- หน้าแรก
- เส้นทางตำนานเซียนของซานซิวผู้ตกอับกับเจ้าเหมียววิญญาณตัวน้อย
- ตอนที่ 22 ฝึกฝนวิชาควบคุมลม
ตอนที่ 22 ฝึกฝนวิชาควบคุมลม
ตอนที่ 22 ฝึกฝนวิชาควบคุมลม
แบกกระบี่หักที่แทบจะไร้ราคาค่างวดพร้อมกับความผิดหวังไว้เต็มอก หลี่ซงลากสังขารเดินฝ่าความมืดมิดไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก
เขาไม่กล้ากลับไปที่แคมป์ใกล้ๆ เหมืองร้าง และไม่กล้าโอ้เอ้อยู่แถวบริเวณจุดเกิดเหตุปะทะกัน จึงต้องจำใจหาสถานที่ซุกหัวนอนแห่งใหม่
กว่าจะเจอรอยแยกเล็กๆ บนหน้าผาในหุบเขาที่ค่อนข้างลับตาและพอจะให้เขามุดเข้าไปหลบภัยได้ ดวงจันทร์ก็ลอยเด่นอยู่กลางหัวเสียแล้ว
เขารีบยัดผักดองกับหมั่นโถวเข้าปากลวกๆ โดยไม่ได้แม้แต่จะก่อกองไฟ จากนั้นก็นอนขดตัวอยู่ในซอกหินด้วยความเหนื่อยล้าและพ่ายแพ้ ก่อนจะผล็อยหลับลึกไป
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงนกร้องและแสงแดดที่สาดส่องลอดรอยแยกของโขดหินเข้ามา
หลังจากได้พักผ่อนเต็มอิ่มไปหนึ่งคืน ความเหนื่อยล้าทางกายก็ทุเลาลงไปบ้าง แต่ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงในจิตใจกลับยังไม่จางหายไปไหน
ความล้มเหลวที่ประดังประเดเข้ามาเป็นชุด... ทั้งเรื่องกับดัก เหมืองร้าง ตลาดนัด และการส้มหล่นที่พังไม่เป็นท่า... มันเหมือนเป็นโซ่ตรวนที่กดทับหัวใจของเขาเอาไว้
เขาคลานออกมาจากซอกหิน มองดูดวงอาทิตย์ที่กำลังโผล่พ้นขอบฟ้า แล้วสูดอากาศบริสุทธิ์เย็นฉ่ำเข้าปอดลึกๆ
ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว
เส้นทางของซานซิวนั้นเปรียบเสมือนการพายเรือทวนน้ำ หากไม่เดินหน้าก็มีแต่จะถอยหลังลงคลอง
ถ้ามัวแต่มานั่งท้อแท้กับความพ่ายแพ้แค่ไม่กี่ครั้ง ชาตินี้ก็คงไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้หรอก
เขาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเรียกขวัญกำลังใจ หรือพูดอีกอย่างก็คือ... หาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจตัวเองซะ
บ่มเพาะพลังงั้นรึ? พลังวิญญาณแถวนี้เบาบางจะตาย ทำไปก็ก้าวหน้าแค่หางอึ่ง
เขียนยันต์เวทล่ะ? วัสดุก็ร่อยหรอเต็มที แถมต้นทุนความล้มเหลวก็สูงเกินไป
ดังนั้น การฝึกฝนวิชาเวทจึงกลายเป็นตัวเลือกที่เข้าท่าที่สุด
มันสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้โดยแทบไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรเพิ่มเติมเลย
และสิ่งที่เขาจำเป็นต้องพัฒนามากที่สุด รวมทั้งเป็นสิ่งที่มีปัญหาบ่อยที่สุด ก็คือวิชาควบคุมลมนี่แหละ
เมื่อวานนี้ ตอนที่โดนฝูงค้างคาวไล่กวดในเหมือง แล้วก็ตอนที่ต้องสับตีนแตกหนีตายจากสนามรบ เขาซึ้งถึงแก่นเลยว่าวิชาควบคุมลมของตัวเองมันห่วยแตกแค่ไหน
ความเร็วยังไม่พอ การไหลเวียนของพลังวิญญาณก็ไม่ลื่นไหล แถมการหักเลี้ยวก็ยังแข็งทื่อ ไม่ยืดหยุ่น ยิ่งเวลาเจอสภาพภูมิประเทศซับซ้อนหรือสถานการณ์ฉุกเฉินล่ะก็ ช่องโหว่โผล่เพียบ
ถ้าไม่ได้พกดวงมาด้วยล่ะก็ ป่านนี้เขาคงตายหยังเขียดไปนานแล้ว
"เอาล่ะ ฝึกวิชาควบคุมลมนี่แหละ!"
