- หน้าแรก
- โฮสเทลลี้ลับที่ผมตายได้ก็เกิดใหม่ได้แถมหิวขึ้นด้วย
- บทที่ 10 - ตายซ้ำตายซ้อน
บทที่ 10 - ตายซ้ำตายซ้อน
บทที่ 10 - ตายซ้ำตายซ้อน
ไอลีนรู้สึกว่าการที่อวี๋เซิงสามารถอาศัยอยู่ใน "มิติลี้ลับ" เป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัวนั้นเป็นเรื่องที่หลุดโลกเอามากๆ ... แต่อวี๋เซิงกลับรู้สึกว่าโลกใบนี้แหละที่หลุดโลกเอามากๆ
"ถ้าตามที่เธอบอก โลกนี้มี 'มิติลี้ลับ' อยู่ทุกหนทุกแห่งเลยใช่ไหม" อวี๋เซิงที่ซ่อนตัวอยู่ตรงมุมอารามร้างคุยสัพเพเหระกับไอลีนในหัว "เพียงแต่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถสัมผัสพวกมันได้ เพราะมองไม่เห็นงั้นเหรอ"
"ก็ทำนองนั้นแหละ แต่จะบอกว่าทั้ง 'โลก' เป็นแบบนี้หมดหรือเปล่า ... เอาจริงๆ ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจหรอกนะ" ไอลีนบอก "ก็โลกมันกว้างใหญ่นี่นา แต่ที่แน่ๆ อย่างน้อยภายในอาณาเขต 'เมืองเจี้ยเฉิง' ... โอกาสเกิดมิติลี้ลับนั้นสูงมาก ดังนั้นที่นี่เลยดูเหมือนจะถูกคนเรียกว่า 'แดนเชื่อมต่อ' อะไรทำนองนั้นด้วย ... รายละเอียดฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจหรอก อยู่ในภาพวาดนานเกินไปสมองฉันก็เลยเบลอๆ ไปบ้างน่ะ"
"แดนเชื่อมต่อเหรอ" อวี๋เซิงเลิกคิ้ว รู้สึกเสมอว่าชื่อเรียกนี้มันคุ้นๆ ชอบกล แต่วินาทีต่อมาเขาก็สังเกตเห็นข้อมูลอีกอย่างที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของไอลีนเมื่อครู่
เธอจงใจเน้นย้ำคำว่า "ภายในอาณาเขตเมืองเจี้ยเฉิง" ... นั่นหมายความว่า เมืองที่กว้างใหญ่ไพศาลราวกับไร้ขอบเขตแห่งนี้ แท้จริงแล้วยังมี "โลกภายนอก" อยู่ด้วย!
เขาลังเลอยู่สองสามวินาที ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม " 'ข้างนอก' เมืองเจี้ยเฉิง ... มีอะไรอยู่เหรอ"
"ข้างนอกเมืองเจี้ยเฉิงน่ะเหรอ ก็คงจะเป็นเมืองอื่นๆ อีกล่ะมั้ง หรือไม่ก็ ... ทะเลอะไรทำนองนั้น" คำตอบของไอลีนดูคลุมเครือไม่ชัดเจน "ฉันจำไม่ได้แล้ว ฉันอยู่ในภาพวาดนี้มานานเกินไปจริงๆ ฉันจำเรื่องราวในเมืองนี้ได้แค่ลางๆ เท่านั้นเอง ... "
พูดถึงตรงนี้จู่ๆ เธอก็หยุดชะงัก แล้วถามด้วยความสงสัย "นายไม่รู้เหรอ นายก็ไม่เคยออกไปจากเมืองเจี้ยเฉิงเหมือนกันใช่ไหม"
มุมปากของอวี๋เซิงกระตุกกึกๆ แล้วก็เงียบไปทันที
เขาจะไปรู้ได้ยังไง! เขาเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้แค่สองเดือนเอง ... อย่าว่าแต่โลกภายนอกเมืองเจี้ยเฉิงเลย แค่สายรถเมล์ที่อยู่ห่างจากบ้านไปสี่ช่วงตึกเขายังจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!
