- หน้าแรก
- กำเนิดใหม่ในโลกไซอิ๋วสมบัติใต้หล้าข้าจะกวาดให้เกลี้ยง
- บทที่ 13 - คลังสมบัติตระกูลเจียง
บทที่ 13 - คลังสมบัติตระกูลเจียง
บทที่ 13 - คลังสมบัติตระกูลเจียง
สิ่งที่เจียงเฉินควรสนใจในตอนนี้คือเส้นทางในวันข้างหน้าของเขาว่าจะเดินต่อไปอย่างไร
และจะกอบโกยผลประโยชน์ให้มากพอจากงานเลี้ยงแบ่งปันผลประโยชน์ของต้าฉินในครั้งนี้ได้อย่างไร
อย่าเห็นว่าต้าฉินในยามนี้กำลังตกอยู่ในสภาวะง่อนแง่น รากฐานของพวกเขายังคงลึกล้ำเกินกว่าที่ผู้คนจะจินตนาการได้
ต้าฉินสืบทอดมาหลายร้อยปีก่อนยุคของจิ๋นซีฮ่องเต้ ไม่รู้ว่าสั่งสมความมั่งคั่งไว้มากเพียงใด และหลังจากยุคของจิ๋นซีฮ่องเต้ ต้าฉินยิ่งกลืนกินหกแคว้นและรวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง
ดังนั้นความมั่งคั่งที่หกแคว้นสั่งสมมานานนับไม่ถ้วนย่อมต้องตกไปอยู่ในมือของแคว้นฉินอย่างแน่นอน
โลกใบนี้มีเซียนและเทพสำแดงฤทธิ์ พลังส่วนบุคคลนั้นเหนือจินตนาการ การที่หกแคว้นสามารถกุมอำนาจและชี้เป็นชี้ตายราษฎรนับหมื่นในสถานการณ์เช่นนี้ได้
การกระทำนี้เป็นการบ่งบอกอย่างไม่ต้องสงสัยว่าพวกเขาจะต้องครอบครองพลังที่เหนือกว่าคนทั่วไปและเป็นผู้ที่โดดเด่นในหมู่คนเหล่านั้น
ความมั่งคั่งของพวกเขาย่อมไม่ใช่เงินทองหรืออัญมณีมีค่า แต่เป็นเคล็ดวิชาเวทมนตร์อันทรงพลังหรือของวิเศษอะไรทำนองนั้น
ลองคิดดูก็รู้แล้ว ยุคชุนชิวจ้านกั๋วคือยุคที่ร้อยสำนักแข่งขันกันประชันความคิด แล้วบรรดาปรมาจารย์เหล่านั้นมีที่มาอย่างไร พวกเขาล้วนเป็นร่างจำแลงของยอดฝีมือผู้มีฤทธิ์เดช
ราชวงศ์และขุนนางของหกแคว้นไม่มากก็น้อยล้วนมีความเกี่ยวข้องกับร้อยสำนัก ดังนั้นความมั่งคั่งที่พวกเขาครอบครองอยู่ย่อมน่าตกตะลึงอยู่บ้าง
ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่เรียกว่าราชวงศ์หกแคว้นส่วนใหญ่ก็เป็นลูกหลานของผู้ยิ่งใหญ่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในยุคโบราณกาล ไม่แน่ว่าในมือของพวกเขาอาจจะมีของวิเศษที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้
ดังนั้นราชวงศ์และขุนนางของหกแคว้นจะครอบครองของวิเศษอะไรอยู่บ้างนั้นย่อมไม่มีใครรู้ได้ แต่คิดดูแล้วคงต้องล้ำค่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ และสิ่งเหล่านี้ล้วนตกไปอยู่ในมือของต้าฉินจนหมดสิ้น
จากสิ่งนี้ย่อมรู้ได้ว่ารากฐานของต้าฉินนั้นลึกล้ำเพียงใด
เนื่องจากการสวรรคตของจิ๋นซีฮ่องเต้ รากฐานเหล่านี้อาจจะสูญเสียไปบ้างบางส่วน แต่ก็คงไม่มากจนเกินไปและจะต้องมีส่วนใหญ่ที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้ได้อย่างแน่นอน
ขนาดกระต่ายเจ้าเล่ห์ยังมีสามโพรง แล้วประสาอะไรกับจักรวรรดิต้าฉิน
...
