เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 - กลับบ้าน

บทที่ 19 - กลับบ้าน

บทที่ 19 - กลับบ้าน


หลี่หลินมองมุมกำแพงที่ว่างเปล่าอย่างเหม่อลอย ในมือยังคงถือมีดขูดสำหรับเก็บตัวอย่าง ในใจว่างเปล่าราวกับลืมไปแล้วว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

ส่วนชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่า "หัวหน้าซ่ง" หรือซ่งเฉิง หัวหน้าทีมสองแห่งสำนักงานปฏิบัติการพิเศษ กลับขมวดคิ้วแน่นในวินาทีที่รอยเลือดนั้นหายไป

มีบางสิ่งหายไปจากความทรงจำและความคิดของเขา แต่ความประทับใจที่ตกค้างอยู่ยังคงมีอยู่ ความประทับใจเพียงเล็กน้อยนี้กระตุ้น "สัมผัสที่หก" ของเขา ทำให้เขารับรู้ได้ถึงความผิดปกติ

ประกายแสงขุ่นมัวปรากฏขึ้นในดวงตาส่วนลึกของซ่งเฉิง เขารีบควบคุมจิตใจของตัวเองทันที พยายาม "ตรึง" ความประทับใจสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในใจเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้มันสลายหายไปพร้อมกับความทรงจำบางส่วน การฝึกฝนอย่างมืออาชีพมานานหลายปีได้แสดงประสิทธิภาพในวินาทีนี้ ส่วนหลี่หลินที่ถือมีดขูดอยู่หลังจากลังเลไปครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้น "หัวหน้า ผมรู้สึกเหมือนจู่ๆ ก็ลืมไปว่ากำลังจะทำอะไร เมื่อกี้ตรงนี้มีอะไรอยู่หรือเปล่าครับ"

"มีการแทรกแซงทางความคิด!" ซ่งเฉิงไหวตัวทันที รีบเตือนเสียงหลง "ตรวจสอบ 'ระดับความลึก' ของที่นี่เดี๋ยวนี้!"

พอได้ยินดังนั้นหลี่หลินก็วางอุปกรณ์เก็บตัวอย่างในมือลงโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขารีบปลดกล่องสีดำสนิทขนาดเท่าฝ่ามือออกจากเข็มขัด กดปุ่มบนกล่องสองสามครั้ง จากนั้นก็ดึง "สายยาง" เส้นเล็กๆ ออกมาจากด้านข้างของกล่อง แล้วนำปลายสายยางที่ดูคล้ายเข็มฉีดยานั้นไปเชื่อมต่อกับลูกตาของตัวเองโดยตรง หลังจากทำทั้งหมดนี้เสร็จ เขาก็เงยหน้าขึ้น ใช้ดวงตาข้างที่เชื่อมต่อกับสายยางกวาดตามองไปรอบๆ อย่างช้าๆ

เสียงหึ่งๆ เบาๆ ดังมาจากในกล่องเหล็กสีดำสนิท ภายในสายยางเส้นเล็กก็คล้ายมีของเหลวไหลเวียนอยู่อย่างเชื่องช้า ดวงตาของหลี่หลินค่อยๆ ถูกเคลือบด้วยสีดำสนิท และในมุมมองสัมผัสที่หกของเขา ทุกสรรพสิ่งบนถนนสายเก่าแก่นี้ก็เริ่มถูกปกคลุมด้วยโทนสีขาวดำ

"ระดับความลึก L-0 ไม่มีปฏิกิริยาของมิติลี้ลับ" หลี่หลินรายงานขณะสังเกตการณ์ "แล้วก็ไม่เห็นของที่หนีออกมาจาก 'มิติลี้ลับ' หรือสารตกค้างใดๆ ด้วยครับ"

