- หน้าแรก
- กำเนิดใหม่ในโลกไซอิ๋วสมบัติใต้หล้าข้าจะกวาดให้เกลี้ยง
- บทที่ 14 - ตัวตนที่เคยแย่งชิงตำแหน่งจักรพรรดิกับต้าอวี่
บทที่ 14 - ตัวตนที่เคยแย่งชิงตำแหน่งจักรพรรดิกับต้าอวี่
บทที่ 14 - ตัวตนที่เคยแย่งชิงตำแหน่งจักรพรรดิกับต้าอวี่
สิ้นเสียงป้ายหยกในมือของเจียงเฉินก็ลอยเข้าไปในถ้ำโดยอัตโนมัติ จากนั้นผ่านไปไม่นานก็เห็นชายชราในชุดผ้าป่านเดินออกมา
เมื่อเห็นผู้ที่เดินออกมาเจียงเฉินก็รีบก้าวเข้าไปทำความเคารพอย่างเต็มพิธีการ "ผู้น้อยเจียงเฉินขอคารวะท่านบรรพชนขอรับ!"
ชายชราที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย เจียงเฉินไม่รู้แน่ชัดถึงที่มาของเขา รู้เพียงว่าเขาเป็นบุคคลจากยุคโบราณกาลและเป็นบุคคลระดับสูงสุดของตระกูลเจียง
ตามบันทึกในลำดับวงศ์ตระกูล บรรพชนตระกูลเจียงผู้นี้เป็นทายาทสายตรงของเหยียนตี้ เป็นทายาทรุ่นที่สิบของพระองค์ ถือกำเนิดขึ้นในช่วงปลายยุคของตี้ซุ่น เป็นบุคคลในยุคเดียวกับต้าอวี่
บันทึกวีรกรรมของบรรพชนผู้นี้ในลำดับวงศ์ตระกูลมีไม่มากนัก ดูเหมือนจะถูกจงใจลบเลือนไป ทว่าตำนานเกี่ยวกับบรรพชนผู้นี้ที่สืบทอดกันมาแบบปากต่อปากในตระกูลเจียงกลับมีอยู่ไม่น้อยเลย
เรื่องที่โด่งดังที่สุดก็คือเมื่อครั้งที่บรรพชนผู้นี้ยังเป็นวัยรุ่น เขาเคยแย่งชิงตำแหน่งจักรพรรดิกับต้าอวี่ แม้สุดท้ายเขาจะพ่ายแพ้ไป แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเขาได้อย่างไม่ต้องสงสัย
จริงอยู่ที่เขาเป็นผู้พ่ายแพ้ แต่ทั่วทั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์มีใครกล้าดูแคลนเขาบ้าง
นั่นคือต้าอวี่เชียวนะ!
ตัวตนที่เคยแย่งชิงตำแหน่งจักรพรรดิกับเขาได้ จะเป็นบุคคลธรรมดาได้อย่างไร
บรรพชนผู้นี้ก็เป็นคนที่มีความหยิ่งทะนงในตนเองเช่นกัน หลังจากพ่ายแพ้ในการแย่งชิงตำแหน่งจักรพรรดิกับต้าอวี่ เขาก็รู้สึกว่าไม่มีหน้าไปพบผู้คน จึงตัดสินใจเร้นกายไม่ยอมออกไปไหน อาศัยอยู่อย่างสันโดษริมฝั่งแม่น้ำเจียงและคอยปกป้องคลังสมบัติตระกูลเจียงไปด้วยในตัว
เมื่อมีบรรพชนตระกูลเจียงคอยเฝ้าคลังสมบัติอยู่ จะมีหัวขโมยหน้ามืดตามัวคนไหนกล้ามาก่อเรื่องที่นี่อีก
คลังสมบัติย่อมปลอดภัยไร้กังวล!
หลังจากบรรพชนตระกูลเจียงเดินออกมา เขาก็กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างไม่ใส่ใจนักก่อนจะเอ่ยถามว่า "เจ้าหนูอย่างเจ้านี่หรือที่ปลุกสายเลือดให้ตื่นขึ้นได้"
บุคคลตรงหน้านี้เรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เจียงเฉินเคยพบเจอมาตั้งแต่มาอยู่บนโลกใบนี้ ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญกับคำถามของอีกฝ่าย เจียงเฉินจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง เวลาพูดก็มีอาการพูดจาวกวนไม่เป็นปะติดปะต่อ
"ใช่ ขอรับท่านบรรพชน ไม่ผิดขอรับ เป็นข้าเอง"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นบรรพชนตระกูลเจียงถึงได้พิจารณาเจียงเฉินอย่างละเอียดแวบหนึ่ง ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาเบาๆ
"เอ๊ะ!"
