เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 - เจ้าหน้าที่สืบสวน

บทที่ 18 - เจ้าหน้าที่สืบสวน

บทที่ 18 - เจ้าหน้าที่สืบสวน


กลับมาแล้ว กลับมายังเมืองเจี้ยเฉิงที่แสนจะพิลึกพิลั่นแห่งนี้แล้ว

ทั้งที่เมื่อไม่นานมานี้ที่นี่ยังเป็นเมืองประหลาดที่กว้างใหญ่ น่าสะพรึงกลัว และชวนให้อึดอัดใจสำหรับเขาอยู่เลย ทว่ายามที่ได้เห็นแสงไฟริมถนนและสิ่งปลูกสร้างที่คุ้นตา เห็นถนนหนทางและท้องฟ้าในยามรุ่งอรุณ ในใจของอวี๋เซิงกลับเอ่อล้นไปด้วยความรู้สึกคิดถึงจนแม้แต่ตัวเขาเองยังแทบไม่อยากเชื่อ

ประสบการณ์การถูกขังอยู่ในหุบเขายามราตรีแห่งนั้น ทำให้แม้แต่การกลับมายังเมืองเจี้ยเฉิงก็ยังให้ความรู้สึกซาบซึ้งเหมือนได้กลับบ้านเลยทีเดียว

ทว่าวินาทีถัดมา อาการเบลอจากการสูญเสียพลังชีวิตก็ทำลายความซาบซึ้งในใจของอวี๋เซิงจนหมดสิ้น เขาก้มหน้าลงอย่างเชื่องช้า มองเห็นเลือดสีแดงฉานกำลังค่อยๆ ไหลซึมอยู่ใต้ร่างของเขา

ร่างกายของเขาถูกแทงทะลุ บาดแผลน่ากลัวนั้นมากพอที่จะทำให้ตายได้ในเวลาอันสั้น ต่อให้ตอนนี้ความสามารถในการฟื้นฟูและพลังชีวิตของร่างกายนี้จะแข็งแกร่งมากแค่ไหน เขาก็รู้ดีว่าตัวเองใกล้จะตายอีกแล้ว ... ซึ่งตอนนี้เขาใช้คำว่าอีกกับเรื่องแบบนี้ได้คล่องปากเหลือเกิน

ส่วนตัวการที่สร้างบาดแผลอันน่ากลัวนี้ก็อยู่ข้างๆ นั่นเอง หางที่มีเกล็ดซึ่งถูกตัดขาดจากสัตว์ประหลาดร่วงหล่นลงมาจากประตูพร้อมกับอวี๋เซิง มันดูเหมือนจะยังมีพลังชีวิตหรือแม้กระทั่งความคิดหลงเหลืออยู่ ตอนนี้มันกำลังค่อยๆ ดิ้นกระดึ๊บๆ อยู่ในกองเลือด และกำลังพยายามดิ้นหนีออกไปให้ห่างจากสถานที่แห่งนี้

อวี๋เซิงถึงขั้นรู้สึกว่าไอ้เจ้านี่กำลังดิ้นหนีเขาอยู่ ... ก้อนเนื้อชิ้นนี้กำลังกลัวเขา

อวี๋เซิงขมวดคิ้ว พยุงตัวลุกขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบาก เขาเหลือบมองประตูบ้านที่อยู่ไม่ไกล จากนั้นก็คว้าหางเกล็ดขาดด้วนที่กำลังดิ้นกระดึ๊บๆ อยู่ข้างๆ ขึ้นมา แล้วกัดฟันเดินโซเซไปข้างหน้า

ระหว่างที่เดิน เขาก็บ่นพึมพำไปด้วย "ไม่ใช่บอกว่าตัวเอกรอดตายจากสถานการณ์คับขันแล้วจะรอดตัวไปเลยหรือไง ... ไอ้การเปลี่ยนฉากแล้วยังเก็บสเตตัสบาดเจ็บไว้นี่มันระบบเฮงซวยอะไรกันฟะ ... แม่ร่วงเอ๊ยเจ็บชะมัด ... "

