- หน้าแรก
- ศิษย์เอ๋ย อาจารย์รู้แค่นิดเดียวเท่านั้นแหละ
- บทที่ 7 ศิษย์ชักกระบี่ อาจารย์วิ่งหนีป่าราบ
บทที่ 7 ศิษย์ชักกระบี่ อาจารย์วิ่งหนีป่าราบ
บทที่ 7 ศิษย์ชักกระบี่ อาจารย์วิ่งหนีป่าราบ
บทที่ 7 ศิษย์ชักกระบี่ อาจารย์วิ่งหนีป่าราบ
เรือนพักส่วนตัวของเจ้าแห่งยอดเขาซื่อเป่ายังคงเปิดกว้างเช่นเดียวกับทุกวัน สิ่งเดียวที่แตกต่างออกไปคือมีชายร่างใหญ่ผิวเข้มเพิ่มเข้ามาในลานเรือน
เฉาเจิ้นรู้สึกคุ้นตาเมื่อเห็นชายร่างใหญ่คนนั้นแต่ไกล เขาค้นหาความทรงจำที่สืบทอดมาอย่างรวดเร็ว และตระหนักถึงตัวตนของอีกฝ่ายได้ในทันที
เชาจื่อไจ้! สหายเพียงคนเดียวของเจ้าของร่างเดิม! ศิษย์เอกแห่งยอดเขาชีซิงอันดับที่เก้าสิบเก้า! ระดับการฝึกตนของเขาอยู่ที่สี่ฐานเต๋า! เขาครอบครองกายาเซียนสุดพิเศษ กายาเพลิงปรโลก! ทว่าความบริสุทธิ์ของกายานี้กลับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน มีไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ มิฉะนั้นเขาคงถูกยอดเขาระดับสูงแย่งตัวไปตั้งนานแล้ว!
"ทำไมพวกเจ้าถึงได้เสียมารยาทกันนัก?" เฉาเจิ้นก้าวเข้ามาในลานเรือนและเอ็ดลูกศิษย์ "ศิษย์อาเชามาเยือนทั้งที พวกเจ้าไม่รู้หรือไงว่าต้องรินชาต้อนรับ?"
ศิษย์ทุกคนต่างพร้อมใจกันหันไปมองศิษย์พี่หญิงรอง เหยียนโหย่วหรง ผู้รับหน้าที่ดูแลการเงินของยอดเขาซื่อเป่า
เฉาเจิ้นรู้ตัวทันทีว่าเขาพูดผิดไปเสียแล้ว เมื่อไม่กี่วันก่อน เขาเพิ่งบ่นกับเหยียนโหย่วหรงว่าชาหมด และคำตอบเดียวที่เขาได้รับจากศิษย์ก็คือคำสั้นๆ สองคำว่า 'ไม่มีเงิน'
"ข้าไม่ได้มาเพื่อดื่มชา!" จู่ๆ เชาจื่อไจ้ก็ผุดลุกขึ้นและเดินตรงดิ่งมาหาเฉาเจิ้น ร่างกายที่สูงใหญ่ราวกับหอคอยเหล็กของเขา บดบังแสงอาทิตย์ยามอัสดงเบื้องหลัง ทำให้เฉาเจิ้นรู้สึกราวกับถูกกลืนกินเข้าไปในเงามืดกะทันหัน
"ข้ารู้ เจ้ามาเพื่อเกลี้ยกล่อมไม่ให้ข้าประลองกับยอดเขาซิงเย่าใช่ไหมล่ะ?" เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนที่ห่วงใยตน เฉาเจิ้นก็ไม่อาจปัดความหวังดีนั้นทิ้งไปได้ เขาทำได้เพียงดึงแขนอีกฝ่ายให้นั่งลงที่โต๊ะแล้วกล่าว "ข้าเพิ่งเจอกับผู้อาวุโสถงผานมา เขาก็พยายามเกลี้ยกล่อมข้าเหมือนกัน"
"แล้วทำไมเจ้าไม่ขอให้ผู้อาวุโสถงผานช่วยยกเลิกการประลองล่ะ?" เชาจื่อไจ้มองเฉาเจิ้นด้วยความร้อนใจ คิ้วหนาราวกับกระบี่ทั้งสองข้างของเขากระตุกรัวๆ ขณะพูด "เฒ่าเฉา! ข้าขอบอกเจ้าไว้เลยนะ เลิกห่วงเรื่องหน้าตางี่เง่าของเจ้าได้แล้ว! หน้าตาของเจ้ามันมีค่าสักเท่าไหร่กันเชียว? นั่นมันนาปราณระดับสามเพียงผืนเดียวของยอดเขาซื่อเป่านะ! ยอดเขาชีซิงของพวกเรายังไม่มีดินแดนวิญญาณระดับสูงแบบนั้นเลยด้วยซ้ำ!"
