- หน้าแรก
- โฮสเทลลี้ลับที่ผมตายได้ก็เกิดใหม่ได้แถมหิวขึ้นด้วย
- บทที่ 9 - ความจริงบางอย่าง
บทที่ 9 - ความจริงบางอย่าง
บทที่ 9 - ความจริงบางอย่าง
เสียงที่ดังขึ้นในหัวทำเอาอวี๋เซิงที่กำลังโดนลมหนาวในหุบเขาพัดจนเหม่อลอยสะดุ้งเฮือก ... จากนั้นก็ยิ่งอึ้งไปกว่าเดิม
อึ้งจนกระทั่งไอลีนตะโกนโหวกเหวกในหัวเขาเป็นครั้งที่สองนั่นแหละเขาถึงได้สะดุ้งตื่นจากภวังค์
" ... ไอลีนเหรอ" อวี๋เซิงกะพริบตา ตอนนี้เขากำลังระแวดระวังสถานการณ์ในหุบเขาไปพร้อมกับค่อยๆ กระเถิบเข้าไปใกล้อารามร้างที่พังทลายแห่งนั้นเพื่อหาที่หลบภัยชั่วคราว ขณะเดียวกันก็พยายามตอบกลับในใจ "เธอ ... ติดต่อฉันได้ยังไงเนี่ย หมายถึงที่เธอสามารถพูดในหัวฉันได้ตรงๆ แบบนี้อะ ... "
"มันยากตรงไหนล่ะ" น้ำเสียงของไอลีนดูมั่นอกมั่นใจอย่างยิ่ง "ฉันเป็นตุ๊กตาของอลิซเชียวนะ!"
อวี๋เซิงคิดตาม นึกไม่ออกจริงๆ ว่าสองเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกันตรงไหน ... หมายความว่าตุ๊กตาของอลิซสามารถทำแบบนี้ได้ทุกตัวเลยงั้นเหรอ สามารถพูดในหัวคนอื่นได้หมดเลยใช่ไหม
"ฉันเคยแทรกซึมเข้าไปในความฝันของนายครั้งนึงแล้วไม่ใช่เหรอ เข้าไปครั้งนึงก็จำทางได้แล้วไง" ไอลีนเห็นอวี๋เซิงไม่ตอบสนองก็เลยอธิบายเพิ่มให้อย่างใจเย็น แต่แล้วก็เปลี่ยนน้ำเสียงทันที "เอ๊ะ ไม่สิ ตกลงนายวิ่งไปไหนมาเนี่ย ทำไมฉันถึงสัมผัสถึงนายไม่ได้เลย ... "
อวี๋เซิงเงียบไปสองวินาที เงยหน้ามองหุบเขาลึกและป่าทึบรอบด้าน รู้สึกอยู่ตลอดว่าวินาทีถัดไปสถานที่แห่งนี้จะสุ่มปีศาจสูงเจ็ดแปดเมตรออกมาพร้อมกับเสียงดนตรีประกอบฉากที่ฮึกเหิมเร้าใจ ซึ่งนั่นทำให้เขาใจคอไม่ดีเอาเสียเลย " ... ฉันน่าจะออกมาไกลหน่อยอะ กะว่าคงกลับไปลำบากแล้วล่ะ ... "
ทางฝั่งไอลีนเองก็อึ้งไปเหมือนกัน เสียงของเธอขาดหายไปหลายวินาทีกว่าจำดังขึ้นมาอีก " ... นายบอกว่าแค่ออกไปทิ้งขยะไม่ใช่เหรอ นายโดนรถขยะตักไปด้วยหรือไง!"
อวี๋เซิงล่ะไม่รู้จริงๆ ว่ายัยนี่ไปเอาพลังแห่งจินตนาการอันล้ำเลิศมาจากไหน ...