หลี่ซงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นแม้เพียงนิดเดียว ก็หมายถึงโอกาสรอดชีวิตที่เพิ่มขึ้นในป่าเขาอันตรายแห่งนี้
เขาเลือกเนินเขาลาดเอียงที่ค่อนข้างเปิดโล่งข้างหุบเขา ซึ่งมีหญ้านุ่มๆ ปกคลุมอยู่เป็นสนามซ้อม
ความลาดชันตรงนี้กำลังดี ทัศนวิสัยก็พอใช้ได้ ต่อให้เผลอหน้าคะมำตกลงมา ก็ไม่น่าจะเจ็บหนักอะไรมาก
เริ่มต้น เขาทำจิตใจให้สงบ แล้วทบทวนเคล็ดวิชาควบคุมลมในหัว
สูดลมหายใจแห่งฟ้าดิน ชักนำสู่ตาน้ำพุใต้ฝ่าเท้า ใช้พลังวิญญาณเป็นตัวนำทาง แปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งสายลม ทำให้กายาเบาดุจนางแอ่น เหินเดินไปบนสายลม...
หลักการน่ะเข้าใจทะลุปรุโปร่ง แต่พอถึงเวลาลงมือทำทีไร ผลลัพธ์มันดันไม่เคยเป็นไปตามที่หวังไว้สักที
เมื่อเตรียมตัวพร้อม เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลังวิญญาณอันน้อยนิดในร่างเริ่มโคจรไปตามเส้นทางเฉพาะ แล้วไปรวมตัวกันที่ฝ่าเท้า
"ลอย!"
เขาตวาดเสียงต่ำ ลมพายุหมุนลูกเล็กๆ ก่อตัวขึ้นที่ปลายเท้า กระแสลมที่มองไม่เห็นยกร่างเขาขึ้น ทำให้ตัวเบาหวิวราวกับขนนก สองเท้าค่อยๆ ลอยเหนือพื้นประมาณหนึ่งฉื่อ (ราวๆ 30 เซนติเมตร)
ช่วงเริ่มต้นเป็นไปอย่างราบรื่น เขาควบคุมร่างกาย ปล่อยให้ตัวเองค่อยๆ ลอยไปข้างหน้าตามแนวลาดเอียงของเนินเขา โดยรักษาระดับความสูงเหนือพื้นดินไว้แค่นิดเดียว
สายลมหวีดหวิวเบาๆ ข้างหู ยอดหญ้าใต้ฝ่าเท้าเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว มอบความรู้สึกอิสระเสรีที่หลุดพ้นจากแรงโน้มถ่วงของโลก
"ดูเหมือนฟอร์มวันนี้จะเข้าฝักแฮะ"
เขาแอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ อดไม่ได้ที่จะเพิ่มการส่งออกพลังวิญญาณให้มากขึ้น เพื่อเร่งความเร็วให้พุ่งฉิว
ทว่า แก่นแท้ของวิชาควบคุมลมนั้นอยู่ที่การควบคุมไม่ใช่แค่การตะบี้ตะบันเร่งความเร็ว
จังหวะที่เขาเผลอเสียสมาธิไปชั่วแวบ เพื่อดื่มด่ำกับความรู้สึกฟินๆ ตอนที่ลอยตัว หลุมเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตาบนพื้นข้างหน้าก็ทำให้ทิศทางการลอยของเขาเบี่ยงเบนไปนิดหน่อย
ถ้าเป็นการเดินถนนปกติ หลุมบ่อเล็กๆ แค่นี้คงไม่สร้างปัญหาอะไรหรอก
แต่สำหรับเขาที่กำลังลอยตัวอยู่เหนือพื้นดินและมีจุดศูนย์ถ่วงไม่มั่นคง การเบี่ยงเบนเพียงเล็กน้อยนี้กลับถูกขยายผลให้ใหญ่โตขึ้น!
