- หน้าแรก
- ท่ามกลางเทพและปีศาจ
- บทที่ 24 ลางร้ายของหลินกุ้ย
บทที่ 24 ลางร้ายของหลินกุ้ย
บทที่ 24 ลางร้ายของหลินกุ้ย
บทที่ 24 ลางร้ายของหลินกุ้ย
เช้าตรู่วันต่อมา
เฉินหลี่ลุกจากที่นอน ตักน้ำใส่กะละมังเพื่อเตรียมล้างหน้าล้างตา
เขามองเห็นเงาสะท้อนของใบหน้าตนเองในน้ำโดยบังเอิญจนอดไม่ได้ที่จะชะงักไปครู่หนึ่ง
เมื่อเทียบกับตอนที่เพิ่งข้ามโลกมาใหม่ๆ ในยามนี้เขาดูอ่อนเยาว์ลงหลายปี ผิวพรรณไม่ดูแก่ชราหรือเหลืองซีดเหมือนเมื่อก่อน แต่กลับดูมีเลือดฝาดและมีน้ำมีนวล แววตาและใบหน้าลดความกะล่อนปลิ้นปล้อนแบบคนเจนโลกในอดีตลงไป ทว่ากลับมีความองอาจฮึกเหิมเพิ่มมากขึ้น
เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงของสง่าราศีและกลิ่นอาย ก็ทำให้ภาพลักษณ์โดยรวมของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
"หากบอกว่าตอนนี้ข้าอายุเพียงสามสิบห้าปี คาดว่าคงมีคนเชื่อ" เฉินหลี่เผยแววตาแห่งความยินดี
การข้ามโลกมาอยู่ในร่างของชายวัยกลางคนอายุสี่สิบที่ดูร่วงโรย เป็นเรื่องที่ติดค้างอยู่ในใจเขามาโดยตลอด แม้ว่าในอนาคตอายุขัยจะยืนยาวขึ้น และหากโชคดีสร้างรากฐานได้สำเร็จ อายุขัยก็จะยิ่งยาวนานกว่าเดิม แต่ใครเล่าจะไม่หวังให้ตนเองในปัจจุบันดูหนุ่มแน่นขึ้นสักหน่อย แม้จะเป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอกก็ตาม
ในที่สุดเรื่องที่ติดค้างอยู่ในใจเขาก็ได้รับการคลี่คลาย
เขาเร่งรีบล้างหน้าล้างตาจนเสร็จสิ้น แล้วตรวจสอบอุปกรณ์ของตนเอง อาวุธเวทและกระบี่ย่อมต้องพกติดตัวไม่ห่างกาย 'ยันต์ปัดเป่าปราณชั่วร้าย' 'ยันต์คุ้มกาย' และ 'ยันต์ตัวเบา' ทั้งสามใบนี้เขาก็พกแนบติดตัวไว้เช่นกัน เขาเตรียมเนื้อแห้งที่รมควันเองและน้ำดื่มจำนวนหนึ่ง ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปด้วยจิตใจที่ร่าเริง
วันนี้เขาตั้งใจจะให้รางวัลตัวเองด้วยการพักผ่อนหนึ่งวัน เพื่อออกไปสูดอากาศในพื้นที่รกร้าง
ฤดูใบไม้ร่วงย่างกรายเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ไม่นานก่อนหน้านี้ยังเป็นฤดูร้อนที่แสงแดดแผดเผาราวกับเปลวไฟ พริบตาเดียวก็สัมผัสได้ถึงลมฤดูใบไม้ร่วงที่หนาวเหน็บ นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นอีกครั้ง ทั่วทั้งเขตสลัมก็ดูเงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัด
ทว่าเฉินหลี่กลับยินดีที่เป็นเช่นนั้น เมื่อพวกคนบ้าบิ่นที่อาจเป็นอันตรายลดน้อยลง ความปลอดภัยในที่แห่งนี้ก็น่าจะดีขึ้นไม่น้อย
นับตั้งแต่ข้ามโลกมา ทุกครั้งที่เดินทางไปยังตลาดการค้าในตอนเช้าตรู่ ตามเส้นทางเล็กๆ ที่เปลี่ยวและไร้ผู้คน เขามักจะเห็นคราบเลือดที่หลงเหลืออยู่เสมอ บางครั้งถึงขั้นเห็นเศษซากอวัยวะหรือเศษเนื้อของมนุษย์ที่แหลกเหลว ในเขตสลัมที่ดูเหมือนจะสงบสุขในยามกลางวันนี้ ความมืดมิดภายใต้เงามืดของราตรีกลับไม่เคยหยุดนิ่งเลยสักครั้ง
ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ ผู้คนที่นี่ต่างเคยชินจนเห็นเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว แม้แต่เฉินหลี่เอง... ก็เริ่มจะคุ้นชินไปกับมันบ้างแล้ว
...