เฉาเจิ้นคิดในใจ ยอดเขาชีซิงของเจ้าอยู่อันดับที่เก้าสิบเก้า ก็ไม่ได้สูงกว่ายอดเขาซื่อเป่าของข้าสักเท่าไหร่หรอก เป็นเรื่องปกติแหละที่ยอดเขาของเจ้าจะไม่มี
"แต่ข้าไม่ได้ห่วงเรื่องหน้าตาเสียหน่อย" เฉาเจิ้นกล่าวอย่างมีเลศนัย "เจ้ารู้ไหมว่าบ่อนพนันตั้งอัตราต่อรองสำหรับการประลองครั้งนี้ไว้ที่เท่าไหร่?"
"รู้สิโว้ย! ไม่อย่างนั้นข้าจะรีบวิ่งแจ้นมาที่นี่ทันทีที่กลับมาจากการฝึกฝนนอกสำนัก โดยไม่แม้แต่จะกลับยอดเขาตัวเองทำไมกัน!" เชาจื่อไจ้ถอนหายใจและกล่าวว่า "ระดับการฝึกตนของพวกเจ้ามันห่างกันเกินไป! หากเจ้าเสียที่ดินไปในการประลองจริงๆ ต่อให้เจ้าต้องขายลูกศิษย์กิน เจ้าก็ยังซื้อนาปราณผืนนั้นกลับมาไม่ได้อยู่ดี"
"ขายลูกศิษย์งั้นหรือ?" จู่ๆ ความคิดบรรเจิดก็วาบขึ้นมาในหัวเฉาเจิ้น นัยน์ตาของเขาเบิกโพลงเป็นประกาย เขาคว้ามือของเชาจื่อไจ้ด้วยความตื่นเต้นพลางร้องลั่น "จริงด้วย! ขายลูกศิษย์สิ! ทำไมข้าถึงคิดไม่ถึงเรื่องขายลูกศิษย์เพื่อระดมทุนนะ! เจ้านี่มันหาช่องทางทำเงินได้เก่งกว่าหม่าหยุนเสียอีก!"
"ขายลูกศิษย์? ระดมทุน? หม่าหยุนอะไรของเจ้ากัน?" เชาจื่อไจ้ถามเสียงสั่น "เฒ่าเฉา เจ้ากำลังจะทำบ้าอะไร?"
ศิษย์ทั้งสามคนต่างก็มองไปที่เฉาเจิ้นด้วยความตกตะลึงเช่นกัน มีเพียงเหยียนโหย่วหรงเท่านั้นที่มีแววตาระแวดระวัง ช่วงนี้ท่านอาจารย์ของนางเอาแต่ตกปลาทุกวัน มีพฤติกรรมแปลกประหลาดมาก และนางก็สงสัยมาตลอดว่าท่านอาจารย์อาจจะเกิดธาตุไฟแตกซ่าน
อย่างไรก็ตาม ยอดเขาซื่อเป่านั้นยากจนเกินไป หากพวกเขาจะไปเยือนตำหนักเซียนแพทย์ ค่ารักษาและค่ายาอาจทำให้ยอดเขาซื่อเป่าต้องล้มละลายในพริบตา!
ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็แค่เอาแต่ตกปลา และไม่ได้แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวหรือย่ำแย่ไปกว่านั้น เหยียนโหย่วหรงจึงเชื่อว่าท่านอาจารย์ของนางจะค่อยๆ ฟื้นตัวได้ผ่านการตกปลา นางไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะเกิดไอเดียขายลูกศิษย์ขึ้นมาได้! ดูเหมือนว่าต่อให้นางจะต้องมัดเขาไว้ นางก็ต้องพาท่านอาจารย์ไปรักษาที่ตำหนักเซียนแพทย์ให้จงได้
"ข้าจะขายลูกศิษย์ของตัวเองลงได้อย่างไร? ลูกศิษย์ของข้าน่ารักกันทุกคนขนาดนี้" เฉาเจิ้นกดไหล่เชาจื่อไจ้ไว้ เป็นสัญญาณบอกไม่ให้เขาตื่นเต้นจนลุกพรวดพราดขึ้นมาอีก พร้อมกับกล่าวว่า "ข้าก็แค่เปรียบเปรยให้ฟัง..."