ซ่งเฉิงขมวดคิ้ว ปรายตามองกล่องในมือหลี่หลิน นี่คือเครื่องหยั่งระดับความลึกแบบพกพา ระยะการรับรู้และความไวเทียบไม่ได้กับอุปกรณ์มาตรฐานขนาดเท่ากระเป๋าเดินทาง แต่ถึงจะเป็นรุ่นพกพา มันก็ควรจะตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของ "ระดับความลึก" ในรัศมีทำการได้สิ

เขามั่นใจว่าเมื่อกี้ตัวเองถูกอะไรบางอย่างแทรกแซงความทรงจำและความคิดเข้าให้แล้วจริงๆ "ความประทับใจ" ที่ตกค้างอยู่นั้นยังคงถูกเขาตรึงไว้ในใจอย่างฝืนทน ที่นี่ต้องมีของแปลกประหลาดอะไรบางอย่างกำลังส่งผลกระทบต่อเขาแน่ แต่ ... อุปกรณ์กลับรับรู้ไม่ได้เลย

และในจังหวะที่เขากำลังจะเอ่ยปากให้หลี่หลินปรับโหมดการรับรู้ของเครื่องหยั่งระดับความลึกนั้นเอง อีกฝ่ายก็เหมือนจะค้นพบอะไรบางอย่างเข้า

หลี่หลินจ้องเขม็งไปยังจุดใดจุดหนึ่งที่สุดปลายถนน

ดวงตาข้างที่เชื่อมต่อกับสายยางดำมืดสนิทราวกับน้ำหมึก ภายในความมืดมิดอันลึกล้ำนั้นสะท้อนให้เห็นมุมมองอีกมิติหนึ่ง เขาเห็นว่าท่ามกลางสิ่งปลูกสร้างบนถนนที่ถูกปกคลุมด้วยสีขาวดำ กลับมีสีสันสายหนึ่งปรากฏขึ้นลางๆ สีสันนั้นเลือนรางและจืดจางมากจนดูไม่ออกว่าคืออะไร แต่มีขนาดใหญ่มาก เขาพยายามเพ่งมองอยู่นานกว่าจะพอกำหนดขอบเขตของโครงร่างที่จางจนแทบจะโปร่งใสนั้นได้ และประเมินว่าขนาดของมันน่าจะพอๆ กับบ้านหนึ่งหลัง

"หัวหน้าซ่ง ข้างหน้ามีอะไรบางอย่างอยู่ครับ แต่มันเลือนรางมาก ดูเหมือนจะเป็นบ้านหลังหนึ่ง" เขาพูดพลางค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง "สัญญาณเตือนระดับความลึกยังคงเป็นศูนย์ และไม่มีปฏิกิริยาการปนเปื้อนด้วย ... ผมใกล้จะเดินไปถึงหน้ามันแล้ว หัวหน้าสัมผัสได้ถึงอะไรบ้างไหมครับ"

ซ่งเฉิงเดินตามหลังหลี่หลิน มือขวากำเข็มกลัดในกระเป๋าเสื้อไว้แน่น เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินทุกเมื่อ ขณะเดียวกันก็ขมวดคิ้วส่ายหน้า "สัมผัสที่หกไม่มีสัญญาณเตือนเลย"

หลี่หลินหยุดเดินตรงจุดหนึ่ง เขารู้สึกว่าตัวเองเดินมาหยุดอยู่หน้าสีสันอันเลือนรางนั้นแล้ว จากนั้นเขาก็ลังเลนิดหน่อย ก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือออกไป ...