"เจ้าหนูนี่ใช้ได้จริงๆ ความเข้มข้นของสายเลือดนี้สูงกว่าเจ้าหนูจื่อเซวียนเสียอีก แทบจะตามข้าผู้เป็นบรรพชนทันแล้ว ช่างแปลกประหลาดนัก"
ชายชราคว้าแขนของเจียงเฉินมาสัมผัสดูอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยความประหลาดใจ
เขาเป็นถึงทายาทรุ่นที่สิบของเหยียนตี้ ความเข้มข้นของสายเลือดย่อมไม่ต้องคิดเลย ในโลกนี้แทบจะไม่มีใครเทียบได้ ทว่าทายาทรุ่นที่เท่าไรก็ไม่รู้ของเหยียนตี้ที่อยู่ตรงหน้านี้กลับมีความเข้มข้นของสายเลือดเกือบจะเทียบเท่ากับเขาได้ ช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน
หากไม่รู้ที่มาที่ไปของคนตรงหน้า เขาคงคิดว่าเป็นลูกหลานของเหยียนตี้คนไหนวิ่งมาเสียอีก
เมื่อเห็นเช่นนั้นเจียงเฉินก็อดไม่ได้ที่จะร้องในใจว่าแย่แล้ว
กายเทพสุริยันของเขามันเกิดจากการปลุกสายเลือดที่ไหนกัน แต่มันมาจากอีกาทองคำต่างหาก
เป็นพลังของอีกาทองคำที่ดัดแปลงเขาให้กลายเป็นกายเทพสุริยัน
สิ่งมีชีวิตอย่างอีกาทองคำเรียกได้ว่าเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์โดยกำเนิดอย่างแท้จริง เจียงเฉินกลืนกินพลังของมันเข้าไป แม้จะไม่สามารถกลายเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์องค์ใหม่ได้โดยตรง แต่การดัดแปลงร่างกายของตนเองให้กลายเป็นกายเทพสุริยันระดับสูงสุดนั้นย่อมเหลือเฟืออย่างแน่นอน
ก็แค่เจียงเฉินในตอนนี้ยังไม่ได้หลอมรวมซากศพของอีกาทองคำอย่างสมบูรณ์ มิฉะนั้นความเข้มข้นของสายเลือดของเขาต่อให้ไม่ถึงระดับเดียวกับเหยียนตี้ ก็คงไม่ห่างกันมากนัก
ก่อนหน้านี้เจียงจื่อเซวียน เจียงหง และคนอื่นๆ มีระดับพลังที่ต่ำต้อยจึงมองไม่เห็นความผิดปกติบนร่างกายของเจียงเฉิน แต่บรรพชนตระกูลเจียงผู้นี้แตกต่างออกไป เขาที่มีที่มาอันเก่าแก่และมีระดับพลังที่แข็งแกร่ง เพียงมองแวบเดียวก็เห็นความผิดปกติบนร่างกายของเจียงเฉินแล้ว
"ท่านบรรพชน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องบังเอิญขอรับ ... " ในตอนที่เจียงเฉินกำลังจะพูดเหตุผลที่เขาเค้นสมองแต่งขึ้นมา เขากลับได้ยินเสียงของบรรพชนตระกูลเจียงที่แสดงถึงความกระจ่างแจ้งดังขึ้นมากระทันหัน
"นี่มัน ... "
"วิถีแห่งยุทธ์ยุคบรรพกาล!"
"ที่แท้เจ้าหนูอย่างเจ้าก็ฝึกฝนวิถีแห่งยุทธ์ยุคบรรพกาล มิน่าเล่าความเข้มข้นของสายเลือดถึงได้สูงถึงเพียงนี้"
ไม่รู้ว่าบรรพชนตระกูลเจียงจินตนาการไปถึงไหน ถึงได้เข้าใจไปเองแบบนั้น
ทว่าเมื่อเห็นเขาเป็นเช่นนั้นเจียงเฉินก็ไม่ได้โง่เขลาพอที่จะไปเตือนเขาว่าเขาเดาผิด เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับวิถีแห่งยุทธ์ยุคบรรพกาลเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่ตอบกลับไปแบบคลุมเครือว่า "บางทีอาจจะเป็นเช่นนั้นขอรับ รายละเอียดผู้น้อยเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก"
ในเวลานี้บรรพชนตระกูลเจียงกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความทรงจำ คล้ายกับกำลังรำลึกถึงความรุ่งโรจน์ในอดีตของวิถีแห่งยุทธ์ยุคบรรพกาล จึงไม่ได้สังเกตเห็นช่องโหว่ในคำพูดของเจียงเฉิน
บางทีเขาอาจจะสังเกตเห็นแล้ว เพียงแต่ไม่อยากจะสืบสาวราวเรื่องต่อไปก็เท่านั้น
เจียงเฉินสิ่งที่เขาฝึกฝนก็คือวิถีแห่งยุทธ์ยุคบรรพกาล ไม่ว่าในอนาคตเขาจะแข็งแกร่งเพียงใด อย่างมากที่สุดก็มีชีวิตอยู่ได้เพียงหนึ่งหมื่นกว่าปีเท่านั้น
คนเช่นนี้ไม่ว่าจะมีความลับอะไรซ่อนอยู่ สุดท้ายก็จะถูกฝังไปพร้อมกับเขา
การสืบสาวราวเรื่องต่อไปก็ไม่มีความหมายอะไร
ก็จริงอยู่ ในสายตาของบุคคลที่มีอายุยืนยาวเทียบเท่าฟ้าดินอย่างบรรพชนตระกูลเจียง เจียงเฉินที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้มากที่สุดเพียงหนึ่งหมื่นปีก็คือคนที่กำลังจะตายคนหนึ่ง
ในเมื่อเป็นคนที่กำลังจะตาย แล้วเหตุใดจะต้องเก็บเขามาใส่ใจเพื่อให้ตนเองต้องว้าวุ่นใจเปล่าๆ
...
