- หน้าแรก
- ท่ามกลางเทพและปีศาจ
- บทที่ 5 การใช้ชีวิตที่ไม่ง่าย
บทที่ 5 การใช้ชีวิตที่ไม่ง่าย
บทที่ 5 การใช้ชีวิตที่ไม่ง่าย
บทที่ 5 การใช้ชีวิตที่ไม่ง่าย
แสงเงินแสงทองในยามเช้าเริ่มจับขอบฟ้า ทว่าความมืดสลัวยังคงหลงเหลืออยู่ประปราย
ยอดเขาสูงชันที่ห่างออกไปดูทะมึนและโชกโชน หมู่เมฆสีขาวราวกับเส้นริบบิ้นลอยละล่องไปมาอย่างเลื่อนลอย แฝงไว้ด้วยความงามอันยะเยือก สายหมอกโอบล้อมยอดเขาประหลาดอย่างอ้อยอิ่ง มองเห็นสิ่งก่อสร้างตั้งตระหง่านอยู่รำไร คล้ายกับเป็นที่พำนักของเหล่าเทพเซียน
พื้นที่บริเวณตลาดการค้าแห่งนี้ตั้งอยู่บนที่ราบในหุบเขาที่โอบล้อมด้วยขุนเขาเหล่านั้น
ในอากาศที่หนาวเย็นยามเช้า มีกลิ่นเหม็นสาบจางๆ อบอวลอยู่ไม่จางหาย
เฉินหลี่เดินออกไปยังถนนที่เต็มไปด้วยโคลนด้วยท่าทาง 'สงบนิ่ง' ดวงตาแอบสังเกตไปรอบๆ อย่างเงียบเชียบ ข้างทางเต็มไปด้วยวัชพืชหนาทึบ มองเห็นกองขยะจากการใช้ชีวิตและสิ่งปฏิกูลของคนและสัตว์กองปะปนกันอยู่เป็นระยะ
บ้านหลังเล็กที่สร้างขึ้นเองจำนวนมาก ไม่ว่าจะเตี้ยหรือสูง ใหญ่หรือเล็ก ต่างตั้งเรียงรายกันอย่างสับสนวุ่นวายตามช่องว่างที่พอจะแทรกเข้าไปได้
ไม่อาจเรียกได้ว่ามีความงดงามแบบโบราณแม้แต่น้อย บ้านเหล่านี้เป็นเพียงที่ซุกหัวนอนที่มีไว้เพียงเพื่อกันแดดฝนเท่านั้น หลายหลังมองปราดเดียวก็รู้ว่าสร้างขึ้นอย่างลวกๆ ไร้ซึ่งความสุนทรีย์ บางหลังที่งานหยาบหน่อยก็ดูสั่นคลอนราวกับจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อหากมีลมพัดมาแรงๆ
นี่ไม่ใช่บ้านร้างที่ผุพังแต่อย่างใด เมื่อมองดูจากกองขยะที่สุมเป็นพะเนินตรงหน้าประตู ก็เห็นได้ชัดว่าภายในนั้นมีคนอาศัยอยู่จริงๆ
เฉินหลี่ขอยอมรับว่าตนเองช่างเปิดหูเปิดตานัก เมื่อเทียบกับเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรสันโดษที่ใช้ชีวิตแบบทิ้งขว้างไปวันๆ เหล่านี้แล้ว พอมีคนในสายอาชีพเดียวกันมาเปรียบเทียบ เจ้าของร่างเดิมก็นับว่าเป็นผู้ที่มีความทะเยอทะยานขึ้นมาทันที
ระหว่างทางมีผู้บำเพ็ญเพียรเดินสวนกันเป็นระยะ บ้างก็เดินผ่านไปเฉยๆ บ้างก็ประสานมือทักทาย ในตอนแรกเฉินหลี่รู้สึกประหม่าอยู่บ้าง ฝ่ามือมีเหงื่อซึม และมือก็อดไม่ได้ที่จะขยับไปทางมีดบินใบหลิวอยู่บ่อยครั้ง
แต่หลังจากผ่านไปไม่กี่ครั้งเขาก็เริ่มทำตัวเป็นปกติ และเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น
"คนที่นี่หลายคนใช้ชีวิตได้ย่ำแย่กว่าข้าเสียอีก"
"จริงแท้แน่นอน ความมั่นใจของผู้ที่ธรรมดาสามัญ มักจะสร้างขึ้นจากการเปรียบเทียบความตกต่ำกับผู้อื่น" เฉินหลี่เยาะเย้ยตนเองในใจ
เขตสลัมตั้งอยู่ติดกับตลาดการค้า ย่อมอยู่ไม่ไกลนัก ความจริงแล้วเขายังเดินไม่พ้นเขตสลัมเลยด้วยซ้ำ กำแพงเมืองของตลาดการค้าก็ปรากฏให้เห็นในสายตา กำแพงเมืองสูงไม่มากนัก ประมาณสามถึงสี่เมตร บนนั้นสลักอาคมที่ซับซ้อนนานาชนิด มีระลอกคลื่นของพลังลมปราณแผ่ซ่านออกมาจางๆ
เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่กำแพงเมืองธรรมดาทั่วไป
ผู้คนเริ่มหนาตาขึ้น เฉินหลี่มองสำรวจกำแพงเมืองอยู่สองสามปราด ก่อนจะเดินตามฝูงชนมุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่ของตลาดการค้า
ทันใดนั้น ฝูงชนก็เกิดความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย
เฉินหลี่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว จึงมองตามสายตาของผู้คนขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มผู้หนึ่งเหยียบกระบี่บินที่เปล่งแสงเจิดจ้า พุ่งทะยานผ่านอากาศมาอย่างรวดเร็ว
สายตาของหลายคนเต็มไปด้วยความเลื่อมใสและซับซ้อน ต่างส่งสายตามองตามผู้บำเพ็ญเพียรผู้นั้นที่ร่อนลงหน้าประตูตลาดการค้าอย่างสง่างามพร้อมกับเฉินหลี่
เฉินหลี่อดไม่ได้ที่จะลูบมีดบินใบหลิวของตนเอง ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่านิติอาวุธที่เขาเคยรักใคร่นักหนา ดูจะไม่ค่อยน่าพิสมัยเท่าไหร่แล้ว
"ในชั่วชีวิตนี้ ข้าจะต้องหาซื้อกระบี่บินมาครองให้ได้สักเล่ม"
เฉินหลี่สาบานในใจอย่างเงียบๆ และเริ่มทำใจให้สงบลง
พูดตามตรง เขาไม่ได้สนใจว่ามันจะสง่างามเพียงใดหรอก สิ่งสำคัญที่สุดคือเมื่อเจอกับอันตราย มันจะทำให้เขาวิ่งหนีได้เร็วกว่าผู้อื่นต่างหาก
เขาเบียดเสียดไปตามฝูงชนจนเข้ามาภายในตลาดการค้า เฉินหลี่ไม่ได้รีบร้อนที่จะขายของ เขาเตรียมที่จะเดินสำรวจให้ทั่วสักรอบก่อน เพื่อทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและราคาสินค้าที่นี่
หากไม่นับเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่เดินขวักไขว่ไปมา ที่นี่ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากตลาดนัดตามชนบท มีทั้งร้านรวงและร้านแผงลอย
ของที่วางขายมีสารพัดอย่าง มีทุกสิ่งเท่าที่จะนึกออก
เพียงแต่ของส่วนใหญ่นั้น พวกมันรู้จักเฉินหลี่ แต่เฉินหลี่ไม่รู้จักพวกมัน เขาจึงได้แต่มองดูด้วยความแปลกใหม่
เขาถึงกับเห็นซากอสูรที่ถลกหนังแล้วชนิดหนึ่ง ยาวตั้งแต่หัวจรดหางถึงสี่เมตร เจ้าของร้านกำลังกวัดแกว่งมีดชำแหละอย่างคล่องแคล่วพลางร้องตะโกนขาย
ในบรรดาของเหล่านั้น เฉินหลี่เห็นแผงลอยขายยันต์อยู่หลายแผง แต่ส่วนใหญ่ขายยันต์ระดับที่ค่อนข้างมีคุณภาพซึ่งทำจากวัสดุหนังสัตว์ อย่างต่ำที่สุดก็อยู่ในระดับยันต์ปัดเป่ารังสีชั่วร้าย ส่วนพวกยันต์ชี้ทางหรือยันต์สยบเสียงนั้นไม่มีวางขายเลยแม้แต่แผงเดียว
เขารู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีนักในใจ
...
"นี่... เนื้ออะไรหรือ?"
"เนื้อเสือโคร่งหัวเขียววัยเยาว์ เนื้อนุ่มละมุน เพิ่งล่ามาเมื่อคืน สดๆ ร้อนๆ เลย ราคาหนึ่งตำลึงทองต่อหนึ่งชั่ง สนใจรับไปสักไม่กี่ชั่งไหม?"
...
"ผลน้ำค้างดำอายุสามปี เติบโตในพื้นที่ที่มีปราณวิญญาณหนาแน่น สนใจรับไปลองชิมดูบ้างไหม?"
"ราคาเท่าไหร่?"
"สามตำลึงทองต่อหนึ่งลูก ซื้อสามแถมหนึ่ง"
"เอ้อ สหายเต๋าผู้นี้ หากท่านว่าแพงก็ต่อรองราคากันได้นะ"
...