เสียงหึ่งแหลมปรี๊ดดังขึ้นจากกล่องเหล็กสีดำสนิทกะทันหัน ตามด้วยเสียงเป๊าะแป๊ะเบาๆ สองสามครั้ง พร้อมกับควันสีเขียวลอยกรุ่นออกมา เครื่องหยั่งระดับความลึกก็หยุดทำงาน

สายยางที่เชื่อมต่อกับลูกตาหลุดออกในพริบตา สสารสีดำสนิทราวกับโคลนตมไหลเยิ้มออกมาจากสายยาง และเมื่อสัมผัสกับอากาศมันก็ระเหยหายไปอย่างรวดเร็ว

ความรู้สึกปวดบวมและแสบซ่าที่แล่นปราดเข้าสู่ดวงตาในพริบตาทำให้หลี่หลินอดไม่ได้ที่จะหลุดอุทาน "เชี่ย ... " ออกมา เขาทิ้งกล่องสีดำที่เริ่มร้อนลวกมือลงพื้น ยกมือขึ้นหมายจะขยี้ตาข้างที่เพิ่งเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตามสัญชาตญาณ ซ่งเฉิงที่อยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นก็รีบก้าวเข้ามา ยกมือกดลงบริเวณขมับของหลี่หลินทันที "อย่าขยี้! ทนแป๊บเดียวเดี๋ยวก็หาย!"

หลี่หลินตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ทันที เขาสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวบริเวณขมับ ส่วนความรู้สึกไม่สบายตาก็ทุเลาลงอย่างรวดเร็ว ครู่ต่อมาเขาก็ฟื้นตัวเป็นปกติ และมองเห็นซากเครื่องหยั่งระดับความลึกที่ยังคงมีควันสีเขียวลอยกรุ่นอยู่บนพื้น

" ... ขอเบิกเครื่องใหม่จากศูนย์ได้ไหมครับ"

"ให้เบิก"

"ค่อยยังชั่ว ตกใจหมดเลย" หลี่หลินถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นก็หันไปมองทิศทางที่ตัวเองเพิ่งยื่นมือออกไปด้วยความหวาดระแวง

ทว่าตรงนั้นมีเพียงลานดินโล่งๆ ขนาดเล็ก สุดลานดินเป็นกำแพงทึบ บนกำแพงมีใครก็ไม่รู้มาพ่นสีวาดภาพมั่วซั่วไปหมด ทั้งภาพประตูหน้าต่าง บ้าน ต้นไม้ และก้อนหิน

เขาลองยื่นมือปัดป่ายไปข้างหน้าดู แต่ก็ไม่สัมผัสโดนอะไรเลย

"ตรงนี้ต้องมีอะไรอยู่แน่ๆ เมื่อกี้อุปกรณ์ตรวจจับได้แล้ว แต่ผมยังไม่ทันได้ยืนยันอุปกรณ์ก็พังซะก่อน" หลี่หลินบ่นพึมพำ "ก่อนที่อุปกรณ์จะพัง สัญญาณเตือนระดับความลึกยังคงอยู่ที่ L-0 นะครับ"

" ... กลับศูนย์ก่อน" ซ่งเฉิงครุ่นคิดอยู่สองวินาทีแล้วตัดสินใจ "พอกลับไปฉันจะเขียนรายงานส่งสภาบริหาร ที่นี่จำเป็นต้องได้รับการเฝ้าระวังชั่วระยะเวลาหนึ่ง ไม่แน่ว่าอาจจะเป็น 'มิติลี้ลับ' ที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน คาดว่าคงต้องใช้อุปกรณ์ขนาดใหญ่และ 'นักประดาน้ำลึก' เฉพาะทางถึงจะรับมือไหว อ้อ แล้วตาของนายไม่เป็นไรใช่ไหม"

" ... ถ้าเป็นอะไรขอลาหยุดสักครึ่งวันได้ไหมครับ"

"ไม่ได้ ศูนย์ขาดคน"

"งั้นก็ไม่เป็นไรครับ กลับไปหยอดน้ำตาเทียมก็พอ"

ซ่งเฉิงพยักหน้า ส่วนหลี่หลินก็ก้มลงเก็บซากเครื่องหยั่งระดับความลึกที่เลิกพ่นควันแล้วขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ทั้งสองคนเดินตามหลังกันกลับไปยังจุดที่จอดรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าไว้เมื่อครู่

