- หน้าแรก
- ไอคิวของฉันเพิ่มขึ้นทุกปี
- บทที่ 91 ไม่เรียนแล้วก็ดีเหมือนกัน
บทที่ 91 ไม่เรียนแล้วก็ดีเหมือนกัน
บทที่ 91 ไม่เรียนแล้วก็ดีเหมือนกัน
บทที่ 91 ไม่เรียนแล้วก็ดีเหมือนกัน
วันที่ห้ากรกฎาคม เวลาแปดโมงเช้า
เสียงเก็บกระเป๋าเดินทางดังมาจากโถงทางเดินของโรงแรม
เช้าวันนี้พวกเขาต้องนั่งเครื่องบินกลับเมืองหลวงมณฑล จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน
เฉินจัวจัดกระเป๋าเป้ของตัวเองอยู่ในห้อง พับเสื้อผ้า เก็บของใช้ในห้องน้ำใส่ถุงพลาสติก ยัดกระเป๋าดินสอไว้ด้านข้าง แล้วเดินออกจากห้อง
จางป๋อกับหลี่หนานไป๋เพิ่งเดินออกมาจากห้องข้างๆ พอดี
พวกเขาเดินไปที่หน้าลิฟต์ด้วยกันแล้วกดปุ่ม
ล็อบบี้ชั้นหนึ่ง
ประตูลิฟต์เปิดออก
โค้ชสวียืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์บริการเพื่อจัดการเรื่องเช็กเอาต์แล้ว
ในมือถือคีย์การ์ดปึกหนึ่ง กำลังตรวจสอบบิลกับพนักงานต้อนรับเพื่อขอใบเสร็จ
เฉินจัวเดินออกจากลิฟต์
สายตาของเขากวาดผ่านโซนพักผ่อนในล็อบบี้อย่างไม่ตั้งใจ
บนโซฟาหนังสีน้ำตาลชุดหนึ่งริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่ มีคนคนหนึ่งนั่งอยู่
สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวที่รีดมาอย่างเรียบกริบ กางเกงสแล็กสีเข้ม และรองเท้าหนังสีดำที่ขัดจนเงาวับ
บนเบาะโซฟาข้างๆ มีกระเป๋าเอกสารหนังสีดำรุ่นเก่าที่ดูผ่านกาลเวลามานานวางอยู่
ชายชราผมสีดอกเลา สวมแว่นตาแบบครึ่งกรอบ
ในมือถือถ้วยกระดาษแบบใช้แล้วทิ้งของโรงแรม กำลังดื่มน้ำ
ฝีเท้าของเฉินจัวชะงักไปเล็กน้อย
ชายชราเหมือนจะรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่าง
เขาวางถ้วยกระดาษในมือลงแล้วเงยหน้าขึ้น
สายตามองทะลุผ่านกระถางต้นไม้ประดับขนาดใหญ่และฝูงคนพลุกพล่านในล็อบบี้ มาหยุดที่เฉินจัวอย่างแม่นยำ
รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายชรา
เขาหิ้วกระเป๋าเอกสารสีดำข้างตัว ลุกขึ้นจากโซฟาหนัง
แล้วเดินมาทางเฉินจัวด้วยจังหวะก้าวที่ไม่ช้าไม่เร็ว
เฉินจัวมองชายชราที่เดินเข้ามาหาโดยไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร
เขาเคยเจอชายชราคนนี้แล้วในห้องน้ำของศูนย์ฝึกปฏิบัติการวิศวกรรมแบบบูรณาการระดับชาติระหว่างการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกที่ปักกิ่ง
หัวหน้าฝ่ายรับนักศึกษาของชั้นเรียนเยาวชน มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน
ชายชราเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเฉินจัว
รักษาระยะห่างได้ดีเยี่ยม ไม่ดูห่างเหินเกินไป แต่ก็ไม่สร้างความรู้สึกกดดัน
"เราเจอกันอีกแล้วนะ"
เสียงของชายชราราบเรียบ น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความสุขุมเยือกเย็นแบบปัญญาชนรุ่นเก่า
"สวัสดีครับ"
เฉินจัวพยักหน้า ทักทายกลับ
โจวข่ายกับจางป๋อที่อยู่ข้างๆ พากันหยุดเดิน
พวกเขามองชายชราที่จู่ๆ ก็โผล่มาด้วยความสงสัย
โค้ชสวีชำระเงินที่เคาน์เตอร์เสร็จก็เก็บใบเสร็จใส่กระเป๋า
พอหันกลับมาเห็นว่าฝั่งนี้มีคนเพิ่มมาคนหนึ่ง
เขาก็ถือเอกสารเดินเข้ามาหา
"ท่านนี้คือ..."