แต่หลังจากเงียบไปพักใหญ่ เขาก็ตัดสินใจที่จะไม่พูดเรื่องนี้ ... ความลับเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเองเรื่องนี้ เขาไม่ค่อยอยากให้ "ภาพวาดต้องสาป" ที่เพิ่งรู้จักกันไม่นานล่วงรู้เท่าไหร่นัก
"ฉันไม่เคยออกไปไหนหรอก ฉันเป็นพวกติดบ้านน่ะ ... ช่างเถอะ เลิกคุยเรื่องนี้ก่อนดีกว่า" เขาตอบส่งๆ ไปสองประโยค แล้วก็เปลี่ยนเรื่อง "มาช่วยกันคิดหาวิธีแก้ปัญหาของฉันก่อนดีกว่า ฉันต้องทำยังไงถึงจะออกไปจากไอ้สิ่งที่เรียกว่า 'มิติลี้ลับ' นี่ได้เนี่ย ว่าแต่ ... ไอ้ของที่เรียกว่ามิติลี้ลับนี่มันสามารถออกไปได้ใช่ไหม"
ไอลีนที่อยู่ฝั่งนู้นครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง คล้ายกำลังพยายามจัดระเบียบความทรงจำที่สับสนและเลือนรางจากการถูกผนึกมาอย่างยาวนานของตัวเอง ผ่านไปพักใหญ่ถึงค่อยมีเสียงตอบกลับมา "มิติลี้ลับน่ะ ... มีหลายรูปแบบ บางครั้งก็อาจจะเป็นแค่บ้านที่ไม่มีอยู่บนแผนที่ บางครั้งก็อาจจะเป็นป้ายรถเมล์ที่งอกเพิ่มขึ้นมาในเส้นทางเดินรถ บางครั้งก็อาจจะเป็นป่าทั้งผืน หรือแม้แต่อาณาจักรที่แค่เปิดประตูตู้เสื้อผ้าก็เดินเข้าไปได้ ... โดยพื้นฐานแล้ว มิติลี้ลับขนาดเล็กมักจะมีทางออกที่ค่อนข้างตายตัวและเห็นได้ชัด หรือไม่ก็มีกฎเกณฑ์เฉพาะที่เมื่อทำตามแล้วก็จะสามารถกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้ แต่ยิ่งมิติลี้ลับมีขนาดใหญ่เท่าไหร่สถานการณ์ก็จะยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น"
พูดถึงตรงนี้เธอก็หยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ "รายละเอียดลึกๆ ฉันเองก็จำไม่ค่อยได้แล้วเหมือนกัน มิติลี้ลับน่าจะมีวิธีการแบ่งประเภทอย่างเป็นระบบอยู่ แล้วก็น่าจะมีมาตรฐานการแบ่ง 'ระดับความลึก' กับ 'ระดับความอันตราย' อะไรพวกนั้นด้วย แต่ฉันน่ะ ... อยู่ในภาพวาดนี้นานเกินไปจริงๆ ... "
เสียงของเธอค่อยๆ แผ่วเบาลง ฟังดูคล้ายกับกำลังผิดหวังในตัวเอง
ตอนแรกอวี๋เซิงยังกะจะบ่นสักสองสามประโยค นึกด่าในใจว่าตุ๊กตาตัวนี้พล่ามซะยืดยาวแต่กลับจำข้อมูลที่มีประโยชน์ไม่ได้เลยสักอย่าง แต่พอได้ยินเสียงบ่นอุบอิบในตอนท้ายของอีกฝ่าย เขาก็หุบปากลง ไม่ได้ต่อปากต่อคำกับไอลีนเหมือนก่อนหน้านี้อีก
