลังการผลิตจริงๆ แต่คำพูดของหลานชาย นางยังพอฟังเข้าใจอยู่บ้าง
เอาเรื่องครอบครัวฝั่งบ้านเกิดของนางมาเป็นตัวอย่าง รุ่นของนางมีพี่น้องสี่คน แต่หลานชายหลานสาวของตระกูลเดิมรวมกันแล้วกลับมีถึงสิบกว่าคน ปริมาณข้าวสารที่ต้องใช้ย่อมเพิ่มขึ้นจริงๆ
"ท่านอาหญิง ตอนนี้เงินที่หาได้ในหนึ่งเดือนอาจจะซื้อข้าวได้สามกระสอบ แต่ต่อไปอาจจะเหลือแค่สองกระสอบ หากวันใดเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าแม้แต่กระสอบเดียวก็อาจจะซื้อไม่ได้ขอรับ"
หลินเยี่ยนมีสีหน้าจริงจัง "ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่ผ่านๆ มาในอำเภอ มีเพียงครอบครัวของผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ หากสกุลหลินของเราต้องการจะสืบทอดสายเลือดต่อไป ไม่ให้ขาดตอน ก็มีแต่ต้องฝึกยุทธ์และกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ให้จงได้"
การสืบทอดสายเลือดตระกูล สำหรับชาวบ้านในโลกใบนี้ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งยวด
และก็เป็นไปตามที่หลินเยี่ยนคาดการณ์ไว้ ทันทีที่เขาพูดถึงเรื่องสายเลือดตระกูลขาดสะบั้น สีหน้าของท่านอาหญิงก็เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
"ใช่เลย พี่ใหญ่ต้องฝึกยุทธ์นะ ถ้าฝึกยุทธ์แล้ว ต่อไปก็จะไม่มีใครกล้ารังแกข้าอีก"
หลินโม่ประคองชามข้าวปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู แววตาเป็นประกาย "ที่หวังต้าฉุยมันกล้าตีข้า ก็เพราะพี่สาวมันแต่งงานกับคนฝึกยุทธ์ไม่ใช่หรือไง"
"กลับไปกินข้าวของเจ้าไป วันๆ เอาแต่ไปก่อเรื่องชกต่อยกับคนอื่นข้างนอก หรือว่าไม่ได้โดนตีนานจนคันไม้คันมือขึ้นมาแล้ว"
หลิวซื่อได้ยินคำพูดของลูกชาย ก็โกรธจนลมออกหู หลายปีมานี้เพื่อตอบแทนบุญคุณของพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ นางเข้มงวดกับเยี่ยนเอ๋อร์มาตลอด แต่กลับละเลยการสั่งสอนโม่เอ๋อร์ไปบ้าง
"ข้า... ข้าไม่ได้ก่อเรื่องนะ เป็นหวังต้าฉุยต่างหากที่ว่าท่านแม่เป็นแม่ม่าย แถม... แถมยังบอกว่าตอนกลางคืนพี่ใหญ่นอนเตียงเดียวกับท่านแม่"
ใบหน้าของหลิวซื่อซีดเผือด ส่วนหลินเยี่ยนหน้าตาดำทะมึน "น้องเล็ก หุบปากเดี๋ยวนี้"
คำครหานินทา ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็มีให้เห็นเสมอ
ยิ่งเป็นชาวบ้านหาเช้ากินค่ำก็ยิ่งเป็นเช่นนี้ พวกเขาทำได้เพียงสร้างข่าวลือใส่ร้ายป้ายสีให้ผู้อื่นดูตกต่ำ เพื่อให้ตัวเองรู้สึกเหนือกว่าผู้อื่นขึ้นมาบ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
"เยี่ยนเอ๋อร์ ตามอามานี่"
ผ่านไปพักใหญ่ หลิวซื่อถึงได้ตัดสินใจเด็ดขาด แล้วเดินตรงไปยังเรือนปีกซ้าย
บ้านสกุลหลินนอกจากจะมีเรือนหลักแล้ว ยังมีเรือนปีกซ้ายและขวา ปัจจุบันหลินโม่ยังคงนอนกับท่านอาหญิงที่เรือนหลัก ส่วนหลินเยี่ยนพักอยู่ที่เรือนปีกขวา สำหรับเรือนปีกซ้ายนั้นใช้เป็นสถานที่ตั้งป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษสกุลหลิน
เมื่อตามท่านอาหญิงเข้ามาในเรือนปีกซ้าย ที่นี่ประดิษฐานป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษสกุลหลิน รวมถึงป้ายวิญญาณบิดามารดาของเขาด้วย
หลิวซื่อหยิบธูปที่วางอยู่บนโต๊ะบูชาขึ้นมา จุดธูปสามดอกแล้วปักลงในกระถางธูป จากนั้นก็จัดกระถางธูปที่เอียงเล็กน้อยให้ตรง ก่อนจะเอ่ยปากพูด "เยี่ยนเอ๋อร์ ท่านปู่ท่านย่าของเจ้ามีลูกชายสามคน ลูกสาวหนึ่งคน เพียงแต่ท่านลุงรองกับท่านอาสามของเจ้าอายุสั้นนัก จากไปตั้งแต่ยังไม่โต ก็เหลือเพียงท่านพ่อกับท่านอาชายของเจ้าสองคนพี่น้อง"
"ท่านย่าของเจ้าจากไปตั้งแต่ยังสาว ท่านปู่ก็ด่วนจากไปในปีที่สองหลังจากที่ท่านพ่อและท่านแม่ของเจ้าแต่งงานกัน ตอนนั้นท่านพ่อของเจ้าเพิ่งจะอายุสิบแปดปี ส่วนท่านอาชายของเจ้าเพิ่งจะเก้าขวบ ก่อนสิ้นใจท่านปู่ได้ฝากฝังให้ท่านพ่อของเจ้าดูแลท่านอาชายให้เติบใหญ่"
"พี่ชายคนโตเปรียบดั่งบิดา ท่านพ่อของเจ้าทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ท่านแม่ของเจ้าก็เป็นพี่สะใภ้ที่แสนดี เพื่อดูแลท่านอาชายของเจ้า พวกเขาจึงไม่ได้รีบมีลูก รอจนเลี้ยงดูท่านอาชายจนเติบใหญ่ ต่อมาท่านอาชายของเจ้าก็แต่งงานกับอา จากนั้นท่านแม่ของเจ้าถึงได้ตั้งครรภ์และคลอดเจ้าออกมา"
ใบหน้าของหลิวซื่อเต็มไปด้วยความระลึกถึงอดีต "ตอนที่อาเพิ่งแต่งงานกับท่านอาชายของเจ้า สองปีแรกอายังไม่ตั้งครรภ์ โดนเพื่อนบ้านนินทาเสียๆ หายๆ หาว่าท่านอาชายของเจ้าแต่งไก่ตัวเมียที่ออกไข่ไม่ได้เข้าบ้าน ก็ได้ท่านแม่ของเจ้านี่แหละที่คอยออกหน้าแทน ไปด่าพวกผู้หญิงปากหอยปากปูพวกนั้นถึงหน้าบ้าน แถมยังคอยปลอบใจอามาตลอด จนในที่สุดอาก็ตั้งครรภ์ ท่านอาชายของเจ้าก็เป็นคนหยาบกระด้าง ดูแลคนไม่เป็น ก็ได้ท่านแม่ของเจ้านี่แหละที่คอยเหน็ดเหนื่อยดูแลอา ตั้งแต่อุ้มท้องสิบเดือนไปจนถึงคลอดลูกและอยู่ไฟ"
"ท่านอาชายของเจ้าเคยบอกกับอาว่า ท่านแม่ของเจ้าในใจของเขานั้น ไม่ใช่แค่พี่สะใภ้ แต่ยังเปรียบเสมือนมารดาผู้ให้กำเนิด"
"ไม่ใช่แค่ท่านอาชายของเจ้าที่คิดเช่นนั้น ในใจของอาก็คิดเช่นเดียวกัน"
เมื่อได้ฟังเรื่องราวจากปากของท่านอาหญิง ในที่สุดหลินเยี่ยนก็เข้าใจ ว่าเหตุใดท่านอาหญิงจึงได้ดีกับตนและใส่ใจตนถึงเพียงนี้
ท่านอาหญิงและท่านอาชายนำความกตัญญูที่มีต่อบิดามารดาของเขา มาตอบแทนลงที่ตัวเขานั่นเอง
"เดิมทีอาตั้งใจไว้ว่า เจ้าอ่านออกเขียนได้ ก็จะหางานที่มั่นคงให้ทำ จะได้ไม่ต้องไปแบกหามทำงานใช้แรงงาน รออีกสักปีก็จะจัดการเรื่องแต่งงานให้ พอเจ้าแต่งภรรยามีลูก อาก็จะได้ไปสู้หน้าท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าได้ ทว่าเยี่ยนเอ๋อร์เจ้ากลับบอกว่าอยากฝึกยุทธ์ ไม่ใช่อาไม่อยากให้เจ้าฝึก แต่ก็กลัว... กลัวว่าถ้าฝึกไม่สำเร็จแล้วจะเสียเวลาเปล่า จะเป็นการทำผิดต่อท่านพ่อท่านแม่ของเจ้า ทำผิดต่อคำฝากฝังของท่านอาชายก่อนที่จะถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงาน"
