- หน้าแรก
- กริมม์พอร์ต เมืองท่าหมอกมรณะกับหมอวิปลาส
- บทที่ 17 - เส้นทางเหนือธรรมชาติที่พิศวง
บทที่ 17 - เส้นทางเหนือธรรมชาติที่พิศวง
บทที่ 17 - เส้นทางเหนือธรรมชาติที่พิศวง
บทที่ 17 - เส้นทางเหนือธรรมชาติที่พิศวง
ใต้โรงเหล้าโอลด์จอห์นซุกซ่อนโลกอีกใบที่ไม่มีใครล่วงรู้เอาไว้ มารีนำหลู่เยวียนผ่านประตูลับที่อำพรางเป็นถังไม้โอ๊กขนาดใหญ่ เดินตามบันไดเหล็กที่ขึ้นสนิมและวนลงไปด้านล่างอยู่นาน กลิ่นของเบียร์และยาสูบที่เคยคละคลุ้งในอากาศค่อยๆ จางหายไป และถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอับของแผ่นกระดาษ
พื้นที่ใต้ดินของฐานทัพกว้างขวางกว่าที่หลู่เยวียนจินตนาการไว้มาก เมื่อเงยหน้าขึ้นไป ด้านบนเต็มไปด้วยหินสีดำ ข้างๆ หินเหล่านั้นมีท่อโลหะขนาดใหญ่ที่ทอดตัวไปตามผนังราวกับเส้นเลือด ส่งเสียงคำรามต่ำออกมาเป็นระยะ ทุกๆ ไม่กี่เมตรจะมีโคมไฟกันระเบิดที่ครอบด้วยตาข่ายเหล็ก ส่องแสงสีขาวซีดออกมาทำให้ทางเดินระเบียงแห่งนี้ดูสว่างไสวอย่างน่าขนลุก
"อย่ามองไปทั่ว แล้วก็เอามือเก็บไว้ให้ดีด้วย" มารีเดินนำอยู่ข้างหน้า เสียงรองเท้าส้นสูงที่กระทบกับพื้นตะแกรงเหล็กดังสะท้อนก้อง "สิ่งที่ขังอยู่ข้างล่างนี่ แค่ปล่อยออกมาตัวเดียวก็เอาชีวิตเธอได้แล้ว ถ้าไม่อยากกลายเป็นส่วนหนึ่งของป้ายเตือนบนกำแพงนั่น ก็ช่วยเก็บความอยากรู้อยากเห็นของเธอไว้หน่อย"
หลู่เยวียนเดินตามหลังมา พยายามระงับใจไม่ให้มองไปรอบตัวอย่างโจ่งแจ้ง เพียงใช้หางตาชำเลืองมองประตูเหล็กหนาทึบที่ปิดสนิทอยู่ตลอดสองข้างทางเดิน ประตูเหล่านั้นมีป้ายสีต่างๆ แขวนไว้ บนป้ายปรากฏรูปหัวกะโหลกที่บิดเบี้ยวหรือสัญลักษณ์แปลกประหลาดที่สื่อความหมายไม่ได้
【การรับรู้สภาพแวดล้อม: ความเข้มข้นของร่องรอยสิ่งมีชีวิตผิดปกติสูงมาก】
【คำเตือน: กำลังประเมินระดับสติสัมปชัญญะ... ประเมินสำเร็จ สภาวะคงที่】
หลู่เยวียนรีบละสายตาทันที ที่นี่คือพื้นที่ส่วนกลางที่ผู้เฝ้ายามราตรีใช้กักขังหรือวิจัยพวก "ความผิดปกติ" อย่างแน่นอน