แต่ก็ต้องยอมรับว่าหลังจากได้ยินเสียงของไอลีน จิตใจที่กำลังตื่นตระหนกสุดขีดเพราะจู่ๆ ก็ถูกโยนมาอยู่กลางป่าเขาลำเนาไพรก็สงบลงได้บ้าง ... แค่นิดหน่อยล่ะนะ
เสียงนี้อย่างน้อยก็พิสูจน์ให้เห็นว่าการเชื่อมต่อระหว่างเขากับโลกเดิมยังไม่ถูกตัดขาดไปโดยสิ้นเชิง ในเมื่อไอลีนสามารถติดต่อเขาได้ เขาก็น่าจะยังมีโอกาสกลับไปได้ ... แม้จะยังคิดหาวิธีไม่ออกและนึกหาเหตุผลมารองรับสมมติฐานนี้ไม่ได้เลยก็ตาม แต่ตอนนี้เขาต้องเชื่อมั่นแบบนั้นเข้าไว้
สำหรับตอนนี้ สิ่งแรกที่เขาต้องทำคือการรับรองความปลอดภัยของตัวเอง
หุบเขาเงียบสงบมาก จนถึงตอนนี้ข้างหูก็มีเพียงเสียงลมโหวงเหวงดังมาเป็นระยะ แต่อวี๋เซิงกลับรู้สึกอึดอัดและกดดันอย่างบอกไม่ถูก เขารู้สึกตลอดเวลาว่ามีบางสิ่งกำลังจ้องมองเขาอยู่ เป็นสายตาที่ ... ไร้อุณหภูมิ ว่างเปล่าและหิวโหย มันกำลังกวาดตามองสถานที่แห่งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กวาดตามองตัวเขา
เรื่องนี้ยิ่งทำให้เขากระวนกระวายใจ อยากจะรีบหามุมหลบซ่อนตัวโดยด่วน อย่างน้อยก็ไม่ควรยืนโจ่งแจ้งอยู่บนลานกว้างแบบนี้อีก
ทว่าในระยะสายตาสถานที่ที่พอจะซ่อนตัวได้ดูเหมือนจะมีเพียงอารามร้างที่แทบจะพังทลายลงมาทั้งหมดแห่งนั้น ... ป่าทึบที่อยู่ไกลออกไปถึงจะดูรกทึบแต่บรรยากาศกลับดูน่าขนลุกและวังเวงยิ่งกว่า ยิ่งไปกว่านั้นการเข้าป่าลึกในยามวิกาลก็เป็นปัจจัยคลาสสิกของการรนหาที่ตายในเรื่องสยองขวัญอยู่แล้ว เขาจึงไม่มีทางยอมเฉียดเข้าไปใกล้เด็ดขาด
แต่ที่แย่ก็คือการมุดเข้าอารามร้างกลางดึกก็เป็นมาตรฐานของการรนหาที่ตายเหมือนกัน ความแตกต่างระหว่างสองตัวเลือกนี้ก็แค่ในป่ามักจะสุ่มสัตว์ร้ายออกมา ส่วนในอารามร้างมักจะสุ่มปีศาจออกมา ...
ทั้งสองอย่างล้วนกระตุ้นให้เกิดดนตรีประกอบฉากอันฮึกเหิมเร้าใจได้ง่ายพอกัน
อวี๋เซิงกัดฟันกรอด ตัดสินใจเดินตรงไปยังมุมหนึ่งของอารามร้างที่ถือว่ายังมีสภาพสมบูรณ์ที่สุด
ขณะเดียวกันเขาก็ติดต่อกับไอลีนในใจไปด้วย พยายามอธิบายสถานการณ์คร่าวๆ ของฝั่งนี้ให้ฟัง ... อันที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรให้อธิบายมากนัก เพราะแม้แต่ตัวเขาเองยังไม่รู้เลยว่าเรื่องทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง ตั้งแต่ต้นจนจบเขาก็แค่เปิดประตูเท่านั้นเอง ...