ท่ามกลางพื้นที่รกร้าง
เฉินหลี่กระตุ้นการใช้งาน 'ยันต์ชี้ทาง' แผ่นหนึ่ง สีสันเบื้องหน้ามลายหายไปอย่างรวดเร็ว โลกทั้งใบกลายเป็นเพียงสีขาวและดำ
เมื่อเห็นว่าทุกทิศทางล้วนปลอดภัย เฉินหลี่จึงสุ่มเลือกทิศทางหนึ่งแล้วออกเดินก้าวใหญ่ไปข้างหน้า ขอบเขตการทำงานของยันต์ชี้ทางนั้นมีจำกัด ถือว่ามีไว้ก็ยังดีกว่าไม่มี อย่างน้อยก็ช่วยให้เขาสบายใจขึ้นได้บ้าง
แน่นอนว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะเดินไปไกลนัก การออกมาสูดอากาศเปลี่ยนบรรยากาศในพื้นที่รกร้างเป็นเพียงเหตุผลหนึ่ง การฝึกฝน 'ดัชนีพลังลมปราณ' ต่างหากที่เป็นวัตถุประสงค์หลัก
ในยามที่อานุภาพของดัชนีพลังลมปราณแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ การฝึกฝนภายในบ้านต่อไปย่อมไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะความเคลื่อนไหวนั้นรุนแรงเกินไป แม้ว่าทุกครั้งเขาจะซัดพลังลงบนพื้นดิน แต่มันก็ยังส่งผลกระทบที่ค่อนข้างมากอยู่ดี นอกจากนี้ นับตั้งแต่อาวุธเวทชิ้นใหม่มาอยู่ในมือ เขาก็ยังไม่ได้ฝึกฝนกับมันกี่ครั้งนัก หากตอนนี้ไม่ฝึกให้ช่ำชอง ยามที่ต้องใช้งานจริงเกรงว่าจะลนลานจนทำอะไรไม่ถูก
ต้องยอมรับว่า การกลับมาปะทุของสงครามในครั้งนี้ แม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดนัดแม่น้ำเขียวโดยตรง แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้ในใจของเฉินหลี่เกิดความไม่สบายใจอยู่บ้าง
เขาเดินไปพลาง ใช้ดัชนีพลังลมปราณสังหารเหล่าแมลงที่ถูกฝีเท้าของเขาทำให้ตกใจไปพลาง หากเป็นแมลงขนาดเล็กเท่าแมลงวันเขาก็จะใจกว้างปล่อยพวกมันไป แต่หากเป็นตัวที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อย เขาก็จะลงมือสังหารอย่างไม่ปราณี
ยามกระตุ้นดัชนีพลังลมปราณนั้นจะไร้สุ้มเสียง แต่เมื่อโครงสร้างพลังปราณถูกทำลายลงมันจะระเบิดออกอย่างรุนแรง แมลงที่ถูกโจมตีล้วนแหลกละเอียดกลายเป็นผงธุลีในพริบตา
ในตอนนั้นเอง หูของเขาก็ได้ยินเสียงพูดคุยแว่วมา เฉินหลี่รีบหยุดการกระทำลง เดินเลี่ยงไปสองสามก้าวเพื่อแอบซ่อนตัว รอให้อีกฝ่ายเดินผ่านไปก่อน