"เจ้าไปเถอะ"
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด บรรพชนตระกูลเจียงก็ตื่นขึ้นจากห้วงแห่งความทรงจำ เขาโบกมือให้เจียงเฉินเป็นสัญญาณให้เขาเดินหน้าไปยังคลังสมบัติตระกูลเจียง
"ขอรับ!" เจียงเฉินโค้งคำนับบรรพชนตระกูลเจียงด้วยความเคารพ ก่อนจะก้าวเดินไปยังถ้ำ
ทว่าในขณะที่เจียงเฉินกำลังจะเดินเข้าไปในถ้ำ จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงที่เต็มไปด้วยความผ่านโลกมาอย่างโชกโชนของบรรพชนตระกูลเจียงดังขึ้นข้างหู
"ข้าพอจะจำได้ลางๆ ว่าในส่วนลึกที่สุดของคลังสมบัติตระกูลเจียง มีไม้ฝูซางก่อกำเนิดท่อนหนึ่งที่เหยียนตี้ทิ้งไว้ในปีนั้น หากเจ้ามีวาสนาก็สามารถนำมันออกไปได้"
บางทีอาจจะเป็นเพราะถูกเรื่องที่เจียงเฉินฝึกฝนวิถีแห่งยุทธ์ยุคบรรพกาลกระทบจิตใจ บรรพชนตระกูลเจียงถึงได้ดูแลเขาเป็นพิเศษ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจียงเฉินก็ชะงักฝีเท้ากะทันหัน จากนั้นใบหน้าก็เต็มไปด้วยความยินดี เขาหันกลับมาและโค้งคำนับบรรพชนตระกูลเจียง "เจียงเฉินขอบคุณท่านบรรพชนที่ชี้แนะขอรับ!"
บรรพชนตระกูลเจียงเห็นเช่นนั้นก็โบกมืออย่างรำคาญใจ "รีบเข้าไปได้แล้ว! ข้าบอกเจ้าแล้วว่าไม้ฝูซางก่อกำเนิดอยู่ที่ใด แต่จะสามารถนำมันออกไปได้หรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าเอง"
สำหรับเรื่องนี้เจียงเฉินไม่ได้ใส่ใจนัก ไม้ฝูซางก่อกำเนิดนั่นคนอื่นอาจจะเอาไปไม่ได้ แต่เขาไม่แน่ กระจกเต๋าแม้แต่ซากศพของอีกาทองคำก็ยังสามารถเก็บไปได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงไม้ฝูซางก่อกำเนิดแค่ท่อนเดียวเลย
...
เมื่อเดินเข้าไปในคลังสมบัติตระกูลเจียงจริงๆ เจียงเฉินถึงได้พบว่าคลังสมบัติตระกูลเจียงนั้นใหญ่โตมาก ใหญ่ชนิดที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด แทบจะเทียบเท่ากับโลกใบเล็กๆ ใบหนึ่งเลยทีเดียว
ทว่าในโลกใบเล็กๆ แห่งนี้กลับเต็มไปด้วยของวิเศษล้ำค่ามากมาย จากสิ่งนี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งของตระกูลเจียง
และนี่ก็ยังไม่ใช่ทั้งหมดของตระกูลเจียง
ในถ้ำเมฆาอัคคีและสวรรค์นั้นยังมีตระกูลเจียงอีกสายหนึ่งดำรงอยู่
ความแข็งแกร่งของตระกูลเจียงเพียงพอที่จะถูกจัดให้อยู่ในสามอันดับแรกของเผ่าพันธุ์มนุษย์
...
เจียงเฉินจดจำคำพูดของบรรพชนตระกูลเจียงเอาไว้ หลังจากเข้ามาในคลังสมบัติตระกูลเจียง เขาก็ไม่แม้แต่จะมองของวิเศษที่อยู่รอบนอก เขารีบมุ่งหน้าเข้าไปยังส่วนลึกของคลังสมบัติโดยไม่หันกลับมามอง ตรงไปยังไม้ฝูซางก่อกำเนิดทันที
ครึ่งวันต่อมา เจียงเฉินถึงได้มาถึงใจกลางของคลังสมบัติอย่างยากลำบาก
เมื่อกวาดตามองไปรอบๆ ของวิเศษที่ถูกจัดวางไว้ที่นี่มีระดับสูงกว่าของวิเศษรอบนอกอยู่ไม่น้อยเลย ในจุดนี้เจียงเฉินแทบไม่ต้องเปรียบเทียบ เพียงแค่มองจากรูปแบบการจัดวางก็สามารถรู้ได้แล้ว