ทางฝั่งไอลีนพอฟังจบก็อึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยปากอย่างลังเล "ฟังดูเหมือนนายจะตกลงไปใน 'มิติลี้ลับ' แล้วล่ะมั้ง"
อวี๋เซิงที่กำลังยืนอยู่กลางซากอารามร้างชะงักไปเมื่อได้ยินแบบนั้น ก่อนจะนึกขึ้นได้ "มิติลี้ลับเหรอ เธอเรียกที่แบบนี้ว่ามิติลี้ลับงั้นเหรอ เธอรู้แล้วใช่ไหมว่าฉันอยู่ที่ไหน"
เสียงของไอลีนไม่รู้ทำไมถึงฟังดูเบลอๆ "หา มิติลี้ลับมีตั้งเยอะแยะ ฉันจะไปรู้ได้ไงว่านายตกลงไปในมิติไหน ... "
เมื่อฟังเสียงบ่นอุบอิบของไอลีนอวี๋เซิงกลับขมวดคิ้ว จู่ๆ เขาก็ตระหนักได้ว่าตัวเองได้รับความรู้เกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติเพิ่มขึ้นมาอีกนิดแล้ว และยิ่งไปกว่านั้นเขายังตระหนักถึงเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดเรื่องหนึ่ง
ตัวเขาอาจไม่ได้ถูกโยนไปอีกโลกหนึ่ง แต่บังเอิญไปเจอเข้ากับปรากฏการณ์ธรรมชาติบางอย่างที่เป็นเรื่องปกติในสายตาของไอลีนงั้นเหรอ
ขณะที่อวี๋เซิงกำลังคิดทบทวนอยู่ในใจ ไอลีนก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอจึงเอ่ยขึ้นมาในหัวเขาด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อ " ... นายคงไม่ได้ไม่เคยได้ยินคำว่า 'มิติลี้ลับ' มาก่อนหรอกใช่ไหม"
อวี๋เซิงทำสีหน้าแปลกประหลาด " ... ฉันควรจะเคยได้ยินเหรอ ไอ้นี่มันเป็นสามัญสำนึกที่คนทั่วไปควรรู้หรือไง"
"อ้อ คนธรรมดาไม่รู้จักมิติลี้ลับน่ะเป็นเรื่องปกติ เพราะคนส่วนใหญ่คงไม่ได้เจอเรื่องพวกนี้ไปตลอดชีวิตนั่นแหละ" ไอลีนพูดไปเรื่อย แต่ประโยคต่อมาของเธอกลับทำเอาอวี๋เซิงชะงัก "แต่นายไม่น่าจะไม่รู้นะ"
"ฉันเหรอ ทำไมฉันถึงต้องรู้ล่ะ" อวี๋เซิงทำหน้างง "ฉันก็แค่คนธรรมดาคนนึง ... "
" ... ก็วันๆ นายอาศัยอยู่ในมิติลี้ลับไม่ใช่เหรอ"
...
เงาดำพุ่งผ่านม่านราตรี เหล่านักล่าก่อตัวขึ้นจากเงามืด หมาป่าหน้าตาดุร้ายกระโจนออกมาจากเงา มันกระโดดไปตามหลังคาบ้านเรือนที่สูงต่ำลดหลั่นกันในเขตเมืองเก่าอย่างปราดเปรียว ก่อนจะร่อนลงกลางถนนที่ไร้ผู้คนอย่างแผ่วเบาไร้สุ้มเสียง ยืนหันซ้ายหันขวาอยู่กลางถนน
"กลับมา!" เสียงเด็กผู้หญิงที่ฟังดูหงุดหงิดเล็กน้อยดังมาจากเงามืดของอาคารตรงมุมถนน
หมาป่าหดคอวูบในพริบตา ส่งเสียงครางหงิงๆ ในลำคอ แล้วรีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปซ่อนตัวในเงามืดของอาคารริมถนน
เด็กสาวในชุดกระโปรงสั้นสีดำและเสื้อคลุมสีแดงเข้มยืนอยู่ตรงมุมระหว่างบ้านเก่าสองหลัง เธอยื่นมือไปขยี้หัวหมาป่าที่เพิ่งวิ่งกลับมา ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองบ้านเรือนที่สุดปลายถนนเก่าสายนี้
