- หน้าแรก
- เส้นทางตำนานเซียนของซานซิวผู้ตกอับกับเจ้าเหมียววิญญาณตัวน้อย
- ตอนที่ 41 สร้างรังใหม่
ตอนที่ 41 สร้างรังใหม่
ตอนที่ 41 สร้างรังใหม่
แสงแรกแห่งรุ่งอรุณราวกับหญิงสาวที่ขวยเขิน สาดส่องผ่านรอยแยกของผนังไม้เข้ามาอย่างเงียบเชียบ ทาบทับเป็นรอยด่างดวงลงบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยฝุ่นผง
หลี่ซงตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเจ็บปวดแปลบปลาบลึกถึงกระดูก และความปวดหนึบที่ยังคงหลอกหลอนมาจากบาดแผลที่แขนซ้าย เขายังคงนั่งอยู่บนพื้น หลังพิงประตู สองแขนโอบกอดสัตว์อสูรตัวน้อยที่เขาเพิ่งตั้งชื่อให้ว่าหยวนเป่าเอาไว้แน่น
เขานั่งท่านี้มาทั้งคืนจนร่างครึ่งซีกชาดิกไปหมด เพียงแค่ขยับตัวนิดเดียวก็พาให้รู้สึกปวดเมื่อยไปทั่วร่าง
เขาก้มมองเจ้าตัวเล็กในอ้อมแขน หยวนเป่ายังคงหลับสนิท ทว่าสภาพของมันดูดีกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด
บาดแผลตามลำตัวที่ถูกกรงเล็บหมาป่าฉีกทึ้งเริ่มตกสะเก็ดสีชมพูบางๆ มันกำลังสมานตัวด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง! แม้แต่ขาหลังที่หักสะบั้นจนบิดเบี้ยวผิดรูปอย่างน่ากลัวเมื่อวาน ถึงจะยังลงน้ำหนักไม่ได้ แต่อาการบวมก็ยุบลงแล้ว และกระดูกที่หักก็ดูเหมือนจะถูกดามไว้ด้วยพลังที่มองไม่เห็นบางอย่าง ทำให้มันไม่ดูน่าสยดสยองเหมือนตอนแรก
ขนสั้นสีเทาเงินของมันดูเหมือนจะได้ความเงางามดั้งเดิมกลับคืนมา เปล่งประกายระยิบระยับอ่อนๆ ท่ามกลางแสงยามเช้า ขยับขึ้นลงแผ่วเบาตามจังหวะการหายใจที่สม่ำเสมอ
"พันธสัญญานี้... กับโลหิตแก่นแท้ของข้า มันได้ผลชะงัดขนาดนี้เลยเชียว?"
หลี่ซงได้แต่ประหลาดใจ แม้ว่าเขาจะต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นการถดถอยของระดับการบ่มเพาะพลัง แต่เมื่อเห็นหยวนเป่าฟื้นตัวเร็วขนาดนี้ ความขุ่นข้องหมองใจที่เกิดจากการขาดทุนก็ดูจะทุเลาลงไปบ้าง
เขาพยายามขยับร่างกายที่แข็งทื่อ ค่อยๆ ประคองเจ้าหยวนเป่าออกจากอ้อมอก แล้ววางมันลงบนพื้นที่ค่อนข้างสะอาดข้างกายอย่างระมัดระวัง
เจ้าตัวเล็กทำเพียงแค่เดาะลิ้นจั๊บๆ โดยไม่รู้ตัว และตะกุยอากาศไปมาตอนที่ถูกขยับย้ายที่ ก่อนจะจมดิ่งสู่นิทราอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าการเผชิญหน้ากับความเป็นความตายและการทำพันธสัญญาได้สูบเอาเรี่ยวแรงของมันไปมหาศาล
หลี่ซงใช้มือยันบานประตู ค่อยๆ ตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก แล้วยืดเส้นยืดสายแขนขาที่ชาดิก
ภารกิจเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือการหาที่ทางปลอดภัยให้เจ้าตัวเล็ก เราจะปล่อยให้มันนอนรากเลือดอยู่บนพื้นเย็นๆ หรือต้องอุ้มไว้ในอ้อมแขนตลอดทั้งคืนเหมือนเมื่อวานไม่ได้แล้ว
สายตาของเขากวาดมองไปรอบกระท่อมไม้อันซอมซ่อ ภายในเรือนพำนักนี้ว่างเปล่า ไม่มีของมีค่าอะไรเลย นอกจากเตียงไม้แข็งกระด้าง ตู้ไม้พังๆ และโต๊ะที่ขาเอียงกะเท่เร่
เขาเดินไปที่ตู้ไม้พังๆ เปิดประตูออก ภายในมีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้น ซึ่งล้วนเป็นเสื้อผ้าเก่าๆ ที่สีซีดจางและเต็มไปด้วยรอยปะชุน
เขาค้นดูอย่างละเอียด และในที่สุดก็หยิบเอาเสื้อตัวในสีเทาเก่าๆ ที่เนื้อผ้าดูนุ่มที่สุดออกมา แม้จะขาดวิ่นแต่ก็ค่อนข้างสะอาด พร้อมกับเศษผ้าฝ้ายนุ่มๆ อีกสองสามชิ้นที่เอาไว้ใช้ปะชุนเสื้อผ้า
"ทรัพยากรมีจำกัด ก็ต้องทนๆ ใช้แก้ขัดไปก่อนล่ะนะ"
เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง หยิบวัสดุเหล่านั้น แล้วเดินไปยังมุมห้องที่ค่อนข้างแห้งและลับตาฝุ่นลม
เขาเริ่มจากการกวาดพื้นบริเวณนั้นให้สะอาดสะอ้าน จากนั้นก็นั่งขัดสมาธิลง แล้วเริ่มพับเนื้อผ้านุ่มๆ ซ้อนกันทีละชั้นด้วยมืออย่างเงอะงะทว่าตั้งอกตั้งใจ ราวกับหญิงชาวบ้านหรือเด็กน้อยกำลังหัดทำงานฝีมือก็ไม่ปาน
เขาปูเสื้อตัวในเก่าๆ ไว้ชั้นล่างสุด จากนั้นก็ค่อยๆ พับเศษผ้าฝ้ายให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมเล็กๆ แล้ววางไว้ตรงกลาง ทำหน้าที่เป็นฟูกและหมอนเฉพาะกิจ
การเคลื่อนไหวของเขาไม่ค่อยจะชำนาญนัก ออกจะดูเก้ๆ กังๆ เสียด้วยซ้ำ
ซานซิวผู้ฝึกตนที่คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและนั่งสมาธิบ่มเพาะพลัง ไม่เคยต้องมานั่งทำงานละเอียดอ่อนแบบนี้มาก่อน แต่เขาก็ทำมันอย่างระมัดระวังที่สุด พยายามสร้างรังเล็กๆ ชั่วคราวนี้ให้ดูนุ่มสบายที่สุดเท่าที่จะทำได้
เขาถึงขั้นต้องตรวจดูให้แน่ใจว่าด้านที่เรียบลื่นและไม่มีรอยปะชุนของผ้านั้นหงายขึ้นด้านบน ด้วยกลัวว่าเนื้อผ้าที่หยาบกระด้างจะไปเสียดสีโดนบาดแผลของหยวนเป่าที่เพิ่งจะสมานตัว
ไม่นานนัก รังเล็กๆ ที่ดูเรียบง่ายทว่านุ่มสบายก็เสร็จสมบูรณ์
หลี่ซงมองดูผลงานชิ้นเอกของตัวเองด้วยความพึงพอใจ ปัดฝุ่นออกจากมือ แล้วค่อยๆ อุ้มหยวนเป่าที่ยังคงหลับสนิทขึ้นมาอีกครั้ง วางมันลงในรังใหม่ที่เตรียมไว้อย่างพิถีพิถันด้วยความนุ่มนวลและมั่นคง
"เอาล่ะ เจ้าตัวเล็ก ตั้งแต่นี้ไปตรงนี้คืออาณาเขตของเจ้านะ"
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา รอยยิ้มโล่งใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ความเหนื่อยล้าและความหิวโหยอย่างรุนแรงก็จู่โจมเข้ามาอีกระลอก เขาเดินไปที่เตียงแข็งกระด้างแล้วทรุดตัวลงนั่ง ตั้งใจว่าจะพักสักงีบเพื่อฟื้นฟูเรี่ยวแรง แล้วค่อยคิดเรื่องหาของกิน
