- หน้าแรก
- จอมค่ายกลคลั่ง
- ตอนที่ 27 ค่ายกลวงกตขนาดเล็ก
ตอนที่ 27 ค่ายกลวงกตขนาดเล็ก
ตอนที่ 27 ค่ายกลวงกตขนาดเล็ก
ตอนที่ 27 ค่ายกลวงกตขนาดเล็ก
ครั้งนี้หยางเหลียนไม่คิดจะวางค่ายกลวงกตขนาดใหญ่เช่นนั้นอีก
กลุ่มผู้ตามล่ามีจำนวนมากและมียอดฝีมืออยู่ไม่น้อย เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ครั้งนี้แข็งแกร่งกว่าพวกตระกูลใหญ่ที่เคยรับมือคราวก่อนมากนัก
คราวนั้นใช้มุกวิญญาณไปหนึ่งร้อยเม็ด ยังกักขังพวกตระกูลใหญ่ได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ครั้งนี้หากคิดจะกักขังยอดฝีมือจากสำนักจื้อเกาเหมินให้ได้ถึงสามวัน จะต้องใช้มุกวิญญาณมากเท่าใดกัน?
ตอนนี้หยางเหลียนมีทรัพย์สินทั้งหมดเพียงห้าพันมุกวิญญาณ ย่อมไม่อยากสิ้นเปลืองไปที่นี่
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้" สายตาของหยางเหลียนกวาดมองไปทั่วทิศ "คงต้องใช้ความสามารถที่แท้จริง อาศัยพลังจากฟ้าดินขุนเขาและลำน้ำเสียหน่อยแล้ว"
ผู้คนต่างคิดว่าปรมาจารย์นั้นสูงส่งกว่าผู้อื่นด้วยวิชาการวางค่ายกล แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ในมุมมองของหยางเหลียน ปรมาจารย์ค่ายกลที่เก่งกาจควรจะคืนสู่สามัญ อาศัยภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมโดยรอบ ผสมผสานกับกลเม็ดบางประการ ก็สามารถวางมหาค่ายกลที่ร้ายกาจได้ นี่ต่างหากคือปรมาจารย์
"ตามมาตั้งนานยังไม่เลิกรา เช่นนั้นก็เชิญพวกเจ้าไล่ตามในค่ายกลวงกตขนาดเล็กของข้าให้เต็มที่เถอะ" หยางเหลียนหัวเราะหึๆ
...
ท่ามกลางป่าเขา ฝูงนกพลันตกใจตื่น พากันขยับปีกบินหนีจากกิ่งไม้
ขบวนผู้คนกลุ่มใหญ่ปรากฏตัวขึ้นในป่าแห่งนี้
"จ้าวแห่งยอดเขา กระแสปราณอยู่ในทิศทางนี้ น่าจะอยู่ไม่ไกลแล้ว!"
จ้าวแห่งยอดเขาที่สวมชุดยาวปักลายม่วงนำพายอดฝีมือหลายคนเร่งมาถึงที่นี่ เขาสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบครู่หนึ่ง
"ที่นี่ขุนเขาซับซ้อน มีถ้ำหินถ้ำไม้ไปทั่ว สภาพแวดล้อมยุ่งเหยิง พวกมันจะหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่หรือไม่?"
คนด้านหลังกล่าวประจบว่า "จ้าวแห่งยอดเขาล้อเล่นแล้ว คนพวกนั้นหนีแทบไม่ทัน มีหรือจะกล้าซ่อนอยู่ที่นี่? ขอเพียงถูกเราพบเข้าก็มีแต่ตายสถานเดียว!"
จ้าวแห่งยอดเขาจื่อเยี่ยปรายตาชำเลืองมองคนผู้นั้นเล็กน้อย "อย่าประมาท ตรวจสอบกระแสปราณของพวกมันให้ละเอียด อย่าให้มีปลาเล็ดลอดไปได้! อีกฝ่ายสามารถเข้าไปในโบราณสถานระเบียงโบราณได้ แสดงว่าต้องมีกลเม็ดบางอย่างที่เราไม่รู้ ระวังไว้เป็นดี!"
ผ่านไปสิบกว่าวินาที คนผู้นั้นพลันดีใจจนเนื้อเต้น "จ้าวแห่งยอดเขา พบแล้ว! กระแสปราณสองสาย หลบซ่อนอยู่ในส่วนลึกของถ้ำด้านหน้า พวกเราเร็วเข้า!"
