- หน้าแรก
- ท่ามกลางเทพและปีศาจ
- บทที่ 15 อายุขัยนิรันดร์แห่งทิศตะวันตกอันรกร้าง
บทที่ 15 อายุขัยนิรันดร์แห่งทิศตะวันตกอันรกร้าง
บทที่ 15 อายุขัยนิรันดร์แห่งทิศตะวันตกอันรกร้าง
บทที่ 15 อายุขัยนิรันดร์แห่งทิศตะวันตกอันรกร้าง
ยามค่ำคืน
เฉินหลี่หลับตาลง พลางขยับเขยื้อนกล้ามเนื้อเพื่อสัมผัสถึงการออกแรงของกล้ามเนื้ออย่างละเอียด
ในบางครั้งเขาจะใช้ฝ่ามือแทนกระบี่ กรีดฝ่าอากาศจนเกิดเสียง "ฟึ่บฟั่บ" แผ่วเบา บางครั้งร่างกายของเขาก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วดั่งภาพมายา
อาจเป็นเพราะได้รับสารอาหารจากพลังลมปราณภายในร่างกายทั้งวันทั้งคืน ขีดจำกัดของร่างกายนี้จึงสูงส่งยิ่งนัก จนถึงตอนนี้เขายังไม่รู้สึกถึงคอขวดแต่อย่างใด
ยามนี้เขาสามารถกระโดดได้สูงถึงสามเมตร
และก้าวเดินเพียงก้าวเดียวได้ไกลถึงห้าหกเมตร
ในขณะเดียวกัน เขาก็สามารถยกหินยักษ์ที่มีน้ำหนักกว่าครึ่งตันขึ้นได้อย่างง่ายดาย และขว้างมันออกไปได้ไกลถึงเจ็ดแปดเมตร
หากฝึกฝนมาถึงระดับนี้ตอนอยู่บนโลกมนุษย์ การจะบอกว่าเป็นยอดมนุษย์ก็คงไม่เกินความจริงนัก ทว่าในโลกแห่งผู้บำเพ็ญเพียรนี้ เขาก็ยังคงเป็นเพียงมดปลวกระดับล่าง เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรสันโดษที่ต่ำต้อยซึ่งฝึกฝน 'วิชาฝึกกายาปุถุชน' เท่านั้น
เฉินหลี่ยังคงมีความรู้จักตนเองดี
ตัวเขาเป็นเพียงมือใหม่ในโลกแห่งการฝึกตน ทะลุมิติมาไม่ถึงสามเดือน ทั้งยังไม่ได้รับสืบทอดความทรงจำของร่างเดิมมามากนัก ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด
อาศัยเพียงความพยายามทั้งวันทั้งคืนของตนเอง และการช่วยเหลือจากแผงหน้าจอเกม ฝึกฝนวิชาพื้นๆ (อาคมระดับต่ำสุด วิชากระบี่ปุถุชน)
แม้ระดับความชำนาญจะฝึกฝนมาจนสูงส่ง และอานุภาพที่แสดงออกมาจะดูไม่เลว แต่ในใจเขายังคงไม่มีความมั่นใจเลย
เหตุใดความพยายามเพียงสามเดือนของตนเอง ถึงจะไปทัดเทียมกับการฝึกฝนค่อนชีวิตของผู้อื่นได้?
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรสันโดษที่ตรากตรำคลุกคลีอยู่ในป่าดิบชื้นรกร้างทุกวี่วัน คนไหนบ้างที่ไม่มีประสบการณ์การต่อสู้ที่โชกโชน?
คนไหนบ้างที่ไม่มีไม้ตายก้นหีบไว้รักษาชีวิต?
การประเมินความแข็งแกร่งของตนเองในยามนี้ เขาไม่ได้ดูถูกตนเองจนเกินไปนัก การเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสันโดษขอบเขตขัดเกลาปราณระดับสามที่ผ่านเกณฑ์นั้นนับว่าแน่นอนอยู่แล้ว และคาดว่าคงพอจะต้านทานผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตขัดเกลาปราณขั้นกลางทั่วไปได้บ้างเล็กน้อย
"ความจริงแล้วจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของข้า คือการขาดประสบการณ์การต่อสู้จริง!"
"ยามเรียนชั้นอนุบาลหรือประถมศึกษาไม่นับ ตั้งแต่ขึ้นชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นมา เขาก็เคยมีเรื่องชกต่อยเพียงครั้งเดียวเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ก่อนจะสู้ในใจคิดไว้ดิบดี แต่พอโดนต่อยเข้าไปหมัดเดียวก็มึนงงทำอะไรไม่ถูก หลังจากนั้นก็สู้แบบไร้ทิศทาง อาศัยเพียงสัญชาตญาณล้วนๆ
หลังจากถูกสอนบทเรียนในครั้งนั้น เขาก็ไม่เคยมีเรื่องชกต่อยกับใครอีกเลย"
เฉินหลี่ครุ่นคิดอยู่ในใจ ร่างกายพลันขยับไหววูบหนึ่ง ร่างของเขาเคลื่อนที่ไปทางด้านข้างสามเมตรราวกับลอยละลิ่ว ในขณะเดียวกันพลังจาก 'ดัชนีพลังลมปราณ' ก็ถูกกระตุ้นออกมาจากปลายนิ้วทันที
"ฉึก!"
มันพุ่งลงสู่พื้นดินโคลนในห้องโถงจนเกิดหลุมลึก
"ยิ่งไปกว่านั้น ใจของข้ายังไม่เด็ดขาดพอ ยามเผชิญกับเรื่องใหญ่ยังไม่สุขุมรอบคอบพอ"
ยกตัวอย่างเช่นการปะทะกันคราวก่อน เมื่อเห็นว่าตนเองทำแขนผู้อื่นขาดไปข้างหนึ่ง เขาก็ถึงกับตกอยู่ในอาการเหม่อลอยไปชั่วขณะ
"สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจุดอ่อนของข้า แต่ข้าเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดที่ฝึกฝนกันไม่ได้"
ร่างกายของเขาขยับเปลี่ยนท่วงท่าไปมาไม่หยุดหย่อน เดี๋ยวซ้ายเดี๋ยวขวา เดี๋ยวหน้าเดี๋ยวหลัง บางครั้งถอยร่น บางครั้งม้วนตัวหลบหลีก ในสมองจำลองภาพศัตรูนานาชนิด จำลองการถูกโจมตีในรูปแบบต่างๆ ที่อาจจะพบเจอ จนค่อยๆ เข้าสู่ภวังค์แห่งการฝึกฝนอย่างสมบูรณ์
...
เช้าตรู่วันต่อมา
จ้าวหวั่นจวินเพิ่งจะเดินออกจากบ้าน ก็ได้เห็นเพื่อนบ้านที่ปกติมักจะปิดประตูแน่นหนาไม่ยอมย่างกรายออกไปไหน กำลังเดินออกจากบ้านพอดี
"สหายเต๋าเฉินฝึกฝนอย่างหนักทั้งวันทั้งคืน วันนี้นับว่าหาได้ยากนักที่เห็นท่านออกจากบ้าน ตั้งแต่เจอกันคราวก่อน ผ่านมาเดือนกว่าที่เราเป็นเพื่อนบ้านกัน ข้ากลับไม่เคยพบท่านอีกเลยนะเจ้าคะ" จ้าวหวั่นจวินทักทายด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า
เฉินหลี่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มอย่างขัดเขินเล็กน้อย พลางประสานมือทักทาย:
"สหายเต๋าจ้าวกล่าวล้อเลียนข้าแล้ว ผู้น้อยมีความแข็งแกร่งเพียงน้อยนิด ทั้งยังรักตัวกลัวตาย ไม่กล้าออกไปเดินทอดน่องข้างนอกส่งเดชหรอกขอรับ วันนี้ตั้งใจว่าจะไปเดินดูที่ตลาดการค้าเสียหน่อย"
เฉินหลี่พูดคุยสัพเพเหระอยู่สองสามประโยค เมื่อรู้สึกผ่อนคลายลงบ้างแล้วจึงขอตัวลากันไป
จ้าวหวั่นจวินมองตามแผ่นหลังของเฉินหลี่ไป แล้วอดไม่ได้ที่จะ "คิก" หัวเราะออกมา
นางไม่เคยเห็นใครที่ระมัดระวังตัวถึงเพียงนี้มาก่อน ทุกครั้งที่พูดจา แม้เขาจะปกปิดไว้อย่างดี แต่ก็ยังมองออกว่าสภาพจิตใจของเขานั้นตึงเครียดเพียงใด ราวกับกำลังยืนอยู่กลางสมรภูมิ ทั่วทั้งร่างให้ความรู้สึกที่ไม่มั่นคง วิตกกังวล และกดดัน ราวกับเกรงว่าจะมีใครมาปองร้ายเขาอยู่ตลอดเวลา
...