"ข้างหน้าคือโถงกลาง" มารีผลักประตูเหล็กบานคู่ที่ปลายทางเดิน บานพับโลหะส่งเสียงเสียดสีจนน่าปวดหัว มันเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่มีเพดานโค้งสูงยิ่งนัก บนผนังที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงข้ามประตูใหญ่มีกระดานดำขนาดมหึมาแขวนอยู่ บนนั้นเต็มไปด้วยใบสั่งงานที่ติดไว้อย่างหนาแน่น หลู่เยวียนกวาดสายตาดูคร่าวๆ ส่วนใหญ่เป็นงานจุกจิกอย่าง "ทำความสะอาดท่อระบายน้ำ" "ตรวจสอบเสียงประหลาดในบางย่าน" ซึ่งค่าตอบแทนไม่ได้สูงนัก
ผู้เฝ้ายามราตรีสองสามคนที่สวมชุดโค้ทสีดำและดูเหนื่อยล้ากำลังยืนล้อมวงคุยกันด้วยเสียงต่ำอยู่หน้ากระดาน เมื่อเห็นมารีพาคนหน้าแปลกเข้ามา พวกเขาเพียงแต่ชำเลืองมองด้วยสายตาเย็นชา แววตาแฝงไปด้วยความด้านชาจากการพบเห็นเรื่องเป็นตายมานับไม่ถ้วน แล้วจึงหันกลับไปไม่สนใจอีก
"เธอเป็นฝ่ายสนับสนุน งานเสี่ยงตายพวกนั้นไม่ถึงมือเธอหรอก" มารีชี้ไปยังห้องหนึ่งที่มุมโถงซึ่งแขวนป้ายว่า "การจัดการทรัพยากร" เอาไว้
"ต่อไปงานของเธอต้องไปรับที่นั่น คนที่อยู่ข้างใน เธอเรียกเขาว่า ‘เฒ่ามอร์แกน’ ก็แล้วกัน" เมื่อพูดมาถึงตรงนี้มารีก็หยุดเดินและหันกลับมามองหลู่เยวียนอย่างจริงจัง "จำไว้ พูดให้น้อย ทำให้มาก เฒ่ามอร์แกนเป็นคนเดียวในฐานทัพแห่งนี้ที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางเหนือธรรมชาติสาย เส้นทางควมรู้ และเป็นผู้ดูแลที่นี่ด้วย และใครก็ตามที่เดินบนเส้นทางนั้น สมองมักจะมีอะไร... ประหลาดๆ เเสมอ"
หลู่เยวียนพยักหน้า ในโลกใบนี้ความรู้มักจะมาคู่กับมลพิษ ยิ่งคนมีความรู้มากเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใกล้ความบ้าคลั่งมากขึ้นเท่านั้น เขาจัดปกเสื้อให้เรียบร้อยแล้วผลักประตูเดินเข้าไปข้างใน
"
ภายในห้องเงียบสงัดอย่างประหลาด ผนังทั้งสี่ด้านเต็มไปด้วยตู้เก็บเอกสารที่สูงจรดเพดาน อัดแน่นไปด้วยซองเอกสารที่กลายเป็นสีเหลือง ชายชราผมขาวที่สวมแว่นตาเลนส์หนาเตอะคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยข้าวของรกรุงรัง ในมือเขาถือแว่นขยาย แทบจะเอาหน้าแนบไปกับหินสีดำก้อนหนึ่ง ดูเหมือนกำลังวิจัยลวดลายบนนั้นอยู่
เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู เฒ่ามอร์แกนก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้น น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยว่า "หมอคนใหม่เหรอ? พ่อหนุ่มที่ถือมีดผ่าตัดสู้ตายกับร่างกลายพันธุ์คนนั้นน่ะนะ?"