นี่เป็นถนนสายสั้นๆ บนถนนทั้งสายมีผู้อยู่อาศัยเพียงไม่กี่สิบหลังคาเรือน หัวถนนและท้ายถนนโล่งกว้าง สภาพบนท้องถนนสามารถมองเห็นได้ทะลุปรุโปร่ง ต่อให้ไม่ต้องอาศัยดวงตาของหมาป่า เธอก็มองปราดเดียวและประเมินสถานการณ์ของที่นี่ได้ทันที
เด็กสาวขมวดคิ้ว และเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นถูกจังหวะพอดี ... ยังคงเป็นเพลงเปิดซีรีส์ไซอิ๋วเวอร์ชันปี 86 สุดคลาสสิก คราวนี้เธอกดรับสายตอนที่หงอคงเพิ่งตีลังกาได้แค่สองตลบ "ฉันเอง ใช่ ฉันอยู่เขตเมืองเก่า แถวถนนอู๋ถงนี่แหละ"
เสียงที่ดังมาจากโทรศัพท์คือเสียงของชายวัยกลางคนที่ต้องทำงานล่วงเวลาจนสติเริ่มเลอะเลือน เขากำลังบ่นกระปอดกระแปดไม่หยุด
หนูน้อยหมวกแดงรับฟังอย่างอดทนอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะแสยะยิ้มมุมปาก "ฉันมาถึงแล้ว แต่ก็ไม่เจออะไรเลย ... หมาป่าของฉันค้นหาตั้งแต่หัวถนนยันท้ายถนนไปสามรอบแล้ว ไม่พบร่องรอยการเปิดออกของมิติลี้ลับเลย แล้วก็ไม่พบของที่หนีออกมาจากมิติลี้ลับด้วย"
ปลายสายเงียบไปสองสามวินาที ก่อนจะมีเสียงตอบกลับมา "แต่ทางเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์มั่นใจมากว่าที่ถนนอู๋ถงเขตเมืองเก่ามีปฏิกิริยาการเปิดออกของมิติลี้ลับ ที่นั่นต้องเกิดช่องทางเชื่อมต่อกับมิติลี้ลับขึ้นชั่วขณะแน่ๆ ... "
"ฉันเชื่อค่ะ" หนูน้อยหมวกแดงเอ่ยอย่างจนใจ "ฉันยังยอมรับในความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ของสำนักงานปฏิบัติการพิเศษอยู่นะ แต่ฉันก็เชื่อมั่นในหมาป่าของฉันเหมือนกัน ... บางทีที่นี่อาจจะมีช่องทางเกิดขึ้นชั่วขณะจริงๆ แต่ตอนนี้มันต้องหายไปจนหมดจดแล้วแน่ๆ ... เมื่อพิจารณาว่าในสถานการณ์ปกติมิติลี้ลับไม่มีทางตัดการเชื่อมต่อกับโลกแห่งความเป็นจริงได้ในเวลาอันสั้นขนาดนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะมี 'คนอื่น' ลงมือจัดการไปแล้วก็ได้"
"คนที่มีความสามารถตัดการเชื่อมต่อของมิติลี้ลับได้ในเวลาอันสั้นขนาดนี้มีไม่เยอะหรอกนะ และกองกำลังต้นสังกัดของพวกเขาก็ล้วนลงทะเบียนและมีช่องทางติดต่อกับสำนักงานปฏิบัติการพิเศษทั้งนั้น" เสียงจากโทรศัพท์ฟังดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย "แต่คืนนี้ฉันไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้เลย ... "
"งั้นก็อาจจะเป็นคนของสมาคมผู้สันโดษก็ได้ พวกนั้นวันๆ เอาแต่ทำตัวลึกลับซับซ้อน ... "
