- หน้าแรก
- โฮสเทลลี้ลับที่ผมตายได้ก็เกิดใหม่ได้แถมหิวขึ้นด้วย
- บทที่ 20 - ข้อมูลและคำแนะนำของไอลีน
บทที่ 20 - ข้อมูลและคำแนะนำของไอลีน
บทที่ 20 - ข้อมูลและคำแนะนำของไอลีน
เด็กสาวตุ๊กตาในภาพสีน้ำมันร้องทักทายอวี๋เซิงอย่างดีใจและประหลาดใจ น้ำเสียงฟังดูประหลาดใจเล็กน้อย ทว่ากลับมองไม่เห็นความตกใจและหวาดกลัวแบบที่ควรจะเกิดเมื่อเห็นคนตายกลับมามีชีวิตเลยแม้แต่น้อย
อวี๋เซิงรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เพราะไอลีนเป็นคนใจกว้างไม่คิดอะไรมากแน่ๆ
อย่างที่คิด ปัญหามันอยู่ที่ตัวเขาเอง ... แต่เมื่อพิจารณาจากการที่เขาต้องตายแล้วฟื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งหลายรอบในเวลาอันสั้นขนาดนี้ ต่อให้มีเรื่องพิลึกพิลั่นกว่านี้เกิดขึ้นกับเขามันก็คงไม่แปลกอะไรแล้ว
"จะบอกว่าฟลุ๊คก็คงได้ล่ะมั้ง ยังไงก็รอดกลับมาได้แล้ว" อวี๋เซิงตอบรับส่งๆ ก่อนจะหันไปปิดประตูที่แง้มอยู่ให้สนิท จากนั้นสิ่งแรกที่เขาทำคือการก้มลงสำรวจร่างกายตัวเอง ยืนยันได้ว่าไม่ใช่แค่ร่างกายที่ฟื้นฟูจนสมบูรณ์แบบเท่านั้น แต่เสื้อผ้าบนร่างก็กลับคืนสู่สภาพเดิมเหมือนก่อนหน้านี้ทุกประการด้วย
อวี๋เซิงขมวดคิ้ว เมื่อเชื่อมโยงกับปฏิกิริยาของไอลีนในตอนนี้ เขารู้สึกว่าแทนที่จะเรียกว่า "ฟื้นคืนชีพ" สู้บอกว่า "เหตุการณ์" ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ "ความตาย" ของเขาถูกลบหายไปดื้อๆ ยังจะดูเข้าท่ากว่า ...
ท่าทางยืนเหม่อลอยอยู่หน้าประตูของเขาตกอยู่ในสายตาของไอลีน ตุ๊กตาในภาพเอ่ยถามด้วยความสงสัย "อวี๋เซิง นายไม่เป็นไรใช่ไหม ทำไมทำหน้าเหม่อๆ แบบนั้นล่ะ อ้อ จริงสิ นายเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิว่าตกลงนายกลับมาได้ยังไง สัญญาณติดต่อกับนายมันติดๆ ดับๆ มาตลอด ฝั่งนายก็มีแต่เสียงดังเอะอะโครมคราม ฉันล่ะไม่รู้เลยว่านายไปเจอตัวประหลาดอะไรในมิติลี้ลับนั่น ... เอ๊ะ ในมือนายนั่นถืออะไรอยู่น่ะ"
พออีกฝ่ายทัก อวี๋เซิงถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าในมือของตัวเองยังคงกำอะไรบางอย่างไว้แน่น ... มันคือหางขาดด้วนที่มีเกล็ดสีดำสนิทและมีรูปร่างอัปลักษณ์น่ากลัวนั่นเอง
มุมปากของอวี๋เซิงกระตุกกึกๆ "เชี่ยเอ๊ย เกือบลืมไปเลย ... ดันยังถือมาด้วยซะงั้น"
ไอ้ของพรรค์นี้มันยังแอบหดเกร็งและดิ้นกระดึ๊บๆ อยู่ในมือเขาเลยด้วยซ้ำ แต่เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้ "มีชีวิตชีวา" เหมือนตอนแรกแล้ว ดูเหมือนว่าชิ้นส่วนของสัตว์ประหลาดแม้จะมีพลังชีวิตที่น่าทึ่ง แต่เมื่อถูกตัดขาดจากร่างต้นมันก็จะค่อยๆ ตายลงไปอยู่ดี
