- หน้าแรก
- เส้นทางตำนานเซียนของซานซิวผู้ตกอับกับเจ้าเหมียววิญญาณตัวน้อย
- ตอนที่ 11 อ่านหนังสือจิปาถะยามค่ำคืน
ตอนที่ 11 อ่านหนังสือจิปาถะยามค่ำคืน
ตอนที่ 11 อ่านหนังสือจิปาถะยามค่ำคืน
เสียงฝนตกหนักภายนอกถ้ำ ค่อยๆ เปลี่ยนจากเสียงกึกก้องกัมปนาทมาเป็นเสียงเปาะแปะแผ่วเบาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ และในที่สุดก็เงียบสนิทลง
เหลือเพียงหยดน้ำที่ยังไม่แห้งเหือดบนผนังหิน ซึ่งนานๆ ครั้งจะหยดติ๋งลงมากระทบแอ่งน้ำเล็กๆ บนพื้น เกิดเป็นเสียง "ติ๋ง... ติ๋ง..." กังวานใส ยิ่งขับเน้นให้ค่ำคืนหลังฝนพรำดูเงียบสงัดยิ่งกว่าเดิม
หลี่ซงเอนหลังพิงผนังหินเย็นเฉียบ เสื้อผ้าที่เปียกชุ่มแนบสนิทไปกับผิวหนัง ส่งความหนาวสะท้านแล่นปราดไปตามสันหลัง
เขาโคจรพลังวิญญาณอันน้อยนิดในร่าง ให้ค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วตัวเพื่อขับไล่ไอเย็นชื้นที่แทรกซึมเข้ากระดูก
ถึงแม้ผลลัพธ์มันจะไม่ได้มากมายอะไรนัก แต่มันก็ยังดีกว่าเอาแต่นั่งทนหนาวอยู่เฉยๆ ล่ะนะ
เขากอดชุดที่ยังคงเปียกชุ่มและขาดวิ่นไว้แน่น สายตาเหม่อมองออกไปนอกปากถ้ำที่มืดมิด ความหงุดหงิดจากพายุฝนและเสื้อผ้าที่พังยับเยินค่อยๆ ทุเลาลงพร้อมกับสายฝนที่หยุดตก
ทันใดนั้น แสงจันทร์สายหนึ่งก็ค่อยๆ สาดส่องลอดผ่านช่องแคบๆ ของปากถ้ำเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ราวกับหญิงสาวที่เอียงอาย
หลี่ซงเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ เขาเห็นว่าเมฆดำทะมึนที่เคยบดบังท้องฟ้าได้สลายตัวไปหมดแล้ว เผยให้เห็นแผ่นฟ้าสีน้ำเงินเข้มลึกล้ำที่ดูราวกับเพิ่งถูกชำระล้างจนสะอาดหมดจด
ดวงจันทร์กระจ่างใสลอยเด่นอยู่กลางนภา แสงจันทร์เย็นเยียบสาดทอลงบนขุนเขาและผืนป่าที่เพิ่งผ่านการอาบน้ำฝน ทำให้ทุกสรรพสิ่งดูราวกับถูกห่มคลุมด้วยม่านผ้าโปร่งสีเงินยวงบางๆ
บริเวณปากถ้ำ บนโขดหินและใบหญ้า หยาดน้ำค้างที่ยังเปียกชุ่มส่องประกายระยิบระยับราวกับเพชรเม็ดงามภายใต้แสงจันทร์
แสงจันทร์! แถมยังสว่างแจ๋วเลยด้วย!