หลิวซื่อจ้องมองหลินเยี่ยนอย่างจริงจัง เส้นทางแรกคือเส้นทางที่ชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเขาเดิน เป็นเส้นทางที่มองเห็นอนาคตได้อย่างชัดเจน
ทว่าการฝึกยุทธ์ มีตัวแปรที่ไม่แน่นอนมากเกินไป
"แต่เหตุผลที่เจ้าพูดมาในวันนี้ ก็แสดงให้เห็นว่าเจ้าโตขึ้นและรู้จักคิดแล้วจริงๆ"
หลิวซื่อรู้สึกตื้นตันใจ แต่ก็แฝงไปด้วยความจนใจ "การฝึกยุทธ์ต้องใช้เงินจำนวนมาก ค่าสมัครเรียนในสำนักยุทธ์เหล่านั้นก็ปาเข้าไปหลายสิบตำลึงแล้ว เงินที่บ้านเรามีไม่พอหรอก บ้านที่ท่านพ่อท่านแม่ทิ้งไว้ให้เจ้าก็ขายไม่ได้เด็ดขาด"
บ้านที่พี่ใหญ่และพี่สะใภ้ทิ้งไว้ให้ ห้ามขายเด็ดขาด นี่คือเส้นตายของหลิวซื่อ
"ท่านอาหญิง หลานยังไม่ไปสำนักยุทธ์หรอกขอรับ"
หลิวซื่อชะงักไป ไม่ไปสำนักยุทธ์แล้วจะไปฝึกยุทธ์ที่ใด?
"ท่านอาหญิง ท่านอาสี่แห่งจวนสกุลไช่ น่าจะมีผู้ฝึกยุทธ์อยู่ในจวนนะขอรับ เราจะไปขอความช่วยเหลือจากท่านอาสี่ได้หรือไม่?"
ตั้งแต่ตอนที่เอ่ยปากกับท่านอาหญิง หลินเยี่ยนก็คิดแผนการก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งวิถียุทธ์ไว้เรียบร้อยแล้ว
แม้สกุลหลินจะเป็นเพียงครอบครัวธรรมดา แต่บ้านไหนบ้างล่ะจะไม่มีญาติคนรวย?
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ฮูหยินสามแห่งสกุลไช่ก็คือญาติคนรวยของสกุลหลิน
มารดาของฮูหยินสามสกุลไช่ คือน้องสาวของท่านย่าของเขา หากนับตามลำดับญาติ เขาต้องเรียกฮูหยินสามท่านนี้ว่าท่านอาสี่
น่าเสียดายที่พี่น้องสองคนนี้ด่วนจากไปตั้งแต่ยังสาว ความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลจึงไม่ค่อยสนิทสนมกันนัก ในความทรงจำของหลินเยี่ยน เขาไม่เคยเห็นหน้าท่านอาสี่ท่านนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ท่านอาหญิงมักจะไปเยี่ยมเยียนและมอบของขวัญให้ที่จวนสกุลไช่ในทุกเทศกาลสำคัญเสมอ
หลินเยี่ยนพอจะเดาจุดประสงค์ของท่านอาหญิงที่ทำเช่นนี้ได้ การรักษาสายสัมพันธ์ความเป็นญาติกับจวนสกุลไช่ ไม่ใช่เพราะต้องการผลประโยชน์ใดๆ แต่เป็นการป้องกันไว้ก่อนเผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างหาก
แม่ม่ายคนหนึ่งที่ต้องเลี้ยงดูเด็กสองคน หากวันใดเกิดเรื่องร้ายแรงที่แก้ไขไม่ได้ขึ้นมาจริงๆ สายสัมพันธ์ความเป็นญาตินี้อาจจะเป็นประโยชน์ขึ้นมาก็ได้
หลิวซื่อจ้องมองหลานชายตรงหน้า ในห้วงความคิดนางรู้สึกแปลกตาไปบ้าง
ตั้งแต่ที่เยี่ยนเอ๋อร์เอ่ยปากบอกว่าอยากฝึกยุทธ์ ไปจนถึงเรื่องราคาข้าวสารที่สูงขึ้น ประชากรเพิ่มขึ้น ข้าวแพงคนไร้ค่า
คำพูดเหล่านี้ถูกเรียบเรียงอย่างมีตรรกะ มีหรือจะเหมือนคำพูดของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปี?
สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจยิ่งกว่านั้นก็คือ เยี่ยนเอ๋อร์คิดที่จะไปขอร้องจวนสกุลไช่
การที่นางไปเยี่ยมเยียนจวนสกุลไช่ในทุกเทศกาล เพื่อรักษาสายสัมพันธ์บางๆ นั้นไว้ ก็เพื่อที่ว่าหากวันหนึ่งที่บ้านเกิดเรื่องใหญ่โต จะได้มีหนทางขอความช่วยเหลือ
แต่เรื่องนี้นางไม่เคยปริปากบอกเยี่ยนเอ๋อร์เลยสักครั้ง แล้วเยี่ยนเอ๋อร์รู้ได้อย่างไร?
หรือว่าเด็กคนนี้จะแอบสังเกตและจดจำเอาไว้ในใจมาตลอด?
ริมฝีปากของหลิวซื่อขยับเล็กน้อย ภายในใจปั่นป่วนไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย
ดีใจที่เยี่ยนเอ๋อร์โตขึ้น และมีความคิดเป็นของตัวเอง
แต่ก็ตกใจที่ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
แค่ชั่วข้ามวันก็เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยหรือ?
คำพูดและการกระทำ ดูมีเค้าโครงของพี่ใหญ่ในอดีตอยู่หลายส่วน
หรือว่าจะเป็นเพราะดวงวิญญาณของพี่ใหญ่และพี่สะใภ้คุ้มครองอยู่จริงๆ?
"ท่านอาหญิง?" หลินเยี่ยนเห็นท่านอาหญิงนิ่งอึ้งไปจึงร้องเรียก
"อา... ได้สิ" หลิวซื่อดึงสติกลับมา สูดหายใจเข้าลึกๆ "ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้ว พรุ่งนี้เช้าอาจะพาเจ้าไปที่จวนสกุลไช่ เพียงแต่จวนผู้ลากมากดีเช่นจวนสกุลไช่ย่อมมีกฎระเบียบมากมาย ไปถึงที่นั่นแล้ว ห้ามพูดจาเหลวไหล ห้ามทำตัวไร้มารยาทเด็ดขาด"
"หลานทราบแล้วขอรับ"
หลิวซื่อพยักหน้า หันไปมองป้ายวิญญาณบนโต๊ะบูชา พลางสวดภาวนาในใจ: พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ พวกท่านเห็นหรือยัง เยี่ยนเอ๋อร์โตแล้วนะ เป็นผู้ใหญ่กว่าที่พวกท่านคิดไว้เสียอีก หากพวกท่านรับรู้ได้ โปรดคุ้มครองเขาด้วยเถิด...
"เยี่ยนเอ๋อร์ จุดธูปไหว้บรรพบุรุษสกุลหลินแล้วก็บิดามารดาของเจ้าเถอะ พรุ่งนี้เช้าตรู่ พวกเราจะไปจวนสกุลไช่กัน" หลิวซื่อรวบรวมสติ น้ำเสียงหนักแน่นขึ้นกว่าเมื่อครู่มาก
...
