เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 จุดเริ่มต้นของความมั่นคง

บทที่ 8 จุดเริ่มต้นของความมั่นคง

บทที่ 8 จุดเริ่มต้นของความมั่นคง


บทที่ 8 จุดเริ่มต้นของความมั่นคง

สามวันต่อมา ยามรุ่งสางที่ท้องฟ้ายังมืดสลัว

เฉินหลี่ผลักประตูออกมา เขาตัดสินใจใช้อย่างฟุ่มเฟือยด้วยการกระตุ้นใช้งาน ‘ยันต์ชี้ทาง’ แผ่นหนึ่ง

ทันทีที่ยันต์มอดไหม้ไปอย่างรวดเร็ว วินาทีต่อมา สีสันอันฉูดฉาดของโลกใบนี้ก็ค่อยๆ จางหายไป หลงเหลือเพียงสีขาวและดำปรากฏสู่สายตา

"มีสถานที่อันตรายเพิ่มขึ้นมาอีกแห่งแล้วสินะ" เฉินหลี่จดจำทิศทางนั้นไว้อย่างเงียบๆ ก่อนจะเดินมุ่งหน้าออกไปนอกบ้าน

ชื่อของยันต์ชี้ทางนั้นมักจะทำให้คนเข้าใจผิด คิดว่ามันใช้บอกทิศทางหรือเส้นทางเดินรถ แต่ความจริงแล้วมันหมายถึงทางรอดชีวิต มันสามารถจำแนกปราณอัปมงคลหรือภยันตรายจากพวกปีศาจในบริเวณโดยรอบ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถมุ่งสู่มงคลหลีกหนีอัปมงคลได้

ระยะการทำงานของมันครอบคลุมพื้นที่ประมาณรัศมีหนึ่งร้อยเมตรรอบตัว

นั่นหมายความว่า ‘สถานที่อันตราย’ เหล่านี้ล้วนอยู่ในเขตสลัม สาเหตุนั้นอาจมาจากหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นภูตผีหรือสัตว์อสูรที่ถูกเลี้ยงไว้ หรือนิติอาวุธที่แผ่ไอชั่วร้ายออกมา ล้วนสามารถกระตุ้นปฏิกิริยาของยันต์ชี้ทางได้ทั้งสิ้น

เขาไม่ได้ตื่นตระหนกเหมือนในช่วงแรกอีกต่อไป ยามนี้เขานับว่ามีประสบการณ์มากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ เขาไม่ได้ไร้ซึ่งพลังในการต่อสู้เหมือนตอนที่เพิ่งทะลุมิติมาใหม่ๆ

ไม่ต้องพูดถึงมีดบินใบหลิวที่เป็นไม้ตายก้นหีบซึ่งเขาฝึกฝนจนชำนาญ เพียงแค่ ‘ดัชนีพลังลมปราณ’ อย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว

อาคมระดับต่ำสุดที่เดิมทีดูไร้ประโยชน์นี้ หลังจากระดับความชำนาญทะลวงเข้าสู่ ‘ระดับผู้เชี่ยวชาญ’ มันก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปราวกับเป็นคนละอย่าง อานุภาพของมันรุนแรงขึ้นอย่างน่าตกใจ ในระยะสิบเมตรมันสามารถเจาะทะลุทองเหลืองทำลายหินได้ และในระยะยี่สิบเมตรก็ยังคงมีพลังสังหารที่หวังผลได้

ที่สำคัญที่สุดคือ อาคมนี้ไม่เหมือนกับอาคมระดับสูงที่ต้องท่องคาถาหรือร่ายมโนยันต์ซึ่งทำให้การจู่โจมล่าช้า อาคมนี้เพียงแค่จิตนึกคิดก็สามารถสำแดงพลังออกมาได้ทันทีในชั่วพริบตา ราวกับเป็นสัญชาตญาณส่วนหนึ่งของร่างกาย

เฉินหลี่เชื่อว่า ขอเพียงเขาเข้าใกล้เป้าหมายได้มากพอ และอีกฝ่ายไม่มีของป้องกันตัวหรือไม่ได้ระแวดระวังไว้ล่วงหน้า ผู้บำเพ็ญเพียรสันโดษทั่วไปย่อมยากที่จะหลบเลี่ยงการลอบโจมตีของเขาได้

ความแข็งแกร่งคือบ่อเกิดของความมั่นใจ เขาไม่จำเป็นต้องระมัดระวังตัวจนเกินเหตุเหมือนในช่วงแรกอีกแล้ว

อย่างไรก็ตาม การหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่แผ่รังสีอันตรายเหล่านั้น ย่อมเป็นวิธีการที่ปลอดภัยที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

...