โค้ชสวีมองชายชราอย่างลังเลใจ
ชายชราหันไปมองโค้ชสวี
ล้วงนามบัตรออกจากกระเป๋าเสื้อคลุมแล้วยื่นให้
"ผมคือครูฝ่ายรับนักศึกษาของชั้นเรียนเยาวชน มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน ฟางหย่วนหมิงครับ"
เขาไม่ได้ร่ายตำแหน่งยืดยาวของตัวเองออกมา เพียงแค่ใช้คำเรียกที่เรียบง่ายที่สุด
โค้ชสวีถึงกับอึ้งไป
เขาก้มมองนามบัตรในมือ
บนการ์ดสีขาวพิมพ์ตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยสีแดง
สมองของโค้ชสวีขาวโพลนไปชั่วขณะ
คุมทีมมาตั้งหลายปี เขายังไม่เคยเจอสถานการณ์ที่คนจากฝ่ายรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมาดักรอถึงล็อบบี้โรงแรมตอนเตรียมตัวเดินทางกลับแบบนี้มาก่อน
ฟางหย่วนหมิงหันสายตากลับมาที่เฉินจัวอีกครั้ง
เขาไม่ได้ทักทายปราศรัยหรือพูดจาอ้อมค้อมไร้สาระ
แค่รูดซิปกระเป๋าเอกสารสีดำในมือ หยิบกระดาษ A4 ที่พับไว้ออกมาแผ่นหนึ่ง
แล้วยื่นให้เฉินจัว
"เมื่อคืนตอนเที่ยงคืน ใบแจ้งคะแนนสอบคณิตศาสตร์รอบชิงชนะเลิศระดับชาติแบบภายในถูกดึงออกมาแล้ว ส่วนประกาศอย่างเป็นทางการต้องรอขั้นตอนอีกสองสามวันถึงจะส่งไปที่มณฑล"
น้ำเสียงของฟางหย่วนหมิงเป็นธรรมชาติมาก
"คณิตศาสตร์ คะแนนเต็ม บวกกับคะแนนฟิสิกส์ก่อนหน้านี้"
ฟางหย่วนหมิงมองเฉินจัว
แววตาเผยให้เห็นความหนักแน่นของคนที่คุ้นเคยกับอัจฉริยะดีแต่ก็ยังอดชื่นชมไม่ได้
"โจทย์ของศาสตราจารย์อาวุโสในคณะกรรมการออกข้อสอบปีนี้ เธอแก้ได้สวยงามมาก"
จางป๋อกับหลี่หนานไป๋ที่อยู่ข้างๆ พอได้ยินประโยคนี้
ดวงตาของทั้งสองคนก็เบิกโพลงขึ้นมาทันที
หลี่หนานไป๋อ้าปากค้าง มองฟางหย่วนหมิงที มองเฉินจัวที
คะแนนเต็ม!?
ในสนามสอบรอบชิงระดับชาติที่ทรมานพวกเขาจนแทบตาย แค่เส้นช่วยยังหาไม่เจอ สอบเสร็จถึงขั้นเดินแทบไม่ไหว...
แต่เฉินจัวกลับได้คะแนนเต็มงั้นเหรอ?!