เมื่อรู้สึกว่าสายตาที่จับจ้องมาจากด้านหลังเลือนหายไปแล้ว เฉินหลี่ถึงค่อยผ่อนคลายลงจริงๆ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เขาเดินทางมาถึงตลาดการค้า
ตลาดการค้ายังคงเหมือนเดิม และดูจะคึกคักยิ่งกว่าเก่าเสียด้วยซ้ำ ผู้คนหลากหลายประเภทเดินสัญจรไปมาขวักไขว่ ขอเพียงเป็นคนที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตาบ้าง เฉินหลี่ก็จะประสานมือทักทาย
จากการคลุกคลีอยู่ที่นี่มาสามเดือน และมาตั้งแผงขายของอยู่แปดเก้าครั้ง ยามนี้คนที่เฉินหลี่รู้จักจึงมีไม่น้อย ส่วนใหญ่เป็นคนที่รู้จักกันตอนตั้งแผงขายของ ซึ่งส่วนมากเป็นเพียงคนรู้จักที่พยักหน้าทักทายกันเท่านั้น
เขาไม่ได้เดินเที่ยวเตร่มากนัก แต่มุ่งตรงไปยังร้านขายตำราทันที
ที่นี่คือที่ที่เขาอยากจะมานานแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ยังทำใจยอมเสียหินปราณไม่ได้
ตำราที่นี่มีคำนิยามเดียวคือ แพง
ตำราที่ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตขัดเกลาปราณทั่วไปพอจะใช้งานได้
อย่างน้อยก็ต้องใช้หลายหินปราณ
หากมากหน่อยก็สิบก้อนขึ้นไป ราคาหลายสิบหินปราณก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
นี่คือตำราที่ทำจากกระดาษ ส่วนคัมภีร์หยกที่ล้ำค่ากว่าซึ่งสามารถใช้สัมผัสวิญญาณอ่านได้นั้น ราคายิ่งน่าตกตะลึงเข้าไปใหญ่
แน่นอนว่า ตำราที่ราคาถูกก็พอจะมีอยู่บ้าง
ตำราที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มพูนความแข็งแกร่งล้วนมีราคาถูกทั้งสิ้น
ทว่านั่นก็นับว่าเป็นเรื่องที่เปรียบเทียบกันได้เท่านั้น
เฉินหลี่เลือกซื้อตำราเกี่ยวกับภูมิศาสตร์และบันทึกการเดินทางของผู้บำเพ็ญเพียรมาจำนวนหนึ่ง รวมทั้งหมดห้าเล่ม ซึ่งทำให้เขาเสียหินปราณไปหนึ่งก้อน
ยามนี้เงินทองในมือของเขาเริ่มร่อยหรอลงแล้ว
หินปราณระดับกลางหนึ่งก้อนนั้น... มีไว้เพื่อเป็นเงินก้อนสุดท้ายสำหรับรักษาชีวิต ไม่สามารถนับรวมได้
เงินย่อยเหลือเพียงห้าหินปราณระดับต่ำเท่านั้น
ยามนี้เสียไปอีกหนึ่งก้อน ก็เหลือเพียงสี่ก้อนแล้ว
ความอยากอาหารของเขายังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าอีกไม่นาน หินปราณระดับกลางก้อนนั้นก็คงจะรักษาไว้ไม่อยู่เสียแล้ว
"เฮ้อ หวังว่าอัตราความสำเร็จของยันต์ปัดเป่าปราณชั่วร้ายจะสูงขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อยนะ"
เขาทอดถอนใจออกมาเบาๆ
เขาเคยมีความคิดที่จะแปรรูปหนังยันต์และปรุงหมึกเลือดด้วยตนเอง แต่พอลองคิดดูแล้วก็ช่างมันเถอะ มันยุ่งยากเกินไปและสิ้นเปลืองเวลามากเกินไป
ในยามนี้เขารู้สึกว่าแม้แต่เวลาในการฝึกฝนก็ยังไม่เพียงพอเลย
ทุกเช้าตรู่เมื่อตื่นขึ้นมา ก็ต้องเริ่มต้นฝึกกระบี่ พักผ่อนครู่หนึ่งจนถึงเที่ยงวันก็ต้องวาดยันต์ จากนั้นก็นั่งสมาธิเพื่อฟื้นฟูพลังปราณ