เขาลนลาน พยายามเปลี่ยนทิศทางตามสัญชาตญาณ รีบรีดเร้นพลังวิญญาณเพื่อบิดตัวกลับมา
แต่ทักษะการควบคุมการส่งออกพลังวิญญาณของเขามันห่วยแตกเกินเยียวยา คราวนี้เขาดันออกแรงมากไป ลมที่เคยพยุงตัวเขาไว้อย่างมั่นคงก็เลยเกิดอาการแปรปรวนปั่นป่วนขึ้นมากะทันหัน!
"เหวออออ!"
เขารู้สึกได้เลยว่าตัวเอียงกะเท่เร่ ลมพัดหมุนวนไปมาซ้ายทีขวาทีจนเสียการทรงตัวโดยสมบูรณ์
เขาแกว่งไกวและโซเซอยู่กลางอากาศราวกับคนเมา พยายามทรงตัวให้กลับมานิ่ง แต่ก็เปล่าประโยชน์
"ฉิบหายแล้ว!"
ร้องเสียงหลงได้คำเดียว เขาก็ไม่สามารถรักษาสภาพการขี่ลมไว้ได้อีกต่อไป พลังวิญญาณแตกซ่าน แรงพยุงตัวหายวับไปในพริบตา
เขาร่วงหล่นหัวทิ่มลงมาตามเนินหญ้าประหนึ่งว่าวสายป่านขาด หรือให้พูดตามตรง... เหมือนกระสอบมันฝรั่งที่ถูกโยนทิ้งมากกว่า!
"พลั่ก!"
เสียงกระแทกดังอั้ก
เขาหล่นกระแทกพื้นด้วยท่าก้นจ้ำเบ้าอย่างจัง!
แม้หญ้านุ่มๆ จะช่วยลดแรงกระแทกไปได้บ้าง แต่แรงสะเทือนมหาศาลก็ยังวิ่งพล่านขึ้นมาตามกระดูกก้นกบ ทำเอาเครื่องในแทบจะย้ายที่
เขาเห็นดาวระยิบระยับเต็มหน้า ความรู้สึกเจ็บแปล๊บและชาดิกแบบบรรยายไม่ถูกพุ่งจี๊ดขึ้นมาจากบั้นท้าย ทำเอาเขาจุกจนหายใจไม่ออกไปพักใหญ่
"ซี้ดดดด—! โอยยย—!"
เขาสูดปากร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด นอนแผ่หลาอยู่บนผืนหญ้า ขยับตัวไม่ได้ไปอีกนาน
จังหวะที่เขากำลังกุมก้น นอนขดตัวด้วยความเจ็บปวด และด่าทอความโง่เง่าของตัวเองอยู่ในใจนั่นเอง—
จิ๊บๆ! จิ๊บๆ!
เสียงนกร้องใสแจ๋วและถี่รัวก็ดังมาจากเหนือหัว
เขากัดฟันเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นนกกระจอกสีสันสดใสสองตัวบินมาเกาะอยู่บนกิ่งไม้ของต้นไม้ใหญ่ข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
พวกมันเอียงคอเล็กๆ ใช้ดวงตาสีดำขลับจ้องมองหลี่ซงที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้น ส่งเสียงร้องจิ๊บๆ ไม่หยุด ซึ่งฟังดูแล้ว... เต็มไปด้วยความเยาะเย้ยถากถางอย่างไม่ปิดบังเลยสักนิด!
พวกมันสลับกันไซ้ขนให้กันบ้าง ปรายตามองหลี่ซงบ้าง แล้วก็กระโดดเหยงๆ ไปมา ท่าทางและเสียงร้องของพวกมันราวกับกำลังจะบอกว่า
ดูไอ้ทึ่มตัวใหญ่เบ้อเริ่มนั่นสิ!