เหล่าลูกศิษย์ต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอกในทันที และเหยียนโหย่วหรงเองก็พับเก็บความคิดที่จะล่วงเกินท่านอาจารย์ด้วยการมัดเขาแล้วส่งไปที่ตำหนักเซียนแพทย์
"ข้ากะว่าจะส่งพวกเขาไปจำนำไว้สักระยะหนึ่ง" เฉาเจิ้นพูดต่อ ขณะที่ทุกคนเบิกตากว้างจ้องมองมาที่เขา "ข้าจะจำนำพวกเขากับหินวิญญาณสักก้อน แล้วเอาไปแทงพนันข้างตัวเองที่บ่อน พอประลองเสร็จ ข้าก็แค่ไปไถ่ตัวพวกเขากลับมา"
ลานเรือนส่วนตัวของเจ้าแห่งยอดเขาซื่อเป่าตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า
เคร้ง!
เสียงชักกระบี่ล้ำค่าออกจากฝักทำลายความเงียบงันของลานเรือน ร่างของเหยียนโหย่วหรงแผ่ซ่านปราณวิญญาณอันเดือดพล่าน ฐานเต๋าทั้งสี่ผุดขึ้นเบื้องหลังของนาง และด้วยประกายเย็นเยียบจากกระบี่ล้ำค่าในมือ นางก็ก้าวเท้าพุ่งตรงไปหาเฉาเจิ้นในทันที
"ศิษย์พี่หญิงรอง อย่าใจร้อนสิขอรับ!" เป่ยเหยียนตอบสนองได้เร็วที่สุด เขารีบขวางทางเหยียนโหย่วหรงทันที สองแขนโอบกอดเอวบางของศิษย์พี่หญิงไว้อย่างแน่นหนาด้วยเกรงว่านางจะทำอะไรวู่วามเกินไป
ศิษย์พี่ใหญ่เหลิงซีก็รีบลุกขึ้นคว้าแขนของเหยียนโหย่วหรงไว้ พลางห้ามปราม "โหย่วหรง เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? นั่นท่านอาจารย์นะ! เจ้าชักกระบี่ออกมาได้อย่างไร?"
เฉาเจิ้นเองก็ไม่คาดคิดว่าลูกศิษย์คนที่สองผู้มักจะเย็นชาของเขาจะมีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้ เขากระโดดถอยร่นไปไกลกว่าหนึ่งจั้ง ยกมือขึ้นชี้ไปที่เหยียนโหย่วหรง "เสี่ยวหรง ใจเย็นๆ ก่อน! ใจเย็นๆ!"
ร่างสูงใหญ่ราวกับหอคอยเหล็กของเชาจื่อไจ้เข้ามายืนขวางกลางระหว่างทั้งสอง เขาเอื้อมมือไปจับกระบี่ในมือของเหยียนโหย่วหรงไว้พร้อมกับกล่าวว่า "ศิษย์หลานหญิง อย่าใจร้อนไปเลย..."
"ศิษย์อา โปรดหลีกทางด้วยเจ้าค่ะ! ศิษย์พี่ ศิษย์น้อง พวกเจ้าสองคนก็ถอยไปซะ!" เหยียนโหย่วหรงจ้องมองเฉาเจิ้นด้วยสีหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง พยายามอย่างหนักที่จะดิ้นให้หลุดจากการขัดขวางของทุกคน พลางกล่าวว่า "ท่านอาจารย์ ตลอดสองเดือนที่ผ่านมาท่านไม่ยอมฝึกตนหรือเตรียมตัวรับมือกับการประลองเลย! ศิษย์ก็ทนมาตลอด! ศิษย์คิดว่าท่านเกิดธาตุไฟแตกซ่านซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกาย! ท่านเอาแต่ตกปลาทุกวัน ศิษย์ก็คิดว่าท่านกำลังสะกดกลั้นมารในใจ! ศิษย์ก็ยอมทนดูมาตลอด! ภายใต้การตามใจทั้งหมดนี้ ท่านกลับถลำลึกมาถึงขั้นนี้ได้! วันนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ศิษย์ก็ต้องพาท่านส่งตำหนักเซียนแพทย์ให้จงได้!"