เมื่อนึกถึงสถานการณ์ของต้าฉินในปัจจุบันเจียงเฉินก็อดไม่ได้ที่จะครุ่นคิด ทรัพย์สมบัติที่จิ๋นซีฮ่องเต้ทิ้งไว้ ลำพังเพียงหูไห่ย่อมไม่อาจรักษาไว้ได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้สู้ตกเป็นของข้ายังดีกว่าปล่อยให้ไปตกอยู่ในมือคนอื่น
เมื่อแคว้นฉินสูญเสียอำนาจ ผู้คนทั่วหล้าล้วนหมายปอง!
หลังจากต้าฉินล่มสลายยุคจลาจลก็จะหวนกลับมาอีกครั้ง ทั่วหล้าจะก้าวเข้าสู่สถานการณ์ที่เหล่าผู้กล้าแย่งชิงความเป็นใหญ่ ก่อให้เกิดพายุโลหิตครั้งแล้วครั้งเล่าในแผ่นดินเสินโจว ไม่รู้ว่าจะส่งผลกระทบต่อราษฎรผู้บริสุทธิ์ไปมากเพียงใด
ในช่วงเวลานั้นสรรพชีวิตล้วนทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส!
ดังนั้นเวลานี้จึงต้องการให้เจียงเฉินออกโรงแล้ว
หากเขาเป็นคนลงมือเอาความมั่งคั่งทั้งหมดของต้าฉินไป เหล่าผู้กล้าที่ไม่อาจแบ่งปันผลประโยชน์ของต้าฉินได้ย่อมต้องมีกองกำลังที่อ่อนแอลงอย่างแน่นอน
เมื่อเป็นเช่นนี้ความทุกข์ยากที่สรรพชีวิตต้องเผชิญย่อมต้องลดลงไปไม่น้อยอย่างแน่นอน
และสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบุญกุศลของเจียงเฉิน!
การที่เขาเอาความมั่งคั่งของต้าฉินไปไม่ได้เป็นไปเพื่อความเห็นแก่ตัวของตนเอง แต่เป็นไปเพื่อราษฎรทั่วหล้า
ขอให้พวกเขาเผชิญกับความยากลำบากน้อยลงสักหน่อย!
เมื่อคิดเช่นนี้เจียงเฉินก็รู้สึกทันทีว่าบุคลิกภาพของตนเองกำลังสูงส่งขึ้น ทั่วทั้งร่างราวกับถูกห่อหุ้มไว้ด้วยรัศมีแห่งความศักดิ์สิทธิ์และกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ขึ้นมา
...
หลังจากสะกดจิตตัวเองเสร็จ เจียงเฉินก็ร้องเรียกหลงจู๊เสียงเบา เมื่อสั่งการให้อีกฝ่ายคอยติดตามสถานการณ์ของต้าฉินต่อไปแล้ว เขาก็ลุกขึ้นจากที่นั่งและเดินทางกลับไปยังตระกูลเจียง
ออกมาตั้งนานขนาดนี้ ก็ควรจะกลับไปที่ตระกูลได้แล้ว
ตระกูลเจียง วิหารเทพเหยียนตี้!
เจียงเฉินเดินก้าวเท้าเข้าไปในวิหารอย่างเชื่องช้า เขามองไปยังชายวัยกลางคนที่นั่งตัวตรงอยู่บนตำแหน่งประธานแวบหนึ่งก่อนจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อทำความเคารพ "เจียงเฉินขอคารวะท่านผู้นำตระกูล!"