การเสียเลือดอย่างต่อเนื่องทำให้สติของเขาเริ่มเลือนลาง พละกำลังที่หดหายทำให้ทุกย่างก้าวของเขากระท่อนกระแท่น ยากลำบากแสนสาหัส ราวกับวินาทีถัดไปจะล้มคว่ำลงไปกองกับพื้น ในช่วงไม่กี่ก้าวสุดท้าย อวี๋เซิงแทบจะอาศัยสัญชาตญาณล้วนๆ ในการลากสังขารไปข้างหน้า เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงต้องดั้นด้นจะกลับเข้าไปในบ้านให้ได้ ... อาจจะเพื่อทักทายไอลีน หรืออาจจะเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนที่ออกไปทำงานตอนเช้ามาเจอศพของเขาล่ะมั้ง

ภาพเบื้องหน้าค่อยๆ มืดมนลง แสงอาทิตย์ยามเช้าถูกย้อมด้วยสีแดงคล้ำ ภาพดวงตาสีทองแดงของหูหลีผุดขึ้นมาในหัวของอวี๋เซิง ... ในวาระสุดท้าย ดวงตาคู่นั้นอาบชุ่มไปด้วยแสงสีเลือดแห่งความหิวโหย ทว่าก็ยังมีเศษเสี้ยวของความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ พยายามประคองสติอย่างยากลำบากลึกเข้าไปในแสงสีเลือดนั้น

จิ้งจอกตัวนั้น ... ไม่รู้ว่าป่านนี้เป็นยังไงบ้าง เธอเคยบอกว่าเธอไม่ตาย ไม่รู้ว่าเรื่องจริงหรือเปล่า ...

ความคิดมากมายผุดขึ้นมาในหัวอวี๋เซิง ในที่สุดเขาก็ดิ้นรนมาจนถึงหน้าประตูบ้าน ประตูไม่ได้ล็อค เขาเอื้อมมือไปจับลูกบิดแล้วผลักประตูเปิดออก ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไป

เขามองเห็นห้องรับประทานอาหารที่อยู่เยื้องกับประตูทางเข้า มองเห็นภาพสีน้ำมันที่ยังคงพิงกำแพงอยู่ ไอลีนเงยหน้าขึ้นจากภาพสีน้ำมัน เธอมองดูประตูด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็ค่อยๆ เบิกตากว้าง

อวี๋เซิงฉีกยิ้มเฮือกสุดท้ายส่งให้อีกฝ่าย "ไอลีน ฉันกลับมาแล้ว"

เขารู้ตัวว่าตัวเองบาดเจ็บสาหัสมาก ถ้าไม่ใช่เพราะความสามารถในการฟื้นฟูและความทนทานของร่างกายในตอนนี้ยอดเยี่ยมจนน่าตกใจ เกรงว่าเขาคงได้ไปนอนตายอยู่หน้าบ้านตั้งนานแล้ว

ความคิดนี้เพิ่งจะแล่นเข้ามาในหัว อวี๋เซิงก็รู้สึกว่าภาพตรงหน้าเอียงวูบ ร่างทั้งร่างไถลรูดลงไปกองกับพื้นโดยมีกรอบประตูเป็นที่พิงหลัง ความรู้สึกถูกกดทับด้วยความมืดอันคุ้นเคยถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง ... พร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจสุดขีดของไอลีน

ตอนนี้เขาตายคาบ้านแล้ว

...

พร้อมกับเสียงเบรกเบาๆ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสองคันก็มาจอดสนิทอยู่ลึกเข้าไปในถนนอู๋ถง เงาร่างสองสายก้าวลงมาจากรถ มองดูซอยเก่าแก่และเงียบสงบเบื้องหน้า

คนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคนที่ดูสุขุมพึ่งพาได้ สวมเสื้อคลุมตัวยาวสีน้ำตาล รูปร่างสูงใหญ่และกำยำ ผิวคล้ำเล็กน้อย ไว้ผมสั้นสีดำ รอยแผลเป็นบิดเบี้ยวบริเวณลำคอทำให้บุคลิกของเขาดูน่าเกรงขามขึ้นอีกหลายส่วน ทว่าใบหน้าที่เหนื่อยล้าและขอบตาดำคล้ำของชายคนนี้กลับดูขัดแย้งกับรูปร่างสูงใหญ่และแผลเป็นอันน่ากลัวนั้นอย่างสิ้นเชิง ... ใบหน้านั้นมองปราดเดียวก็รู้เลยว่าเป็นพวกที่ต้องทำงานล่วงเวลาติดต่อกันมาสามเดือนโดยไม่ได้พักร้อนเลยแน่ๆ

ส่วนอีกคนกลับเป็นชายหนุ่มที่ดูอายุเพิ่งจะยี่สิบต้นๆ ไว้ผมสั้นสีดำเหมือนกัน แต่รูปร่างผอมบางกว่าชายวัยกลางคนข้างๆ มาก หน้าตาธรรมดาสามัญ เป็นความธรรมดาประเภทที่ว่าถ้าโยนเข้าไปในฝูงชนก็แทบจะหาไม่เจอทันที เขาสวมเสื้อแจ็คเก็ตและกางเกงขายาวสีดำสลับน้ำเงิน สีหน้าดูตึงเครียดเล็กน้อย แฝงความประหม่าแบบเด็กจบใหม่ที่เพิ่งทำงานได้ไม่กี่วันก็ถูกเจ้านายหิ้วออกมาลงพื้นที่

ทั้งสองคนขี่รถมาถึงเขตเมืองเก่าอันเงียบสงบแห่งนี้ สังเกตอาคารรอบๆ ที่ดูธรรมดาสามัญ นานๆ ทีจะมีชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้เดินผ่านไปมาแถวทางแยกไกลๆ แต่แทบจะไม่มีใครหันมามองพวกเขาสองคนเลย

"ที่นี่ดูไม่เห็นจะมีอะไรแปลกเลยนี่ครับ ... " ชายหนุ่มผมดำพึมพำ "หัวหน้าซ่ง แน่ใจนะครับว่าคือที่นี่"

"เมื่อกี้มีสัญญาณเตือนเขตแดน พิกัดก็คือที่นี่ไม่ผิดแน่" ชายที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าซ่งพยักหน้า "ถึงแม้สัญญาณจะหายไปในชั่วพริบตา แต่ยืนยันได้ว่าเป็นปฏิกิริยาของมิติลี้ลับ"

"พวกเรารีบบึ่งมาซะขนาดนี้ก็ยังไม่ทันเหรอเนี่ย" ชายหนุ่มปรายตามองรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าข้างๆ เอ่ยอย่างกล้าๆ กลัวๆ "พวกเราน่าจะขับรถมาดีกว่าไหมครับ ... "

หัวหน้าซ่งปรายตามองเขา "รถของศูนย์ออกไปลงพื้นที่หมดแล้วน่ะสิ เหลือแค่รถบุโรทั่งมือเจ็ดของสวีเจียลี่คันเดียว นายจะขับไหมล่ะ ไอ้นั่นเหยียบมิดไมล์ยังไม่แน่ว่าจะเร็วกว่ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้านายเลย"

ชายหนุ่มหัวเราะแห้งๆ สองเสียง เปลี่ยนเรื่องคุยอย่างแข็งทื่อ "เอ่อ แล้วคนที่ชื่อ ... โค้ดเนมหนูน้อยหมวกแดงน่ะครับ คนขององค์กรนิทานนั่นน่ะ เธอมาดูที่นี่แล้วก็ไม่เจออะไรเลยเหมือนกันเหรอครับ"

"อืม ไม่เจออะไรเลย ก็เลยยิ่งแน่ใจได้ว่าที่นี่มีอะไรไม่ชอบมาพากล" หัวหน้าซ่งพยักหน้าช้าๆ "หนูน้อยหมวกแดงรับงานของสำนักงานปฏิบัติการพิเศษมาเยอะแล้ว ฉันรู้ซึ้งถึงความสามารถของเธอดี หมาป่าของเธอสามารถดมกลิ่นความผิดปกติในสภาพแวดล้อมได้ แม้ว่ากลิ่นนั้นจะจางและเบาบางที่สุดก็ตาม แต่เธอค้นหาที่นี่มาทั้งคืน ผลลัพธ์คือไม่พบอะไรเลย"

