เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 - ข้อมูลและคำแนะนำของไอลีน

บทที่ 20 - ข้อมูลและคำแนะนำของไอลีน

บทที่ 20 - ข้อมูลและคำแนะนำของไอลีน


เด็กสาวตุ๊กตาในภาพสีน้ำมันร้องทักทายอวี๋เซิงอย่างดีใจและประหลาดใจ น้ำเสียงฟังดูประหลาดใจเล็กน้อย ทว่ากลับมองไม่เห็นความตกใจและหวาดกลัวแบบที่ควรจะเกิดเมื่อเห็นคนตายกลับมามีชีวิตเลยแม้แต่น้อย

อวี๋เซิงรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เพราะไอลีนเป็นคนใจกว้างไม่คิดอะไรมากแน่ๆ

อย่างที่คิด ปัญหามันอยู่ที่ตัวเขาเอง ... แต่เมื่อพิจารณาจากการที่เขาต้องตายแล้วฟื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งหลายรอบในเวลาอันสั้นขนาดนี้ ต่อให้มีเรื่องพิลึกพิลั่นกว่านี้เกิดขึ้นกับเขามันก็คงไม่แปลกอะไรแล้ว

"จะบอกว่าฟลุ๊คก็คงได้ล่ะมั้ง ยังไงก็รอดกลับมาได้แล้ว" อวี๋เซิงตอบรับส่งๆ ก่อนจะหันไปปิดประตูที่แง้มอยู่ให้สนิท จากนั้นสิ่งแรกที่เขาทำคือการก้มลงสำรวจร่างกายตัวเอง ยืนยันได้ว่าไม่ใช่แค่ร่างกายที่ฟื้นฟูจนสมบูรณ์แบบเท่านั้น แต่เสื้อผ้าบนร่างก็กลับคืนสู่สภาพเดิมเหมือนก่อนหน้านี้ทุกประการด้วย

อวี๋เซิงขมวดคิ้ว เมื่อเชื่อมโยงกับปฏิกิริยาของไอลีนในตอนนี้ เขารู้สึกว่าแทนที่จะเรียกว่า "ฟื้นคืนชีพ" สู้บอกว่า "เหตุการณ์" ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ "ความตาย" ของเขาถูกลบหายไปดื้อๆ ยังจะดูเข้าท่ากว่า ...

ท่าทางยืนเหม่อลอยอยู่หน้าประตูของเขาตกอยู่ในสายตาของไอลีน ตุ๊กตาในภาพเอ่ยถามด้วยความสงสัย "อวี๋เซิง นายไม่เป็นไรใช่ไหม ทำไมทำหน้าเหม่อๆ แบบนั้นล่ะ อ้อ จริงสิ นายเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิว่าตกลงนายกลับมาได้ยังไง สัญญาณติดต่อกับนายมันติดๆ ดับๆ มาตลอด ฝั่งนายก็มีแต่เสียงดังเอะอะโครมคราม ฉันล่ะไม่รู้เลยว่านายไปเจอตัวประหลาดอะไรในมิติลี้ลับนั่น ... เอ๊ะ ในมือนายนั่นถืออะไรอยู่น่ะ"

พออีกฝ่ายทัก อวี๋เซิงถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าในมือของตัวเองยังคงกำอะไรบางอย่างไว้แน่น ... มันคือหางขาดด้วนที่มีเกล็ดสีดำสนิทและมีรูปร่างอัปลักษณ์น่ากลัวนั่นเอง

มุมปากของอวี๋เซิงกระตุกกึกๆ "เชี่ยเอ๊ย เกือบลืมไปเลย ... ดันยังถือมาด้วยซะงั้น"

ไอ้ของพรรค์นี้มันยังแอบหดเกร็งและดิ้นกระดึ๊บๆ อยู่ในมือเขาเลยด้วยซ้ำ แต่เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้ "มีชีวิตชีวา" เหมือนตอนแรกแล้ว ดูเหมือนว่าชิ้นส่วนของสัตว์ประหลาดแม้จะมีพลังชีวิตที่น่าทึ่ง แต่เมื่อถูกตัดขาดจากร่างต้นมันก็จะค่อยๆ ตายลงไปอยู่ดี