บินไม่เป็นก็อย่าฝืนสิเอ้อ!
อุ๊ย ล้มท่าสวยนะเนี่ย คิกๆ!
เมื่อมองดูนกกระจอกจอมกวนสองตัวที่ดูเหมือนจะกำลังสนุกสนานกับการดูมหรสพ ฟังเสียงร้องจิ๊บๆ อันชั่วร้ายของพวกมัน และสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านมาจากบั้นท้าย ความรู้สึกที่ทั้งเจ็บปวด น่าอับอาย และตลกร้ายก็ตีรวนขึ้นมาในใจของหลี่ซง
เป็นถึงผู้ฝึกตนขอบเขตจู้จีแท้ๆ แต่ดันมาตกม้าตายล้มคว่ำไม่เป็นท่าตอนฝึกวิชาควบคุมลมพื้นฐานกากๆ แถมยังโดนไอ้สัตว์ปีกตัวกะเปี๊ยกสองตัวนี่มาหัวเราะเยาะเอาอีก!
ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของหลี่ซงจะเอาไปไว้ที่ไหนวะ!
"ไปให้พ้นเลย! ชิ่ว! ชิ่ว!"
เขาโบกมือไล่นกกระจอกสองตัวนั้นอย่างรำคาญใจ หวังจะไล่พวกมันไปให้พ้นๆ
แต่นกกระจอกสองตัวนั้นกลับไม่กลัวเขาเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม พวกมันกลับส่งเสียงร้องอย่างเริงร่ากว่าเดิม แถมหนึ่งในนั้นยังกระพือปีกพับๆ ราวกับกำลังเลียนแบบท่าทางตอนที่เขาเสียการทรงตัวและร่วงลงมาเมื่อกี้ไม่มีผิด!
เฮ้ย! ไอ้ตัวแสบสองตัวนี่!
หลี่ซงโกรธจนแทบจะหัวเราะออกมา แต่พอกระเทือนแผลก็อดไม่ได้ที่จะนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดอีกรอบ
ในที่สุด นกกระจอกสองตัวนั้นก็ดูเหมือนจะหัวเราะเยาะจนพอใจ พวกมันกระพือปีกอย่างเบิกบานใจแล้วบินจากไป
ทิ้งให้หลี่ซงนอนแผ่หลาอยู่บนผืนหญ้าเพียงลำพัง จ้องมองท้องฟ้าสีครามด้วยสีหน้าที่สิ้นหวังกับชีวิตสุดๆ
หลังจากนอนพักอยู่ครู่ใหญ่ ความเจ็บปวดที่บั้นท้ายก็ทุเลาลงบ้าง
เขาตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน ยืดเส้นยืดสายร่างกายที่ยังคงปวดเมื่อยและชาดิก แล้วหันไปมองเนินเขาที่เขาเพิ่งจะสะดุดล้มด้วยสีหน้าสุดจะทน
การฝึกวิชาควบคุมลมช่างเป็นเส้นทางที่ยาวไกลและยากลำบากเสียจริง
แต่อย่างไรก็ตาม... หลังจากการหกล้มครั้งนี้และเหตุการณ์ที่ถูกนกหัวเราะเยาะ ความหงุดหงิดที่สะสมมาหลายวันจากความล้มเหลวซ้ำซากกลับจางหายไปเยอะอย่างน่าประหลาด
สิ่งที่เข้ามาแทนที่ คือความรู้สึกโล่งใจแบบขื่นๆ ปนขบขัน
เอาเถอะน่า เอาเถอะ... ใครบ้างล่ะที่ไม่เคยหกล้มตอนเริ่มฝึกหัด?
เขาลูบบั้นท้ายที่ยังคงปวดตุบๆ ของตัวเองเบาๆ ตัดสินใจว่าจะนั่งพักอีกสักแป๊บ แล้วค่อยลุกขึ้นมาฝึกต่อ
คราวนี้ ต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม และต้องมีสมาธิให้มากกว่าเดิมด้วย!