หลี่ซงดีใจจนเนื้อเต้น แม้แสงจันทร์จะไม่ได้สว่างไสวเหมือนแสงแดดตอนกลางวัน แต่นาทีนี้มันก็คือประภาคารสวรรค์ประทานสำหรับเขาชัดๆ
เขาค่อยๆ วางเสื้อผ้าเปียกๆ ในอ้อมแขนลงบนก้อนหินที่ค่อนข้างแห้ง จากนั้นก็ล้วงมือเข้าไปคลำหาของในถุงมิติ... ซึ่งถึงแม้มันจะเปียกซกไปด้วย แต่นับว่าของข้างในยังถูกผนึกไว้อย่างดี
มันคือหนังสือเล่มนั้น หนังสือปกเหลืองกรอบและมุมพับยับย่นที่เขาอ่านวนไปมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเกร็ดความรู้แห่งโลกผู้ฝึกตน
นี่คือหนึ่งในแหล่งอาหารสมองและอาหารใจที่สำคัญที่สุดสำหรับเขา ในช่วงเวลาแห่งการบ่มเพาะพลังอันแสนซ้ำซากจำเจและค่ำคืนที่ยาวนาน
เขาใช้ฝ่ามือลูบปัดฝุ่นที่มองไม่เห็นบนหน้าปกอย่างทะนุถนอม ขยับท่าทางเอนหลังพิงผนังหินให้สบายขึ้นอีกนิด แล้วยกหน้ากระดาษขึ้นรับแสงจันทร์สว่างไสวที่สาดส่องเข้ามาจากปากถ้ำ
แสงจันทร์ไหลรินราวกับสายน้ำทาบทับลงบนหน้ากระดาษสีเหลืองกรอบ ส่องสว่างให้เห็นตัวอักษรแต่ละตัวอย่างชัดเจน ไม่ว่ามันจะถูกเขียนอย่างประณีตบรรจงหรือลวกๆ ก็ตาม
การนั่งอ่านหนังสือในถ้ำหินอันรกร้างท่ามกลางแสงจันทร์กระจ่างเช่นนี้ มันก็ให้ความรู้สึกสุนทรีย์ไปอีกแบบเหมือนกันนะ
บทความที่เขากำลังอ่านอยู่ คือเกร็ดตำนานเกี่ยวกับมนุษย์เงือกแห่งทะเลตงไห่
ในหนังสือบรรยายไว้ว่า มนุษย์เงือกนั้นหลั่งน้ำตาออกมาเป็นไข่มุก และสามารถทอผืนน้ำให้กลายเป็นแพรไหมได้ น้ำเสียงของพวกเขาสามารถล่อลวงจิตใจคน และรูปโฉมก็งดงามล่มบ้านล่มเมือง สำนวนการเขียนนั้นสละสลวยและเต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ
"จิ๊ๆ น้ำตากลายเป็นไข่มุกเรอะ? ถ้าเป็นเรื่องจริงล่ะก็ จับมาได้สักตัวนี่รวยเละเทะแน่ๆ! แค่บังคับให้มันร้องไห้ทุกวันก็พอ..."
หลี่ซงอินจัดจนเผลอพึมพำกับตัวเอง รอยยิ้มละโมบผุดขึ้นที่มุมปาก ราวกับว่าเขามองเห็นไข่มุกเม็ดงามแวววาวนับไม่ถ้วนกำลังกลิ้งหล่นลงมาจากแก้มจริงๆ
แต่แล้วเขาก็ส่ายหน้า หัวเราะเยาะตัวเอง
"ฝันกลางวันไปเถอะ! ซานซิวขอบเขตจู้จีกระจอกๆ อย่างข้า จะเอาความกล้าที่ไหนไปหมายปองสัตว์หายากระดับนั้น? ดีไม่ดี... ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ ก็คงโดนสัตว์อสูรพิทักษ์ของมันเขมือบลงท้องไปทั้งตัวแล้วล่ะมั้ง"
แสงจันทร์สาดส่องลงบนเสี้ยวหน้าด้านข้างที่กำลังจดจ่อ เผยให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของเขาอย่างชัดเจน
เสียงเดียวที่ดังขึ้นภายในถ้ำ คือเสียงสวบสาบของการพลิกหน้ากระดาษเป็นระยะๆ สอดประสานไปกับเสียงหัวเราะเบาๆ หรือเสียงพึมพำของเขา
จากนั้นเขาก็อ่านไปเจอตำนานของผู้ยิ่งใหญ่ในยุคโบราณที่เมามายหลับใหลในทะเลเมฆาสามร้อยปี ตื่นขึ้นมาอีกทีท้องทะเลก็กลายเป็นไร่หม่อน ทำเอาเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถวิลหาชีวิตแบบนั้นขึ้นมา
"เฮ้อ... เมามายหลับใหลไปตั้งสามร้อยปี... ช่างเป็นชีวิตที่อิสระเสรีและไร้กฎเกณฑ์อะไรเช่นนี้! ไม่เหมือนกับพวกเราเลยสักนิด ที่ต้องมานั่งต่อล้อต่อเถียงและดิ้นรนแทบตาย เพื่อแลกกับหินวิญญาณระดับล่างแค่ไม่กี่ก้อน หรือชุดนักพรตธรรมดาๆ แค่ตัวเดียว"