ความรู้สึกแปลกประหลาดเอ่อล้นขึ้นมาในใจ ชั่วขณะหนึ่งอวี๋เซิงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะอธิบายที่มาที่ไปของไอ้ของพรรค์นี้ให้ไอลีนฟังยังไงดี หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็หิ้วหางขาดด้วนนั่นเดินไปที่ห้องครัว ระหว่างเดินก็ตอบไอลีนไปส่งๆ " ... ของฝากท้องถิ่นนิดหน่อยน่ะ"
ตุ๊กตาในภาพได้ยินดังนั้นก็ถึงกับอึ้งไป " ... หา"
ถึงตอนนี้อวี๋เซิงก็โยนหางขาดด้วนนั่นลงไปในอ่างล้างจานในห้องครัวอย่างลวกๆ แล้ว หลังจากยืนยันว่าไอ้ของพรรค์นี้ไม่มีแรงปีนขึ้นมาจากอ่างล้างจานแล้ว เขาก็ยังไม่ค่อยวางใจ เอามีดไปจิ้มๆ บนตัวมันอีกสองสามที จากนั้นก็เอาฝาหม้อมาทับไว้ข้างบน (แบบนี้อย่างน้อยถ้ามันปีนขึ้นมาจริงๆ เขาก็ยังพอได้ยินเสียงฝาหม้อหล่นลงพื้นบ้าง) เสร็จแล้วเขาถึงค่อยเดินกลับมาที่ห้องรับประทานอาหารด้วยความอ่อนล้า ทิ้งตัวลงนั่งแหมะบนเก้าอี้
ในหัวเขาสับสนวุ่นวายไปหมด มีเรื่องให้ต้องคิดเยอะแยะเต็มไปหมด และที่สำคัญที่สุดคือ เขาเหนื่อยมากจริงๆ
แต่เขาก็ฝืนบังคับตัวเองให้ตื่นตัว ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลานอน
ไอลีนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะแอบมองมาทางนี้อย่างระมัดระวัง "อวี๋เซิง เล่าประสบการณ์ตอนอยู่ในมิติลี้ลับให้ฉันฟังหน่อยสิ แล้วก็นายใช้วิธีไหนถึง ... "
"ฉันกำลังจะเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟังอยู่พอดี" อวี๋เซิงโบกมือโดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ จากนั้นก็ปรับท่านั่งให้ดี แล้วมองตุ๊กตาในภาพด้วยสีหน้าจริงจัง "ฉันมีคำถามอัดอั้นอยู่เต็มท้องเลย ... เริ่มจากสถานการณ์ที่ฉันไปเจอมาฝั่งนู้นก่อนก็แล้วกัน ฉันไปเจอผู้หญิงคนนึงที่ติดอยู่ในมิติลี้ลับเหมือนฉัน แต่เธออาจจะติดอยู่ในนั้นมานานมากๆ แล้ว ... "
อวี๋เซิงไม่ได้ปิดบังอะไร เขาเล่าประสบการณ์ทั้งหมดที่เขาเจอในหุบเขายามราตรีแห่งนั้นให้ตุ๊กตาในภาพฟังรวดเดียวจบ รวมถึงข้อมูลส่วนที่หูหลีเปิดเผยให้เขาฟัง และเรื่องสัตว์ประหลาดหน้าตาเละเทะที่ดูเหมือนก้อนเนื้อผสมกันมั่วซั่วนั่นด้วย
ยกเว้นเรื่องสถานการณ์ "ตายแล้วฟื้น" ของตัวเอง เรื่องนี้เขายังคิดไม่ออกว่าจะเล่าให้อีกฝ่ายฟังยังไงดี ก็เลยขอข้ามไปก่อน
