- หน้าแรก
- ติ๊กต็อกของผมเชื่อมต่อกับหมื่นราชวงศ์
- บทที่ 23 บูรพกษัตริย์ฉินผู้โกรธเกรี้ยว เพื่อนร่วมกลุ่มปฐมจักรพรรดิแห่งต้าฉินออกจากระบบแล้ว!
บทที่ 23 บูรพกษัตริย์ฉินผู้โกรธเกรี้ยว เพื่อนร่วมกลุ่มปฐมจักรพรรดิแห่งต้าฉินออกจากระบบแล้ว!
บทที่ 23 บูรพกษัตริย์ฉินผู้โกรธเกรี้ยว เพื่อนร่วมกลุ่มปฐมจักรพรรดิแห่งต้าฉินออกจากระบบแล้ว!
หลี่เอ้อมองดูม่านแสง ถึงแม้ในพงศาวดารจะบันทึกไว้ว่าหูไฮ่เป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่าคนเราจะสามารถโง่เง่าได้ถึงเพียงนี้
ข้างนอกเขาเกิดกบฏกันลุกเป็นไฟแล้ว... แกยังจะมาร้องรำทำเพลงอยู่อีกรึ?
“ไม่รู้ว่าพี่เจิ้งเห็นแล้วจะรู้สึกอย่างไรนะ!” หลี่เอ้อกล่าวทั้งน้ำตาตกในพลางหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก จากนั้นก็ตั้งใจดูต่อไป
“แต่จะว่าไปเจ้านี่ก็เล่นท่ายากไม่เบาเลยนะ หลายท่าเจิ้นเองก็ยังไม่เคยลองเลย!”
เมื่อฮั่นอู่ตี้เห็นสภาพของหูไฮ่ ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดบรรพบุรุษของตนจึงสามารถก่อกบฏได้สำเร็จอย่างง่ายดาย
แม่มันเถอะ อะไรที่ไม่ควรทำมันทำหมด แต่อะไรที่ควรทำมันกลับไม่ทำเลยสักนิด!
ดูเหมือนพงศาวดารจะเขียนไว้แบบออมมือเกินไปจริงๆ ขืนบ้านไหนมีลูกหลานแบบนี้ โคตรเหง้าศักราชคงได้ลุกขึ้นมาสาปแช่งแน่!
...
ส่วนจูตี้แทบจะเส้นเลือดในสมองแตกเพราะความโกรธที่มีต่อหูไฮ่...
เจิ้นเป็นถึงอริยราชันผู้ปรีชาสามารถ เจ้าเอามันมาให้เจิ้นดูนี่มันเหมาะสมแล้วหรือ?
นี่มันใช้คำว่าโง่เขลามาอธิบายไม่ได้แล้วนะ นี่แม่มันปัญญาอ่อนชัดๆ!
ต่อไปต้าหมิงจะมีตัวแบบนี้โผล่มาไม่ได้เด็ดขาด
...
เหล่าบูรพกษัตริย์ฉินในแต่ละยุคสมัย ต่างก็พากันโกรธจัดจนกระอักเลือด
ฉินอู่หวังที่กำลังยกกระถางยักษ์อยู่ พอเห็นภาพนี้ เลือดลมก็ตีกลับ พลั้งมือจนถูกกระถางยักษ์หล่นทับเข้าให้!
ฉินเจาเซียงหวังโกรธจนก่นด่าไม่หยุด ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“ความพยายามนับร้อยปีของต้าฉิน ความพยายามนับร้อยปีต้องมาพังพินาศป่นปี้ พังพินาศหมดแล้ว!”
ฉินเซี่ยวเหวินหวังที่เดิมทีมีอาการดีขึ้นและลืมความเจ็บป่วยไปชั่วขณะเพราะดีใจที่ได้อิ๋งเจิ้งจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลมาเป็นหลาน
พอมาเห็นภาพของหูไฮ่ ก็โกรธจนเลือดลมตีกลับ กระอักเลือดคำโตออกมา
“ลูกหลานเนรคุณ... ทำลายต้าฉินของข้า...”
ก่อนจะสิ้นใจยังอุตส่าห์ฝากคำด่าทิ้งทวนไว้ด้วย
ส่วนอิ๋งอี้เหริน... ถึงขั้นโกรธจัดจนประกาศว่าจะตัดขาดสายเลือดกับพี่เจิ้งเลยทีเดียว!