ผู้ที่มาคือกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรสามคน บนหลังแบกตะกร้าเก็บยา ในมือถือจอบขุดยาสมุนไพร พวกเขาเดินพูดคุยหัวเราะกันไปตลอดทาง เมื่อเห็นเฉินหลี่พวกเขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะประสานมือคารวะทักทายแล้วเดินต่อไป จนกระทั่งเดินไปไกลแล้วเสียงพูดคุยหัวเราะจึงดังขึ้นอีกครั้ง
เฉินหลี่ถอนสายตากลับมา แล้วเริ่มทำการฝึกฝนต่อ เขาฝึกไปพักไป ไม่รีบร้อน คอยควบคุมการสิ้นเปลืองพลังปราณภายในร่างกายอย่างเหมาะสม
จนกระทั่งเกือบถึงยามเที่ยง
มวลอากาศไร้รูปสายหนึ่งพุ่งทะยานข้ามระยะทางสี่สิบถึงห้าสิบเมตรในชั่วพริบตา ปะทะเข้ากับต้นไม้ใหญ่ที่มีขนาดหนาเท่าชามกระเบื้อง วินาทีต่อมา เสียง "ตูม" ดังสนั่น ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นถูกแรงอัดระเบิดจนหักสะบั้นลง
เขาถอนสายตากลับมา แล้วรีบเปิดหน้าต่างข้อมูลขึ้นดูทันที
เห็นได้ชัดว่า ดัชนีพลังลมปราณได้เปลี่ยนจาก 'ระดับปรมาจารย์' กลายเป็น 'ระดับสถาปก: 1/3200'
"ฟู่ว!"
เฉินหลี่พ่นลมหายใจออกมา สายตาจดจ้องไปยังค่าประสบการณ์ 3200 แต้มที่ต้องใช้ในการทะลวงผ่านระดับสถาปก "การฝึกฝนเริ่มช้าลงเรื่อยๆ แล้ว!"
นี่คือทักษะที่ฝึกฝนได้ง่ายที่สุดแล้ว เพราะสิ้นเปลืองพลังปราณน้อยและกระตุ้นการใช้งานได้รวดเร็ว ถึงกระนั้นเขาก็ยังต้องใช้เวลาถึงสี่เดือนกว่าจะเลื่อนระดับเข้าสู่ระดับสถาปก ส่วนทักษะอื่นๆ นั้นคงไม่ต้องพูดถึง ไม่มีทักษะใดที่สามารถยกระดับได้ในเวลาอันสั้น มีเพียงต้องใช้เวลาเข้าแลกเท่านั้น โดยเฉพาะยันต์ปัดเป่าปราณชั่วร้าย ซึ่งตอนนี้ยังคงอยู่ในสถานะ 'ระดับเริ่มต้น' เท่านั้น
"ถึงเวลาที่ต้องเรียนรู้ทักษะใหม่บ้างแล้ว!"
...
ในยามเย็น เมื่อเกือบจะถึงบ้าน
เขาพบว่าที่หน้าบ้านของหลินกุ้ยมีกลุ่มคนจำนวนมากรุมล้อมอยู่ ข้างในนั้นวุ่นวายโกลาหลราวกับกำลังเกิดการทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง เฉินหลี่เดินเข้าไปดูใกล้ๆ พบว่าหลินกุ้ยเกิดเรื่องเข้าจริงๆ
ผู้บำเพ็ญหญิงวัยกลางคนสี่คนกำลังด่าทออย่างสาดเสียเทเสีย พลางดึงทึ้งตัวหลินกุ้ยไม่หยุด ทั้งหยิกทั้งข่วนด้วยเล็บมือ เสื้อผ้าของหลินกุ้ยหลุดลุ่ย ใบหน้าถูกข่วนจนเลือดอาบ เขาทำได้เพียงหลบซ้ายปัดขวาพัลวัน พลางส่งเสียงร้องโหยหวนราวกับสุกรถูกเชือด
"อย่าตีเลย อย่าตีเลย!"
"เจ้าคนสารเลว!"
"ขอให้ลูกที่เกิดมาไม่มีรูทวาร!"
"จงใจหลอมโอสถพิษพวกนั้นมาทำร้ายผู้คน..."