เธอพยายามอย่างมากที่จะช่วยเหลือแล้ว ... เธอแค่ถูกผนึกมานานเกินไปก็เท่านั้น
"ลองหาดูเถอะ ยังไงก็ต้องเจอทางออกแน่ๆ" อวี๋เซิงส่ายหน้า เงยหน้ามองหุบเขานอกอารามร้าง "ที่นี่ดูท่าทางจะขนาดไม่เล็กเลย อย่างน้อยเท่าที่สายตามองเห็นก็มีภูเขาใหญ่ทั้งสองด้านกับป่าอยู่ไกลๆ ถ้าเป็นไปตามที่เธอบอก การจะออกไป ... คงไม่ง่ายนักหรอก"
"อืม" ไอลีนตอบรับในลำคอ "นายลองเดินวนดูรอบๆ 'จุดตกดั้งเดิม' หลังจากที่นายเข้ามาในมิติลี้ลับก่อนสิ ดูว่ามีอะไรที่ดูขัดแย้งกับสภาพแวดล้อมรอบข้างไหม แบบที่มองปราดเดียวก็รู้สึกเลยว่ามันไม่ควรจะอยู่ตรงนั้นน่ะ ปกติแล้วทางออกของมิติลี้ลับมักจะอยู่แถวๆ นั้นแหละ แต่ถ้าแถวนั้นไม่มี ก็ลองหาที่สูงๆ ดูเผื่อจะเห็นแสงสะท้อนคล้ายกระจกเงา หรือได้ยินเสียงลมพัดอย่างต่อเนื่อง ... "
"แต่ถึงจะเจออะไรทำนองนั้นก็อย่าเพิ่งผลีผลามเข้าไปสัมผัสซี้ซั้วนะ เพราะมันก็อาจจะเป็นกับดักที่เชื่อมต่อไปยัง 'ชั้นที่ลึกกว่า' ได้เหมือนกัน รายละเอียดเนี่ย ... ฉันเองก็อธิบายไม่ถูก นายต้องใช้ความรู้สึกเอาเอง"
"ความรู้สึกเหรอ" อวี๋เซิงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก
" ... ใช่ พูดให้ถูกก็คือสิ่งที่ต้องใช้จริงๆ ก็คือ 'สัมผัสที่หก' มันคือสัญชาตญาณทางวิญญาณรูปแบบหนึ่ง เจ้าหน้าที่สืบสวนที่ผ่านการฝึกฝนมาจะสามารถควบคุมวิธีรับรู้แบบนี้ได้ ... ฉันรู้ว่านายไม่เคยฝึกเรื่องพวกนี้มาก่อน แต่ตอนนี้ก็ไม่มีวิธีอื่นแล้ว ทำได้แค่ต้องกัดฟันลุยไปก่อน"
"แต่นายก็ไม่ต้องกังวลไปหรอก สัมผัสทางวิญญาณมีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาทุกรูปแบบ คนธรรมดาที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝนก็มี เพียงแต่มันยังไม่ถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นมาเท่านั้น ถ้านายสังเกตให้ดีๆ นายก็จะสัมผัสได้ถึงคำเตือนและลางสังหรณ์ที่มาจากแก่นแท้ของตัวเอง ... ถ้าเกิดบังเอิญไปเจอของที่ตัดสินใจไม่ได้จริงๆ ก็บอกฉัน ฉันจะ ... พยายามช่วยเท่าที่ช่วยได้ก็แล้วกัน"