ราชวงศ์ต้าฉิน
สีหน้าของอิ๋งเจิ้งในยามนี้ใช้คำว่ามืดดำมาอธิบายคงไม่พอ ร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความโกรธ เส้นเลือดที่ขมับและลำคอปูดโปน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเดือดดาล
เขาโกรธจนปามันเทศในมือลงพื้นอย่างไม่ไยดี!
นี่หรือคือสภาพหลังจากที่ลูกชายของเขาอย่างหูไฮ่ขึ้นครองราชย์?
แม่มันเถอะ นี่แกเป็นสายเลือดของข้าจริงๆ งั้นรึ?
ในวินาทีนี้ หากสวรรค์ให้โอกาสเขาอีกครั้ง เขาคงยอมหลั่งน้ำกามใส่กำแพงเสียยังจะดีกว่า
ใครจะไปคิดว่าน้ำเชื้อหยดนั้น จะกลายมาเป็นไอ้ตัวบัดซบนี่ได้
มันคือตัวอะไรกันเนี่ย! ยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า?
ในเวลาเดียวกัน บรรดาจักรพรรดิบนม่านแสงที่รอดูเรื่องตลกก็พากันส่งข้อความเรียลไทม์เข้ามาไม่หยุดหย่อน
บาตรใบเดียว: “โอย... ท่านจิ๋นซีคงไม่ได้กำลังหัวร้อนอยู่ใช่ไหม? ไม่หรอกมั้ง? คงไม่หรอก? ยังมีตอนต่อไปอีกนะ?”
บิดาผู้นี้คือทายาทมังกรแดง: “หึหึ ถ้าจะพูดไปแล้ว ที่บิดาผู้นี้สถาปนาต้าฮั่นได้ หูไฮ่คงต้องรับความดีความชอบไปเต็มๆ! ฮ่าๆ...”
หลี่เอ้อแห่งต้าถัง: “ขืนบ้านไหนมีลูกหลานแบบนี้ โคตรเหง้าศักราชคงได้ลุกขึ้นมาสาปแช่ง!”
อิ๋งเจิ้งมองดูข้อความเรียลไทม์บนม่านแสง ไม่ว่าจะเป็นจากคนรุ่นหลังหรือราชวงศ์อื่น!
เมื่อเห็นข้อความเหล่านั้น อิ๋งเจิ้งก็แทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
ในเวลานี้เอง หูไฮ่รวมถึงองค์ชายและองค์หญิงคนอื่นๆ ก็มาถึงท้องพระโรง
หูไฮ่กำลังเล่นสนุกอยู่กับเหล่านางรำที่สวนหลังวัง จึงไม่ได้สนใจเรื่องม่านแสงเลยสักนิด
พอมาถึงท้องพระโรงก็ยังไม่รู้เลยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น!
เมื่อเห็นหูไฮ่ อิ๋งเจิ้งก็เลิกสนใจข้อความบนม่านแสง และดึงสติออกจากกลุ่มสนทนาทันที
[ติ๊ง! เพื่อนร่วมกลุ่มปฐมจักรพรรดิแห่งต้าฉินได้ออกจากระบบแล้ว!]
อิ๋งเจิ้งสุดจะทนอีกต่อไป เขาวิ่งสับเท้าแตกจากแท่นสูงด้วยความเร็วระดับนักวิ่งร้อยเมตร กระโดดถีบหูไฮ่จนกระเด็นไปไกลถึงสามเมตร
“ไอ้ลูกทรพี บิดาจะกระทืบแกให้ตาย!” สิ้นเสียงคำราม หมัดของจิ๋นซีฮ่องเต้ก็รัวใส่หูไฮ่ราวกับห่าฝน
หูไฮ่ถูกทุบตีอย่างกะทันหันจนร้องลั่น ร่างของเขากลิ้งไปมาบนพื้นพยายามจะหลบหลีก
ทว่าการหลบหลีกนั้น ยิ่งไปกระตุ้นโทสะของจิ๋นซีฮ่องเต้ให้ลุกโชนขึ้นไปอีก เขาแย่งมันเทศมาจากมือขุนนางคนหนึ่งแล้วเอามาฟาดใส่หูไฮ่อย่างไม่ยั้ง
บรรดาองค์ชายและองค์หญิงที่อยู่รอบข้างต่างเบิกตากว้างมองดูเหตุการณ์นี้ด้วยความหวาดผวา
พวกเขาไม่เคยเห็นพระบิดาโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้มาก่อนเลย ไม่เคยเลยจริงๆ ต่อให้เป็นพี่ใหญ่ที่มักจะโต้เถียงกับพระองค์บ่อยๆ ก็ยังไม่เคยทำให้พระองค์พิโรธขนาดนี้
หลังจากทุบตีไปได้สักพัก ฝูซูก็ทนดูต่อไปไม่ไหว จึงรีบเข้าไปห้ามปราบ: “เสด็จพ่อ ทรงระงับโทสะก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ เดี๋ยวจะเสียสุขภาพเปล่าๆ รอให้ดูจนจบก่อนค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สายนะพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อจิ๋นซีฮ่องเต้ได้ยินคำพูดของฝูซู ก็เริ่มใจเย็นลงมาบ้าง แต่หน้าอกของเขายังคงกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เห็นได้ชัดว่ายังไม่หายโกรธ
เขาหอบหายใจหนักๆ อยู่สองสามครั้ง ประกอบกับเริ่มรู้สึกเหนื่อย จึงหยุดมือลง
ส่วนหูไฮ่ในยามนี้ถูกทุบตีจนเสียโฉม นอนกองอยู่บนพื้น ตัวสั่นเทา ไม่สามารถแม้แต่จะปริปากพูดได้
...