ภายในห้องนอน บนเตียง
หลินเยี่ยนนอนพลิกไปพลิกมาอย่างไรก็หลับไม่ลง ไม่ใช่เพราะแผ่นไม้กระดานแข็งเกินไป แต่เป็นเพราะความตื่นเต้นต่างหาก
ชีวิตในชาติก่อนช่างจืดชืดไร้สีสัน เรียกได้ว่าราบเรียบเสียจนน่าเบื่อ
แต่ในชาตินี้เขามีนิ้วทองคำ แถมยังได้สัมผัสกับวิถียุทธ์อีก ขืนหลับลงสิถึงจะแปลก
ต่อให้เป็นในชาติก่อน ตอนเป็นเด็กก็ยังเคยมีความฝันอยากเป็นจอมยุทธ์ กำท่อนไม้ไว้ในมือ กอหญ้าข้างทางก็ต้องโดนฟาดสักสองสามที
ในเมื่อนอนไม่หลับ ก็มาสำรวจนิ้วทองคำสักหน่อยดีกว่า
"ระบบ?"
"ท่านปู่ระบบ หลับหรือยังขอรับ?"
"พี่ต้นไม้ก็ยังไม่นอนหรือ?"
"ท่านพ่อต้นไม้"
...
วันรุ่งขึ้น
หลินเยี่ยนตามท่านอาหญิงมายังเขตเมืองทางทิศใต้
เมื่อเทียบกับความทรุดโทรมของเมืองทิศเหนือ ถนนหนทางในทิศใต้นั้นกว้างขวางเรียงราย ไม่ว่าจะเป็นผู้คนสัญจรหรือพ่อค้าแม่ค้า ล้วนมีชีวิตชีวาดูดีกว่าชาวบ้านในเขตเมืองทิศเหนือมากนัก
ทั้งสองเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูจวนสามชั้นแห่งหนึ่งในซอย แม้จะเรียกว่าซอย แต่กลับกว้างขวางกว่าถนนที่สกุลหลินอาศัยอยู่เสียอีก
จวนสกุลไช่
หลิวซื่อแจ้งจุดประสงค์การมาเยือนแก่ผู้ดูแลประตู จากนั้นผู้ดูแลก็พาทั้งสองคนเข้าไปด้านใน ไปยังห้องโถงรับรองส่วนหน้า และให้คนยกน้ำชามาต้อนรับ
"นายท่านทั้งสองโปรดรอสักครู่ ฮูหยินสามกำลังจะมาประเดี๋ยวนี้"
หลิวซื่อไม่ได้นั่ง หลินเยี่ยนก็ย่อมไม่กล้านั่งเช่นกัน
ไม่นานนัก ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากหลังฉากกั้นด้านข้าง ร่างสองร่างเดินออกมา
สตรีที่เดินนำหน้ามีทรวดทรงองเอวอรชร ผิวพรรณขาวผ่อง เมื่อประกอบกับการแต่งกายชุดนี้แล้ว หากอยู่ในยุคหลังคงไม่พ้นถูกเรียกว่าสไตล์ฮูหยินน้อยเป็นแน่แท้ หน้าจอคงเต็มไปด้วยคอมเมนต์ "สวยจนยอมตาย" อย่างไม่ต้องสงสัย
หลินเยี่ยนเพียงแค่เหลือบมองแวบเดียว ก็รีบก้มหน้าลงต่ำทันที
ตามที่ท่านอาหญิงเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ ท่านอาสี่ผู้นี้อายุรุ่นราวคราวเดียวกับท่านอาหญิง แต่หากดูจากหน้าตา ทุกคนคงคิดว่าท่านอาหญิงแก่กว่าท่านอาสี่รอบหนึ่งเป็นแน่
ความร่ำรวยช่วยบำรุงผิวพรรณคน คำกล่าวนี้เป็นความจริงทีเดียว
"ฮูหยิน นี่คือหลานชายของข้า และเป็นหลานชายคนโตของสกุลหลิน นามว่าหลินเยี่ยนเจ้าค่ะ"
หลิวซื่อเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน จากนั้นก็หันไปทางหลินเยี่ยน "เยี่ยนเอ๋อร์ ยังไม่รีบทำความเคารพท่านอาสี่ของเจ้าอีก"
"หลานขอคารวะท่านอาสี่ขอรับ" หลินเยี่ยนทำความเคารพตามมารยาทผู้น้อย