ความรู้สึกแปลกประหลาดเอ่อล้นขึ้นมาในใจ ชั่วขณะหนึ่งอวี๋เซิงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะอธิบายที่มาที่ไปของไอ้ของพรรค์นี้ให้ไอลีนฟังยังไงดี หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็หิ้วหางขาดด้วนนั่นเดินไปที่ห้องครัว ระหว่างเดินก็ตอบไอลีนไปส่งๆ " ... ของฝากท้องถิ่นนิดหน่อยน่ะ"

ตุ๊กตาในภาพได้ยินดังนั้นก็ถึงกับอึ้งไป " ... หา"

ถึงตอนนี้อวี๋เซิงก็โยนหางขาดด้วนนั่นลงไปในอ่างล้างจานในห้องครัวอย่างลวกๆ แล้ว หลังจากยืนยันว่าไอ้ของพรรค์นี้ไม่มีแรงปีนขึ้นมาจากอ่างล้างจานแล้ว เขาก็ยังไม่ค่อยวางใจ เอามีดไปจิ้มๆ บนตัวมันอีกสองสามที จากนั้นก็เอาฝาหม้อมาทับไว้ข้างบน (แบบนี้อย่างน้อยถ้ามันปีนขึ้นมาจริงๆ เขาก็ยังพอได้ยินเสียงฝาหม้อหล่นลงพื้นบ้าง) เสร็จแล้วเขาถึงค่อยเดินกลับมาที่ห้องรับประทานอาหารด้วยความอ่อนล้า ทิ้งตัวลงนั่งแหมะบนเก้าอี้

ในหัวเขาสับสนวุ่นวายไปหมด มีเรื่องให้ต้องคิดเยอะแยะเต็มไปหมด และที่สำคัญที่สุดคือ เขาเหนื่อยมากจริงๆ

แต่เขาก็ฝืนบังคับตัวเองให้ตื่นตัว ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลานอน

ไอลีนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะแอบมองมาทางนี้อย่างระมัดระวัง "อวี๋เซิง เล่าประสบการณ์ตอนอยู่ในมิติลี้ลับให้ฉันฟังหน่อยสิ แล้วก็นายใช้วิธีไหนถึง ... "

"ฉันกำลังจะเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟังอยู่พอดี" อวี๋เซิงโบกมือโดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ จากนั้นก็ปรับท่านั่งให้ดี แล้วมองตุ๊กตาในภาพด้วยสีหน้าจริงจัง "ฉันมีคำถามอัดอั้นอยู่เต็มท้องเลย ... เริ่มจากสถานการณ์ที่ฉันไปเจอมาฝั่งนู้นก่อนก็แล้วกัน ฉันไปเจอผู้หญิงคนนึงที่ติดอยู่ในมิติลี้ลับเหมือนฉัน แต่เธออาจจะติดอยู่ในนั้นมานานมากๆ แล้ว ... "

อวี๋เซิงไม่ได้ปิดบังอะไร เขาเล่าประสบการณ์ทั้งหมดที่เขาเจอในหุบเขายามราตรีแห่งนั้นให้ตุ๊กตาในภาพฟังรวดเดียวจบ รวมถึงข้อมูลส่วนที่หูหลีเปิดเผยให้เขาฟัง และเรื่องสัตว์ประหลาดหน้าตาเละเทะที่ดูเหมือนก้อนเนื้อผสมกันมั่วซั่วนั่นด้วย

ยกเว้นเรื่องสถานการณ์ "ตายแล้วฟื้น" ของตัวเอง เรื่องนี้เขายังคิดไม่ออกว่าจะเล่าให้อีกฝ่ายฟังยังไงดี ก็เลยขอข้ามไปก่อน

เขารู้ดีว่าเขากับไอลีนยังไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น และยังพูดไม่ได้เต็มปากว่าไว้ใจกันร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น ... ในเมืองแห่งนี้ ไอลีนคือ "ตัวตนผิดปกติ" เพียงหนึ่งเดียวที่เขาเคยติดต่อและสามารถพูดคุยด้วยได้จนถึงตอนนี้ และเป็นเพียงคนเดียวที่เขารู้จักซึ่งมีความเข้าใจเกี่ยวกับ "เรื่องเหนือสามัญสำนึก" นอกจากไอลีนแล้ว เขาก็ไม่รู้จะไปปรึกษาเรื่องมิติลี้ลับกับใครได้อีก

เขาคิดว่าเขาน่าจะมอบความไว้วางใจให้ตุ๊กตาในภาพวาดคนนี้มากขึ้นอีกนิด เพราะอย่างน้อยจนถึงตอนนี้ ท่าทีของเธอก็ยังถือว่าเป็นมิตรอยู่ (ยกเว้นตอนที่เธอด่าคนได้เจ็บแสบสุดๆ น่ะนะ)

