- หน้าแรก
- คู่มือตำราอสูร: ฉบับเริ่มต้นจากศูนย์
- บทที่ 1658-1659: หุบเหวแห่งความว่างเปล่า (สองตอนรวมกัน)
บทที่ 1658-1659: หุบเหวแห่งความว่างเปล่า (สองตอนรวมกัน)
บทที่ 1658-1659: หุบเหวแห่งความว่างเปล่า (สองตอนรวมกัน)
บทที่ 1658-1659: หุบเหวแห่งความว่างเปล่า (สองตอนรวมกัน)
“อินพ่าน”
วินาทีถัดมา วิหคปรารถนาเสียงก็เปล่งเสียงร้องออกมาอย่างกะทันหัน
ใครอยู่ตรงนั้น มานี่ให้หมด
เสียงของมันไม่ได้ดังลั่น แต่กลับก้องชัดเจนในโสตประสาท ราวกับพูดอยู่ข้างหูโดยตรง
มานี่ มานี่ให้หมด
จิตใจของเฉียวซางพลันเหม่อลอยไปชั่วขณะ ร่างกายไม่อาจควบคุมได้ เธอลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติ เตรียมจะก้าวขาออกจากกิ่งไม้ ในขณะเดียวกัน ดวงตาของซุนเป่าก็เปล่งประกายแสงสีน้ำเงินขึ้นมา แม้แต่พวกหยาเป่าก็ยังไม่อาจต่อต้านแรงดึงดูดนั้นได้ ต่างก็เกิดความรู้สึกอยากพุ่งตรงไปหามัน
แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง กลิ่นหอมสดชื่นของพืชพรรณก็ลอยเข้ามาแตะจมูก เฉียวซางรู้สึกเหมือนสมองได้รับการปลดปล่อย ความมึนงงที่เกาะกุมอยู่ก่อนหน้าถูกชะล้างจนหมดสิ้น เธอได้สติกลับมา มองเห็นขาขวาของตัวเองที่เกือบจะก้าวพลาดออกไปด้วยความตกใจ แล้วรีบดึงกลับมาโดยสัญชาตญาณ พวกหยาเป่าก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน
“ช่าช่า?”
ชาราร่ามองมาอย่างเป็นห่วง ส่งเสียงร้องถามด้วยความกังวลว่า
พวกเธอไม่เป็นไรใช่ไหม?
เฉียวซางรู้ได้ทันทีว่ากลิ่นเมื่อครู่นั้นคือกลิ่นของอะไร จึงกล่าวขอบคุณเสียงอ่อนโยน “โชคดีจริงๆ ที่มีเธออยู่ตรงนี้”
“หยา… ย่าห์ ย่าห์!”
หยาเป่าถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะทำหน้าขึงขังใส่วิหคปรารถนาเสียงที่อยู่ห่างออกไป แล้วร้องใส่มันด้วยความไม่พอใจ ทว่าเสียงยังไม่ทันขาดคำ สีหน้ามันก็เปลี่ยนเป็นตกใจสุดขีด ก่อนจะตะโกนลั่น
ซุนเป่าไปแล้ว!
เฉียวซางถึงกับชะงัก “อะไรนะ?!”
เธอรีบเงยหน้าขึ้นมองแล้วก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อเห็นซุนเป่าปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าวิหคปรารถนาเสียงจริงๆ
วิหคปรารถนาเสียงสัตว์อสูรธาตุบินระดับมหาจักรพรรดิ สิ่งที่ผู้คนพูดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับมันก็คือทักษะเสียงที่ทรงพลัง ว่ากันว่าคำพูดของมันมีอำนาจลึกลับ เพียงแค่เอ่ยปากก็สามารถบังคับให้ผู้ฟังทำตามโดยไม่รู้ตัว
แย่แล้ว! ชาราร่าใช้กลิ่นหอมจากร่างกายช่วยให้พวกเธอได้สติกลับมา แต่ซุนเป่าซึ่งชินกับการใช้เทเลพอร์ตและข้ามพิกัดมิติบ่อยครั้ง กลับไม่ได้สูดกลิ่นหอมนั้นเลย และเทเลพอร์ตไปยังที่นั่นโดยตรง!