"ตอนนี้ไอ้คนเฮงซวยที่บ้านข้า วันไหนไม่ได้กินโอสถของเจ้า มันจะกระสับกระส่ายไปทั้งตัว บ้านข้าจะไปมีเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหนกัน นี่มันกะจะเอาชีวิตพวกเราชัดๆ!"
หลินกุ้ยตะโกนโต้แย้งว่า "นี่ไม่ใช่โอสถพิษ นี่ไม่ใช่โอสถพิษ ข้าเองก็กินมันทุกวันนะ ดูสิข้ายังใบหน้าแดงระเรื่อมีพละกำลังอยู่เลย..."
คำพูดนี้ไม่ต่างอะไรกับการราดน้ำมันลงบนกองไฟ
"ยังจะบอกว่าไม่ใช่โอสถพิษอีก!"
"ยังจะมาอวดว่าใบหน้าแดงระเรื่ออีก!"
"ตีเจ้าคนปรุงยาชั่วคนนี้ให้ตาย!"
"แก้ผ้ามันให้หมด แล้วลากมันออกไปประจานให้คนอื่นดูให้ทั่ว!"
ในตอนนั้นเองหลินกุ้ยก็เหลือบไปเห็นเฉินหลี่เข้า ดวงตาของเขาพลันเป็นประกาย ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน เขาสะบัดตัวหลุดจากกลุ่มสตรีผู้ดุร้ายเหล่านั้น แล้ววิ่งกึ่งคลานมาแอบอยู่ข้างหลังเฉินหลี่ "สหายเต๋าเฉิน ช่วยด้วย ช่วยชีวิตข้าด้วย!"
"อะไรกัน เจ้าคิดจะออกหน้าแทนเจ้าคนปรุงยาชั่วนี่อย่างนั้นหรือ?" ผู้บำเพ็ญหญิงคนหนึ่งก้าวออกมาพลางถามด้วยใบหน้าดุดัน
เฉินหลี่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มสตรีที่กราดเกรี้ยวเหล่านี้ ก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ "เฮ้อ ทุกท่านโปรดระงับโทสะก่อนเถิด... พวกท่านลองดูสิว่าการทะเลาะวิวาทเช่นนี้ก็ไม่ใช่ทางออก ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ แต่ละบ้านซื้อโอสถไปเท่าใด ลองลงรายการมาดู แล้วให้สหายเต๋าหลินชดใช้เงินเพื่อเป็นการชดเชยให้บ้างเพื่อจบเรื่องนี้ ไม่ทราบว่าทุกท่านเห็นเป็นอย่างไร"
"มีเงิน มีเงิน! แต่ละบ้านซื้อโอสถไปเท่าใด ชนิดไหน จ่ายเงินไปเท่าไหร่ ในบัญชีของข้ามีบันทึกไว้หมด ข้ายินดีคืนเงินให้ทั้งหมด คืนให้ทั้งหมดเลย!" หลินกุ้ยรีบตะโกนเสียงดัง เขาพูดรวดเดียวจบดูท่าทางจะช่ำชองยิ่งนัก
"แค่คืนเงินยังไม่พอ ต้องชดเชยด้วย!"
"ใช่แล้ว ร่างกายของสามีข้าถูกพิษทำร้ายไปแล้ว หากไม่ชดเชย คืนนี้แม่จะฉีกร่างเจ้าเป็นชิ้นๆ"
แม้สตรีเหล่านี้จะยังมีท่าทางดุร้ายราวกับยักษ์มาร แต่ความโกรธแค้นในใจเห็นได้ชัดว่าลดน้อยลงไปมากแล้ว ที่เหลืออยู่ก็เพียงแค่การต่อรองราคาว่าจะพอใจกับเงินชดเชยที่ได้รับหรือไม่
เฉินหลี่ค่อยๆ ปลีกตัวออกจากกลุ่มคนที่มามุงดู พลางส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจ หวังว่าบทเรียนในครั้งนี้จะทำให้หลินกุ้ยรู้จักยับยั้งชั่งใจบ้าง มิฉะนั้นเกรงว่าเขาคงต้องหนีไปยังตลาดการค้าแห่งอื่นอีกครั้งเป็นแน่