อวี๋เซิงตอบรับ ค่อยๆ เดินออกมาจากมุมซ่อนตัว มุ่งหน้าไปยังประตูอารามร้างอย่างระมัดระวัง ... ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองและความหิวโหยอันชวนให้รู้สึกไม่สบายใจนั้นยังคงล้อมรอบตัวเขา ถึงขั้นรู้สึกราวกับว่ามันได้แทรกซึมไปในอากาศรอบตัวและกลายเป็นส่วนหนึ่งของหุบเขาแห่งนี้ไปแล้ว แต่เขาก็ยังกัดฟันเดินออกมา
เพราะจากข้อมูลที่ไอลีนให้มา เขาต้องรีบหาทางออกให้เจอโดยเร็วที่สุดถึงจะไปจากที่นี่ได้ ... การมัวแต่นั่งรออยู่ตรงมุมกำแพงคงไม่มีประตูบานไหนมาเปิดตรงหน้าเขาเองหรอก
และในขณะเดียวกัน คงเป็นเพราะต้องการระบายความตึงเครียดในใจ เขาก็เลยยังคงชวนไอลีนคุยสัพเพเหระไปด้วย
"ที่เธอบอกว่าสถานที่ที่ฉันอาศัยอยู่มาตลอดก็คือ 'มิติลี้ลับ' เนี่ย เธอรู้ได้ยังไงเหรอ ฉันก็ไม่เห็นรู้สึกว่าบ้านฉันมีอะไรผิดปกติตรงไหนเลยนี่นา ... "
"ก็สัมผัสได้ไงล่ะ" ไอลีนตอบ "ก็ 'สัมผัสที่หก' แบบที่ฉันบอกนั่นแหละ ฉันสัมผัสได้ชัดเจนเลยว่าสิ่งปลูกสร้างนั้นมีอะไรผิดปกติอยู่ ... แน่นอนว่ามองผิวเผินมันก็ดูปกติดีจริงๆ นั่นแหละ ... เรื่องนี้ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร"
"ความรู้สึกอีกแล้วเหรอ ... " อวี๋เซิงส่ายหน้า "ถ้าอย่างนั้นตามที่เธอบอก ทุกวันที่ฉันกลับบ้านเปิดประตูเข้าไปก็คือการเดินเข้าไปในมิติลี้ลับ พอเปิดประตูออกไปข้างนอกก็คือการออกจากมิติลี้ลับงั้นสิ ถ้างั้นบ้านฉันก็เป็นมิติลี้ลับที่แสนดีแบบที่เข้าออกได้อย่างอิสระและไม่มีพิษมีภัยกับคนและสัตว์เลยสินะ"
ผ่านไปสองสามวินาที ไอลีนก็เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงลอยๆ " ... ตอนที่เปิดประตูออกไปก็ไม่ได้แปลว่าจะไปถึงสถานที่ที่นายอยากไปเสมอไป ไม่ใช่เหรอ"
สีหน้าของอวี๋เซิงแข็งค้างไปในพริบตา เขานึกย้อนกลับไปถึงสาเหตุที่ตัวเองต้องมาติดแหง็กอย่างโชคร้ายอยู่ที่นี่
เขาเหมือนจะรู้แล้วว่าตกลง "บ้าน" ของเขามันผิดปกติตรงไหน
พอลองคิดดูแล้ว การที่เขาสามารถอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่นั้นอย่างสงบสุขมาได้ถึงสองเดือน ตัวมันเองก็นับเป็นปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งแล้ว!