เกือบจะในทันที เฉียวซางก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด หัวใจเต้นถี่รัว ความคิดมากมายแล่นเข้ามาในหัวรวดเดียว
ใจเย็นไว้ ไม่มีอะไรต้องตกใจ เธอเข้ามาในหุบเขาวิหคเสียงดนตรีนี้อย่างถูกขั้นตอน ถึงจะมีสัตว์อสูรระดับมหาจักรพรรดิสองตัวอยู่ที่นี่ก็เถอะ ที่นี่คือดาวนภาเพลิง ไม่ใช่อัลติเมทสตาร์
สัตว์อสูรป่าส่วนใหญ่ที่นี่ โดยเฉพาะพวกที่มีอายุมากหรือมีสติปัญญาสูง มักจะไม่โจมตีมนุษย์ก่อน ยิ่งระดับสูงเท่าไร ไอคิวก็ยิ่งสูงตาม
ทั้งวิหคอธิษฐานฝนและวิหคปรารถนาเสียงต่างก็เป็นสัตว์อสูรระดับมหาจักรพรรดิ พวกมันต้องมีสติปัญญาไม่น้อยแน่นอน
แต่ในอีกแง่หนึ่ง บนดาวนภาเพลิงนั้น สัตว์อสูรระดับสูงจริงๆ แทบไม่มีข้อจำกัดอะไร เหมือนกับวิญญาณน้ำแข็งไร้ค่าบนเกาะหมื่นเหมันต์ที่แช่แข็งทั้งคนและสัตว์อสูรไปมากมาย แต่กลับไม่ถูกลงโทษอะไรเลยด้วยซ้ำ
ยังไงตอนนี้ก็ต้องหนีให้พ้นก่อน อย่างน้อยต้องรอให้อาจารย์มิเคลล่ามาถึงแล้วค่อยว่ากัน เฉียวซางสูดหายใจลึก รวบรวมสติเรียบเรียงความคิด มือหนึ่งโบกเรียกซุนเป่ากลับเข้าตำราอสูร
ในจังหวะเดียวกันนั้น เธออุ้มชาราร่าขึ้นมา อีกมือคว้าชิงเป่ากับถิงเป่าที่อยู่ใกล้ แล้วตะโกนเสียงเรียก
“หยาเป่า! เทเลพอร์ตเดี๋ยวนี้!”
ขณะเดียวกัน ปีกของกงเป่าก็แนบเข้ากับลำตัวหยาเป่าแน่น
“ย่าห์ ย่าห์!”
ดวงตาของหยาเป่าทอประกายแสงสีน้ำเงิน ก่อนที่ร่างของมันจะพุ่งหายไปพร้อมกับผู้ฝึกสัตว์อสูรและพวกเพื่อนร่วมทีมทั้งหมด
แม้มันไม่อาจข้ามพิกัดมิติได้เต็มรูปแบบ แต่ตราบใดที่รอบข้างไม่มีสิ่งปิดกั้น ทักษะเทเลพอร์ตระดับไร้ที่ติของมันก็สามารถพาทุกคนเคลื่อนย้ายไปยังที่ห่างไกลได้
วิหคปรารถนาเสียงมองกลุ่มคนที่หายไปตรงหน้าพลางขมวดคิ้ว
“ฉีอวี่”
วิหคอธิษฐานฝนบินเข้ามาใกล้ ส่งเสียงร้องเบาๆ ราวกับจะบอกว่า ก็คงแค่พวกมนุษย์ที่หลงเข้ามา จะไปใส่ใจทำไม
วิหคปรารถนาเสียงเหลือบตามองมันนิ่งๆ ทำเอาอีกฝ่ายรีบเปลี่ยนท่าที ตั้งท่าทางให้ดูสง่างาม พยายามแสดงด้านหล่อเท่ของตัวเองออกมา
แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง พวกมันก็สัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างจากทิศทางที่กลุ่มคนเมื่อครู่หายไป จึงหันไปมองพร้อมกัน
บนต้นไม้ใหญ่ที่มีกิ่งก้านพันกันยุ่งเหยิง มิเคลล่า ไอพ่นเบิกฟ้า และราชามังกร ปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่าในเวลาเดียวกัน
ทันทีที่มิเคลล่าลืมตาขึ้น เธอก็พบว่าสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิทั้งสองตัวกำลังจ้องมองตรงมาที่ตนเองพร้อมกัน
มิเคลล่าได้แต่นิ่งงันไปครู่หนึ่ง “อะ... อะไรกันเนี่ย?”