ส่วนไอลีนก็ตั้งใจฟังมาก ตอนที่อวี๋เซิงพูดถึงสัตว์ประหลาดก้อนเนื้อนั่น สีหน้าของเธอก็ดูจริงจังขึ้นมาทันที มีหลายครั้งที่เธอเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ยั้งปากไว้ได้ และไม่เคยพูดแทรกระหว่างที่อวี๋เซิงเล่าเลยแม้แต่ครั้งเดียว

จนกระทั่งอวี๋เซิงเล่าจบ แม่สาวตุ๊กตาคนนี้ถึงได้ปรับท่าทาง เธอนั่งหลังตรงเผงอยู่บนเก้าอี้ที่ปูด้วยพรมสีแดง เอ่ยปากด้วยสีหน้าจริงจัง "ก่อนอื่นฉันต้องขอเน้นย้ำอีกครั้งนะ ว่าเรื่องที่ฉันจำได้มันมีไม่เยอะ ภาพวาดนี้บดขยี้ความทรงจำของฉันไปมากเกินไป ดังนั้นความช่วยเหลือที่ฉันให้ได้จึงมีจำกัด ... "

อวี๋เซิงพยักหน้า "เรื่องนี้ฉันรู้ดี"

"อืม" ไอลีนตอบรับคำหนึ่ง จากนั้นสีหน้าก็ดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย "ถ้างั้นฉันจะพยายามอธิบายความรู้เกี่ยวกับมิติลี้ลับให้นายฟังเท่าที่ทำได้ก็แล้วกัน ก่อนอื่น นายคงมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับมิติลี้ลับมาบ้างแล้ว รู้ว่ามันคือคำเรียกขานของ 'พื้นที่' ที่เบี่ยงเบนไปจากความมีระเบียบและขัดแย้งกับสามัญสำนึก แล้วนายรู้ไหมว่าในมิติลี้ลับยังมีการก่อกำเนิดสิ่งที่เรียกว่า 'ตัวตนก่อกำเนิด' ขึ้นมาด้วย"

" ... ตัวตนก่อกำเนิดเหรอ" อวี๋เซิงแสดงสีหน้างุนงง

"พูดสั้นๆ ก็คือ พวกมันเป็น 'ชนพื้นเมือง' หรือ 'ผลผลิต' ของมิติลี้ลับ ตัวตนก่อกำเนิดไม่จำเป็นต้องมีรูปร่างหน้าตาตายตัว บางครั้งอาจจะมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่ดูประหลาด บางครั้งอาจเป็นสัตว์ป่าหรือสัตว์ประหลาด บางครั้งอาจเป็นแค่กองไฟ สายลม ก้อนหินที่วิ่งได้ ตราบใดที่เป็นสิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นในมิติลี้ลับและมี 'ความมีชีวิตชีวา' อย่างชัดเจน สามารถตอบสนองต่อผู้บุกรุกได้ ล้วนถือว่าเป็น 'ตัวตนก่อกำเนิด' ได้ทั้งหมด"

อวี๋เซิงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด

"ตัวตนก่อกำเนิดมีการแบ่งประเภทที่กว้างขวางและมีจำนวนมากมายมหาศาล" ไอลีนพูดต่อ "โดยทั่วไปแล้ว ตัวตนก่อกำเนิดมักมีลักษณะ 'ผิดปกติ' อย่างเด่นชัด พวกมันถือกำเนิดขึ้นในมิติลี้ลับ จึงมีลักษณะที่ขัดต่อสามัญสำนึก แปลกประหลาด และอันตรายมาแต่กำเนิด ตัวตนก่อกำเนิดส่วนใหญ่ไม่มีสติปัญญา อย่างน้อยก็ไม่แสดง 'พฤติกรรมการคิด' ที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้ แต่ดูเหมือนจะมีตัวตนก่อกำเนิดส่วนน้อยมากๆ ที่มีสติปัญญา ... ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ฉันจำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ"