เด็กสาวพูดส่งๆ และอย่างที่คาดไว้ เธอได้ยินเสียงบ่นยาวยืดดังมาจากในโทรศัพท์อีกครั้ง จึงทำได้เพียงถอนหายใจแล้วตอบรับรัวๆ "โอเคๆ ฉันรู้แล้ว พวกเขาก็แค่นักวิชาการที่น่าเคารพเลื่อมใสก็พอแล้วใช่ไหมล่ะ ... ฉันให้ความเคารพพวกนักวิชาการมาตลอดแหละน่า ไม่พูดแล้วๆ ฉันจะพาฝูงหมาป่าของฉันไปค้นหาในเงามืดอีกรอบก็แล้วกัน ยังไงซะถนนอู๋ถงนี่ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร มีบ้านแค่หกสิบห้าหลัง ค้นอีกรอบก็ไม่เหนื่อยเท่าไหร่หรอก ... "
เมื่อวางสายในที่สุดหูก็ได้ยินเสียงความเงียบสงบ หนูน้อยหมวกแดงมองดูหน้าจอมือถือที่ดับลงพลางถอนหายใจ ก่อนจะก้มหน้ามองหัวหมา ... หัวหมาป่าที่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในเงามืดรอบตัว แล้วก็อดถอนหายใจอีกรอบไม่ได้
"การบ้านฉันยังไม่ได้ทำเลย ... เฮ้อ ชีวิตรับจ้างชั่วคราวนี่มันรันทดจริงๆ ... "
...
อวี๋เซิงนั่งอยู่ตรงมุมกำแพงของอารามร้างที่ดูแล้วน่าจะแข็งแรงพอสมควร ปล่อยให้ลมหนาวพัดลอดช่องโหว่บนกำแพงเข้ามาปะทะร่าง เขาเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดมิดและขุ่นมัวผ่านรูโหว่บนหลังคา พยายามจะทำให้สมองว่างเปล่าแต่ก็ไม่สำเร็จ
เพราะเมื่อกี้เขาเพิ่งได้รับรู้ความจริงบางอย่าง
ที่พักพิงอันแสนปลอดภัยเพียงแห่งเดียวของเขาในเมืองเจี้ยเฉิง สถานที่ที่ปลอดภัยและปกติที่สุดในความรู้สึกของเขาเมื่อเทียบกับทั้งเมือง แท้จริงแล้วกลับเป็นสถานที่ผิดปกติที่ถูกเรียกว่า "มิติลี้ลับ"
หากยืมคำพูดของไอลีนมาอธิบาย สิ่งที่เรียกว่ามิติลี้ลับก็คืออาณาเขตนอกเหนือความปกติ เป็นมิติที่อยู่สุดขอบเขตของเหตุผล ... โลกที่คนธรรมดาใช้ชีวิตอยู่โลกที่มีกฎเกณฑ์ปกติดูเผินๆ เหมือนจะเป็นภูเขาที่มีฐานรากมั่นคงและโครงสร้างแข็งแรง แต่ในความเป็นจริงแล้วตามซอกหลืบเล็กๆ ของภูเขาลูกนี้กลับเต็มไปด้วย "รูโหว่" ที่เชื่อมต่อไปยังความไร้เหตุผลและความไร้ระเบียบ
สำหรับคนส่วนใหญ่ ตลอดชีวิตนี้พวกเขาคงไม่ได้สัมผัสกับรูโหว่เหล่านี้ และคงไม่มีวันได้เห็นภาพอันแปลกประหลาดพิสดารในอีกฟากฝั่งของรูโหว่นั้น
ทว่าแสงสว่างริบหรี่ที่เล็ดลอดออกมาจากรูโหว่มักจะตกกระทบเข้าตาคนอีกกลุ่มหนึ่งเสมอ ... สำหรับพวกเขาวินาทีที่เผลอเหลือบไปเห็นภาพเหล่านั้น บางสิ่งบางอย่างก็ไม่อาจหวนคืนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก
... แต่ถึงกระนั้นสำหรับตุ๊กตาในภาพวาดผู้มากประสบการณ์แล้ว การที่คนคนหนึ่งสามารถอาศัยอยู่ในมิติลี้ลับเป็นเวลานานได้ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่หลุดโลกไปหน่อยอยู่ดี ...
[จบแล้ว]