เฉินจัวไม่ได้หันไปมองปฏิกิริยาของเพื่อนร่วมทีมข้างๆ
เขารับกระดาษ A4 แผ่นนั้นมา
มันเป็นเอกสารฉบับสำเนา ด้านบนมีตารางและคะแนน
ชื่อในบรรทัดแรกสุดก็คือเขา
เขาเพียงกวาดตามองแวบเดียว แล้วพับกระดาษกลับตามเดิม คืนให้ฟางหย่วนหมิง
"เราเคยคุยกันแล้วที่ปักกิ่ง"
สายตาของฟางหย่วนหมิงมองเฉินจัวผ่านเลนส์แว่นตา ลดเสียงเบาลงเล็กน้อยแล้วเข้าประเด็น
"ตอนนั้นเธอเสนอเงื่อนไข เลยยังไม่ได้เซ็นชื่อ"
เฉินจัวมองเขาแล้วพยักหน้า
"ฉันเอาคำพูดของเธอไปรายงานที่มหาวิทยาลัยแล้ว"
ฟางหย่วนหมิงยิ้มบางๆ รอยยิ้มแฝงความตรงไปตรงมาแบบคนรักคนเก่ง
"ทางมหาวิทยาลัยเปิดประชุมพิจารณาแล้ว ผู้บริหารอนุมัติให้เลยทันที"
ฟางหย่วนหมิงชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว
"ข้อแรก ไม่ต้องเข้าร่วมการจัดการแบบกึ่งทหาร ไม่บังคับให้ออกกำลังกายตอนเช้าและไม่ต้องใช้ตารางชีวิตร่วมกับคนอื่น"
"ข้อสอง เปิดสิทธิ์ยืมหนังสือในห้องสมุดระดับสูงสุดให้เธอ เธอสามารถยืมวารสารภาษาต่างประเทศและเอกสารวิจัยหลักๆ ได้ทุกเล่ม"
"ข้อสาม สิทธิ์ในการเลือกเรียนอย่างอิสระ ตราบใดที่เธอไม่สอบตก ไม่ว่าจะเป็นสายศิลป์ สายวิทย์ สายวิศวะ หรือปรัชญา ขอแค่เป็นวิชาที่มหาวิทยาลัยเปิดสอน เธอสามารถเข้าไปนั่งฟังและเก็บหน่วยกิตได้ตามสบาย"
ฟางหย่วนหมิงเอามือลง
"มหาวิทยาลัยมอบอิสระให้เธอในระดับสูงสุด"
โค้ชสวียืนอยู่ข้างๆ ในมือบีบนามบัตรแผ่นนั้นแน่นจนฝ่ามือเริ่มมีเหงื่อซึม
เขาฟังเงื่อนไขที่ฟางหย่วนหมิงร่ายออกมา แล้วรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฟังภาษาต่างดาวก็ไม่ปาน
เฉินจัวฟังจบ มุมปากก็ยกเป็นรอยยิ้มจางๆ
"ตกลงครับ"
เฉียบขาดและตรงไปตรงมา
ฟางหย่วนหมิงหยิบเอกสารอีกชุดออกจากกระเป๋า
เป็นกระดาษปึกหนาสองสามหน้า
ด้านบนสุดพิมพ์ว่า 《หนังสือแสดงเจตจำนงรับเข้าศึกษาล่วงหน้า ชั้นเรียนเยาวชน มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน》 แล้วยื่นให้
พร้อมกับปากกาหมึกซึมสีดำที่ถอดปลอกออกแล้ว
เฉินจัวรับหนังสือแสดงเจตจำนงมา เดินไปที่โต๊ะกระจกทรงกลมในโซนพักผ่อน
กางเอกสารออก
เขาไม่ได้พลิกไปเซ็นชื่อที่หน้าสุดท้ายทันที แต่ไล่อ่านข้อตกลงทีละคำอย่างละเอียด
เพื่อยืนยันว่าสิทธิพิเศษที่ฟางหย่วนหมิงเพิ่งพูดไปเมื่อครู่นี้ ถูกเขียนไว้อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรในเอกสารแนบท้าย
พออ่านจบ
เขาก็พลิกไปหน้าสุดท้าย
และเขียนชื่อ 'เฉินจัว' สองคำลงในช่องลายเซ็นนักเรียนอย่างมั่นคง
ปิดปลอกปากกา แล้วยื่นเอกสารกับปากกาคืนให้ฟางหย่วนหมิง
ฟางหย่วนหมิงรับเอกสารมา มองลายเซ็นบนนั้นอย่างละเอียดรอบหนึ่ง
จากนั้นก็เก็บเอกสารกลับลงกระเป๋าอย่างระมัดระวัง แล้วรูดซิปปิด
ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อย
"เธอเซ็นชื่อแล้วนะ"
ฟางหย่วนหมิงมองเฉินจัว น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังและเป็นมืออาชีพมากขึ้น
"แต่นี่เป็นเพียงหนังสือแสดงเจตจำนง ตอนนี้เธอเพิ่งอายุสิบขวบ ทั้งขั้นตอนทางกฎหมายไปจนถึงการย้ายทะเบียนประวัตินักเรียน ถ้าไม่มีลายเซ็นของผู้ปกครองตามกฎหมาย กระบวนการก็ไม่เสร็จสมบูรณ์"
เฉินจัวพยักหน้า นี่เป็นขั้นตอนปกติ
"พวกคุณจะขึ้นเครื่องบินกลับเมืองหลวงมณฑลรอบสิบเอ็ดโมงครึ่งเช้าวันนี้ใช่ไหมครับ?"