ระหว่างที่คุยกัน เขาได้เดินกลับมาถึงลานกว้างหน้าอารามร้างแล้ว ซึ่งก็คือ "จุดตก" ตอนที่เขาเข้ามาในมิติลี้ลับแห่งนี้เป็นครั้งแรก
"ที่นี่ไม่เจออะไรเลย" อวี๋เซิงตรวจสอบรอบๆ ลานกว้างอย่างละเอียด ยืนยันว่าไม่พบสิ่งของสำคัญที่ดูขัดแย้งตามที่ไอลีนอธิบาย "ดูท่าคงจะไม่ง่ายอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย"
"ก็นะ ถือว่าอยู่ในความคาดหมายล่ะนะ" ไอลีนถอนหายใจ "ถ้างั้นนายก็ลองเดินออกไปดูรอบๆ ก่อนก็แล้วกัน แต่จำไว้นะ ห้ามไปแตะต้องของที่เปล่งแสงหรือของที่จู่ๆ ก็ขยับต่อหน้านายเป็นอันขาด อ้อ แล้วถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็อย่ากินหรือดื่มอะไรในมิติลี้ลับเด็ดขาด ... "
"ฉันรู้แล้ว ... ว่าแต่รอจนกว่าจะสว่างแล้วค่อยหาจะไม่ดีกว่าเหรอ" อวี๋เซิงพูดพลางเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ราวกับถูกปกคลุมด้วยม่านอันขุ่นมัวอยู่ตลอดเวลาเบื้องบน "มาทำกิจกรรมกลางป่าตอนกลางคืนมันรู้สึกขนลุกชอบกล"
"มิติลี้ลับมักจะสวนทางกับสามัญสำนึกเสมอ ตอนกลางวันก็ไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยกว่า แถมบางที ... อาจจะไม่มีตอนกลางวันด้วยซ้ำ" ไอลีนรีบพูดทันที "ฉันว่านายควรรีบหาทางออกให้เจอโดยเร็วที่สุดดีกว่า ขืนมัวแต่ถ่วงเวลาออกไป ไม่แน่ว่าฝั่งนายอาจจะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นก็ได้นะ"
อวี๋เซิงเบ้ปาก ทำได้เพียงเดินห่างออกไปอย่างจนใจ
และในจังหวะที่เขาเพิ่งก้าวเท้าออกไปพ้นจากเขตของอารามร้าง ข้างหูของเขาก็ ... แว่วเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
ตอนแรก มันฟังดูเหมือนเป็นเพียงเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาและเลือนราง
อวี๋เซิงหันไปมองตามทิศทางของเสียงตามสัญชาตญาณ แล้วก็พอดิบพอดีเห็นกลุ่มหมอกสีขาวที่กำลังฟุ้งกระจายตัวอย่างเชื่องช้าอยู่ในอากาศ ราวกับสัตว์ยักษ์ที่มองไม่เห็นตัวเพิ่งจะพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา
เขาได้ยินเสียง ดังนั้นลมหายใจของสัตว์ยักษ์จึงก่อกำเนิดขึ้น
เขาเห็นหมอกสีขาวนั้น ดังนั้นการดำรงอยู่ของสัตว์ยักษ์จึงเริ่มได้รับการยืนยัน
เงาดำปรากฏขึ้นในอากาศ เงาที่มีขนาดใหญ่กว่าอวี๋เซิงเกือบสามเท่ากำลังค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปร่างต่อหน้าเขา พร้อมกับเสียงลมหายใจที่หนักหน่วง
ตอนนี้ เขามองเห็นโครงร่างของสัตว์ยักษ์แล้ว ... สัตว์ยักษ์ได้ดำรงอยู่จริงแล้ว
ใจของอวี๋เซิงกระตุกวูบในพริบตา ความรู้สึกวิกฤตอันใหญ่หลวงถาโถมเข้ามาบดขยี้อย่างหนักหน่วง กดดันยิ่งกว่าที่กบยักษ์กลางสายฝนตัวนั้นเคยให้เขาเสียอีก!