เฉินหลี่ที่ขัดสนเงินทองมองดูแล้วรู้สึกปวดใจเป็นยิ่งนัก แต่ใบหน้ายังต้องแสร้งทำเป็นไม่ยินดียินร้ายและสงบนิ่ง
หลังจากเดินดูแผงขายอาหาร 'ธรรมดา' มาหลายร้าน ราคาสินค้าที่สูงลิบลิ่วจนเกินจริงทำให้เขาถึงกับอ้าปากค้างและเปิดหูเปิดตาเป็นอย่างมาก ของที่ดูดีขึ้นมาหน่อยก็จำเป็นต้องจ่ายด้วยหินลมปราณ ทองคำแทบจะเป็นสกุลเงินที่มีค่าน้อยที่สุดที่นี่
หลายร้านถึงกับไม่รับทองคำเลยด้วยซ้ำ
เฉินหลี่ประมาณการว่าทองคำสิบกว่าชั่งในมือของเขา หากใช้เพียงเพื่อให้อิ่มท้องแบบประหยัดที่สุด ก็คงประทังไปได้เพียงครึ่งปีเท่านั้น แต่โชคดีที่ยังพอทำใจยอมรับได้ อย่างน้อยในช่วงเวลาสั้นๆ นี้เขาก็คงไม่ต้องทนหิว
เขาพยายามปรับตัวกับราคาสินค้าที่สูงลิ่วในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร เมื่อเขาเจอร้านขายข้าววิญญาณเข้า เขาก็ถูกทำร้ายจิตใจอีกครั้ง
ร้านขายข้าววิญญาณมีป้ายชื่อของสำนักฉางเซิงแขวนอยู่ เรียกได้ว่าเป็นการผูกขาดเพียงเจ้าเดียวที่นี่
ความจริงแล้ว หลังจากเฉินหลี่เดินสำรวจรอบหนึ่ง เขาก็พบว่าร้านรวงที่นี่ห้าถึงหกส่วนล้วนเป็นของสำนักฉางเซิง ส่วนที่เหลือจึงจะเป็นของขุมกำลังอื่น
"ท่านหลงจู๊ ช่วงนี้ข้าววิญญาณขายอย่างไร?"
ลูกจ้างในร้านปรายตามองสำรวจเฉินหลี่อย่างเงียบๆ ก่อนจะเชิดหน้าชูตาและตอบด้วยท่าทีเย็นชา:
"ข้าววิญญาณระดับต่ำ สิบชั่งต่อหนึ่งหินลมปราณระดับต่ำ ราคานี้มาตลอด ไม่ขายปลีก"
เฉินหลี่ไม่ได้ใส่ใจสายตาดูแคลนของอีกฝ่าย
เพียงแต่รู้สึกเสียดายเงินอยู่ลึกๆ
เหตุใดจึงแพงเช่นนี้!
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเขาได้กินหินลมปราณเข้าไปครึ่งก้อนเลยหรือนี่
"ข้าขอเดินดูอีกหน่อย!"
เขารีบเดินออกจากร้านข้าววิญญาณ เฉินหลี่ไม่มีกะจิตกะใจจะเดินดูต่อแล้ว เขาพกความกังวลในใจมุ่งหน้าไปยังร้านขายยันต์ของสำนักฉางเซิงเพื่อลองเสนอขายยันต์ที่พกมา
แม้ราคารับซื้อย่อมต้องต่ำกว่าการไปตั้งแผงขายเองอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ข้อดีคือประหยัดเวลาและตัดความยุ่งยากออกไป ขอเพียงพอมีกำไรบ้างก็พอ
น่าเสียดายที่เขาคิดง่ายไป ยันต์ระดับต่ำที่เขาวาดมานั้น ทางร้านไม่รับซื้อเลยแม้แต่น้อย
เฉินหลี่ไร้หนทาง จึงจำต้องทำตามอย่างผู้บำเพ็ญเพียรสันโดษคนอื่นๆ หาพื้นที่ว่างเพื่อตั้งแผงขายเอง
ยันต์ทำความสะอาดที่วาดมามากที่สุดนั้น เขาอับอายเกินกว่าจะนำออกมาวางขาย จึงวางขายเพียงยันต์สยบเสียงและยันต์ชี้ทางเท่านั้น
ทว่าตั้งแผงอยู่นานครึ่งค่อนวัน ก็ไม่มีใครมาสอบถามราคาเลย ส่วนใหญ่ผู้คนจะมองปราดเดียวแล้วเดินผ่านแผงไป บางคนที่มีนิสัยแย่หน่อยถึงกับจงใจส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยออกมา
ยันต์ระดับต่ำพื้นๆ เช่นนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรสันโดษจำนวนมากก็วาดเป็น และมันไม่ได้มีประโยชน์อันใดมากมายนัก ใครเล่าจะยอมเสียเงินมาซื้อของไร้ค่าเหล่านี้