"สรุปก็คือ ตัวตนก่อกำเนิดกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ล้วนมีอันตราย เพียงแต่พวกมันมีความแข็งแกร่งอ่อนแอแตกต่างกันไป อันตรายของตัวตนก่อกำเนิดบางตัวอาจจะแค่ทำให้คนรู้สึกคันจมูก แต่กับตัวตนก่อกำเนิดบางตัว แค่มนุษย์ไปเห็นเข้าก็มีอันตรายถึงชีวิตแล้ว ... ดังนั้นจึงมีคนตั้งข้อสันนิษฐานว่า 'ตัวตนก่อกำเนิด' ก็คือปฏิกิริยาต่อต้านสิ่งแปลกปลอมบางอย่างของมิติลี้ลับ เป็นโปรแกรมกำจัดไวรัสที่มิติลี้ลับสร้างขึ้นเพื่อกำจัดผู้บุกรุก มุมมองนี้เชื่อว่า สำหรับมิติลี้ลับแล้ว เจ้าหน้าที่สืบสวนและผู้หลงทางที่มาจากโลกแห่งความเป็นระเบียบและสามัญสำนึกต่างหากที่เป็นสัตว์ประหลาดที่ไม่อาจเข้าใจได้ ... "

อวี๋เซิงรับฟังเงียบๆ ถึงตรงนี้ก็จู่ๆ ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ " ... หมายความว่า 'สัตว์ประหลาด' ที่ฉันเจอ ก็คือ 'ตัวตนก่อกำเนิด' ที่ถือกำเนิดขึ้นในหุบเขาแห่งนั้นงั้นสิ"

"น่าจะใช่นะ" ไอลีนพยักหน้า

"แล้วตัวตนก่อกำเนิดสามารถถูกกำจัดได้ไหม" อวี๋เซิงรีบถามต่อ

"ตัวตนก่อกำเนิดสามารถถูกฆ่าตายได้ แต่ไม่สามารถกำจัดให้สิ้นซากได้" ไอลีนเอ่ยอย่างจริงจัง "เพราะพูดกันตามหลักแล้ว ตัวตนก่อกำเนิดเป็นเพียงแค่ 'ผลผลิต' ฆ่าไปหนึ่งตัว ก็จะเกิด 'สำเนา' ตัวใหม่ขึ้นมาในมิติลี้ลับอยู่ดี พวกมันเป็นสิ่งที่สะท้อนกฎการทำงานของมิติลี้ลับ ตราบใดที่มิติลี้ลับยังอยู่ ตัวตนก่อกำเนิดก็จะเกิดใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ... แต่โดยทั่วไปแล้ว การถือกำเนิดของตัวตนก่อกำเนิดก็ต้องใช้เวลาเหมือนกัน และดูเหมือนว่าจะมีวิธีบางอย่างที่สามารถยับยั้งการทำงานของมิติลี้ลับบางแห่งได้ เพื่อชะลอหรือถึงขั้นขัดขวางการเกิดใหม่ของตัวตนก่อกำเนิดในนั้น ... ส่วนรายละเอียด ฉันจำไม่ได้แล้วล่ะ"

"ถูกฆ่าตายได้ แต่กำจัดให้สิ้นซากไม่ได้ ... " อวี๋เซิงทวนประโยคนี้ซ้ำ จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันดูจะรับมือยากกว่าที่คิดไว้เสียอีก

เขาไม่กลัวตาย

แต่ไอ้สัตว์ประหลาดนั่นดูเหมือนจะยิ่งไม่กลัว ...

โดยไม่รู้ตัว อวี๋เซิงได้ทึกทักเอาเองไปแล้วว่าตัวเองจะต้องกลับไปยังหุบเขาแห่งนั้นอีก และจะต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดตัวนั้นอีก ... เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความคิดนี้มาจากไหน กว่าจะรู้ตัว ความคิดนี้ หรืออาจจะเป็น "สัญชาตญาณ" บางอย่าง ก็ได้หยั่งรากลึกลงไปในใจของเขาเสียแล้ว

" ... ช่างเถอะ อย่างน้อยฆ่าให้ตายชั่วคราวได้ก็ยังดี" เขาถอนหายใจเบาๆ แล้วเงยหน้ามองไอลีน "นอกจากนี้แล้ว เธอรู้อะไรเกี่ยวกับตัวตนก่อกำเนิดอีกบ้าง อย่างเช่นพวกจุดอ่อนอะไรทำนองนั้นน่ะ"