และในวินาทีที่เขารู้สึกใจหายวาบ เงานั้นก็ควบแน่นจนกลายเป็นรูปเป็นร่าง
นั่นคือสิ่งที่อวี๋เซิงไม่เคยพบเห็นมาก่อน ... หมีเหรอ สิงโต นกอินทรี หรือว่าเสือกับงู อวัยวะที่ดูดุร้ายแปลกประหลาดและดูคลุมเครือนับไม่ถ้วนกองรวมกันอยู่บนก้อนเนื้ออันใหญ่โตและน่าเกลียดน่ากลัวนั้น ราวกับสัตว์ร้ายหลายสิบตัวถูกหลอมรวมกันเป็นเนื้อเดียวในหม้อใบใหญ่ จากนั้นก็ผสมปนเปกันจนกลายเป็นก้อนแล้ววิ่งออกมา สิ่งมีชีวิตน่าสยดสยองชวนคลื่นไส้นี้ใช้อวัยวะบวมเป่งที่ขนาดและรูปทรงแตกต่างกันค้ำยันร่างอันใหญ่โตของมันเพื่อก้มลงมองอวี๋เซิง และในดวงตาที่ซ้อนทับกันอย่างสะเปะสะปะของมันก็ ... เปี่ยมล้นไปด้วยความหิวโหย
อวี๋เซิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตากับสัตว์ยักษ์ตัวนั้น
สัตว์ยักษ์ตัวนั้นพุ่งกระโจนลงมาโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ... ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย อวี๋เซิงรีบย่อตัวลงต่ำ หลบหลีกคมเขี้ยวจากหนึ่งในปากอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยเลือดของสัตว์ยักษ์ไปได้อย่างเฉียดฉิวสุดๆ
แล้วก็ตกลงไปในปากขนาดใหญ่อีกกรามหนึ่งของมัน
คมเขี้ยวอันดุร้ายงับเข้าหากัน ร่างกายซีกเล็กๆ ของอวี๋เซิงถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ ในชั่วพริบตา ทว่าในเวลานี้ ความเจ็บปวดแสนสาหัสกลับดูเหมือนจะกลายเป็นภาพลวงตาอันชาดิกที่อยู่แสนไกล เขารู้สึกว่าทุกสิ่งตรงหน้าช้าลง เขามองเห็นว่าข้างหลังสัตว์ยักษ์มีอวัยวะคล้ายงูยืดออกมายาวเหยียด มีปากขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งกัดลงบนร่างของเขา ฉีกทึ้งส่วนที่เหลือตั้งแต่หน้าอกลงไปของเขา ... และเขาก็มองเห็นหัวใจของตัวเองอีกครั้ง
หัวใจเต้นเป็นจังหวะช้าๆ ก่อนจะหายลับเข้าไปในส่วนลึกของปากงู
"เชี่ยเอ๊ย!"
อวี๋เซิงเค้นคำด่าทอสุดท้ายออกมาจากลำคอ เขารู้ตัวว่าดูเหมือนตัวเองกำลังจะตายอีกรอบแล้ว แต่เขารู้สึกว่าจะปล่อยให้เรื่องมันจบลงง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้
ในช่วงเวลาที่กล้ามเนื้อส่วนสุดท้ายในร่างกายยังพอกระตุกได้ เขาหันขวับไปอย่างสุดความสามารถ แล้วกัดกร้วมเข้าที่ข้างๆ ... เขาไม่รู้หรอกว่านี่คือส่วนไหนของสัตว์ยักษ์ และเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าการกัดลงไปแบบนี้จะมีประโยชน์อะไร เขารู้แค่ว่าเขากัดลงไปบนตัวของอีกฝ่ายแล้ว
ก่อนตายก็ขอให้ได้กระชากเนื้อสักก้อนก็ยังดี
เรี่ยวแรงทั้งหมดของอวี๋เซิงถูกใช้จนหมดสิ้นในวินาทีนี้ เขากัดทึ้งสัตว์ยักษ์อย่างดุเดือด สัตว์ยักษ์ก็กัดทึ้งเขาเช่นกัน เลือดและเนื้อ กรงเล็บและคมเขี้ยว อาหารและผู้ถูกกิน ...
ก่อนที่ความนึกคิดจะจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดโดยสมบูรณ์ อวี๋เซิงเค้นความคิดสุดท้ายออกมาในหัว ... เขาเอ่ยปากด้วยเสียงแผ่วเบาบอกไอลีนที่อยู่ห่างออกไปที่ไหนก็ไม่รู้ "ไอลีน ... "
"หือ"
"ไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวไปม่องเท่งก่อนนะ"
ไอลีนชะงักไป ครู่หนึ่งก็ยังตั้งสติไม่ทัน
แล้วอวี๋เซิงก็ม่องเท่งไปจริงๆ
[จบแล้ว]