พอถึงช่วงบ่ายก็ฝึกดัชนีพลังลมปราณ แล้วก็นั่งสมาธิฟื้นฟูพลังปราณอีกรอบ หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จก็ฝึกกระบี่ต่อ นี่ยังไม่จบนะ จนกระทั่งก่อนนอนเขายังต้องนั่งสมาธิเดินลมปราณอีกด้วย
เวลาทั้งวันถูกจัดสรรไว้จนแน่นขนัดไปหมด
จะเอาเวลาที่ไหนไปแปรรูปหนังยันต์หรือปรุงหมึกเลือดได้อีกล่ะ
เวลาเดียวที่เขาพอจะได้ผ่อนคลายบ้าง คือการเดินทางไปตลาดการค้าทุกครึ่งเดือน เพื่อนำยันต์ที่วาดสะสมไว้ไปขาย
"ขอเพียงบรรลุถึงขอบเขตสร้างรากฐานก็คงไม่ต้องลำบากเช่นนี้แล้ว ถึงตอนนั้นเมื่อมีความแข็งแกร่ง ย่อมไม่จำเป็นต้องระมัดระวังตัวถึงเพียงนี้ และอายุขัยก็จะยาวนานขึ้น ว่ากันว่าจะมีอายุขัยถึงสองร้อยกว่าปี ต่อให้ข้าจะฝืนทนจนถึงอายุเจ็ดสิบปีแล้วค่อยสร้างรากฐานได้สำเร็จ ก็นับว่ายังหนุ่มแน่นอยู่ ไม่จำเป็นต้องกดดันตนเองขนาดนี้
ถึงตอนนั้นจะมีภรรยาและอนุรายล้อม ลูกหลานเต็มบ้าน หากโชคดีสามารถฝึกตนไปถึงขอบเขตจินตานได้... เหอๆ!"
เขาจินตนาการถึงอนาคตอันงดงามพร้อมกับคอยระแวดระวังภัยรอบข้างไปตลอดทาง
เขาเร่งฝีเท้าจนกลับถึงบ้าน รินน้ำเปล่ามาแก้วหนึ่งแล้วรีบหยิบตำรา 'บันทึกภูมิศาสตร์ทิศตะวันตกอันรกร้างฉบับสำนักฉางเซิง' มาอ่านเพื่อทำความเข้าใจโลกใบนี้ ทว่าเพียงแค่อ่านไปได้ไม่กี่หน้า ใบหน้าของเขาก็ต้องเปลี่ยนสีไปทันที
"เหตุใดอาณาเขตุถึงได้กว้างใหญ่เพียงนี้"
สำนักฉางเซิงตั้งอยู่ตรงมุมทิศตะวันตกสุดของทิศตะวันตกอันรกร้าง เดิมทีเฉินหลี่คิดว่าการจะหนีไปจากที่นี่เพียงแค่ข้ามภูเขาไม่กี่ลูก เดินทางอย่างมากสองถึงสามวันก็น่าจะพ้นแล้ว
ทว่าในความเป็นจริง อาณาเขตของสำนักฉางเซิงกว้างใหญ่เกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้นัก
สำนักและขุมกำลัง 'โดยรอบ' ก็ไม่ใช่รอบๆ อย่างที่เขาคิดไว้ในตอนแรก
อาณาเขตทั้งหมดที่สำนักฉางเซิงครอบครองอยู่นั้น ทิศตะวันออกถึงตะวันตกยาวกว่าแปดร้อยลี้ ทิศเหนือถึงทิศใต้ยาวถึงหนึ่งพันห้าร้อยลี้
มีแม่น้ำสายใหญ่ที่ระบุไว้ห้าสาย
เทือกเขาอีกสิบสองแห่ง
หนองน้ำและทะเลสาบกระจายตัวอยู่ทั่วไปหมด
ทว่าพื้นที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ กลับดูรกร้างว่างเปล่าอย่างยิ่ง
ตลาดการค้าที่ระบุไว้ในแผนที่มีเพียงห้าแห่ง เมืองใหญ่มีเพียงเมืองเดียว นั่นคือเมืองหลวนลั่วซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักฉางเซิง
เฉินหลี่พิจารณาอย่างละเอียด ไม่นานเขาก็หาตลาดการค้าที่ตนอาศัยอยู่เจอ ซึ่งมีชื่อว่า 'ตลาดนัดแม่น้ำเขียว' เขาศึกษาอยู่ครู่ใหญ่จึงค่อยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ตลาดการค้าที่เขาอยู่นั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของแผนที่ ห่างจากเมืองหลวนลั่วที่อยู่ค่อนไปทางตอนกลางอย่างน้อยก็... ห้าร้อยกว่าลี้เลยทีเดียว
(จบตอน)