ฟางหย่วนหมิงหันไปถามโค้ชสวี โค้ชสวีพยักหน้าตอบรับตามสัญชาตญาณ
"ใช่ครับ ขึ้นเครื่องที่หงเฉียว"
ฟางหย่วนหมิงหนีบกระเป๋าเอกสารไว้ใต้รักแร้
"เมื่อวานผมซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวบินเดียวกับพวกคุณไว้แล้วล่ะ"
พอพูดคำนี้ออกมา
โค้ชสวีก็อึ้งไปอีกรอบ
ฟางหย่วนหมิงขยับแว่นตา น้ำเสียงเป็นธรรมชาติสุดๆ
"ไปเรียนมหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ผมต้องไปเจ๋อหยางด้วยตัวเองสักรอบ"
เขามองเฉินจัว
"ฉันต้องไปพบพ่อแม่ของเธอ เพื่ออธิบายเรื่องที่พัก การดูแลความเป็นอยู่ และแผนการศึกษาของชั้นเรียนเยาวชนให้พวกเขารับรู้ พวกเขาจะได้วางใจ แล้วก็จะได้ให้ผู้ปกครองเซ็นชื่อด้วยเลย"
คำพูดของฟางหย่วนหมิงไม่มีท่าทีเย่อหยิ่งจองหองเลยแม้แต่น้อย
มีเพียงความรอบคอบและหนักแน่นของคนทำงานด้านการศึกษารุ่นเก่า
เพื่อต้นกล้าชั้นยอดที่หาได้ยากยิ่งและเพื่อให้ผู้ปกครองคลายความกังวล เขาไม่รังเกียจที่จะเดินทางไปพร้อมกับเด็กมัธยมต้นกลุ่มนี้ด้วยตัวเองสักรอบ
"ไปกันเถอะ ได้เวลาพอดี ต้องไปสนามบินแล้ว"
ฟางหย่วนหมิงมองนาฬิกาแขวนบนผนังล็อบบี้แล้วเอ่ยชวนอย่างเป็นกันเอง
โค้ชสวีถึงเพิ่งได้สติ
รีบพยักหน้ารับ แล้วหันไปเรียกนักเรียนข้างหลังที่ยังยืนเหม่ออยู่
"หยิบกระเป๋าให้เรียบร้อย ออกไปขึ้นรถบัสได้แล้ว"
รถบัสจอดอยู่หน้าประตูโรงแรม
ทุกคนทยอยกันขึ้นรถ
จางป๋อกับหลี่หนานไป๋เดินตามหลังเฉินจัว
หลี่หนานไป๋สะกิดแขนเฉินจัวเบาๆ แล้วลดเสียงลง
"ลูกพี่จัว นี่นายกำลังจะไปเรียนมหาวิทยาลัยแล้วเหรอเนี่ย"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ และความรู้สึกของช่องว่างที่ถูกดึงให้ถ่างออกอย่างกะทันหัน
เฉินจัวสะพายเป้ ก้าวขึ้นบันไดรถบัส
"ก็แค่เข้าเรียนก่อนพวกนายสองปี เหมือนๆ กันนั่นแหละ"
เขาตอบกลับไปส่งๆ น้ำเสียงยังคงราบเรียบเหมือนเช่นเคย
รถบัสสตาร์ตเครื่อง มุ่งหน้าสู่สนามบินหงเฉียว
อาคารผู้โดยสาร
พื้นที่กว้างขวาง แอร์เย็นฉ่ำ
เสียงประกาศข้อมูลเที่ยวบินดังวนซ้ำไปมา หลังจากจัดการโหลดสัมภาระและรับบอร์ดดิ้งพาสเสร็จแล้ว
ทุกคนก็เดินไปนั่งบนเก้าอี้เหล็กแถวยาวในโซนพักรอผู้โดยสาร
เมื่อมองผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ก็จะเห็นเครื่องบินโดยสารสีขาวจอดเรียงรายอยู่บนลานจอดด้านนอก
ฟางหย่วนหมิงนั่งข้างโค้ชสวี ทั้งสองคนคุยสัพเพเหระเรื่องสถานการณ์ในเมืองหลวงมณฑลช่วงสองสามปีมานี้
เฉินจัวนั่งริมหน้าต่าง มองดูพนักงานภาคพื้นดินขับรถขนสัมภาระวิ่งไปมา
"ผู้โดยสารที่จะเดินทางไปยังสนามบินเมืองหลวงมณฑลโปรดทราบ เที่ยวบินของท่านเริ่มเรียกขึ้นเครื่องแล้ว..."