"ผมหลู่เยวียนครับ" หลู่เยวียนก้าวไปข้างหน้า หยุดยืนในระยะที่สุภาพและปลอดภัย
"
"
ในที่สุดเฒ่ามอร์แกนก็วางแว่นขยายลงแล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นั้นขุ่นมัวอย่างยิ่ง ส่วนลึกของรูม่านตาดูเหมือนจะเลื่อนลอย ราวกับกำลังจ้องมองจุดโฟกัสที่ไม่มีอยู่จริง เมื่อถูกเขาจ้องมองเช่นนี้ หลู่เยวียนถึงกับรู้สึกเหมือนถูกจับวางอยู่บนเตียงผ่าตัดเพื่อรับการตรวจสอบ
"ในเมื่อมารีพาเธอมาที่นี่ แสดงว่าเธอเลือกเส้นทางที่เดินยากที่สุดอย่าง 【เส้นทางแห่งความรอบรู้】 สินะ" เฒ่ามอร์แกนหยิบแบบฟอร์มยับๆ แผ่นหนึ่งออกมาจากลิ้นชัก เลื่อนมาตรงหน้าหลู่เยวียน "กรอกซะ แล้วเลือกทิศทางเดียว บรรทัดนี้ควรเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเองที่สุด ไม่อย่างนั้นจุดจบมีเพียงความตาย"
หลู่เยวียนหยิบปากกาขึ้นมา กวาดสายตาดูแบบฟอร์ม บนนั้นมีสาขาย่อยอยู่ไม่กี่อย่าง:
1. 【เภสัชวิทยา】: เน้นการปรุงยา การวิเคราะห์และการถอนพิษ
2. 【วิศวกรรมสรรพสิ่ง】: เน้นเครื่องกลที่มีความแม่นยำ การสร้างและการซ่อมแซมสิ่งของเล่นแร่แปรธาตุ
【กายวิภาคศาสตร์】: เน้นการวิเคราะห์โครงสร้างสิ่งมีชีวิต การเจาะลึกจุดอ่อนและการจัดการซากศพ
【ศาสตร์พิศวง】: เน้นการวิจัยพฤติกรรมสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ การสืบหาต้นกำเนิดและการตีความความรู้ต้องห้าม
"พ่อหนุ่ม ฉันขอเตือนเธอไว้อย่างหนึ่ง" เฒ่ามอร์แกนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเฉย "ความรู้คือสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด แต่มันก็ซ่อนความมืดมิดที่ลึกที่สุดเอาไว้เช่นกัน"
"ก่อนที่จะหา ‘เส้นทาง’ ของตัวเองพบ อย่าได้พยายามไปทำความเข้าใจในสิ่งที่เธอไม่ควรเข้าใจ" เขาชี้นิ้วไปที่ดวงตาที่ขุ่นมัวของตนเอง "ฉันคือช่างซ่อม หรือก็คือสาย 【วิศวกรรมสรรพสิ่ง】 "
"เพราะงั้นฉันถึงอ่านแบบแปลนเครื่องกลที่ซับซ้อนเหล่านั้นออก ซ่อมแซมอาวุธเล่นแร่แปรธาตุที่เสียหายเหล่านั้นได้"
"
"แต่ฉันอ่านซากศพไม่ออก และฟังเสียงพร่ำเพ้อของพวกคนบ้าเหล่านั้นไม่รู้เรื่อง เพราะงั้นอย่าได้คิดจะเรียนรู้ทุกอย่าง พอเธอข้ามเส้นไปเมื่อไหร่ สมองของเธอจะกลายเป็น ‘อาหาร’ ของความรู้เหล่านั้นทันที"
"เชื่อฉันเถอะ การตายแบบนั้นมันทรมานยิ่งกว่าถูกสัตว์ประหลาดข้างนอกนั่นเคี้ยวจนละเอียดเสียอีก"
หลู่เยวียนมองดูตัวเลือกบนแบบฟอร์ม เขาไม่ได้ลังเลอยู่นานนัก สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ตัวเลือกสุดท้าย—【ศาสตร์พิศวง】 นี่คือสิ่งที่ผู้เฝ้ายามราตรีบอกว่า "ยากที่สุดและมีอัตราการตายสูงที่สุด" เพราะมันต้องอ่านบันทึกดั้งเดิมเกี่ยวกับสิ่งประหลาดมากมาย ต้องเผชิญหน้ากับคำบรรยายที่ไม่อาจเอ่ยถึง ทุกครั้งที่เรียนรู้คือการลองดีอยู่ที่ขอบของสติสัมปชัญญะ
แต่สำหรับหลู่เยวียน นี่คือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด เพราะในตอนนี้ค่าศาสตร์ต้องห้าม—ผู้ลอบมอง: 6.2/10 ของเขา อยู่ห่างจากการเลื่อนระดับเพียงก้าวเดียว และความสามารถ "การแปล" ที่ติดตัวเขามาตั้งแต่ข้ามภพ ทำให้เขามองเห็นข้อมูลที่คนอื่นมองไม่เห็น นี่คือข้อได้เปรียบอันมหาศาล หากไม่เลือกสิ่งนี้ก็ถือว่าเสียของเปล่าๆ
"ผมเลือกอันนี้ครับ" หลู่เยวียนหยิบปากกาขึ้นมาวงกลมที่ ศาสตร์พิศวง
เฒ่ามอร์แกนอึ้งไปครู่หนึ่ง แววตาขุ่นมัวฉายประกายความตกตะลึงแวบหนึ่ง "ศาสตร์พิศวงงั้นเหรอ? คนหนุ่มสมัยนี้รีบหาที่ตายกันขนาดนี้เลยเชียว?" เขาส่ายหน้า ราวกับกำลังหัวเราะเยาะในความเขลาของหลู่เยวียน แต่เขาก็ไม่ได้ห้ามอะไร เขาหันไปค้นหาในตู้ข้างหลังอยู่นาน ก่อนจะหยิบกล่องไม้ขนาดเล็กที่ห่อด้วยผ้าดำหลายชั้นออกมาแล้วโยนให้หลู่เยวียน
"ในเมื่ออยากหาที่ตาย ฉันก็จัดให้ นี่คือบททดสอบเข้าประตูของเธอ" หลู่เยวียนรับกล่องมา สัมผัสที่เย็นเฉียบเสียดแทงลึกเข้าไปถึงกระดูก
"หนึ่งเดือน" เฒ่ามอร์แกนกลับไปถือแว่นขยายตามเดิมโดยไม่มองเขาอีก "ไปที่ห้องสมุดข้างล่าง สืบหามาว่าเนื้อก้อนนี้เป็นของสิ่งมีชีวิตชนิดไหน และมีคุณสมบัติอะไรบ้าง"
"ถ้าสืบไม่ได้ ก็ไสหัวกลับไปเป็นหมอธรรมดาซะ อย่ามาเสียเวลาอยู่ที่นี่" หลู่เยวียนไม่ได้เอ่ยคำใด เขาเพียงเลิกมุมผ้าสีดำขึ้น ภายในนั้นมีก้อนเนื้อเยื่อสีแดงเข้มวางอยู่อย่างสงบนิ่ง ดูคล้ายเนื้อตากแห้ง ทว่าบนพื้นผิวกลับปกคลุมด้วยฝ้าขาวบางๆ ที่กำลังแผ่ไอเย็นออกมา
ในวินาทีที่สายตาสัมผัส ตัวอักษรสีขาวเทาที่คุ้นเคยก็พลันปรากฏขึ้นตรงหน้า:
【พบเห็นเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อของกูลทุ่งน้ำแข็งตัวอ่อน】
【ศาสตร์ต้องห้าม—ผู้ลอบมอง: +0.1】
"แค่นี้... ก็จบแล้วเหรอ?" หลู่เยวียนพยายามกลั้นอาการกระตุกที่มุมปากไว้ เมื่ออยู่ต่อหน้าสูตรโกง บททดสอบนี้มันง่ายเกินไปจริงๆ แทบไม่ต้องพลิกหนังสือสักเล่มเลยด้วยซ้ำ แต่เขาจะแสดงอาการออกมาไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคงอธิบายสาเหตุไม่ได้แน่ๆ
"หนึ่งเดือนงั้นเหรอครับ?" หลู่เยวียนคลุมผ้าดำไว้ตามเดิม แสร้งทำสีหน้าเคร่งเครียด "ผมจะพยายามอย่างเต็มที่ครับ"
เฒ่ามอร์แกนโบกมือ ราวกับกำลังไล่แมลงที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ "ห้องสมุดอยู่ชั้นล่างลงไปอีก"
"จำไว้ วันหนึ่งอยู่ได้แค่สี่ชั่วโมงเท่านั้น"
"เกินไปแม้แต่นาทีเดียว เธออาจจะหลงอยู่ในตัวอักษรเหล่านั้น จนกลายเป็นไอ้โง่ที่เอาแต่ไหลน้ำลายก็ได้"
(จบแล้ว)