ชายหนุ่มกะพริบตา ดูเหมือนจะยังตั้งตัวไม่ทัน

"ไม่พบอะไรเลย ยังฟังไม่เข้าใจอีกเหรอ" หัวหน้าซ่งเตือนอีกรอบ "มันสะอาดเกินไป ปกติเกินไปยังไงล่ะ แดนเชื่อมต่อไม่มีพื้นที่ไหนที่สะอาดหมดจดขนาดนี้หรอก! หมาป่าของหนูน้อยหมวกแดงสามารถดมกลิ่นผิดปกติได้ทุกซอกทุกมุมในเมืองนี้ ต่อให้กลิ่นนั้นจะจางมากๆ ก็ตาม แต่มีแค่ที่นี่ที่เดียว ... ในมุมมองของศาสตร์ลี้ลับ ถนนทั้งสายนี้สะอาดเหมือนอยู่ในสุญญากาศเลยล่ะ!"

พอได้ยินแบบนี้ ในที่สุดชายหนุ่มก็ถึงบางอ้อ ... เนื้อหาที่เคยอบรมมาตอนเรียนในที่สุดก็เชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงได้เสียที

"ไม่ว่าจะเป็นที่นี่สะอาดขนาดนั้นจริงๆ ในแดนเชื่อมต่อดันเกิดพื้นที่บริสุทธิ์ที่ขนานไปกับโลกภายนอกจริงๆ ... ซึ่งมันก็เป็นไปได้นะ เพราะยังไงที่นี่ก็คือแดนเชื่อมต่อ ทุกพื้นที่บนโลกล้วนมีสิทธิเชื่อมโยงกับที่นี่ได้ทั้งนั้น" หัวหน้าซ่งโบกมือ เอ่ยอย่างเหนื่อยล้า "หรือไม่อีกทางนึงก็คือ ที่นี่มี ... ตัวบิ๊กเบิ้มซ่อนอยู่ ไอ้นั่นมันกำลังเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่นี้อย่างต่อเนื่อง หมาป่าของหนูน้อยหมวกแดงก็เลยเจอเข้ากับภาวะสุญญากาศของเขตแดนที่นี่"

สีหน้าของชายหนุ่มที่ตึงเครียดอยู่แล้วยิ่งตึงเครียดขึ้นไปอีกอย่างเห็นได้ชัด

"ฉันไม่อนุมัติให้นายขอย้ายไปแผนกโลจิสติกส์หรอกนะ" หัวหน้าซ่งเหลือบตาขึ้นมองเขา "ย้ายไปทีมอื่นก็ไม่ได้เหมือนกัน"

"ผมยังไม่ได้พูดเลยว่าอยากจะหนีสักหน่อย!" ชายหนุ่มรีบโบกมือพัลวัน "ตั้งแต่ตอนเข้าทีมผมก็เตรียมใจไว้แล้วครับ ผมต้องซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ รักงาน ปฏิบัติหน้าที่อย่างตั้งใจ ... "

เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นขัดจังหวะบทสนทนาของทั้งสองคน เป็นทำนองเพลงที่ไพเราะเสนาะหู ... ท่วงทำนองสุดคลาสสิกของอนิเมะชื่อดังที่กำลังเป็นกระแส

พอได้ยินปุ๊บชายหนุ่มก็ชะงักไป แววตาที่มองเจ้านายตัวเองดูแปลกๆ ไปนิดหน่อย " ... หัวหน้าก็ดูเรื่องนั้นด้วยเหรอครับ"

กล้ามเนื้อบนใบหน้าของชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าซ่งกระตุกกึกๆ อย่างเห็นได้ชัด เขาล้วงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าอย่างไม่สบอารมณ์พลางบ่นอุบอิบ "ต้องเป็นลูกสาวฉันแอบเปลี่ยนให้แน่ๆ เลย ช่วงนี้แกกำลังติดเรื่องนี้อยู่ ... "

สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไปอย่างละเอียดอ่อน กลั้นใจอยู่นานก็ไม่ได้พูดประโยคที่ว่าเด็กมัธยมต้นดูพวกหญิงรักหญิงตั้งวงดนตรีมันจะดีเหรอครับออกมา ...