ในขณะเดียวกัน ภาพบนม่านแสงก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
คราวนี้เป็นภาพการประชุมเช้าในท้องพระโรง
เมื่อเผชิญหน้ากับการทูลตักเตือนของเหล่าขุนนางผู้ภักดี ที่กล่าวว่าต้าฉินในยามนี้เข้าสู่สภาวะวิกฤตแล้ว ภายนอกมีแต่กองทัพกบฏเต็มไปหมด
ทว่าฮ่องเต้หนุ่มที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรกลับไม่มีท่าทีร้อนรนใดๆ ซ้ำยังฉายแววความรำคาญออกมา หาวหวอดๆ ราวกับคนนอนไม่พอ
เหล่าขุนนางมองดูท่าทีไม่ยี่หระของหูไฮ่ ต่อให้ถวายฎีกาด้วยชีวิตก็ยังถูกเมินเฉย
ชั่วขณะนั้น ความรู้สึกคับแค้นใจและปวดร้าวอย่างแสนสาหัสก็ประดังเข้ามา!
ขุนนางบางคนทนไม่ไหวถึงขั้นด่าทอหูไฮ่ว่าโง่เขลาไร้ความสามารถ บางคนก็ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตการณ์ของต้าฉินในปัจจุบันและเสนอแนะกลยุทธ์ที่ดีเยี่ยม
แต่... แต่... ผลตอบแทนที่ได้รับกลับมาก็คือประโยคที่ว่า
“เหลวไหลสิ้นดี ต้าฉินของเจิ้นยามนี้ใต้หล้าสงบสุขดี ลากตัวมันไปตัดหัวซะ!” ฮ่องเต้หนุ่มประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกเปิดโปง หรือไม่ยอมรับความโง่เขลาของตนเองกันแน่
สิ้นคำพูดอันเย็นชาของชายหนุ่ม เหล่าขุนนางจากตระกูลใหญ่ที่รับใช้ต้าฉินมาหลายชั่วอายุคน ก็ถูกทหารลากออกไปตัดหัวที่หน้าท้องพระโรง
ซ้ำยังประกาศกร้าวอีกว่า: “หากใครกล้ามาก่อกวนพูดจาเหลวไหลอีกล่ะก็ จุดจบของพวกเจ้าก็จะเป็นเหมือนพวกมันที่อยู่ข้างนอกนั่น!”
...
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทั่วทั้งท้องพระโรงก็ไม่มีใครกล้าทูลตักเตือนอีกเลย!
ไม่มีขุนนางคนใดกล้าลุกขึ้นมาทำงานอีกเลย!
อิ๋งเจิ้งที่อยู่ใต้ม่านแสงเห็นเช่นนั้นก็แทบจะคลุ้มคลั่ง!
ดวงตาของอิ๋งเจิ้งแดงก่ำ เขาคำรามลั่น: “ไอ้ลูกทรพี! โง่เขลาเบาปัญญาเยี่ยงนี้ รากฐานของต้าฉินต้องพังพินาศในมือเจ้าเป็นแน่!”
“ไอ้ลูกทรพี ไอ้ลูกทรพีเอ๊ย!”
พูดจบ เขาก็ทำท่าจะพุ่งเข้าไปสั่งสอนหูไฮ่อีกรอบ
ส่วนหูไฮ่ที่ขดตัวอยู่ที่มุมหนึ่ง ในยามนี้ก็เห็นชัดเจนแล้วว่าคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์บนม่านแสงนั้นคือตนเอง
ชั่วขณะนั้น เขาไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี...
...