เสียงประกาศในโถงพักรอดังขึ้น
พวกเขาเดินผ่านสะพานเทียบเครื่องบิน เข้าไปในห้องโดยสาร แล้วหาที่นั่ง
เฉินจัวนั่งริมหน้าต่าง ฟางหย่วนหมิงนั่งอยู่เบาะเยื้องไปด้านหน้า
ไม่นานนัก เครื่องบินก็ลงจอดที่สนามบินเมืองหลวงมณฑลอย่างราบรื่น
สนามบินเมืองหลวงมณฑล
ประตูกระจกอัตโนมัติทางออกผู้โดยสารขาเข้าภายในประเทศเปิดๆ ปิดๆ
เหล่าจ้าวกับเหล่าโจวยืนพิงรั้วเหล็กตรงจุดรอรับผู้โดยสาร
เหล่าจ้าวถือถุงพลาสติกที่บรรจุน้ำแร่แช่เย็นไว้เต็มถุง
เหล่าโจวมองหน้าจออิเล็กทรอนิกส์แสดงข้อมูลเที่ยวบินที่แขวนอยู่กลางโถง
"นี่เครื่องลงมาครึ่งชั่วโมงแล้วนะ ทำไมยังไม่ออกมาอีก"
เหล่าจ้าวเขย่งเท้าชะเง้อมองไปในทางออก
"รอกระเป๋าโหลดใต้ท้องเครื่องก็ต้องเข้าคิวสิ" เหล่าโจวพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เหล่าจ้าวหันกลับมา มองเหล่าโจวด้วยสีหน้าจริงจัง
"เหล่าโจว ฉันขอตกลงกับนายไว้ก่อนเลยนะ"
"เปิดเทอมเฉินจัวก็ขึ้น ม.2 แล้ว ข้อสอบแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับมัธยมต้นปีก่อนๆ กับชีทติวพีชคณิตระดับมัธยมปลาย ฉันจัดเตรียมไว้หมดแล้ว ตั้งสองปึกใหญ่ๆ เทอมใหม่นี้นายอย่าเอาพวกเศษเหล็กในห้องทดลองฟิสิกส์ของนายมาแย่งเวลาเขาให้มากนักล่ะ"
เหล่าโจวแค่นหัวเราะ หันขวับกลับมา
"อะไรคือเศษเหล็กฮะ?"
เหล่าโจวเถียงอย่างมั่นใจ
"ขึ้น ม.2 ก็เริ่มเรียนวิชาฟิสิกส์พอดี ฝีมือช่างของเฉินจัวน่ะ ถ้าไม่ได้เข้าห้องทดลองก็ถือว่าทิ้งขว้างของมีค่าแล้ว โจทย์คณิตพรรค์นั้นของนาย เขาหลับตาวาดๆ ขีดๆ บนกระดาษทดแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว
เวลาว่างที่เหลือต้องเป็นของฉัน เรื่องนี้ไม่มีข้อต่อรอง ฉันถึงขนาดไปเบิกชุดทดลองแม่เหล็กไฟฟ้าระดับมัธยมปลายมาเตรียมไว้ให้เขาแล้วด้วย"
ชายวัยกลางคนสองคนที่อายุรวมกันเกือบร้อยปี กำลังเถียงกันคอเป็นเอ็นเพื่อแย่งสิทธิ์ความเป็นเจ้าของนักเรียนวัยสิบขวบคนหนึ่งตรงทางออกสนามบิน
พวกเขาถึงขั้นวางแผนหลักสูตรล่วงหน้าของเฉินจัวไปจนจบมัธยมปลายสามปีแล้วด้วยซ้ำ
ในสายตาของพวกเขา ตำแหน่งเจ้าแห่งการแข่งขันวิชาการสายวิทย์ของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งในช่วงหลายปีต่อจากนี้ ได้ตกมาอยู่ในกำมืออย่างมั่นคงแล้ว
ประตูกระจกเลื่อนออกไปด้านข้างอีกครั้ง
ผู้โดยสารกลุ่มหนึ่งที่เข็นรถเข็นสัมภาระทยอยเดินออกมา
ตาของเหล่าจ้าวเป็นประกาย
"ออกมาแล้ว!"