"ฮ่าๆ ดี! กลับไปข้าจะบันทึกความดีความชอบให้เจ้าครั้งใหญ่!" จ้าวแห่งยอดเขานำยอดฝีมือทะยานร่างมุ่งตรงไปยังถ้ำอย่างรวดเร็ว
ทว่าเมื่อใกล้จะถึงถ้ำ สีหน้าของคนผู้นั้นกลับเปลี่ยนไป "ไม่ถูกต้อง ดูเหมือนอีกฝ่ายจะสัมผัสได้ถึงการตามล่าของพวกเรา พวกมันออกจากถ้ำและหนีไปอีกทิศทางหนึ่งแล้ว"
เมื่อเห็นเป็ดที่ต้มสุกกำลังจะบินหนีไป สีหน้าของจ้าวแห่งยอดเขาจื่อเยี่ยก็ย่ำแย่ยิ่งนัก "รีบหาทิศทางให้ชัดเจน แล้วตามไป!"
"รับทราบ" ผู้ใต้บังคับบัญชาเหงื่อกาฬไหลซึมที่หน้าผาก รีบกระตุ้นพลังจิตเพื่อสัมผัสร่องรอยอีกครั้ง
หลังจากระบุทิศทางและตามไปอีกครั้ง เหล่ายอดฝีมือกลับพบว่าอีกฝ่ายทั้งสองคนรู้ตัวอีกแล้วและหนีไปจากที่นั่น
"ตามไปให้ได้!" จ้าวแห่งยอดเขาจื่อเยี่ยกัดฟันกรอด "เรี่ยวแรงของพวกมันต้องเหลือไม่มากแล้ว จะหนีไปได้ไกลแค่ไหน? ต่อให้ต้องลากสังขารก็ตามไปให้พวกมันตายไปข้างหนึ่ง!"
เหล่ายอดฝีมือเปลี่ยนทิศทางอีกครั้ง ตามล่าอย่างไม่หยุดหย่อน
...
ในถ้ำแห่งหนึ่ง หยางเหลียนและซือเฉิงนั่งขัดสมาธิ กำลังพยายามทะลวงระดับอย่างเต็มกำลัง
"พวกที่ตามมา ตอนนี้คงกำลังเดินวนเป็นวงกลมแล้วละ" มุมปากของหยางเหลียนหยักโค้ง "พวกเจ้าก็วนต่อไปอีกสักพักเถอะ"
เมื่อเห็นซือเฉิงเข้าสู่สภาวะการฝึกฝนแล้ว หยางเหลียนก็หงายฝ่ามือทั้งสองขึ้นสู่ฟ้า จัดท่าทางเตรียมฝึกฝนเช่นกัน
นับตั้งแต่ทะลวงเข้าสู่ระดับแดนลับชีพจรแปดชั้นฟ้าชั้นที่สองมาได้ระยะหนึ่ง ในช่วงเวลานี้เขาผ่านการต่อสู้ที่ดุเดือดมาหลายครา โดยเฉพาะการต่อสู้กับจระเข้ขาวเขาคีรีคราวนั้น ถือเป็นการขัดเกลาร่างกายใหม่หลังจากการผลัดกระดูกล้างไขกระดูกได้เป็นอย่างดี
"ใกล้ถึงเวลาเลื่อนขั้นสู่ชั้นที่สามแล้ว"
เขาปล่อยหุ่นเชิดสีดำที่ได้จากโบราณสถานสำนักบรรพกาลออกมาเพื่อเป็นปราการด่านสุดท้าย หลังจากสั่งให้มันเฝ้าหน้าถ้ำ หยางเหลียนก็เข้าสู่สภาวะการฝึกฝน
ชีพจรลับสายที่สามของหยางเหลียนอยู่ที่ข้อมือขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญยิ่ง ขอเพียงทะลวงชีพจรสายนี้ได้ พลังการออกกระบวนท่าด้วยมือขวาของเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ทว่าความยากในการบุกทะลวงชีพจรสายนี้ก็สูงมากเช่นกัน หากไม่ระวังก็เท่ากับเป็นการเชือดข้อมือฆ่าตัวตาย จะประมาทไม่ได้เลย
"บุกทะลวงเลย"
หยางเหลียนรวบรวมสมาธิทั้งหมดไปที่ชีพจรลับตรงข้อมือด้วยความชำนาญ เคลื่อนย้ายพลังวิญญาณทั่วร่างเข้าจู่โจมอย่างเต็มกำลัง
...
"มารดามันเถอะ สองคนนี้หนีเก่งชะมัด!"
จ้าวแห่งยอดเขาจื่อเยี่ยที่ตามล่ามาตลอดทั้งวันไม่สนใจภาพลักษณ์อีกต่อไป เขาตะโกนด่าทอออกมา
เป็นเพราะกระแสปราณสองสายด้านหน้าหนีเก่งเหลือเกิน! เปลี่ยนทิศทางตลอดเวลา แถมยังมีเรี่ยวแรงมหาศาล มักจะเร่งความเร็วทิ้งห่างไปอีกครั้งในช่วงที่พวกเขาเกือบจะตามทัน
พวกผู้ติดตามด้านหลังเขามีความแข็งแกร่งเทียบเขาไม่ได้เลย การจะตามฝีเท้าของเขาให้ทันก็นับว่ายากลำบากยิ่ง ทุกคนต่างเหงื่อท่วมกาย บ่นโอดครวญด้วยความเหนื่อยยาก
"จ้าวแห่งยอดเขา มีบางอย่างไม่ถูกต้อง" ผู้ติดตามคนหนึ่งเดินเข้ามาพลางหอบหายใจ ชี้ไปยังต้นไม้โบราณต้นหนึ่งด้านหน้า
"ถ้าข้าจำไม่ผิด พวกเราเคยเห็นต้นไม้ที่หน้าตาเหมือนต้นนี้เป๊ะมาหลายต้นแล้ว"
"เจ้าจะบอกว่า..." เมื่อจ้าวแห่งยอดเขาได้ยิน ในใจก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ สีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที
"เกรงว่าพวกเราจะติดอยู่ในค่ายกลเสียแล้ว" บนใบหน้าของผู้ติดตามเผยรอยยิ้มขื่นออกมา
จ้าวแห่งยอดเขาจื่อเยี่ยหรี่ตาลง สีหน้าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวขาว
"พวกเจ้าพักอยู่ที่นี่ก่อน ข้าจะไปดูเสียหน่อย!" พูดจบก็หายวับไปทันที
สองชั่วโมงต่อมา เป็นไปตามคาด จ้าวแห่งยอดเขาจื่อเยี่ยกลับมาที่เดิมอีกครั้ง เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นเช่นนั้นต่างก็มีสีหน้าปั้นยาก
การติดอยู่ในค่ายกลโดยไม่รู้ตัว ย่อมไม่มีใครยินดีได้ลง
"ค่ายกลวงกต!" จ้าวแห่งยอดเขาจื่อเยี่ยกัดฟันกรอด "นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมีผู้เชี่ยวชาญค่ายกล ถึงขนาดวางค่ายกลที่ลึกล้ำเช่นนี้ได้"
"ฮวากุ้น เจ้าพอมีความรู้เรื่องค่ายกลอยู่บ้าง ค่ายกลนี้จะทำลายอย่างไร?"
ค่ายกลวงกตเป็นชื่อเรียกโดยรวมของค่ายกลประเภทหนึ่ง มิใช่ชื่อของค่ายกลใดค่ายกลหนึ่ง ดังนั้นแม้จ้าวแห่งยอดเขาจะรู้ว่าเป็นค่ายกลวงกต แต่นั่นก็มิได้หมายความว่าจะมองค่ายกลออก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำลายค่ายกลเลย
ชายหนุ่มในชุดรัดรูปสีสันฉูดฉาดวิ่งเข้ามาแล้วกระซิบว่า "จ้าวแห่งยอดเขา ข้าเห็นว่าค่ายกลวงกตนี้ไม่เหมือนทั่วไป"
"อย่างไร?"
"จากที่พวกเราเคลื่อนไหวมาตลอดทั้งวัน ระยะการวิ่งของพวกเรากว้างขวางมาก ระหว่างนั้นมีทั้งจริงและเท็จปะปนกัน หากนับรวมทั้งหมด มหาค่ายกลนี้ครอบคลุมภูเขาแถวนี้ไปหลายลูก เช่นนั้นผู้ที่วางค่ายกลต้องมีระดับพลังที่สูงจนน่ากลัว หากมีความสามารถระดับนั้น ทำไมถึงยังถูกพวกเราตามล่าล่ะ?"
"จะบอกว่า เขาใช้ค่ายกลขนาดเล็กหลายแห่งคอยชักนำเชื่อมถึงกัน เพื่อให้พวกเราหลงกลวนไปวนมาอย่างนั้นหรือ?" จ้าวแห่งยอดเขาเริ่มเข้าใจ
"จ้าวแห่งยอดเขาปรีชายิ่ง! วิธีการวางค่ายกลเช่นนี้ล้ำลึกนัก อีกฝ่ายต้องมีประสบการณ์โชกโชน ถึงสามารถอาศัยภูมิประเทศขุนเขามาสอดประสานกับค่ายกลของตนได้"
จ้าวแห่งยอดเขาส่งเสียงฮึในลำคอ ฟาดฝ่ามือใส่ต้นไม้โบราณข้างกาย ต้นไม้ใหญ่ขนาดหกคนโอบหักสะบั้นลง
หลังจากระบายโทสะในใจแล้ว จ้าวแห่งยอดเขาจึงค่อยๆ เอ่ยว่า "อีกฝ่ายอุตสาห์ลงแรงวางค่ายกลที่ซับซ้อนเช่นนี้ คงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อจะหนีอย่างเดียว เป็นไปได้มากว่าพวกมันได้รับบาดเจ็บจนหนีไปได้ไม่ไกล จึงซ่อนตัวอยู่ที่ใดสักแห่ง! ทำลายค่ายกลให้ข้า! ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งวัน ทำลายค่ายกลขนาดเล็กทุกจุดให้หมด!"
ชายหนุ่มรู้สึกกดดันมหาศาล แต่จำต้องกัดฟันตอบรับ "ผู้น้อยทราบแล้ว"
...
ในที่สุด กลุ่มของจ้าวแห่งยอดเขาก็ใช้เวลาไปหนึ่งวันครึ่ง ถึงจะหาค่ายกลวงกตขนาดเล็กทั้งห้าแห่งพบและทำลายทิ้งได้
"ค่ายกลวงกตห้าแห่ง ช่างลงทุนลงแรงเสียจริง" จ้าวแห่งยอดเขากล่าวด้วยความแค้นเคือง "ค้นหาให้ทั่ว ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินลึกสามฉื่อ ก็ต้องขุดไอ้สองคนนั่นออกมาให้ได้!"
เมื่อไม่มีค่ายกลวงกตมาคอยรบกวน เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลอีก ทุกคนต่างกระปรี้กระเปร่า มีกำลังใจเต็มเปี่ยม
พื้นที่แถบนี้ไม่ได้กว้างใหญ่นัก เมื่อมียอดฝีมือจำนวนมากร่วมกันค้นหา เพียงเวลาครึ่งวัน สายตาทุกคู่ก็ถูกล็อกไว้ที่ถ้ำแห่งหนึ่ง
กลุ่มยอดฝีมือสำนักจื้อเกาเหมินพากันโอบล้อมมุ่งหน้าไปยังถ้ำนั้นจากทุกสารทิศ
ภายในถ้ำ ซือเฉิงตื่นขึ้นมาก่อน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความยินดี
"ระดับแดนลับ ในที่สุดก็ถึงระดับแดนลับแล้ว" หลังจากผ่านการผลัดกระดูกล้างไขกระดูกมา ในตอนนี้เขารู้สึกว่าทั่วร่างเต็มไปด้วยพละกำลัง
"หือ? ท่านหยางนี่คือ... กำลังทะลวงระดับอยู่หรือ?"
ซือเฉิงตกใจ หยางเหลียนจะทะลวงระดับอีกแล้วหรือ!
ชีพจรลับแต่ละสายในร่างกายมนุษย์นั้นหายากยิ่ง และแต่ละสายก็แตกต่างกัน บ่อยครั้งที่จุดเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตาในร่างกาย รอยแยกแคบๆ ในกระดูก หรือติ่งเนื้อที่ยื่นออกมาบนผนังเส้นชีพจร ล้วนอาจเป็นชีพจรลับได้ทั้งสิ้น
เหล่านักล่ามักต้องใช้เวลาหลายปีหรือหลายสิบปีในการค้นหาชีพจรลับ
แต่หยางเหลียนกลับทะลวงระดับอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่าการค้นหาชีพจรลับสำหรับเขานั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย
หยางเหลียนที่กำลังฝึกฝนอยู่พลันส่งเสียงครางอือในลำคอ กล้ามเนื้อทั่วร่างสั่นสะท้านขึ้นมาครู่หนึ่ง
ทะลวงได้แล้ว!
"ถึงช่วงเวลาสำคัญแล้ว" ซือเฉิงเข้าใจดีว่าหยางเหลียนกำลังเข้าสู่ขั้นตอนผลัดกระดูกล้างไขกระดูกหลังจากเปิดเส้นชีพจร ในเวลานี้หยางเหลียนจะอ่อนแอที่สุดและไม่มีการป้องกันใดๆ
การรบกวนจากภายนอกเพียงนิดเดียว อาจทำให้หยางเหลียนธาตุไฟเข้าแทรกได้!
ซือเฉิงรีบลุกขึ้นยืนเฝ้าอยู่ข้างกายหยางเหลียนโดยสัญชาตญาณ พร้อมกันนั้นก็ส่งสัมผัสออกไปสำรวจภายนอก
เมื่อสัมผัสดู ซือเฉิงก็ต้องตกใจสุดขีด!
ที่หน้าปากถ้ำมียอดฝีมือสำนักจื้อเกาเหมินจำนวนมากซุ่มล้อมอยู่ และกำลังค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในถ้ำ ในกลุ่มนั้นยังมีจ้าวแห่งยอดเขาในชุดยาวขาวลายม่วงอยู่ด้วยคนหนึ่ง!
"แย่แล้ว!" ซือเฉิงมองหยางเหลียน ซึ่งฝ่ายหลังยังคงจมดิ่งอยู่ในช่วงสำคัญที่สุดของการผลัดกระดูกล้างไขกระดูก ในเวลานี้จะรบกวนไม่ได้เด็ดขาด
ด้วยความกระวนกระวายใจ ซือเฉิงกัดฟันชักดาบออกมา ยืนเคียงข้างหุ่นเชิดสีดำของหยางเหลียน เฝ้าปกป้องอยู่ที่ปากถ้ำ รอคอยเพียงคนเหล่านั้นเข้ามาเขาก็จะเข้าต่อสู้แลกชีวิต เพื่อดึงเวลาให้หยางเหลียนให้ได้
หยางเหลียนช่วยชีวิตเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนหยางเหลียนมีความสำคัญในใจของซือเฉิงมากแล้ว ในหัวของเขามีเพียงความคิดเดียว คือต้องสู้ตายเพื่อปกป้องและทดแทนบุญคุณครั้งนี้!
"ซือเฉิง"
ด้านหลังพลันมีเสียงของหยางเหลียนดังขึ้น
"ท่านตื่นแล้วหรือ?" ซือเฉิงยินดีเป็นล้นพ้น! ตื่นมาได้ทันเวลาพอดีจริงๆ!
"ท่านหยาง พวกเรารีบไปเถอะ พวกมันมากันแล้ว!"
หยางเหลียนสัมผัสเพียงเล็กน้อยก็รู้ว่ายอดฝีมือสำนักจื้อเกาเหมินเหล่านั้นบีบกระชั้นเข้ามาถึงปากถ้ำแล้ว
"ซือเฉิง ข้าจำได้ว่าเจ้ามีวิชาเคลื่อนย้ายปฐพี พาข้าลงไปใต้ดิน" หยางเหลียนเก็บหุ่นเชิดสีดำ ทำลายร่องรอยของทั้งสองคน แล้วเดินมาหยุดยืนเคียงข้างซือเฉิง
ใบหน้าของซือเฉิงฉายแววกังวล "วิชาเคลื่อนย้ายปฐพีของข้าหากพาคนไปด้วย เกรงว่าจะลงไปได้ไม่ลึกนัก"
"ลงมือเถอะ ข้าจะซ่อนกระแสปราณของพวกเราสองคนเอง"
"ตกลง!" ซือเฉิงไม่มีความกังวลอีกต่อไป เขาระเบิดพลังศาสตร์ยุทธ์เคลื่อนย้ายปฐพีออกมาเต็มกำลัง พาหยางเหลียนหายวับไปจากที่นั่นทันที