…
อีกด้านหนึ่ง
ท่ามกลางพงหญ้าเขียวชอุ่ม เฉียวซางรู้สึกได้ว่าไม่มีพลังอันน่าสะพรึงกลัวติดตามมา เธอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ายังมีบางอย่างต้องทำ จึงประสานอัญเชิญ ทันใดนั้นกลุ่มดวงดาวสีม่วงเข้มลึกลับปรากฏขึ้นรอบตัว
สัตว์อสูรป่าที่ซ่อนอยู่ในละแวกนั้นต่างรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายทรงพลัง ต่างพากันตัวสั่นเทาแล้ววิ่งหนีไปคนละทิศทาง
ไม่นาน ซุนเป่าก็ปรากฏตัวขึ้นในกลุ่มดาว
“ซุนซุน...”
มันมองไปรอบๆ ด้วยสีหน้ามึนงง ดูเหมือนยังไม่เข้าใจว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
“ชิงชิง ชิงชิง”
ชิงเป่าลอยเข้ามา เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังจนครบ พอพูดจบก็หันไปมองซุนเป่าด้วยสายตารังเกียจเล็กน้อย แล้วร้องเสียงต่ำ
“ชิงชิง”
ราวกับจะพูดว่า นายนี่นะ ยังอุตส่าห์กล้าเทเลพอร์ตไปอยู่ตรงหน้ามันอีก
“ซุนซุน!”
ซุนเป่านึกถึงเรื่องเมื่อครู่ก็หน้าถอดสี รีบเทเลพอร์ตกลับมาข้างๆ ผู้ฝึกสัตว์อสูรของตน มองซ้ายมองขวาด้วยความระแวดระวัง
“ไม่ต้องห่วง วิหคปรารถนาเสียงไม่ได้ตามมา” เฉียวซางกล่าวเรียบๆ
“ซุนซุน...”
ซุนเป่าได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
“จิส...”
จิสส์แดนทำหน้ารู้สึกผิด ส่งเสียงอ่อยๆ ราวกับจะบอกว่าเป็นเพราะมันลื่นล้มเมื่อครู่นี้ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ถูกเจ้าตัวใหญ่นั่นเจอเข้า
เฉียวซางยังไม่ทันจะพูดอะไร ลู่เป่าก็กระโดดออกมาจากกระเป๋าเป้แล้วร้องว่า
“ปิงตี้”
เข้าไปก่อนเถอะ
“จิส...”
จิสส์แดนร้องตอบเหมือนจะบอกว่า ไม่ต้องหรอก คราวนี้จะระวังให้มากขึ้น
แต่สิ้นเสียงนั้นเอง ใบไม้ข้างๆ ก็สั่นไหวดัง “ซู่ซู่” จิสส์แดนหันขวับไปตามเสียง เห็นบนกิ่งไม้มีสัตว์อสูรธาตุบินตัวหนึ่งกำลังจ้องมาที่มัน ปากของมันใหญ่กว่าหัวเสียอีก
“จิส!”
ทันใดนั้นประโยคที่ว่า “สัตว์อสูรธาตุบินส่วนใหญ่ชอบกินไข่” ก็ผุดขึ้นมาในหัวของมัน มันกรีดร้องเสียงหลงก่อนจะใช้ขาเล็กทั้งสองออกแรงกระโดดสุดชีวิต พุ่งกลับเข้าไปในกระเป๋าเป้ทันที
เฉียวซางหันไปมองลู่เป่า “จะเข้าตำราอสูรไหม?”