เจียงหงผู้นำตระกูลเจียงมีระดับพลังที่ลึกล้ำยากจะหยั่งถึง เขาเป็นบุคคลเมื่อหลายพันปีก่อน ว่ากันว่าเคยเข้าร่วมศึกผนึกเทพมาก่อน ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จริงหรือเท็จประการใด
เจียงหงมองเจียงเฉินแวบหนึ่งพลางพยักหน้าแล้วกล่าวว่า "ได้ยินบรรพชนจื่อเซวียนบอกว่าเจ้าปลุกสายเลือดให้ตื่นขึ้นแล้ว ตอนนี้ดูท่าคงจะไม่ใช่เรื่องโกหก"
กลิ่นอายอันร้อนแรงนั่น เจียงหงสัมผัสได้ตั้งแต่ระยะไกล เห็นได้ชัดว่าเป็นกายเทพสุริยันอย่างไม่ต้องสงสัย
"ล้วนเป็นเพราะวาสนาบันดาลขอรับ" เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจียงเฉินก็ยิ้มออกมาอย่างเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า "ไม่ทราบว่าท่านผู้นำตระกูลเรียกข้ามามีธุระสำคัญอันใดหรือขอรับ"
เมื่อครู่นี้เขาเพิ่งจะกลับมาถึงตระกูลเจียง ก้นยังไม่ทันได้นั่งจนร้อนก็ถูกผู้นำตระกูลเรียกตัวมาแล้ว เขาจึงมาที่นี่ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
ดังคำกล่าวที่ว่ากินปูนร้อนท้อง เมื่อเชื่อมโยงกับสิ่งที่ตนเองเพิ่งทำไปเมื่อเร็วๆ นี้ เจียงเฉินก็ยังคิดว่าเรื่องที่เขาได้รับมรดกของซีหวงมานั้นถูกเปิดโปงเสียแล้ว
ทว่าโชคยังดีที่เขาสามารถสงบสติอารมณ์ลงได้อย่างรวดเร็วและตระหนักได้ว่าตนเองคิดมากไป การที่ผู้นำตระกูลเรียกตัวเขามาน่าจะเป็นเรื่องดีมากกว่า
ท้ายที่สุดแล้วเจียงเฉินก็ปลุกสายเลือดให้ตื่นขึ้นแล้ว คนในตระกูลจะไม่มีการแสดงออกใดๆ ได้อย่างไร
และเป็นอย่างที่คิด ผ่านไปไม่นานเจียงหงที่นั่งอยู่ด้านบนก็เอ่ยขึ้นว่า "ในเมื่อเจ้าปลุกสายเลือดเหยียนตี้ให้ตื่นขึ้นแล้ว เช่นนั้นตามกฎกติกาเจ้าสามารถไปเลือกของวิเศษในคลังสมบัติได้หนึ่งชิ้น"
ขณะพูดเจียงหงก็หยิบป้ายหยกชิ้นหนึ่งออกมาแล้วโยนลงไปในมือของเจียงเฉินที่อยู่ด้านล่าง
คลังสมบัติตระกูลเจียง ภายในเต็มไปด้วยของวิเศษที่ตระกูลเจียงรวบรวมมาตั้งแต่ยุคโบราณกาลจนถึงปัจจุบัน มูลค่าของมันสูงส่งเกินกว่าคลังสมบัติของหกแคว้นไปมาก
ต่อให้สามารถนำออกไปได้เพียงชิ้นเดียว แต่สำหรับเจียงเฉินในปัจจุบันมันก็ถือเป็นความมั่งคั่งอันยิ่งใหญ่แล้ว
ในใจรู้สึกยินดี บนใบหน้าของเจียงเฉินจึงอดไม่ได้ที่จะปรากฏรอยยิ้มออกมา จากนั้นเขาก็กำป้ายหยกในมือแน่นและพูดกับเจียงหงว่า "หากท่านผู้นำตระกูลไม่มีธุระอันใดแล้ว เช่นนั้นข้าเจียงเฉินขอตัวลาไปก่อนนะขอรับ"
ขณะพูดเขายังโค้งตัวทำความเคารพอีกด้วย
เมื่อเห็นท่าทางร้อนรนของเจียงเฉิน เจียงหงก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา
"อืม ไปเถอะ!"