ส่วนหัวหน้าซ่งก็กดรับสาย ยกหูฟังอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น "ใช่ ฉันกับหลี่หลินถึงที่เกิดเหตุแล้ว สถานการณ์เหมือนกับที่หนูน้อยหมวกแดงรายงานมาก่อนหน้านี้เลย ที่นี่สะอาดซะจนพิลึกพิลั่น คุณจัดการหน่อยก็แล้วกัน คงต้องตั้งจุดสังเกตการณ์ถาวรที่นี่ล่ะ ส่วนเรื่องคนเดี๋ยวฉันกลับไปตัดสินใจเอง อ้อ แล้วก็ติดต่อทางฝั่งนิทานดูด้วยนะ ลองดูว่าพวกเขาจะส่งคนมาเพิ่มได้อีกสักคนไหม นี่อาจจะเป็นภารกิจระยะยาว ... "

เมื่อวางสาย หัวหน้าซ่งก็ถอนหายใจยาวๆ หันไปเห็นชายหนุ่มที่ชื่อหลี่หลินยังคงจ้องมองตัวเองอยู่

เขาชะงักไปนิดหนึ่ง อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมา "ลูกสาวฉันเปลี่ยนให้จริงๆ นะ ปกติฉันไม่ได้ดูการ์ตูนหรอก"

หลี่หลินรีบกระแอมแห้งๆ สองเสียง "อะแฮ่มๆ เชื่อครับ ผมเชื่อครับ"

ทั้งสองคนกระอักกระอ่วนใส่กันอยู่พักหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างตกลงปลงใจที่จะข้ามหัวข้อนี้ไปอย่างเงียบๆ

และในตอนนั้นเอง หลี่หลินก็เหมือนจะบังเอิญสังเกตเห็นอะไรบางอย่างเข้า

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย รีบสาวเท้าเดินไปที่มุมกำแพงใกล้ๆ ทันที

"หัวหน้าซ่ง มาดูนี่สิครับ!" เขาก้มลงตรวจสอบครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเรียกทันที

หัวหน้าซ่งเดินเข้าไป มองตามทิศทางที่หลี่หลินชี้

คราบสีแดงคล้ำปรากฏอยู่ตรงมุมกำแพง ดูเหมือนคราบเลือดที่แห้งกรัง กินพื้นที่ไม่กว้างนัก ถ้ามองจากที่ไกลๆ ก็ถูกมองข้ามได้ง่ายๆ แถมตอนนี้มันยังหดตัวเล็กลงด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอีกด้วย

ไม่ได้ซึมลงไปในเนื้อซีเมนต์ แต่มันกำลังระเหยหายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว

"เลือดเหรอ" หัวหน้าซ่งขมวดคิ้วทันที วินาทีต่อมาเขาก็ไหวตัวทัน ล้วงหลอดพลาสติกและมีดขูดขนาดพกพาออกจากกระเป๋าเสื้อคลุมตัวยาว "ไม่สิ ไม่ใช่เลือด เก็บตัวอย่างเร็ว!"

"ครับ" หลี่หลินรับคำ รับอุปกรณ์เก็บตัวอย่างมาเตรียมจะขูดคราบเลือดสีแดงคล้ำที่หลงเหลืออยู่บนกำแพง ทว่าก่อนที่มีดขูดในมือเขาจะได้สัมผัสกับพื้นผิวกำแพง คราบสีแดงชิ้นสุดท้ายนั่นกลับส่งเสียงดังฟ่อออกมาอย่างกะทันหัน จากนั้นก็สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 18 - เจ้าหน้าที่สืบสวน

คัดลอกลิงก์แล้ว