ชั่วขณะหนึ่ง ลานเรือนส่วนตัวของเจ้าแห่งยอดเขาซื่อเป่าก็ตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวาย มีเพียงลูกศิษย์คนที่สาม เซี่ยงจื่ออวี่ ที่กำลังถือหนังสือและตั้งใจอ่านอย่างขะมักเขม้น ไม่เข้าข้างศิษย์พี่หญิงและไม่ออกตัวปกป้องท่านอาจารย์ ราวกับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเขาเลย
"ท่านอาจารย์ รีบหนีเร็วเข้าขอรับ! พวกเราเอาศิษย์พี่หญิงรองไม่อยู่แล้ว" เมื่อถึงจุดนี้ เป่ยเหยียนก็กอดต้นขาของเหยียนโหย่วหรงเอาไว้แน่นหนึบ
เฉาเจิ้นเองก็ไม่คาดคิดว่าลูกศิษย์คนที่สองผู้แสนจะเงียบขรึมและเย็นชาของเขาจะรับมือได้ยากเย็นขนาดนี้เมื่อนางสติแตก เมื่อยึดมั่นในคติที่ว่าลูกผู้ชายตัวจริงย่อมไม่ต่อสู้เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นใจ เขาก็รีบลุกลี้ลุกลนวิ่งกลับเข้าไปในห้อง กวาดรวบรวมวัตถุดิบสำหรับปรุงโอสถมังกรพยัคฆ์น้อยทั้งหมดที่เตรียมไว้ แล้วเผ่นแน่บออกจากลานเรือนไปอย่างรวดเร็ว
"ท่านอาจารย์ อย่าเพิ่งไป!" เหยียนโหย่วหรงกำกระบี่แน่นพร้อมกับตะโกนลั่น "ศิษย์ทำเช่นนี้ก็เพื่อความหวังดีต่อตัวท่านเอง! แม้ว่าจะต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป ศิษย์ก็จะพาท่านไปรักษาที่ตำหนักเซียนแพทย์ให้หายขาดให้ได้"
เฉาเจิ้นวิ่งหนีออกมาพ้นประตูเรือน แล้วหันกลับไปมองลานเรือนที่กำลังวุ่นวาย เขาอดไม่ได้ที่จะหันไปร้องบอกเชาจื่อไจ้ที่ตั้งใจมาเกลี้ยกล่อมตนว่า "เฒ่าเชา! เห็นแก่ความเป็นเพื่อนของเรา เจ้าควรรีบกลับไปเกลี้ยกล่อมอาจารย์ของเจ้าให้นำพวกเจ้าทั้งหมดไปจำนำที่โรงรับจำนำเสีย! แล้วเอาไปแทงพนันข้างข้าที่บ่อน รับรองว่าเจ้าจะรวยเละ..."
เมื่อเชาจื่อไจ้ได้ยินคำพูดของเฉาเจิ้น เขาก็เริ่มสงสัยขึ้นมาตงิดๆ ว่าเขาไม่ควรห้ามเหยียนโหย่วหรงเอาไว้ และสมควรอย่างยิ่งที่จะส่งเฉาเจิ้นไปยังตำหนักเซียนแพทย์จริงๆ คำพูดของเฒ่าเฉาฟังดูเหมือนคนป่วยหนักไม่มีผิด!
เฉาเจิ้นวิ่งตรงดิ่งมาจนถึงสถานีรถปราณเมฆา ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย เดิมทีเขาวางแผนไว้ว่าจะไปตลาดที่ใกล้ที่สุดเพื่อเช่าเตาหลอมโอสถและปรุงโอสถมังกรพยัคฆ์ในวันพรุ่งนี้หลังจากกินดื่มจนอิ่มหนำสำราญแล้ว แต่ตอนนี้ ด้วยวีรกรรมของลูกศิษย์ เขาจำต้องเลื่อนแผนการให้เร็วขึ้น
มิฉะนั้น... หากไร้ซึ่งความแข็งแกร่ง เขาก็คงไม่กล้ากลับไปที่ยอดเขาซื่อเป่าของตัวเองเป็นแน่