"ดูท่าทางลิงโลดของเจ้าสิ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจียงเฉินก็ไม่เกรงใจ เขารีบหันหลังเดินออกจากวิหารและวิ่งตรงไปยังทิศทางของคลังสมบัติทันที
ทว่าเจียงเฉินที่กำลังรีบร้อนมุ่งหน้าไปยังคลังสมบัติกลับไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่า หลังจากที่เขาหันหลังเดินจากไป เจียงหงจ้องมองแผ่นหลังของเขาอยู่นานก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง "เฮ้อ ช่างน่าเสียดายจริงๆ!"
...
ดินแดนต้าฮวงที่ตระกูลเจียงตั้งอยู่นั้นกว้างใหญ่มาก ไม่เพียงแต่ยังคงรักษารูปแบบของยุคโบราณไว้ได้อย่างสมบูรณ์ แต่ยังมีสัตว์ร้ายอาศัยอยู่อีกด้วย
หากมองในอีกมุมหนึ่งดินแดนต้าฮวงแห่งนี้ก็คือโลกใบเล็กๆ ที่เป็นอิสระและพึ่งพิงอยู่กับดินแดนหงฮวง
หลังจากเดินอย่างโดดเดี่ยวในดินแดนต้าฮวงมาได้ค่อนวัน เจียงเฉินถึงได้มาถึงตำแหน่งที่ตั้งของคลังสมบัติตระกูลเจียง ซึ่งอยู่เบื้องหน้าเทือกเขาขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
สิ่งที่เรียกว่าคลังสมบัติตระกูลเจียงก็คือการขุดเจาะเข้าไปในใจกลางภูเขาลูกใหญ่เพื่อนำของวิเศษไปเก็บไว้และกางม่านพลังผนึกเอาไว้หลายชั้น
การนำคลังสมบัติไปไว้ในใจกลางภูเขานั้นดูดั้งเดิมมากและยังสอดคล้องกับสไตล์ของตระกูลเจียงอีกด้วย
ท้ายที่สุดแล้วคลังสมบัติแห่งนี้ก็ถูกสร้างขึ้นในยุคโบราณกาล และในยุคโบราณกาลนั้นบรรพชนของเผ่าพันธุ์มนุษย์จะไปรู้วิธีการสร้างพระราชวังอันวิจิตรตระการตาได้อย่างไร พวกเขาล้วนอาศัยอยู่ในถ้ำกันทั้งสิ้น
และคลังสมบัติก็ย่อมต้องถูกเก็บไว้ในถ้ำอย่างเป็นธรรมชาติ การขุดเจาะภูเขาทั้งลูกเพื่อทำเป็นคลังสมบัติเช่นตระกูลเจียงนี้ ในเวลานั้นก็นับว่าเป็นผลงานชิ้นใหญ่มากแล้ว
บริเวณตีนเขามีบันไดหินที่ถูกสกัดขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์ มันคดเคี้ยวทอดยาวขึ้นไปจนถึงส่วนลึกของภูเขา
"ฟู่ ... "
เจียงเฉินปรับลมหายใจที่ค่อนข้างถี่กระชั้นจากการเร่งรีบเดินทางให้สงบลง เขาก้าวเดินขึ้นบันไดไปและไม่นานก็มาถึงหน้าถ้ำแห่งหนึ่ง
และถ้ำแห่งนี้ก็คือทางเข้าของคลังสมบัติตระกูลเจียงนั่นเอง
"ผู้น้อยเจียงเฉิน ด้วยเหตุผลที่ปลุกสายเลือดให้ตื่นขึ้นได้ จึงได้รับบัญชาจากท่านผู้นำตระกูลให้มาที่คลังสมบัติเพื่อเลือกของวิเศษหนึ่งชิ้นขอรับ"
ที่หน้าถ้ำเจียงเฉินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หยิบป้ายหยกที่ผู้นำตระกูลมอบให้ออกมาแล้วตะโกนเรียกด้วยความเคารพ