ลู่เป่ากำลังจะตอบปฎิเสธ แต่ก็หันไปมองท้องฟ้าแล้วเห็นสัตว์อสูรธาตุบินตัวหนึ่งบินผ่านเหนือหัว ปล่อยอึลงมาเป็นก้อนพอดี
“ปิงตี้”
ลู่เป่าเปลี่ยนใจในทันที พยักหน้าอย่างรวดเร็ว
เฉียวซางโบกมือเรียกเก็บลู่เป่ากลับเข้าตำราอสูร ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นได้ หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วส่งข้อความหาอาจารย์มิเคลล่า
[อาจารย์คะ เข้ามาแล้วหรือยังคะ?]
ทว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตอบกลับในทันทีเหมือนทุกครั้ง เฉียวซางจึงพิมพ์ต่ออีกหนึ่งข้อความ
[เมื่อกี้ฉันไม่เพียงเห็นวิหคอธิษฐานฝน แต่ยังเห็นวิหคปรารถนาเสียงด้วย ตอนที่มันเอ่ยปาก ร่างกายของฉันถึงกับควบคุมไม่ได้ โชคดีที่มีชาราร่าอยู่ ตอนนี้ออกจากตรงนั้นมาได้อย่างปลอดภัยแล้วค่ะ]
เธอส่งตำแหน่งปัจจุบันของตนเองแนบไปด้วย
ผ่านไปเกือบนาที อาจารย์มิเคลล่าก็ยังไม่ตอบกลับ เฉียวซางเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ จึงกดโทรออกทันที เสียง “ตู๊ด ตู๊ด” ดังอยู่หลายครั้งกว่าจะมีคนรับสาย
“อาจารย์คะ ตอนนี้อาจารย์เข้าหุบเขาวิหคเสียงดนตรีแล้วหรือยังคะ?” เธอถามตรงประเด็นทันที
มิเคลล่าเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงเรียบ “เข้ามาแล้ว”
“เยี่ยมเลยค่ะ!” เฉียวซางถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก แล้วรีบเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง “อาจารย์ไม่รู้หรอกค่ะ เมื่อกี้ฉันเจอทั้งวิหคอธิษฐานฝนกับวิหคปรารถนาเสียง ตอนที่มันพูด ฉันถึงกับขยับตัวเองไม่ได้ ซุนเป่ายังเทเลพอร์ตไปอยู่ตรงหน้ามันด้วย โชคดีที่ฉันเรียกซุนเป่ากลับมาได้ทันเลยออกมาอย่างปลอดภัย”
พูดถึงตรงนี้ เธอก็นึกขึ้นได้อีกเรื่อง “จริงสิคะ ตอนนี้ฉันส่งตำแหน่งไปให้แล้ว อาจารย์เทเลพอร์ตมาได้เลยนะคะ”
มิเคลล่าหายใจเข้าลึก เสียงของเธอยังคงราบเรียบสงบนิ่ง
“ฉันไม่ไปแล้วล่ะ เธอกลับมาที่เดิมเถอะ”
เฉียวซางชะงักงันไปครู่หนึ่ง “ที่เดิมที่ไหนคะ”
“ก็ที่ที่เธอเห็นวิหคอธิษฐานฝนกับวิหคปรารถนาเสียงนั่นแหละ” มิเคลล่าเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ “ตอนนี้ฉันอยู่ที่นี่”
น้ำเสียงของเธอฟังเหมือนกำลังกัดฟันพูดอยู่กลายๆ
เฉียวซางถึงกับมึนงง “เอ๊ะ?”
เธอตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว แล้วตอบกลับทันที “ฉันไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
พูดจบก็วางสาย เปิดหน้าแชทกับอาจารย์มิเคลล่าแล้วเลื่อนขึ้นไปดู เธอจำได้ว่าตัวเองส่งพิกัดตำแหน่งตรงนั้นไปให้อาจารย์แล้ว ไม่แน่ว่ามิเคลล่าอาจจะเปิดดูตำแหน่งนั้น พุ่งไปถึงพอดีในจังหวะเดียวกับที่เธอเพิ่งเทเลพอร์ตออกมา ถ้าเป็นอย่างนี้จริง อาจารย์มิเคลล่าก็คงเผชิญหน้ากับวิหคอธิษฐานฝนและวิหคปรารถนาเสียงไปเรียบร้อยแล้ว
แต่อาจารย์เป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ S ต่อให้ต้องเจอสัตว์อสูรระดับมหาจักรพรรดิพร้อมกันถึงสองตัวย่อมไม่น่ามีปัญหา หากเกิดเรื่องร้ายแรงจริง เมื่อครู่ก็คงไม่รับสาย แถมยังมีสติพอจะบอกให้เธอกลับไปที่นั่นอีกด้วย
คิดได้ดังนั้น เฉียวซางก็เปิดตำแหน่ง แล้วยื่นให้ซุนเป่าดูพลางบอกว่า
“พวกเราไปที่นี่กัน”
ซุนเป่ามองแผนที่แวบเดียว หน้าเปลี่ยนสีด้วยความตกใจ แล้วร้องสั้นๆ
“ซุนซุน?”
นี่มันที่เดิมเมื่อกี้นี่นา
“อาจารย์มิเคลล่าอยู่ที่นั่นแล้ว” เฉียวซางย้ำชัด
“ซุนซุน...”
ซุนเป่าคลายกังวล ดวงตาเรืองแสงสีน้ำเงินขึ้นมา
ในวินาทีถัดมา มันก็พาผู้ฝึกสัตว์อสูรของตนพร้อมพวกหยาเป่าหายวับไปจากที่เดิม
…
บนต้นไม้ใหญ่ที่กิ่งก้านพันเกี่ยวแน่นหนา ร่างของเฉียวซางกับพวกหยาเป่าปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า พอเธอเงยหน้าขึ้นก็เห็นทั้งอาจารย์มิเคลล่า ไอพ่นเบิกฟ้า ราชามังกร รวมไปถึงวิหคอธิษฐานฝนและวิหคปรารถนาเสียงยืนประจันหน้าอยู่
ไม่เพียงเท่านั้น ข้างๆ ราชามังกรยังมีสัตว์อสูรธาตุผีความสูงราวหนึ่งเมตร ใส่กำไลปรับขนาด ผิวกายดำสนิท หัวสีเทา ปลายหางเป็นรูปเงาผี กลางลำตัวมีหน้าผีสีขาว ผมด้านบนถูกเซ็ตเสยเรียบไปทางหลังอย่างเนี้ยบ
จิ่วปู้กู! เพียงเสี้ยววินาที เฉียวซางก็จำมันได้ทันที
แววตาเธอสว่างวาบขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น จิ่วปู้กูคือสัตว์อสูรธาตุผีระดับมหาจักรพรรดิแห่งดาวสวรรค์ เธอจำได้ว่าอาจารย์มิเคลล่าเคยบอกว่ามันประจำอยู่ที่นั่น แล้วนี่มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเนี่ย
ระหว่างที่ความคิดกำลังแล่นเร็ว มิเคลล่าหันมาทางเธอแล้วเอ่ยสั้นๆ
“มานี่”
ในทันใด สายตาของสัตว์อสูรระดับมหาจักรพรรดิทุกตัว รวมถึงราชามังกร ล้วนหันมาจับจ้องยังทิศทางของเธอพร้อมเพรียง
จิ่วปู้กูที่แรกเริ่มยังทำหน้างุนงง พอฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ ดวงตาก็พลันส่องประกาย ทำท่าทางสนอกสนใจขึ้นมา
“ซุนซุน...”