เขารู้ดีว่าเขากับไอลีนยังไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น และยังพูดไม่ได้เต็มปากว่าไว้ใจกันร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น ... ในเมืองแห่งนี้ ไอลีนคือ "ตัวตนผิดปกติ" เพียงหนึ่งเดียวที่เขาเคยติดต่อและสามารถพูดคุยด้วยได้จนถึงตอนนี้ และเป็นเพียงคนเดียวที่เขารู้จักซึ่งมีความเข้าใจเกี่ยวกับ "เรื่องเหนือสามัญสำนึก" นอกจากไอลีนแล้ว เขาก็ไม่รู้จะไปปรึกษาเรื่องมิติลี้ลับกับใครได้อีก
เขาคิดว่าเขาน่าจะมอบความไว้วางใจให้ตุ๊กตาในภาพวาดคนนี้มากขึ้นอีกนิด เพราะอย่างน้อยจนถึงตอนนี้ ท่าทีของเธอก็ยังถือว่าเป็นมิตรอยู่ (ยกเว้นตอนที่เธอด่าคนได้เจ็บแสบสุดๆ น่ะนะ)
ส่วนไอลีนก็ตั้งใจฟังมาก ตอนที่อวี๋เซิงพูดถึงสัตว์ประหลาดก้อนเนื้อนั่น สีหน้าของเธอก็ดูจริงจังขึ้นมาทันที มีหลายครั้งที่เธอเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ยั้งปากไว้ได้ และไม่เคยพูดแทรกระหว่างที่อวี๋เซิงเล่าเลยแม้แต่ครั้งเดียว
จนกระทั่งอวี๋เซิงเล่าจบ แม่สาวตุ๊กตาคนนี้ถึงได้ปรับท่าทาง เธอนั่งหลังตรงเผงอยู่บนเก้าอี้ที่ปูด้วยพรมสีแดง เอ่ยปากด้วยสีหน้าจริงจัง "ก่อนอื่นฉันต้องขอเน้นย้ำอีกครั้งนะ ว่าเรื่องที่ฉันจำได้มันมีไม่เยอะ ภาพวาดนี้บดขยี้ความทรงจำของฉันไปมากเกินไป ดังนั้นความช่วยเหลือที่ฉันให้ได้จึงมีจำกัด ... "
อวี๋เซิงพยักหน้า "เรื่องนี้ฉันรู้ดี"
"อืม" ไอลีนตอบรับคำหนึ่ง จากนั้นสีหน้าก็ดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย "ถ้างั้นฉันจะพยายามอธิบายความรู้เกี่ยวกับมิติลี้ลับให้นายฟังเท่าที่ทำได้ก็แล้วกัน ก่อนอื่น นายคงมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับมิติลี้ลับมาบ้างแล้ว รู้ว่ามันคือคำเรียกขานของ 'พื้นที่' ที่เบี่ยงเบนไปจากความมีระเบียบและขัดแย้งกับสามัญสำนึก แล้วนายรู้ไหมว่าในมิติลี้ลับยังมีการก่อกำเนิดสิ่งที่เรียกว่า 'ตัวตนก่อกำเนิด' ขึ้นมาด้วย"
" ... ตัวตนก่อกำเนิดเหรอ" อวี๋เซิงแสดงสีหน้างุนงง
"พูดสั้นๆ ก็คือ พวกมันเป็น 'ชนพื้นเมือง' หรือ 'ผลผลิต' ของมิติลี้ลับ ตัวตนก่อกำเนิดไม่จำเป็นต้องมีรูปร่างหน้าตาตายตัว บางครั้งอาจจะมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่ดูประหลาด บางครั้งอาจเป็นสัตว์ป่าหรือสัตว์ประหลาด บางครั้งอาจเป็นแค่กองไฟ สายลม ก้อนหินที่วิ่งได้ ตราบใดที่เป็นสิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นในมิติลี้ลับและมี 'ความมีชีวิตชีวา' อย่างชัดเจน สามารถตอบสนองต่อผู้บุกรุกได้ ล้วนถือว่าเป็น 'ตัวตนก่อกำเนิด' ได้ทั้งหมด"
อวี๋เซิงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