ในยามเช้า ตลาดการค้ายังมีผู้คนบางตา ยังไม่ถึงเวลาที่คึกคักที่สุด เฉินหลี่เดินเลือกทำเลสำหรับการตั้งแผงขายของไปตลอดทาง ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาได้สำรวจที่นี่จนทะลุปรุโปร่งแล้ว

เพราะเขามาถึงเช้าพอ จึงยังมีทำเลดีๆ ให้เลือกอีกมาก เขาเลือกทำเลที่ใกล้กับทางแยก นำห่อผ้าที่สะพายมาวางลงแล้วปูหนังสัตว์ลงบนพื้น จากนั้นก็นำแผ่นไม้ที่เขียนราคาไว้ล่วงหน้าออกมาวาง และนำยันต์ที่วาดสะสมไว้ในช่วงนี้ออกมาวางเรียงรายทีละแผ่น

หากวางขายเพียงยันต์ปัดเป่ารังสีชั่วร้ายแค่สองแผ่น ย่อมจะดูเงียบเหงาและขัดสนเกินไปหน่อย พวกยันต์ระดับต่ำเหล่านั้น หากขายออกไปได้ก็นับเป็นรายได้เช่นกัน

เมื่อเตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้น เฉินหลี่ก็นั่งลงบนก้อนหิน เริ่มเฝ้ารอการมาเยือนของลูกค้าด้วยความประหม่าในใจ

ผู้คนเริ่มสัญจรผ่านไปมา นั่งรอได้ไม่นาน เฉินหลี่ก็ได้ต้อนรับลูกค้าคนแรก ซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญเพียรหญิงอายุน้อยนางหนึ่ง

นางย่อกายลงพิจารณาสินค้าบนแผงอยู่ครู่หนึ่ง “มีแต่ยันต์ระดับต่ำสุดทั้งนั้นเลย มียันต์ตัวเบาบ้างไหม?”

“หามิได้ขอรับ มีเพียงเท่าที่วางอยู่นี้”

ในตอนที่เขาคิดว่าการค้าครั้งนี้คงจะล้มเหลว คำพูดต่อมาของนางก็ทำให้เขาประหลาดใจ

“ถ้าอย่างนั้นข้าขอยันต์ปัดเป่ารังสีชั่วร้ายแผ่นหนึ่งก็แล้วกัน เฮ้อ ของที่แผงเจ้านี่มันน้อยเกินไปจริงๆ” พูดพลาวส่งหินลมปราณก้อนหนึ่งมาให้

เฉินหลี่รับหินลมปราณที่ยังหลงเหลืออุณหภูมิจากร่างกายของนางมาด้วยอาการเหม่อลอยเล็กน้อย เขากำมันไว้แน่น เขารู้สึกว่าต่อให้ผ่านไปอีกสิบปีหรือยี่สิบปี เขาก็คงไม่มีวันลืมผู้บำเพ็ญหญิงอายุน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มราวกับเด็กน้อยผู้นี้ได้เลย และจะยังจดจำชุดนักพรตสีเหลืองอ่อนที่ดูสดใสภายใต้แสงแดดนั้นได้เป็นอย่างดี รวมถึงเสียงหัวใจที่เต้นรัวแรงอยู่ในอกยามนี้ด้วย

เมื่อผู้บำเพ็ญหญิงเดินจากไปไกล เฉินหลี่ถึงค่อยๆ คลายมือออกและปรายตามองหินลมปราณในมือแวบหนึ่ง เขาไม่กล้ามองนานนัก รีบกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความระแวดระวัง แล้วเก็บหินลมปราณใส่ลงในกระเป๋าเสื้อด้านในอย่างรวดเร็ว

ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าอารมณ์ที่ตื่นเต้นของเขาจะค่อยๆ สงบลง

"ความจนทำให้คนเราปณิธานสั้นลงจริงๆ!" เขาหัวเราะเยาะตนเองเบาๆ พลางตำหนิตนเองในใจว่าช่างไม่เคยพบเจอโลกกว้างเสียเลย

มันเป็นเพียงการซื้อขายธรรมดาครั้งหนึ่งเท่านั้น แต่เขากลับทำราวกับเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ก็แค่หินลมปราณก้อนเดียว ด้วยฝีมือการวาดยันต์นี้ รอให้ในอนาคตมีรายได้เดือนละสิบก้อน หรือปีละร้อยก้อน ถึงตอนนั้นคงมิได้ดีใจจนบ้าไปเลยหรือ

...

ดูเหมือนว่าโชคดีของเขาจะถูกใช้จนหมดสิ้นไปแล้ว หลังจากนั้นนอกจากจะขายยันต์ชี้ทางได้แผ่นหนึ่งในราคาสิบสองตำลึงทองแล้ว จนกระทั่งเกือบจะเที่ยงวัน ยันต์ปัดเป่ารังสีชั่วร้ายอีกแผ่นถึงจะขายออกไปได้

หลังจากเก็บแผง เฉินหลี่ที่กำหินลมปราณสองก้อนไว้ในมือก็มุ่งตรงไปยังร้านขายยันต์ของสำนักฉางเซิงทันที

“กระดาษยันต์หนึ่งปึก ราคา 30 ตำลึงทอง! หนังยันต์ระดับต่ำสิบแผ่น ราคาหนึ่งหินลมปราณระดับต่ำ... รวมเป็นเงินหนึ่งหินลมปราณระดับต่ำกับอีก 30 ตำลึงทองขอรับ” ลูกจ้างในร้านป่าวประกาศด้วยน้ำเสียงกังวาน

เฉินหลี่ฝืนทนต่อความปวดใจและจ่ายเงินไป เดิมทีเขาคิดจะซื้อตำราที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการแปรรูปหนังยันต์สักเล่ม แต่กลับต้องถอยทัพเมื่อได้ยินราคาที่สูงถึงหกหินลมปราณระดับต่ำ

ความรู้ในโลกใบนี้มีราคาสูงเกินกว่าที่เฉินหลี่จะจินตนาการได้ และยังเป็นการผูกขาดอย่างเบ็ดเสร็จ ที่อื่นเขาไม่รู้ แต่ในตลาดการค้าแห่งนี้ ไม่มีใครกล้าทำของลอกเลียนแบบออกมาขายอย่างแน่นอน

ออกจากร้านขายยันต์ เขาก็ไปที่ร้านข้าววิญญาณและตัดสินใจอย่างฟุ่มเฟือยด้วยการซื้อข้าววิญญาณมาสิบชั่ง หินลมปราณสองก้อนที่ยังไม่ทันจะได้สัมผัสไออุ่นจากมือเขาก็อันตรธานหายไปจนเกลี้ยงเสียแล้ว

"ช่างเป็นเรื่องจริงที่ว่า หาเงินจากตลาดการค้าก็ต้องควักจ่ายในตลาดการค้า อย่าหวังว่าจะได้หิ้วกลับบ้านแม้แต่แดงเดียว"

เฉินหลี่เดินไปพลางถอนหายใจไปพลาง ฝีเท้าของเขาราวกับขยับไปตามสัญชาตญาณจนมาหยุดอยู่ที่ข้างสิ่งก่อสร้างที่แกะสลักอย่างงดงามหลังหนึ่ง ที่หน้าประตูอาคารนั้นแขวนโคมไฟสีแดงขนาดใหญ่ไว้สองใบ แสงสีชมพูจางๆ แผ่ซ่านออกมาให้ความรู้สึกยั่วยวนและกำกวม

ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงอายุน้อยนางหนึ่งกำลังหาวหวอดขณะเดินออกมาจากประตู เมื่อเห็นลูกค้าที่คุ้นหน้า ดวงตาของนางก็พลันเป็นประกาย:

“ตายจริง นี่ใช่สหายเต๋าเฉินหรือไม่ ท่านมิได้มาเยือนเสียนานจนลืมเลือนพวกเราพี่น้องไปแล้วหรือ? มาเร็ว รีบเข้ามานั่งข้างในก่อน มาดื่มน้ำชาอุ่นๆ สักถ้วยสิเจ้าคะ”