"ตัวตนก่อกำเนิดไม่มีจุดอ่อนที่เหมือนกันไปหมดหรอกนะ บางครั้งจุดอ่อนของตัวตนก่อกำเนิดตัวหนึ่งก็อาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัวมันเองด้วยซ้ำ แต่อยู่ที่ 'มิติลี้ลับ' หรืออยู่ในกฎเกณฑ์ของมิติลี้ลับนั้นๆ เลย หรือตัวตนก่อกำเนิดบางตัว ... ถึงขั้นเปลี่ยนจุดอ่อนของตัวเองได้ด้วย" ไอลีนส่ายหน้า "ดังนั้นการสำรวจมิติลี้ลับและการต่อสู้กับตัวตนก่อกำเนิดจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและมีความเสี่ยงสูงมาก ฉันขอแนะนำว่าทางที่ดีนายควรไปหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดีกว่า ... ไม่ใช่ให้คนที่ติดอยู่ในภาพวาดอย่างฉันช่วยหรอก"

พอได้ยินดังนั้นอวี๋เซิงก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตาบน "พูดน่ะมันง่าย ฉันจะไปหาผู้เชี่ยวชาญที่ไหนมาช่วยล่ะ พวกเขาคงไม่มาแปะใบปลิวโฆษณาตามเสาไฟฟ้าหรอกมั้ง ... "

ไอลีน "แปะสิ"

อวี๋เซิง " ... ?"

"พวกเขามีช่องทางติดต่อนะ ... อ้อ แน่นอนว่าอาจจะไม่ใช่ใบปลิวตามเสาไฟฟ้าหรอกนะ" ไอลีนเห็นสีหน้าอึ้งกิมกี่ของอวี๋เซิงก็พยักหน้าเน้นย้ำ "ในเมื่อโลกนี้เต็มไปด้วยมิติลี้ลับ และมิติลี้ลับก็อันตรายต่อคนธรรมดามากขนาดนี้ มันก็ต้องมีกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่คอยจัดการเรื่องพวกนี้โดยเฉพาะสิ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นหรอก เมืองใหญ่ขนาดนี้ยังไงก็ต้องมีคนคอยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยทั้งในที่แจ้งและที่มืดใช่ไหมล่ะ ฝั่งทางการก็มีหน่วยงานเฉพาะกิจ ฝั่งเอกชนก็มีองค์กรน้อยใหญ่มากมาย ถึงฉันจะจำรายละเอียดไม่ค่อยได้แล้ว แต่คนพวกนี้ต้องคอยเคลื่อนไหวอยู่ทุกหนทุกแห่งแน่ๆ ... "

"แน่นอนว่าตามปกติพวกเขาจะรักษาระยะห่างจากชีวิตของคนธรรมดา ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด เพราะมิติลี้ลับหลายแห่งมีคุณสมบัติที่แปลกประหลาดและน่าขนลุก อย่างเช่น 'แค่รับรู้ถึงการมีอยู่ก็จะทำให้มิติลี้ลับทำงาน' หรือ 'จะเข้าหาผู้ที่รู้สึกหวาดกลัวมันโดยอัตโนมัติ' อะไรทำนองนี้ ดังนั้นจึงต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้คนธรรมดาเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับมิติลี้ลับให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าหากมีคนโชคร้ายไปสัมผัสกับมิติลี้ลับเข้าแล้วจริงๆ หรือหากเกิดปฏิกิริยามิติลี้ลับขึ้นในเมือง ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ย่อมมีวิธีที่จะระบุพิกัดและตามมาหาถึงที่ได้อย่างรวดเร็ว ... "

อวี๋เซิงตั้งใจฟังสิ่งที่ไอลีนเล่าอย่างอึ้งๆ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาก็เงยหน้าขึ้นมองออกไปนอกหน้าต่าง

"หมายความว่า ในเมื่อฝั่งฉันมี 'ปฏิกิริยามิติลี้ลับ' เกิดขึ้นแล้ว ต่อจากนี้แค่รอไปเรื่อยๆ 'ผู้เชี่ยวชาญ' ที่เธอบอกก็จะติดต่อมาเองใช่ไหม"

" ... ก็น่าจะ ... มั้ง" ไม่รู้ทำไม จู่ๆ น้ำเสียงของไอลีนก็ดูไม่ค่อยมั่นใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น

อวี๋เซิงก็ฟังออกว่าอีกฝ่ายดูไม่ค่อยมั่นใจนัก " ... แล้วทำไมพวกเขาถึงยังไม่มาล่ะ"

"ฉันก็ไม่รู้สิ ตามหลักแล้วก็น่าจะมาถึงแล้วนี่นา"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 20 - ข้อมูลและคำแนะนำของไอลีน

คัดลอกลิงก์แล้ว