โค้ชสวีเดินนำหน้าสุด ตามด้วยเด็กมัธยมต้นสวมชุดนักเรียนสะพายกระเป๋าเป้สองสามคน
แถวเดินกันแบบหละหลวม ทุกคนต่างมองซ้ายมองขวา หาคนที่มารับตัวเอง
เหล่าจ้าวกับเหล่าโจวแทบไม่ชายตามองพวกเด็กหัวกะทิจากเมืองหลวงมณฑลหรือเมืองอื่นเลย
สายตาของพวกเขาเหมือนเรดาร์ สแกนผ่านฝูงชนไปล็อกเป้าเข้าที่เฉินจัวซึ่งเดินอยู่กลางแถวอย่างแม่นยำ
เหล่าจ้าวรีบควักขวดน้ำเย็นออกจากถุงพลาสติก
ใช้แขนเสื้อเช็ดหยดน้ำบนขวด แล้วก้าวยาวๆ เข้าไปหา
เหล่าโจวเดินตามหลังมาติดๆ
"เฉินจัว!"
เหล่าจ้าวตะโกนเรียก รอยยิ้มที่ปิดไม่มิดปรากฏบนใบหน้า
เฉินจัวได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้น
พอเห็นครูสองคนที่กำลังเดินจ้ำอ้าวเข้ามาหา นัยน์ตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง
เขาเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปรับ
"ครูจ้าว ครูโจว ทำไมอุตส่าห์มาไกลถึงเมืองหลวงมณฑลเลยล่ะครับ"
น้ำเสียงของเฉินจัวประหลาดใจอย่างแท้จริง
เขารู้ดีว่าเจ๋อหยางกับเมืองหลวงมณฑลห่างกันแค่ไหน แถมยังเป็นหน้าร้อน และตอนนี้ก็เป็นช่วงปิดเทอมด้วย
"ปิดเทอมหน้าร้อนว่างๆ ก็เลยแวะมารับเธอน่ะสิ"
เหล่าจ้าวยิ้มกว้าง ยัดขวดน้ำเย็นใส่มือเฉินจัว
พอตั้งท่าจะยื่นมือไปรับกระเป๋านักเรียนบนบ่าเฉินจัว
การกระทำของเหล่าจ้าวก็ชะงักงัน
เขาและเหล่าโจวเพิ่งจะสังเกตเห็น
ว่าข้างๆ เฉินจัว มีชายชราสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสแล็กสีเข้ม มือหิ้วกระเป๋าเอกสารสีดำเก่าๆ เดินตามมาติดๆ
รัศมีของชายชราคนนี้ดูสุขุมเยือกเย็น
ไม่เหมือนผู้ปกครองนักเรียนหรือครูมัธยมทั่วไปเลยแม้แต่น้อย แต่แผ่กลิ่นอายความน่าเกรงขามเฉพาะตัวแบบคนในมหาวิทยาลัยออกมา
โค้ชสวีเห็นครูพี่เลี้ยงสองคนจากโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งแล้วเช่นกัน
เขาเดินเข้ามาพยักหน้าให้
"ครูจ้าว ครูโจว มารับเด็กเหรอครับ"
สีหน้าของโค้ชสวีดูสับสนเล็กน้อย น้ำเสียงแฝงความรู้สึกทอดถอนใจที่บอกไม่ถูก
"ของล้ำค่าของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งของพวกคุณ ผมส่งคืนให้แบบไร้รอยขีดข่วนแล้วนะ แต่ว่า..."