แต่ในตอนนั้นเอง อาจเป็นเพราะถูกรบกวนจากการเคลื่อนไหว หรือไม่ก็อาจจะนอนมาเต็มอิ่มแล้ว หยวนเป่าที่อยู่ในรังก็กะพริบขนตายาวสีเทาเงินของมันสองสามครั้ง ก่อนจะค่อยๆ ปรือตาขึ้น
ดวงตาคู่นั้นช่างกระจ่างใส บริสุทธิ์และสุกสกาวราวกับอำพันชั้นเลิศ ปราศจากความเจ็บปวด ความหวาดกลัว และความสับสนงุนงง มีเพียงความมึนงงยามเพิ่งตื่นนอน และความสงสัยใคร่รู้ต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย
ตอนแรกมันกะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง จากนั้นก็หันหัวเล็กๆ ไปมองรอบๆ กระท่อมไม้ที่ไม่คุ้นตา ในที่สุด สายตาของมันก็มาหยุดอยู่ที่หลี่ซง ซึ่งกำลังนั่งอยู่ตรงขอบเตียงและมองมันด้วยความเป็นห่วง
เมื่อสายตาของมันประสานเข้ากับหลี่ซง หลี่ซงก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าสายใยแห่งพันธสัญญาที่มองไม่เห็นขยับไหวน้อยๆ อารมณ์ความรู้สึกเลือนรางที่แฝงไปด้วยความใกล้ชิดและการพึ่งพิงถูกส่งผ่านมายังเขา
หยวนเป่าดูเหมือนจะจำเขาได้ มันส่งเสียงร้อง "อูอี้~" แผ่วเบาที่ฟังดูออดอ้อนนิดๆ ออกมา แถมยังพยายามใช้ขาหน้าที่ยังใช้งานได้พยุงตัวขึ้นมาด้วย
หลี่ซงดีใจเป็นล้นพ้น รีบขยับเข้าไปดูอาการของมัน ทว่า หยวนเป่ากลับดูไม่ค่อยจะสนใจรังเล็กๆ ที่เขาอุตส่าห์ตั้งใจเตรียมไว้ให้สักเท่าไหร่นัก
มันเพียงแค่ย่ำเท้าลงบนผ้านุ่มๆ ใช้จมูกเล็กๆ ดมฟุดฟิดสองสามที แล้วก็ทำท่าเหมือนจะหมดความสนใจ
มันพยายามตะเกียกตะกาย คลานกระดึ๊บๆ ออกมาจากรังด้วยขาสามข้างอย่างทุลักทุเลและงุ่มง่าม แล้วเริ่มออกสำรวจพื้นกระท่อมไม้อย่างอยากรู้อยากเห็น
มันดมตรงนั้นที คุ้ยตรงนี้ที ดูจะสนใจก้อนฝุ่นผงตรงมุมห้อง กับวัชพืชที่งอกออกมาจากรอยแตกของประตูเอามากๆ
หลี่ซงพยายามจะต้อนมันกลับไปที่รังเล็กๆ ของมัน เขาชี้ไปยังมุมนุ่มๆ อย่างอ่อนโยนเพื่อส่งสัญญาณให้มันกลับไปนอนต่อ
แต่หยวนเป่าเพียงแค่เอียงคอ จ้องมองเขาด้วยตาโตใสซื่อบริสุทธิ์ จากนั้นก็หันไปมองรัง แล้วก็... หันหลังขวับ หันก้นให้รังโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ก่อนจะเดินหน้าออกสำรวจด้วยขาสามข้างต่อไป ดูเหมือนว่ามันจะเห็นพื้นแข็งๆ เย็นๆ น่าสนใจกว่ารังนุ่มๆ นั่นเสียอีก
เมื่อมองดูก้าวเดินที่ดูร่าเริงแต่วกไปวนมาของมัน สลับกับรังเล็กๆ ที่ถูกทิ้งขว้างอย่างโดดเดี่ยว หลี่ซงก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเจื่อนๆ ออกมา
เอาเถอะ... อุตส่าห์ลงแรงทำแทบตาย สุดท้ายก็เหนื่อยเปล่าสินะ