ผู้บำเพ็ญหญิงสวมชุดวังสีแดงบางราวกับปีกจักจั่น อาจเป็นเพราะเพิ่งจะตื่นนอน บนใบหน้าจึงยังคงหลงเหลือแววเหนื่อยล้าและเกียจคร้านอยู่บ้าง แม้จะไม่ได้แต่งแต้มเครื่องสำอาง แต่ด้วยใบหน้าที่สะสวย รูปร่างที่อรชนอ้อนแอ้น และท่าทางที่เย้ายวน ทั่วทั้งร่างของนางล้วนแผ่เสน่ห์ที่ยากจะต้านทานออกมา

‘นี่น่ะหรือผู้บำเพ็ญหญิงแห่งหอคณิกาในตำนานที่ฝึกวิชามารจนสามารถสูบแก่นพลังและไขกระดูกคนได้?’

‘ช่างแตกต่างจากสตรีบนโลกมนุษย์...’

เฉินหลี่มองเพียงปราดเดียวก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงวูบ ไม่กล้ามองซ้ำอีก ก่อนที่นางจะเดินเข้ามาใกล้ เขาก็รีบเร่งฝีเท้าหนีไปทันที: “วันนี้ประจวบเหมาะมีธุระพอดี ไว้คราวหน้า คราวหน้าค่อยว่ากัน”

...

เหตุการณ์เล็กน้อยนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์อันรื่นรมย์ของเฉินหลี่เลยแม้แต่น้อย

ระหว่างทางเดินกลับบ้าน ฝีเท้าของเขาดูเบาสบาย ทุกสิ่งตรงหน้าดูเหมือนจะมีชีวิตชีวาขึ้นมา ต้นไม้ประหลาดที่กิ่งก้านบิดเบี้ยวไปมาราวกับกรงเล็บปีศาจ ฝูงปลาตัวน้อยที่ว่ายวนอยู่ท่ามกลางกอบัวในลำธารที่เดินผ่าน นกสวยงามที่บินพาดผ่านเหนือศีรษะ แม้แต่ดอกไม้สีเหลืองนิรนามที่บานอยู่ข้างทาง เขาก็ยังมองดูด้วยความเพลิดเพลินเจริญใจอย่างไม่รู้เบื่อ

เขามองไปยังเทือกเขาที่ถูกโอบล้อมด้วยสายหมอกในระยะไกล: “ไม่รู้ว่าโลกภายนอกหุบเขาแห่งนี้จะเป็นอย่างไรบ้างนะ?”

ที่นี่แทบจะไม่มีปุถุชนธรรมดาเลย ระดับล่างสุดก็คือผู้บำเพ็ญเพียรสันโดษ สูงขึ้นไปก็คือเหล่าลูกศิษย์สำนักที่อยู่เหนือโลกีย์ และขุมกำลังอันยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง ยามนี้แม้ว่าวิกฤตการเอาชีวิตรอดที่ใหญ่ที่สุดจะได้รับการคลี่คลายแล้ว แต่การมีชีวิตอยู่ที่นี่ ก็นับว่าไม่ง่ายเลยจริงๆ

การบำเพ็ญเพียรนั้นดูจะไร้ความหวัง ยามนี้เขาเพียงอยากใช้ชีวิตให้สุขสบายขึ้นอีกนิด แต่ไม่รีบร้อน! หาเงินให้ครบหนึ่งร้อยหินลมปราณก่อนค่อยว่ากัน

...

เมื่อเดินผ่านหน้าบ้านเพื่อนบ้าน เขาหิ้วถุงข้าวที่ทำขึ้นเป็นพิเศษจากร้านข้าวของสำนักฉางเซิงพลางจงใจหยุดเดินอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าน่าเสียดายที่ผู้บำเพ็ญหญิงที่วาจาเราะร้ายนางนั้นดูเหมือนจะไม่อยู่ในวันนี้

นั่นทำให้เขารู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง อารมณ์ที่เคยรื่นรมย์พลันจางหายไปไม่น้อยเลยทีเดียว

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 8 จุดเริ่มต้นของความมั่นคง

คัดลอกลิงก์แล้ว