"ตัวตนก่อกำเนิดมีการแบ่งประเภทที่กว้างขวางและมีจำนวนมากมายมหาศาล" ไอลีนพูดต่อ "โดยทั่วไปแล้ว ตัวตนก่อกำเนิดมักมีลักษณะ 'ผิดปกติ' อย่างเด่นชัด พวกมันถือกำเนิดขึ้นในมิติลี้ลับ จึงมีลักษณะที่ขัดต่อสามัญสำนึก แปลกประหลาด และอันตรายมาแต่กำเนิด ตัวตนก่อกำเนิดส่วนใหญ่ไม่มีสติปัญญา อย่างน้อยก็ไม่แสดง 'พฤติกรรมการคิด' ที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้ แต่ดูเหมือนจะมีตัวตนก่อกำเนิดส่วนน้อยมากๆ ที่มีสติปัญญา ... ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ฉันจำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ"
"สรุปก็คือ ตัวตนก่อกำเนิดกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ล้วนมีอันตราย เพียงแต่พวกมันมีความแข็งแกร่งอ่อนแอแตกต่างกันไป อันตรายของตัวตนก่อกำเนิดบางตัวอาจจะแค่ทำให้คนรู้สึกคันจมูก แต่กับตัวตนก่อกำเนิดบางตัว แค่มนุษย์ไปเห็นเข้าก็มีอันตรายถึงชีวิตแล้ว ... ดังนั้นจึงมีคนตั้งข้อสันนิษฐานว่า 'ตัวตนก่อกำเนิด' ก็คือปฏิกิริยาต่อต้านสิ่งแปลกปลอมบางอย่างของมิติลี้ลับ เป็นโปรแกรมกำจัดไวรัสที่มิติลี้ลับสร้างขึ้นเพื่อกำจัดผู้บุกรุก มุมมองนี้เชื่อว่า สำหรับมิติลี้ลับแล้ว เจ้าหน้าที่สืบสวนและผู้หลงทางที่มาจากโลกแห่งความเป็นระเบียบและสามัญสำนึกต่างหากที่เป็นสัตว์ประหลาดที่ไม่อาจเข้าใจได้ ... "
อวี๋เซิงรับฟังเงียบๆ ถึงตรงนี้ก็จู่ๆ ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ " ... หมายความว่า 'สัตว์ประหลาด' ที่ฉันเจอ ก็คือ 'ตัวตนก่อกำเนิด' ที่ถือกำเนิดขึ้นในหุบเขาแห่งนั้นงั้นสิ"
"น่าจะใช่นะ" ไอลีนพยักหน้า
"แล้วตัวตนก่อกำเนิดสามารถถูกกำจัดได้ไหม" อวี๋เซิงรีบถามต่อ
"ตัวตนก่อกำเนิดสามารถถูกฆ่าตายได้ แต่ไม่สามารถกำจัดให้สิ้นซากได้" ไอลีนเอ่ยอย่างจริงจัง "เพราะพูดกันตามหลักแล้ว ตัวตนก่อกำเนิดเป็นเพียงแค่ 'ผลผลิต' ฆ่าไปหนึ่งตัว ก็จะเกิด 'สำเนา' ตัวใหม่ขึ้นมาในมิติลี้ลับอยู่ดี พวกมันเป็นสิ่งที่สะท้อนกฎการทำงานของมิติลี้ลับ ตราบใดที่มิติลี้ลับยังอยู่ ตัวตนก่อกำเนิดก็จะเกิดใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ... แต่โดยทั่วไปแล้ว การถือกำเนิดของตัวตนก่อกำเนิดก็ต้องใช้เวลาเหมือนกัน และดูเหมือนว่าจะมีวิธีบางอย่างที่สามารถยับยั้งการทำงานของมิติลี้ลับบางแห่งได้ เพื่อชะลอหรือถึงขั้นขัดขวางการเกิดใหม่ของตัวตนก่อกำเนิดในนั้น ... ส่วนรายละเอียด ฉันจำไม่ได้แล้วล่ะ"
"ถูกฆ่าตายได้ แต่กำจัดให้สิ้นซากไม่ได้ ... " อวี๋เซิงทวนประโยคนี้ซ้ำ จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันดูจะรับมือยากกว่าที่คิดไว้เสียอีก
เขาไม่กลัวตาย
แต่ไอ้สัตว์ประหลาดนั่นดูเหมือนจะยิ่งไม่กลัว ...