หลี่หลินบิดกุญแจรถ หน้าจอ LCD ของรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ากะพริบวาบหนึ่งทีก่อนจะดับวูบไป

เขาอึ้งไปนิดหนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองพอดีกับที่สบตาซ่งเฉิงที่มีสายตาแบบเดียวกัน

"รถผมพังแล้ว ... ของหัวหน้าก็พังเหรอครับ"

ซ่งเฉิงพยักหน้าเงียบๆ

" ... หัวหน้าคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญไหมครับ"

ซ่งเฉิงส่ายหน้าช้าๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "คนของ 'สถาบัน' มีคำอธิบายเฉพาะสำหรับปรากฏการณ์แบบนี้นะ"

หลี่หลินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะนึกถึงข้อมูลบางอย่างที่เคยอ่านเจอขึ้นมาได้ ...

"วิญญาณเครื่องจักรไม่สบอารมณ์" / "วิญญาณเครื่องจักรปอดแหก"

ทั้งสองคนพูดขึ้นพร้อมกันแต่ดันพูดคนละคำ

จากนั้นพวกเขาก็เงียบไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง "นายจำผิดแล้ว"

"ไว้ค่อยว่ากัน" ซ่งเฉิงโบกมือ เข็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเดินกลับไปช้าๆ "ออกไปจากที่นี่ก่อน"

หลี่หลินเข็นรถเดินตามหลังซ่งเฉิง " ... หัวหน้า จะให้เข็นกลับไปตลอดทางเลยเหรอครับ"

"แล้วจะให้ทำไงล่ะ จะทิ้งรถเลยเหรอ"

"ที่ศูนย์ไม่มีรถกระบะเล็กๆ หรือไงครับ ไม่งั้นเรียกรถสามล้อไฟฟ้าของแผนกโลจิสติกส์ข้างล่างมาก็ได้ ... ขืนให้เข็นกลับไปมีหวังขาดใจตายแน่ๆ ... "

"พูดมากน่า อายุยังน้อยแท้ๆ พละกำลังสู้ฉันไม่ได้หรือไง"

เจ้าหน้าที่อาวุโสแห่งสำนักงานปฏิบัติการพิเศษทั้งสองคนเข็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเดินห่างออกไปเรื่อยๆ จนเงาร่างของพวกเขาค่อยๆ หายไปตรงทางแยกของถนนอู๋ถง

...

อวี๋เซิงคุ้นเคยกับความมืดมิดอันลึกล้ำไร้ขอบเขตที่อยู่รอบตัวดี ช่วงนี้เขาแวะมาบ่อยจนตอนที่ล่องลอยอยู่ในความมืดมิดอันสับสนวุ่นวายนี้เขารู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเลยทีเดียว

เสียงกรีดร้องของไอลีนยังคงดังก้องอยู่ในหู

เขาคิดว่าภาพที่ตัวเองตัวโชกเลือดแถมมีรูเบ้อเริ่มตรงท้องผลักประตูเดินเข้ามาตายคาบ้าน คงทำให้ตุ๊กตาในภาพสีน้ำมันตกใจแทบแย่ ... ดูเหมือนว่าต่อให้เป็นไอลีนที่เป็นถึง "วัตถุต้องสาป" ความสามารถในการรับมือกับความสยดสยองก็คงมีขีดจำกัดเหมือนกัน

และเรื่องนี้ยิ่งทำให้อวี๋เซิงตั้งตารอคอยสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เขา "กลับไป" แล้ว

เมื่อเขากลับคืนสู่โลกมนุษย์ ปรากฏตัวต่อหน้าไอลีนอีกครั้ง ... แม่สาวตุ๊กตาจะมีปฏิกิริยายังไงนะ