เขาเงยหน้าขึ้น ทอดสายตามองดูดวงจันทร์กระจ่างผ่านปากถ้ำ แววตาเผยให้เห็นถึงความอิจฉาอย่างไม่ปิดบัง
ดวงจันทร์สว่างไสวดวงนั้นแขวนตระหง่านอยู่บนฟ้ามาตั้งแต่โบราณกาล คงได้เป็นพยานรู้เห็นตำนานอันอิสระเสรีเช่นนี้มานับไม่ถ้วน เช่นเดียวกับที่ได้เห็นการดิ้นรนสู้ชีวิตของคนต๊อกต๋อยอย่างเขานี่แหละ
โลกอันแปลกประหลาดและมหัศจรรย์ในหนังสือ ช่วยดึงเขาให้หลุดพ้นจากความจริงอันแสนบัดซบ (เสื้อผ้าเปียกซก ชุดนักพรตขาดวิ่น และถุงมิติที่ว่างเปล่า) ไปได้ชั่วคราว
เขาได้ร่วมผจญภัยไปพร้อมกับตัวเอกในหนังสือ สัมผัสประสบการณ์เหนือความคาดหมาย และร่วมรับรู้ถึงความสุขความเศร้า
บางครั้งเขาก็หัวเราะคิกคักอยู่คนเดียวกับพฤติกรรมโง่เขลาของตัวละครในหนังสือ บางครั้งก็แทบจะปรบมือฉาดใหญ่ให้กับกลอุบายอันแยบยล และบางครั้งก็ถอนหายใจยาวให้กับจุดจบอันน่าสลดใจ
เขาดำดิ่งลงไปในตัวอักษรอย่างสมบูรณ์ ลืมเลือนความไม่สบายกาย ลืมเลือนไอเย็นเยียบภายนอกถ้ำ และลืมไปเลยว่าวันพรุ่งนี้... เขาก็ยังคงต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดต่อไป
ในวินาทีนี้ เขาไม่ใช่ซานซิวตกอับนามว่าหลี่ซงอีกต่อไป แต่เป็นนักเดินทางที่กำลังท่องไปในโลกแห่งจินตนาการอันไร้ขอบเขตที่ถูกสร้างขึ้นจากตัวอักษร
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่อาจทราบได้ แสงจันทร์เคลื่อนตัวไปเล็กน้อย ทำให้ความสว่างภายในถ้ำลดลงไปบ้าง
หลี่ซงเริ่มรู้สึกปวดตาขึ้นมานิดๆ เขาปิดหนังสือลงและเก็บมันเข้าที่อย่างทะนุถนอม แม้เขาจะจำเรื่องราวในนั้นได้จนขึ้นใจแล้ว แต่ทุกครั้งที่หยิบขึ้นมาอ่านใหม่ มันก็มักจะนำพาความสุขและความสบายใจที่แตกต่างกันออกไปมาให้เสมอ
เขามองออกไปนอกถ้ำอีกครั้ง แสงจันทร์สาดส่องราวกับสายน้ำ ผืนป่าและขุนเขากลับคืนสู่ความสงัดเงียบ
ความเศร้าสร้อยและความโหยหาที่เกิดขึ้นระหว่างอ่านหนังสือค่อยๆ ตกตะกอนลง แปรเปลี่ยนเป็นความสงบในจิตใจอย่างน่าประหลาด
ความเป็นจริงอันโหดร้ายยังคงอยู่ ชุดนักพรตขาดวิ่นที่อยู่ข้างๆ ก็ยังคงมีหยดน้ำไหลหยดติ๋งๆ
แต่ทว่าในยามนี้ เขาแทบไม่รู้สึกถึงความวิตกกังวลหรือความหงุดหงิดใดๆ เลย
"ผู้ยิ่งใหญ่เมามายหลับใหลท่ามกลางหมู่เมฆ ช่างอิสระเสรีและไร้กฎเกณฑ์ ส่วนตัวข้าหลี่ซงนั้นเล่า ยืมแสงจันทร์ในถ้ำมานั่งอ่านหนังสือจิปาถะ... แบบนี้มันก็ถือเป็นสุนทรียภาพอันเงียบสงบอย่างหนึ่งเหมือนกันไม่ใช่หรือไง?"
เขายิ้ม จัดเสื้อผ้าที่ยังคงชื้นแฉะให้เข้าที่ นั่งกอดเข่าหลังตรง แล้วเหม่อมองแสงจันทร์ภายนอกถ้ำอย่างเลื่อนลอย
ความรู้ (ต่อให้เป็นแค่เกร็ดตำนานไร้สาระก็เถอะ) และจินตนาการ คือสมบัติล้ำค่าที่ไม่มีใครสามารถแย่งชิงไปจากเราได้
ภายใต้แสงจันทร์อันเย็นเยียบ ในถ้ำหินซอมซ่อแห่งนี้ เขาได้ปกป้องสมบัติที่เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว สัมผัสได้ถึงความเติมเต็มในจิตใจ... ในแบบที่ชีวิตอันแร้นแค้นทางวัตถุไม่อาจมอบให้ได้เลย