หลี่หมิ่นนั่งลงบนตำแหน่งประธาน ยกมือขึ้นพลางกล่าว "เด็กดี ชุยเอ๋อร์ ไปบอกห้องครัวให้เตรียมขนมมาให้หน่อย"
หลังจากสั่งสาวใช้เสร็จ หลี่หมิ่นก็ส่งสายตาค้อนขวับไปยังหลิวซื่อด้วยน้ำเสียงตำหนิเล็กน้อย "หลิวซื่อ ข้าบอกให้เจ้าพาหลานชายของท่านน้ามาพบข้าตั้งนานแล้ว เจ้าก็มัวแต่ผัดวันประกันพรุ่งมาจนถึงป่านนี้"
"ฮูหยิน ก่อนหน้านี้เยี่ยนเอ๋อร์ยังเด็กนัก ไม่ค่อยรู้ความ เกรงว่าผู้คนที่เข้าออกจวนล้วนเป็นผู้สูงศักดิ์ในเมือง ข้าไม่กล้าทำให้ฮูหยินต้องขายหน้าเจ้าค่ะ"
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวซื่อ หลี่หมิ่นก็ยิ้มออกมา แม้คำพูดของหลิวซื่อจะแฝงไปด้วยความประจบประแจง แต่นางก็ชอบฟังคำพูดเช่นนี้
หลิวซื่อไม่เหมือนกับญาติพี่น้องคนอื่นๆ ในตระกูล ที่มีกิริยาหยาบกระด้างไร้มารยาท ทำให้นางต้องอับอายขายขี้หน้า
ทั้งสองคุยเรื่องสัพเพเหระกันอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งบ่าวรับใช้ยกขนมมาให้ หลี่หมิ่นจึงเปลี่ยนเรื่องคุย "พาเยี่ยนเอ๋อร์มาหาข้าวันนี้ มีเรื่องอันใดหรือ?"
หลี่หมิ่นรู้ดีอยู่แก่ใจ หลิวซื่อพาหลานชายมาหาถึงที่ ต้องมีเรื่องมาขอร้องเป็นแน่ และคงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลานชายคนนี้
พิจารณาจากอายุ ก็น่าจะถึงวัยออกเรือนแล้ว นี่คงจะมาขอยืมเงินเพราะค่าสินสอดไม่พอใช่หรือไม่?
เห็นแก่ที่หลิวซื่อรู้จักกาละเทศะ พูดจาเข้าหู นางก็ไม่รังเกียจที่จะให้ยืมเงินสักก้อน
"ฮูหยิน สามีของข้าถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานจนป่านนี้ยังไม่มีข่าวคราว ตอนนี้ทางเขตเมืองเหนือก็วุ่นวายขึ้นทุกวัน ข้าอยากให้เยี่ยนเอ๋อร์ได้เรียนรู้วิชาหมัดมวยจากผู้คุ้มกันในจวนบ้าง วันข้างหน้าครอบครัวเราจะได้ไม่ถูกใครรังแกเอาเจ้าค่ะ"
น้ำเสียงของหลิวซื่อเจือความรันทด หลี่หมิ่นนึกถึงสถานการณ์ของสกุลหลินแล้วก็ลอบถอนหายใจในใจ
ถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานแล้วไม่มีข่าวคราว ก็แปลว่าเสียชีวิตไปแล้ว
ตอนนี้สกุลหลินเหลือเพียงหลิวซื่อที่เป็นแม่ม่าย ต้องเลี้ยงดูเด็กสองคน การใช้ชีวิตในเขตเมืองเหนือคงยากลำบากจริงๆ
เอาเถอะ เห็นแก่ของขวัญที่หลิวซื่อนำมามอบให้เสมอมา ก็ช่วยสักครั้งแล้วกัน
"ในบ้านก็ควรจะมีผู้ชายที่พึ่งพาได้สักคน จะได้ไม่โดนใครรังแกเอาได้ เพียงแต่ผู้คุ้มกันในจวนล้วนเป็นคนที่นายท่านเชิญมาด้วยตนเอง ไม่ใช่คนที่สตรีอย่างข้าจะไปกะเกณฑ์สั่งการได้ เรื่องนี้รอให้นายท่านกลับมาข้าจะลองถามดูให้ เที่ยงนี้พวกเจ้าก็กินข้าวที่จวนนี่แหละ"
"ขอบพระคุณฮูหยินมากเจ้าค่ะ เยี่ยนเอ๋อร์ ยังไม่รีบขอบคุณท่านอาสี่ของเจ้าอีก"
"หลานขอบพระคุณท่านอาสี่ขอรับ"