เธอ ... จะยังจำภาพที่เขาผลักประตูเข้ามาตายคาบ้านได้อยู่ไหม

อวี๋เซิงลอยเคว้งคว้างอยู่ในความมืด ภาพของหูหลีผุดขึ้นมา "ตรงหน้า" เมื่อนึกถึงประสบการณ์ในหุบเขายามราตรีแห่งนั้น เขาจำได้ว่าตอนที่หูหลีเจอเขาในอารามร้าง เธอลืมเรื่องที่เอาหัวชนเขาจนตายไปเสียสนิท ... แม้ว่าหลังจากนั้นไม่รู้ทำไมจู่ๆ เธอถึงนึกขึ้นมาได้ แต่ในตอนแรก หูหลีก็ลืมเรื่อง "ความตาย" ของเขาไปจนหมดสิ้นจริงๆ

อวี๋เซิงไม่รู้ว่าการ "ลืม" นี้มันหมายความว่ายังไง และไม่แน่ใจว่าเป็นปัญหาของเขาเองหรือเป็นปัญหาของหูหลี ... ทว่าระบบความคิดของแม่สาวจิ้งจอกดูเหมือนจะสับสนวุ่นวายอยู่แล้ว การที่เธอจะลืมเรื่องบางอย่างไปดื้อๆ ก็ดูเป็นเรื่องปกติ

แต่ถ้าเดี๋ยวไอลีนก็ดันจำภาพที่เขาผลักประตูเข้ามาตายคาบ้านไม่ได้เหมือนกัน อวี๋เซิงก็แทบจะมั่นใจได้เลยว่า ... ปัญหามันอยู่ที่ตัวเขาเองนี่แหละ

ระยะเวลาที่ล่องลอยอยู่ในความมืดนั้นยากจะคาดเดา ดังนั้นหลังจากจัดระเบียบประสบการณ์ที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้เสร็จ อวี๋เซิงจึงปล่อยให้สมองว่างเปล่า ปล่อยให้เส้นประสาทที่ตึงเครียดได้พักผ่อนสักหน่อย ขณะเดียวกันก็เฝ้ารอเวลาที่ความมืดมิดจะสิ้นสุดลงอย่างอดทน

จากนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงการร่วงหล่นอันคุ้นเคย สัมผัสได้ว่าตัวเองกำลังเร่งความเร็ว "กลับสู่" โลกมนุษย์

อวี๋เซิงที่เตรียมตัวมาพร้อมรีบรวบรวมสมาธิ พยายามจับความรู้สึกในวินาทีที่ตัวเองข้ามผ่าน "เส้นแบ่งรอยต่อ" ...

ฉากที่คุ้นเคยทีละฉากปรากฏขึ้น "ตรงหน้า" พลังชี้นำที่ดูเหมือนจะมีหรือไม่มีอยู่จริงกำลังผลักดันให้เขา "ร่วงหล่น" ไปยังทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เขาพยายามอย่างหนักที่จะแยกแยะภาพต่างๆ ที่ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็วในเสี้ยววินาทีนั้น แต่ยังไม่ทันจะได้คว้าอะไรไว้ เขาก็ "มองเห็น" หนึ่งในภาพเหล่านั้นขยายใหญ่ขึ้นตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ...

บ้านเลขที่ 66 ถนนอู๋ถง ห้องนั่งเล่นหลังจากเดินเข้าประตูมา

อวี๋เซิงลืมตาขึ้นเบิกโพลง

ข้าวของเครื่องใช้ที่คุ้นเคยภายในบ้านปรากฏแก่สายตา ในห้องรับประทานอาหารข้างห้องนั่งเล่น ภาพสีน้ำมันอันวิจิตรคลาสสิกภาพนั้นยังคงตั้งตระหง่านอยู่บนโต๊ะอาหารอย่างเงียบสงบ

ไอลีนในภาพสีน้ำมันทำลายความเงียบงันลง

"อวี๋เซิง! ในที่สุดนายก็กลับมาแล้วเหรอเนี่ย!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 19 - กลับบ้าน

คัดลอกลิงก์แล้ว