ซุนเป่าเห็นวิหคปรารถนาเสียงก็หวนคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า มันค่อยๆ ลอยไปหลบอยู่ด้านหลังผู้ฝึกสัตว์อสูรของตนอย่างระแวดระวัง
ไปประชิดแบบนี้เลยเหรอ... เฉียวซางกวาดตามองวิหคอธิษฐานฝนกับวิหคปรารถนาเสียง แล้วเหลือบดูไอพ่นเบิกฟ้ากับจิ่วปู้กู ความรู้สึกปลอดภัยจึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในอก
ยิ่งความอุ่นใจคืบคลาน ร่างของกงเป่าก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
สายตาของวิหคปรารถนาเสียงเลื่อนมาหยุดที่กงเป่าอย่างพินิจพิเคราะห์ วิหคอธิษฐานฝนก็เงยตามองตามไป พอเห็นรูปร่างของกงเป่าสีหน้ามันก็แปรเปลี่ยนเป็นระแวดระวังในทันที
เฉียวซางพาพวกหยาเป่าขึ้นไปบนแผ่นหลังของกงเป่า ขยับเข้ามาอยู่ข้างๆ มิเคลล่า แล้วกระซิบถามเสียงเบา
“อาจารย์คะ จิ่วปู้กูมาได้ยังไงคะ”
ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ ฉันจะเรียกจิ่วปู้กูมาตอนนี้หรือไง... มิเคลล่ากลั้นใจไม่ให้หลุดปากสบถออกมา แล้วตอบสั้นๆ
“กลับไปค่อยว่ากัน”
จากนั้นเธอหันไปมองวิหคอธิษฐานฝน ใช้สายตาไล้ชี้ไปทางกงเป่าแล้วกล่าวแจ่มชัด
“นี่คือสัตว์อสูรที่ต้องการทรัพยากรที่ฉันพูดไว้”
“ฉีอวี่”
วิหคอธิษฐานฝนทำท่ากึ่งเย้ยหยัน พลางส่งเสียงราวกับบ่นพึมพำ
ที่แท้ก็ยังเป็นแค่ระดับราชาเอง
วิหคปรารถนาเสียงยังคงจ้องกงเป่าอยู่ สีหน้าของมันไม่ไหวติง
ซุนเป่าเห็นน้องชายถูกสบประมาทต่อหน้า ทนไม่ไหวจึงโผล่หัวออกมาจากด้านหลังผู้ฝึกสัตว์อสูร รวบรวมความกล้าแล้วร้องบอก
“ซุนซุน”
เจ้าสี่สามารถวิวัฒนาการชั่วคราวไปถึงระดับจักรพรรดิได้แล้ว ตอนนี้แค่ขาดพลังงานเท่านั้น
วิหคอธิษฐานฝนเหลือบตามามองมันแวบหนึ่ง ซุนเป่าก็ถึงกับตัวสั่น รีบหดกลับไปหลบหลังผู้ฝึกสัตว์อสูรทันที
“ฉีอวี่”
วิหคอธิษฐานฝนยังไม่วายเย้ยต่อ
ต่อให้วิวัฒนาการขึ้นไป ก็เป็นได้แค่จักรพรรดิเท่านั้น
‘เธอไปทำอะไรให้วิหคอธิษฐานฝนโกรธไว้ตอนไหนเนี่ย’ เฉียวซางถามกงเป่าอยู่ในใจ
‘กงฉิว’
กงเป่าร้องตอบสั้นๆ ว่าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น
“ถ้ามีของที่อยากได้ หรือมีเรื่องที่อยากทำ บอกฉันได้เลย ฉันจะหามาให้หรือจัดการให้ทั้งหมด” เฉียวซางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“กงฉิว”
กงเป่าพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
ฉันเป็นถึงระดับมหาจักรพรรดิ ยังต้องให้เธอมาช่วยอีกหรือ... แววตาของวิหคอธิษฐานฝนยังคงเจือความเย้ยหยัน มันกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ทว่าในจังหวะนั้น วิหคปรารถนาเสียงที่ยืนเคียงข้างก็เปล่งเสียงขึ้นมาก่อน
“อินพ่าน”