โค้ชสวีเบี่ยงตัวหลบ เปิดทางให้ชายชราเสื้อขาวที่อยู่ด้านหลัง
ฟางหย่วนหมิงมองเหล่าจ้าวกับเหล่าโจว
ยื่นมือออกไปก่อน
"คุณทั้งสองคือครูพี่เลี้ยงของเฉินจัวใช่ไหมครับ"
เสียงของฟางหย่วนหมิงติดสำเนียงทางใต้ เป็นกันเอง แต่หนักแน่นและกังวาน
เหล่าจ้าวยื่นมือไปจับตามสัญชาตญาณ ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
เหล่าโจวเองก็มึนตึ้บไม่แพ้กัน
ฟางหย่วนหมิงปล่อยมือ ล้วงนามบัตรสองใบออกจากกระเป๋าเสื้อคลุม ยื่นให้ทั้งคู่
"ผมคือครูจากฝ่ายรับนักศึกษา ชั้นเรียนเยาวชน มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน ฟางหย่วนหมิงครับ"
เหล่าจ้าวบีบนามบัตรที่พิมพ์ตรามหาวิทยาลัยสีแดงไว้แน่น
เสียงประกาศเที่ยวบินในล็อบบี้ยังคงดังอยู่ แต่เสียงในหูของเขากลับเหมือนถูกดูดกลืนหายไปในพริบตา
"ครูทั้งสองท่านสอนมาได้ดีเยี่ยมมากครับ"
ฟางหย่วนหมิงมองพวกเขา ไม่มีการเกริ่นนำใดๆ ทั้งสิ้น หงายไพ่ตายออกมาตรงๆ
"คณิตศาสตร์ คะแนนเต็ม ฟิสิกส์ ก็คะแนนเต็ม"
"ที่ผมตามเฉินจัวกลับเจ๋อหยางในครั้งนี้ ก็เพื่อไปให้พ่อแม่ของเขาเซ็นชื่อ พอถึงตอนเปิดเทอมใหม่ ก็จะพาเขาไปที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีนเลยครับ"
ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาตรงทางออก เสียงล้อรถเข็นสัมภาระเสียดสีกับพื้นดังหนวกหู
แต่ตรงจุดที่เหล่าจ้าวกับเหล่าโจวยืนอยู่กลับเงียบกริบ
เหล่าจ้าวหิ้วถุงพลาสติกใส่ขวดน้ำแร่ไว้ในมือ
ถุงรัดนิ้วจนเกิดรอยแดง แต่เขาเหมือนจะไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด
มือของเหล่าโจวค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ
คะแนนเต็ม
หัวเคอต้า
เข้ามหาวิทยาลัย
สามคำนี้ร้อยเรียงต่อกัน เหมือนค้อนเหล็กเล่มใหญ่
ทุบทำลายแผนการครองแชมป์ตอน ม.2 ม.3 และแผนการบ่มเพาะในห้องทดลองมัธยมปลายที่พวกเขาอุตส่าห์ปั้นแต่งมาอย่างดีในหัวจนแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี
เมื่อกี้พวกเขายังเถียงกันอยู่เลยว่าผักกาดขาวต้นนี้ควรจะปลูกในนาแล้งของวิชาคณิตศาสตร์ หรือปลูกในนาน้ำของวิชาฟิสิกส์ดี
ผลปรากฏว่ามีคนขับเรือบรรทุกเครื่องบินมายกไปทั้งกระถางเลย
เหล่าจ้าวมองเฉินจัว ริมฝีปากขยับอยู่หลายครั้ง
เขาอยากจะยิ้มแสดงความยินดี แต่กล้ามเนื้อใบหน้ากลับแข็งทื่อ
อั้นอยู่นานกว่าจะเค้นประโยคแห้งแล้งออกมาได้คำหนึ่ง
"นี่... ไม่เรียน ม.ปลาย แล้วเหรอ"
เหล่าโจวลดมือลง สูดหายใจเข้าลึกๆ
สติสัมปชัญญะกลับมาควบคุมสถานการณ์ได้อีกครั้ง แต่สิ่งที่ตามมาคือความรู้สึกว่างเปล่าอันมหาศาล
เขามองเด็กชายวัยสิบขวบตรงหน้า
ไม่กี่เดือนก่อน ไอ้เด็กนี่ยังนั่งอ่าน 《รวมโจทย์ฟิสิกส์มัธยมยากพิเศษ (ฉบับโซเวียต)》 เล่มนั้นอยู่ในห้องพักครูของเขาอยู่เลย
มาตอนนี้ ครูจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีนถึงกับมาคอยคุ้มกันถึงสนามบินด้วยตัวเอง
"ไม่เรียนแล้วก็ดีเหมือนกัน... ไม่เรียนแล้วก็ดีเหมือนกัน"
เสียงของเหล่าโจวลดต่ำลงเล็กน้อย
"อยู่ที่เจ๋อหยาง มีแต่จะทำให้เธอเสียเวลาเปล่าจริงๆ"
*****
หมายเหตุผู้แปล: หัวเคอต้า เป็นคำย่อของ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน