เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 11 การแลกเปลี่ยนข้อมูล

ตอนที่ 11 การแลกเปลี่ยนข้อมูล

ตอนที่ 11 การแลกเปลี่ยนข้อมูล


บทที่ 11 การแลกเปลี่ยนข้อมูล

ในชีวิตก่อน หยางเหลียนเคยได้ยินชื่อเสียงของนักปรุงโอสถผู้มาจากนรกนอกกฎหมายผู้นี้

เถียนเซิ่ง เป็นคนที่มีคุณธรรมใช้ได้ ทั้งชีวิตทุ่มเทให้กับการแสวงหาขอบเขตการปรุงโอสถที่สูงส่งขึ้น และตามหาเตาหลอมโอสถที่ดีกว่าเดิม เพียงแต่โชคลาภไม่สู้ดีนัก รอนแรมมาค่อนชีวิตก็ยังไม่อาจครอบครองเตาโอสถชั้นเลิศได้

ภายใต้การนำทางของคนประมูล หยางเหลียนเดินผ่านม่านบังตาเข้าไป ก็พบกับชายผู้หนึ่งยืนรออยู่ด้านหลัง เขามีเคราแพะ ใบหน้าหล่อเหลาราวหยกสลัก สวมชุดเรียบง่ายแต่ดูสง่างาม

"ไม่ทราบว่าเจ้ามีธุระอันใด?" เถียนเซิ่งเอ่ยถามอย่างเป็นกันเอง

ในสายตาของเถียนเซิ่ง เบื้องหลังของหยางเหลียนคงมีปรมาจารย์ค่ายกลระดับสูงหนุนหลังอยู่ และหยางเหลียนก็คงเป็นเพียงคนส่งสารเท่านั้น

"ท่านปรมจารย์เถียน ไม่ทราบว่าท่านเคยได้ยินชื่อ... หม้อสามขาซือหมู่หวังติ่งบ้างหรือไม่?"

"อะไรนะ!"

เถียนเซิ่งที่เดิมทีมีรอยยิ้มประดับใบหน้าพลันเปลี่ยนสีหน้าไปอย่างกะทันหัน เคราแพะของเขากระตุกไหวจ้องมองหยางเหลียนเขม็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดมือคราหนึ่ง "ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับสนทนา ตามข้ามา"

"ท่านปรมจารย์..." คนประมูลมองเถียนเซิ่งด้วยความลำบากใจพลันชี้ไปทางใต้เวที

ขณะนี้การประมูลยังคงดำเนินอยู่ หากทั้งสองใช้เวลาสนทนานานเกินไป ย่อมยากที่จะอธิบายต่อผู้คนด้านล่าง

ทว่ายามนี้ในสมองของเถียนเซิ่งมีแต่เรื่องหม้อสามขาซือหมู่หวังติ่งจนไม่สนสิ่งใดแล้ว กลับเป็นหยางเหลียนที่เอ่ยอย่างผ่อนคลายว่า "ท่านช่วยประคองสถานการณ์ไว้ก่อน ไม่เกินสองอึดใจพวกเราจะออกมา"

"ตกลง ขอบคุณมากท่านปรมจารย์" คนประมูลถอนหายใจอย่างโล่งอก

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้อง เถียนเซิ่งก็ถามอย่างร้อนรน "หม้อสามขาซือหมู่หวังติ่ง! รีบบอกมา เจ้าได้ข้อมูลนี้มาจากที่ใด?"

"อย่าเพิ่งรีบร้อนไป" หยางเหลียนยิ้มกล่าว "ข้อมูลนี้ ต้องแลกกับโอสถแดนลับเม็ดสุดท้ายของท่าน"

"ไม่มีปัญหา! ว่ามา รีบว่ามา!" เถียนเซิ่งตอบตกลงทันควัน

เมื่อได้โอสถแดนลับเม็ดสุดท้ายมาครอบครอง หยางเหลียนก็อารมณ์ดีขึ้นมาก สำหรับนักปรุงโอสถอย่างเถียนเซิ่ง หม้อสามขาซือหมู่หวังติ่งคือของวิเศษระดับตำนาน แต่สำหรับเขามันกลับไม่มีประโยชน์อันใดเลย

"ท่านปรมจารย์เถียน ข้าขอบอกไว้ก่อนว่า หม้อสามขาซือหมู่หวังติ่งนั้นอยู่ในซากโบราณกาลของสำนักเก่าแก่แห่งหนึ่ง ภายในซากนั้นเต็มไปด้วยอันตราย กับดักค่ายกลโบราณมีอยู่ดาษดื่น ทุกก้าวย่างล้วนอาจพรากชีวิตท่านได้"

"ซากโบราณกาล" ความคลั่งไคล้ในดวงตาของเถียนเซิ่งลดลงไปหลายส่วน

เมื่อขึ้นชื่อว่าซากโบราณกาล นอกจากสิ่งล้ำค่าที่ย่อมอัญเชิญมาแล้ว ยังหมายถึงโอกาสรอดเพียงหนึ่งในเก้าด้วย เถียนเซิ่งเคยบุกเข้าไปในซากโบราณกาลแห่งหนึ่งมาก่อน แต่เพียงแค่ถึงทางเข้าก็พบกับภยันตรายที่น่าหวาดกลัวจนต้องถอยออกมา ส่วนคนอื่นๆที่เข้าไปล้วนไม่มีใครรอดชีวิตกลับมาได้เลย

ชั่วขณะนั้น เถียนเซิ่งเริ่มลังเลใจ

"ท่านปรมจารย์เถียน ข้าจะบอกข่าวให้ท่านอีกอย่าง" หยางเหลียนยิ้มกล่าว "ข้าเคยเข้าไปในซากแห่งนั้นมาแล้ว หลบเลี่ยงอันตรายได้นับร้อยจุด จนสุดท้ายออกมาได้อย่างปลอดภัย หากท่านยินดีจ่ายค่าตอบแทนเป็นโอสถเสริมสร้างกายาหนึ่งเม็ด ข้ายินดีจะนำทางให้ท่านด้วยตัวเอง"

"เจ้าหรือ?" เถียนเซิ่งตกตะลึงกับคำพูดของหยางเหลียน

หยางเหลียนที่อยู่ตรงหน้าอายุเท่าใดกัน? เด็กน้อยอายุเพียงสิบสามสิบสี่ปี กลับมีประสบการณ์เข้าไปในซากโบราณกาล? มิหนำซ้ำยังรอดชีวิตกลับมาได้?

หยางเหลียนไม่ตอบคำถาม เพียงยิ้มตาหยีแล้วกล่าวว่า "โอสถเสริมสร้างกายาหนึ่งเม็ด ท่านปรมจารย์เถียนโปรดพิจารณาดูเถิด"

ถึงตอนนี้เถียนเซิ่งถึงได้เข้าใจว่า เบื้องหลังหยางเหลียนจะมีปรมาจารย์ค่ายกลระดับสูงที่ไหนกัน ดูจากท่าทางและบารมีของหยางเหลียนแล้ว ชัดเจนว่าเขาสามารถตัดสินใจทุกอย่างได้ด้วยตนเอง

"เจ้ารู้จักจุดอันตรายในซากโบราณกาลของสำนักนั้นจริงๆหรือ?" เถียนเซิ่งอยากจะยืนยันอีกครั้ง

"อืม" หยางเหลียนพยักหน้า รู้ดีว่าเถียนเซิ่งเริ่มคล้อยตามแล้ว จึงกล่าวต่อว่า "แต่ช่วงนี้ข้ายังมีธุระต้องจัดการ ข้าใคร่ขอให้ท่านปรมจารย์เถียนส่งคนมาช่วยข้าสักคน เมื่อเสร็จธุระแล้ว ข้าจะออกเดินทางไปกับท่านทันที"

เถียนเซิ่งค่อยๆพยักหน้าพลางลูบเคราแพะ ในใจรู้สึกประหลาดใจกับการจัดการที่ไร้ช่องโหว่ของหยางเหลียน

การส่งคนไปช่วยหยางเหลียน แท้จริงแล้วก็คือการไปเฝ้าจับตาดูเพื่อป้องกันไม่ให้เขาหนีหายนั่นเอง

อย่างไรเสียสิ่งที่หยางเหลียนกล่าวมานั้นก็น่าเหลือเชื่อเกินไป เด็กหนุ่มวัยสิบสามสิบสี่ปี ไม่เพียงล่วงรู้ข้อมูลสำคัญเช่นนี้ แต่ยังเคยเข้าไปสัมผัสและรอดชีวิตออกมาได้ ข้อมูลแต่ละอย่างล้วนสั่นสะเทือนใจนัก ทำให้เถียนเซิ่งต้องระแวดระวังไว้ก่อน

ยามนี้หยางเหลียนใช้เพียงคำพูดเปล่าๆก็คว้าโอสถแดนลับไปได้หนึ่งเม็ด และยังจองโอสถเสริมสร้างกายาในอนาคตไว้อีกหนึ่งเม็ด การที่เถียนเซิ่งจะระวังตัวย่อมเป็นเรื่องสมเหตุสมผล เมื่อหยางเหลียนเป็นฝ่ายเสนอให้ส่งคนไปเอง เถียนเซิ่งจึงเริ่มเชื่อถือขึ้นมาหลายส่วน

เถียนเซิ่งตะโกนเรียกคนรับใช้ ทันใดนั้นมีคนห้าหกคนกรูเข้ามาในห้อง

คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ติดตามของเถียนเซิ่ง

หยางเหลียนกวาดตามองไปรอบหนึ่ง พลันเห็นใบหน้าที่คุ้นตาคนหนึ่ง เขาคือซือเฉิงที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้ในป่าอสูรนั่นเอง

"เอาคนนี้แหละ" หยางเหลียนชี้ไปที่ซือเฉิง

"ตกลง ซือเฉิง ช่วงนี้เจ้าจงติดตามพ่อหนุ่มน้อยหยางผู้นี้ไปช่วยงานเขาสักพัก"

"รับทราบ" ซือเฉิงที่ได้พบกับหยางเหลียนผู้ช่วยชีวิตเขาไว้อีกครั้งก็รู้สึกยินดีไม่น้อย

เถียนเซิ่งหันกลับมา ใบหน้าเริ่มปรากฏรอยยิ้ม "เช่นนั้น เรื่องของเราก็ตกลงกันตามนี้ ช่วงเวลานี้ข้าจะเร่งปรุงโอสถเสริมสร้างกายาออกมาให้ได้" เขาจ้องมองหยางเหลียนด้วยสายตาเป็นประกาย "หวังว่าข้อมูลที่เจ้าให้มา จะเป็นความจริงทั้งหมด"

"ตกลงตามนั้น" หยางเหลียนพยักหน้า ในใจรู้สึกยินดี

โอสถเสริมสร้างกายานี้เขาเตรียมไว้ให้หยางซางน้องชายของเขา โอสถชนิดนี้สามารถปรับปรุงสภาพร่างกายได้ดีเยี่ยม เหมาะแก่การรักษาอาการร่างกายอ่อนแอแต่กำเนิด ที่สำคัญคือเป็นของล้ำค่าที่มีราคาแต่หาซื้อไม่ได้ เพราะมีนักปรุงโอสถน้อยรายนักที่จะปรุงโอสถหายากเช่นนี้ เถียนเซิ่งเองก็ต้องใช้เวลาและทรัพย์สินไม่น้อยในการรวบรวมวัตถุดิบเพื่อปรุงมันขึ้นมา

เมื่อเดินออกมาจากด้านหลัง ผู้คนใต้เวทีต่างเริ่มแสดงความไม่พอใจ

โดยเฉพาะพี่น้องตระกูลกวนที่มองหยางเหลียนด้วยสายตาระแวง สงสัยว่าหยางเหลียนจะลอบทำข้อตกลงลับบางอย่างกับฝ่ายหลังร้าน

เมื่อหยางเหลียนเดินลงจากเวที ก็ได้ยินกวนซานคนพี่ในตระกูลกวนกล่าวว่า "เจ้าหนู อย่าคิดจะเล่นตุกติก โอสถแดนลับใครให้ราคาสูงกว่าก็ได้ไป"

กวนสยงก็สำทับด้วยเสียงกร้าวว่า "หากกล้าเล่นตุกติก ระวังเจ้าจะออกจากเขตนอกกฎหมายไปไม่ได้!"

หยางเหลียนเพียงยิ้มตอบและเดินกลับไปยังที่นั่งของตน

บนเวที เถียนเซิ่งค่อยๆเดินออกมาด้วยท่าทางคงแก่เรียน "ทุกท่าน วันนี้โอสถแดนลับเม็ดสุดท้ายตกเป็นของพ่อหนุ่มน้อยด้านล่างผู้นี้ ราคาที่เขาให้นั้นเพียงพอที่จะสยบทุกคนได้"

"แก๊ง!" คนประมูลเคาะค้อนทันเวลาพลางประกาศเสียงดัง "โอสถแดนลับเม็ดสุดท้าย ปิดการขาย!"

"ไอ้เด็กนี่รนหาที่ตาย! กล้าใช้เล่ห์เหลี่ยม!" กวนสยงมีสีหน้าเหี้ยมเกรียม "พี่ใหญ่ โอสถแดนลับนั่นต้องเป็นของเรา"

ใบหน้าของกวนซานเคร่งขรึมลง เขาแสยะยิ้ม "ในเขตนอกกฎหมาย เด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่งคิดจะต่อกรกับพวกเรา เห็นทีชื่อเสียงของพวกเราคงต้องประกาศให้ก้องอีกครั้งเสียแล้ว"

...

หลังจากได้สิ่งที่ประมูลมาแล้ว หยางเหลียนก็หาห้องว่างที่หลังร้าน

วัตถุดิบกองหนึ่งวางอยู่ตรงหน้า หยางเหลียนนั่งขัดสมาธิลง ใช้นิ้วทั้งสองชี้นำ กระแสปราณวิญญาณสีฟ้าอ่อนดุจน้ำหมึกไหลเวียนอยู่กลางอากาศราวกับวาดลงบนผืนผ้าใบที่มองไม่เห็น

"เริ่มจากค่ายกลคันศรก่อน"

ภายใต้การชี้นำของพลังวิญญาณ วัตถุดิบถูกแบ่งแยกออกมาทีละชิ้น และจัดเรียงตามลำดับเฉพาะตัว

"หลอม!"

หยางเหลียนเอ่ยเพียงคำเดียว สิ้นเสียงคำ วัตถุดิบบางอย่างก็ค่อยๆสลายตัวเป็นแสงดาว จางหายไปและหลอมรวมเข้ากับเส้นค่ายกลที่หยางเหลียนเพิ่งสลักไว้

ทันใดนั้น รูปค่ายกลขนาดเท่าอ่างล้างหน้าตรงหน้าก็สว่างขึ้นมาหลายส่วน แสงสว่างสาดกระจายออกด้านนอก ภายในปรากฏร่างเงาลูกศรสีเงินรางๆคล้ายจะพุ่งออกมา สั่นสะเทือนไม่หยุด

เมื่อหลอมวัตถุดิบเข้าไปอีกหลายอย่าง มุมปากของหยางเหลียนก็ปรากฏรอยยิ้ม "สำเร็จแล้ว"

เมื่อดึงค่ายกลคันศรเข้าสู่ความว่างเปล่าในร่างกายแล้ว หยางเหลียนก็ยิ้มออกมา "มีค่ายกลคันศรนี้แล้ว ถือว่ามีความสามารถในการปกป้องตัวในโลกที่วุ่นวายนี้ได้เสียที"

ค่ายกลคันศรเป็นหนึ่งในวิธีการโจมตีที่เขาถนัดที่สุดในชาติก่อน เมื่อความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้น อานุภาพของค่ายกลนี้ก็จะยิ่งทวีคูณ

"ต่อไปคือ ค่ายกลกำลังกวางสามรอบ"

ค่ายกลที่เหมาะสำหรับสามคนนี้ สามารถทำให้คนสามคนประสานงานกันได้อย่างไร้รอยต่อ ประดุจกวางหนุ่มที่กำลังพิโรธ โดยมีเขากวางเป็นตัวโจมตีหลัก อีกสองคนอยู่ในตำแหน่งขาคู่หน้าและหลังคอยเสริมกำลัง หากทั้งสามประสานงานกันได้ดี ตัวโจมตีหลักและตัวเสริมสามารถสลับตำแหน่งกันได้ตลอดเวลา เกิดเป็นกระแสโจมตีที่ต่อเนื่องไม่ขาดสาย

หยางเหลียนเพียงคนเดียวมีตันเถียนถึงสามแห่ง หากพูดถึงเรื่องการประสานงาน ย่อมหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวโดยธรรมชาติ สูงส่งกว่าการประสานงานของคนสามคนใดๆ ดังนั้นเขาจึงสามารถสำแดงอานุภาพสูงสุดของค่ายกลกำลังกวางสามรอบนี้ออกมาได้

"เขากวางเหล็กหายาก ไม้เนื้อแข็งชั้นเลิศ..." หยางเหลียนวางวัตถุดิบลงทีละอย่าง จัดวางวัตถุดิบตามตำแหน่งที่สอดคล้องกับค่ายกล

เช่นเดียวกับเมื่อครู่ วัตถุดิบภายใต้การควบคุมของหยางเหลียน ค่อยๆสลายตัวเป็นจุดแสงดาวและหลอมรวมเข้ากับเส้นค่ายกลในที่สุด

วิธีการวางค่ายกลเช่นนี้ บรรลุถึงขั้น "ค่ายกลสถิตกาย" แล้ว สูงส่งกว่าพวกปรมาจารย์ค่ายกลระดับต่ำที่ต้องสลักค่ายกลไว้กับที่ตายตัวอย่างเทียบไม่ติด

"เรียบร้อย!"

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ หยางเหลียนลุกขึ้นยืนด้วยความพึงพอใจ

เมื่อมีค่ายกลคันศรและค่ายกลกำลังกวางสามรอบ รวมกับค่ายกลมังกรเสือประสานที่เขามีอยู่ก่อนหน้านี้ หยางเหลียนก็นับว่ามีทุนรอนในการเอาตัวรอดที่น่าภาคภูมิใจ อานุภาพที่ค่ายกลทั้งสามสำแดงออกมาได้นั้น แข็งแกร่งยิ่งกว่าศาสตร์ยุทธ์ระดับเลิศภพในขั้นปัจจุบันเสียอีก!

เมื่อผลักประตูออกมา ซือเฉิงยืนรออยู่ที่หน้าประตูราวกับองครักษ์

แม้ซือเฉิงผู้นี้ในชาติก่อนจะเป็นยอดฝีมือที่เรียกลมเรียกฝนได้ผู้หนึ่ง แต่ยามนี้เขากลับสงบเสงี่ยม เป็นเพียงผู้ติดตามของนักปรุงโอสถเถียนเซิ่ง เมื่อถูกส่งมาติดตามหยางเหลียน เขาก็ทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง

"ไปเถอะ ถึงเวลาต้องกลับแล้ว"

หยางเหลียนไม่รู้ว่าสงครามระหว่างสามสิบหกตระกูลในเขตถ่านจวิ้นระเบิดขึ้นหรือยัง ในใจจึงมีความกังวลอยู่บ้าง กระทั่งโอสถแดนลับก็ยังไม่มีเวลาได้ดูดซับ

การกลับไปครั้งนี้ได้ยอดฝีมือระดับทะลวงทะเลปราณอย่างซือเฉิงมาด้วย ก็นับว่าเป็นโชคลาภที่คาดไม่ถึง และเป็นผู้ช่วยที่ดีมาก

เมื่อเตรียมตัวพร้อมแล้ว ทั้งสองก็สำแดงวิชาตัวเบาพุ่งทะยานออกไป เพียงครู่เดียวก็ออกจากเมืองนอกกฎหมาย มุ่งหน้าสู่ป่าอสูร

ระหว่างที่วิ่งไป ซือเฉิงก็แอบลอบสังเกตหยางเหลียนอยู่ตลอดเวลา

เด็กหนุ่มที่อายุไม่มากเช่นนี้ กลับยืนอยู่ในระดับเดียวกับท่านปรมจารย์เถียนเซิ่ง และยังทำข้อตกลงกันในฐานะที่เท่าเทียม

เด็กหนุ่มเช่นนี้ ช่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก

หยางเหลียนเห็นซือเฉิงลอบมองเขาอยู่บ่อยครั้ง จึงยิ้มออกมาอย่างไม่ถือสา

"เจ้าไปเป็นผู้ติดตามของเถียนเซิ่งได้อย่างไร?" หยางเหลียนเองก็สงสัยเรื่องราวในวัยหนุ่มของซือเฉิง อะไรที่หล่อหลอมให้อัจฉริยะผู้มาด้วยความพยายามผู้นี้เกิดขึ้นมาในชาติก่อน

ซือเฉิงเกาหัวพลางยิ้ม "มีอยู่ครั้งหนึ่ง ข้าออกตามหาโอกาสเพื่อฝ่าด่านในยามคับขัน จนตกอยู่ในอันตรายเจียนตาย ได้อาศัยโอสถต่อชีวิตอันล้ำค่าของท่านปรมจารย์เถียนเซิ่งถึงรอดชีวิตมาได้ ตอนนั้นข้าไม่มีเงินติดตัวเลย และไม่สามารถจ่ายค่าโอสถเม็ดนั้นได้ จึงรับปากจะติดตามรับใช้ท่านปรมจารย์เถียนเซิ่งเป็นเวลาสามปี"

เมื่อฟังคำกล่าวที่ดูเรียบง่ายของซือเฉิง หยางเหลียนถึงกับพูดไม่ออกในใจ

ที่แท้ครั้งก่อนที่เขาเห็นซือเฉิงจงใจหาโอกาสฝ่าด่านท่ามกลางความเป็นความตาย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ซือเฉิงมักจะทำเช่นนี้อยู่เป็นนิจ!

นี่คือการใช้ชีวิตเดิมพันกับการฝึกตน มิน่าเล่าซือเฉิงถึงมีชื่อเสียงในฐานะอัจฉริยะสายพยายามในชาติก่อน

วิธีการเช่นนี้เสี่ยงอันตรายเกินไป แต่ก็น่าเลื่อมใสยิ่งนัก

"บางทีอาจจะโน้มน้าวซือเฉิงมาเป็นพวกได้ คนเก่งเช่นนี้หากปล่อยให้หลุดมือไปก็น่าเสียดายนัก" หยางเหลียนคิดในใจ

จบบทที่ ตอนที่ 11 การแลกเปลี่ยนข้อมูล

คัดลอกลิงก์แล้ว