น้ำเสียงราบเรียบ แต่ถ้อยคำชัดเจน มันบอกว่าตนเองก็มีทรัพยากรที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้สัตว์อสูรธาตุบินระดับราชาได้เช่นกัน
มิเคลล่าได้ยินดังนั้นก็ถึงกับชะงัก สีหน้าเผยความประหลาดใจชั่วขณะ ต้องเข้าใจก่อนว่า ตลอดเวลาที่สนทนากันมาไม่ว่าพูดเรื่องใด วิหคปรารถนาเสียงไม่เคยเอ่ยปากเลยแม้แต่คำเดียว
“มันพูดว่าอะไร” มิเคลล่าหันมาถามสั้นๆ
“มันบอกว่ามีทรัพยากรที่เพิ่มพลังงานให้สัตว์อสูรธาตุบินระดับราชาได้เหมือนกันค่ะ” เฉียวซางรีบรายงานจบก็หันกลับไปมองวิหคปรารถนาเสียงด้วยแววตาเร่าร้อน ก่อนจะเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา “เธออยากได้อะไร หรืออยากให้ช่วยทำเรื่องไหน”
เธอมั่นใจว่าวิหคปรารถนาเสียงกำลังจะแลกเปลี่ยน หากไม่คิดจะแลก ก็คงไม่จำเป็นต้องเปิดปากเช่นนี้
วิหคอธิษฐานฝนเหลือบมองวิหคปรารถนาเสียง แล้วตวัดสายตามากงเป่า สีหน้าที่แข็งกร้าวเริ่มขรึมลง
“อินพ่าน”
วิหคปรารถนาเสียงเปล่งถ้อยคำอีกครั้ง
ใต้หุบเหวแห่งความว่างเปล่ามีไข่สัตว์อสูรอยู่หนึ่งฟอง ฉันหวังว่าเธอจะเอามันขึ้นมาให้ได้
ทันทีที่สิ้นคำ สีหน้าของวิหคอธิษฐานฝนซึ่งจ้องมองกงเป่าอยู่ก็กลับกลายเป็นแววสงสารขึ้นมาทันที
แค่ไปเอาไข่จากใต้หุบเหวเองหรือ ง่ายขนาดนั้นเชียว เป็นไปไม่ได้หรอก... เฉียวซางขยับเข้าไปกระซิบถามเบาๆ
“หุบเหวแห่งความว่างเปล่าอยู่ที่ไหนคะ อันตรายหรือเปล่า”
มิเคลล่าครุ่นคิดชั่วอึดใจ ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง
“ที่นั่นฉันเองก็ไม่เคยลงไป แต่เคยได้ยินชื่ออยู่บ้าง ว่ากันว่าหุบเหวแห่งความว่างเปล่าอยู่ในหุบเขาวิหคเสียงดนตรีนี่แหละ มีทั้งคนและสัตว์อสูรจำนวนไม่น้อยเคยพยายามลงไปสำรวจ แต่ไม่เคยมีใครทำสำเร็จเลยสักราย”
เฉียวซางนิ่งค้างไป “สัตว์อสูรธาตุพลังจิตก็ไม่ได้เหรอคะ”
“ไม่ได้” มิเคลล่าตอบหนักแน่น “มีรายงานว่าผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ A คนหนึ่งเคยส่งสัตว์อสูรธาตุพลังจิตลงไป แล้วมันก็ไม่เคยกลับขึ้นมาอีกเลย ไม่นานหลังจากนั้น ผู้ฝึกสัตว์อสูรคนนั้นซึ่งอยู่ที่บ้านถึงกับกระอักเลือด สมองได้รับบาดเจ็บสาหัส”
สถานการณ์แบบนั้นมีข้อสรุปได้เพียงอย่างเดียวสัตว์อสูรธาตุพลังจิตตัวนั้นตายแล้ว
ตามปกติ ผู้ฝึกสัตว์อสูรระดับ A ต่อให้สัตว์อสูรแอบออกไปไกลเป็นพันลี้ หากบาดเจ็บก็จะรับรู้ได้แทบจะทันทีและเรียกเก็บกลับเข้ามาในตำราอสูรได้เสมอ ทว่ากรณีนี้กลับจบลงด้วยความตายของสัตว์อสูรธาตุพลังจิต เรื่องราวมันผิดปกติเกินไป
คิดถึงตรงนี้ อกของเฉียวซางหนักอึ้งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น หุบเหวแห่งความว่างเปล่าก็ถูกจัดให้เป็นเขตหวงห้าม” มิเคลล่ากล่าวต่ออย่างเรียบขรึม
(จบตอน)