โดยไม่รู้ตัว อวี๋เซิงได้ทึกทักเอาเองไปแล้วว่าตัวเองจะต้องกลับไปยังหุบเขาแห่งนั้นอีก และจะต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดตัวนั้นอีก ... เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความคิดนี้มาจากไหน กว่าจะรู้ตัว ความคิดนี้ หรืออาจจะเป็น "สัญชาตญาณ" บางอย่าง ก็ได้หยั่งรากลึกลงไปในใจของเขาเสียแล้ว
" ... ช่างเถอะ อย่างน้อยฆ่าให้ตายชั่วคราวได้ก็ยังดี" เขาถอนหายใจเบาๆ แล้วเงยหน้ามองไอลีน "นอกจากนี้แล้ว เธอรู้อะไรเกี่ยวกับตัวตนก่อกำเนิดอีกบ้าง อย่างเช่นพวกจุดอ่อนอะไรทำนองนั้นน่ะ"
"ตัวตนก่อกำเนิดไม่มีจุดอ่อนที่เหมือนกันไปหมดหรอกนะ บางครั้งจุดอ่อนของตัวตนก่อกำเนิดตัวหนึ่งก็อาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัวมันเองด้วยซ้ำ แต่อยู่ที่ 'มิติลี้ลับ' หรืออยู่ในกฎเกณฑ์ของมิติลี้ลับนั้นๆ เลย หรือตัวตนก่อกำเนิดบางตัว ... ถึงขั้นเปลี่ยนจุดอ่อนของตัวเองได้ด้วย" ไอลีนส่ายหน้า "ดังนั้นการสำรวจมิติลี้ลับและการต่อสู้กับตัวตนก่อกำเนิดจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและมีความเสี่ยงสูงมาก ฉันขอแนะนำว่าทางที่ดีนายควรไปหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดีกว่า ... ไม่ใช่ให้คนที่ติดอยู่ในภาพวาดอย่างฉันช่วยหรอก"
พอได้ยินดังนั้นอวี๋เซิงก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตาบน "พูดน่ะมันง่าย ฉันจะไปหาผู้เชี่ยวชาญที่ไหนมาช่วยล่ะ พวกเขาคงไม่มาแปะใบปลิวโฆษณาตามเสาไฟฟ้าหรอกมั้ง ... "
ไอลีน "แปะสิ"
อวี๋เซิง " ... ?"
"พวกเขามีช่องทางติดต่อนะ ... อ้อ แน่นอนว่าอาจจะไม่ใช่ใบปลิวตามเสาไฟฟ้าหรอกนะ" ไอลีนเห็นสีหน้าอึ้งกิมกี่ของอวี๋เซิงก็พยักหน้าเน้นย้ำ "ในเมื่อโลกนี้เต็มไปด้วยมิติลี้ลับ และมิติลี้ลับก็อันตรายต่อคนธรรมดามากขนาดนี้ มันก็ต้องมีกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่คอยจัดการเรื่องพวกนี้โดยเฉพาะสิ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นหรอก เมืองใหญ่ขนาดนี้ยังไงก็ต้องมีคนคอยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยทั้งในที่แจ้งและที่มืดใช่ไหมล่ะ ฝั่งทางการก็มีหน่วยงานเฉพาะกิจ ฝั่งเอกชนก็มีองค์กรน้อยใหญ่มากมาย ถึงฉันจะจำรายละเอียดไม่ค่อยได้แล้ว แต่คนพวกนี้ต้องคอยเคลื่อนไหวอยู่ทุกหนทุกแห่งแน่ๆ ... "
"แน่นอนว่าตามปกติพวกเขาจะรักษาระยะห่างจากชีวิตของคนธรรมดา ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด เพราะมิติลี้ลับหลายแห่งมีคุณสมบัติที่แปลกประหลาดและน่าขนลุก อย่างเช่น 'แค่รับรู้ถึงการมีอยู่ก็จะทำให้มิติลี้ลับทำงาน' หรือ 'จะเข้าหาผู้ที่รู้สึกหวาดกลัวมันโดยอัตโนมัติ' อะไรทำนองนี้ ดังนั้นจึงต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้คนธรรมดาเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับมิติลี้ลับให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าหากมีคนโชคร้ายไปสัมผัสกับมิติลี้ลับเข้าแล้วจริงๆ หรือหากเกิดปฏิกิริยามิติลี้ลับขึ้นในเมือง ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ย่อมมีวิธีที่จะระบุพิกัดและตามมาหาถึงที่ได้อย่างรวดเร็ว ... "
อวี๋เซิงตั้งใจฟังสิ่งที่ไอลีนเล่าอย่างอึ้งๆ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาก็เงยหน้าขึ้นมองออกไปนอกหน้าต่าง
"หมายความว่า ในเมื่อฝั่งฉันมี 'ปฏิกิริยามิติลี้ลับ' เกิดขึ้นแล้ว ต่อจากนี้แค่รอไปเรื่อยๆ 'ผู้เชี่ยวชาญ' ที่เธอบอกก็จะติดต่อมาเองใช่ไหม"
" ... ก็น่าจะ ... มั้ง" ไม่รู้ทำไม จู่ๆ น้ำเสียงของไอลีนก็ดูไม่ค่อยมั่นใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น
อวี๋เซิงก็ฟังออกว่าอีกฝ่ายดูไม่ค่อยมั่นใจนัก " ... แล้วทำไมพวกเขาถึงยังไม่มาล่ะ"
"ฉันก็ไม่รู้สิ ตามหลักแล้วก็น่าจะมาถึงแล้วนี่นา"
[จบแล้ว]