เฉินหลี่เฝ้าแผงจนดวงอาทิตย์ตั้งตระหง่านอยู่กลางศีรษะ ก็ยังไม่มีใครมาถามไถ่ เขาจึงจำต้องเก็บแผงอย่างจำใจ
ก่อนจะจากไป เขาได้ซื้อผักผลไม้และเนื้อสัตว์ราคาถูกมาจำนวนหนึ่ง เพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับไม่กี่วันข้างหน้า และเดินทางกลับด้วยความผิดหวัง
ระหว่างทางกลับบ้าน ใจของเฉินหลี่หนักอึ้ง เขาครุ่นคิดเรื่องต่างๆ ในใจไปพลาง
เขาปรายตามองแผงหน้าจอคุณสมบัติ
ชื่อ: เฉินหลี่
อายุขัย: 40/98 ปี
ขอบเขต: ขัดเกลาปราณระดับสาม: 31/100
วิชา: วิชาฉางเซิง (ระดับชำนาญ): 45/200
ทักษะ:
การวาดยันต์: ยันต์ทำความสะอาด (ระดับชำนาญ): 94/200; ยันต์สยบเสียง (ระดับชำนาญ): 32/200; ยันต์ชี้ทาง (ระดับเริ่มต้น): 15/100
อาคม: ดัชนีพลังลมปราณ (ระดับชำนาญ): 12/200
อิทธิฤทธิ์: ไม่มี
"เมื่อฝึกยันต์ชี้ทางจนถึงระดับชำนาญแล้ว ข้าก็จะเริ่มลองวาดยันต์ปัดเป่ารังสีชั่วร้ายดู ยังเหลือเวลาอีกยี่สิบกว่าวันก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าเช่าเดือนหน้า น่าจะยังทันการณ์อยู่"
แม้จะพยายามปลอบใจตนเอง แต่ความหนักอึ้งในใจกลับไม่จางหายไปเลย
"เฮ้อ เหตุใดการใช้ชีวิตมันถึงได้ยากเย็นเช่นนี้? ก่อนทะลุมิติมาที่ต้องจ่ายค่าผ่อนบ้านครึ่งหนึ่งของเงินเดือนทุกเดือน ยังไม่ลำบากขนาดนี้เลย!"
ในตอนนั้นเฉินหลี่รู้สึกเหมือนมีใครกำลังจ้องมองอยู่ เขาเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ และพบว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรหญิงข้างบ้านนั่นเอง
ในใจของเขาอดไม่ได้ที่จะอุทานว่าช่างโชคร้ายจริงๆ
เขารีบหลบสายตา ทำเป็นเหมือนมองไม่เห็น
ทว่าผู้บำเพ็ญหญิงนางนั้น เห็นได้ชัดว่าไม่ได้คิดจะปล่อยเขาไปง่ายๆ
"โอ้ สหายเต๋าเฉิน วันนี้เปลี่ยนรสชาติหรือนี่ ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อน เจ้ากินแต่ข้าววิญญาณไม่ใช่หรือ" ผู้บำเพ็ญหญิงมองสำรวจกับข้าวในมือของเฉินหลี่พลางทักทายด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า
นี่มันมีความแค้นเคืองอันใดกันนักกันหนา!
ข้าจะกินสิ่งนี้แล้วมันหนักหัวใครกัน?
ข้าไปกินข้าวบ้านนางหรืออย่างไร?
"ข้าววิญญาณราคาสูงเกินไป ยามนี้ข้าขัดสนเงินทอง วาดยันต์ก็ล้มเหลวติดต่อกัน ช่วงไม่กี่วันนี้จึงจำต้องใช้ชีวิตอย่างกระเบียดเกษียรไปก่อน" เฉินหลี่ฝืนยิ้มอย่างขัดเขิน และทำได้เพียงปล่อยให้อีกฝ่ายเยาะเย้ยไปตามระเบียบ
อยากหัวเราะก็หัวเราะไปเถอะ เนื้อหนังข้าไม่ได้หลุดหายไปเสียหน่อย
กว่าจะสลัดหลุดจากการตามตื๊อของผู้บำเพ็ญหญิงนางนั้นมาได้ เฉินหลี่ก็เหงื่อโชกไปทั้งตัว
ตั้งแต่ทะลุมิติมา ดูเหมือนเขาจะเป็นโรคประหม่าการเข้าสังคม กลัวการพูดคุยและกลัวการติดต่อกับผู้คนไปเสียแล้ว
เฉินหลี่ลองตรึกตรองดูอย่างละเอียด
เขารู้สึกว่าสาเหตุหลักมาจากความรู้สึกไม่ปลอดภัย
ความทรงจำที่หายไป โลกที่แปลกประหลาดและอันตราย เพื่อนบ้านที่ยากจะแยกแยะมิตรหรือศัตรู และ 'สหาย' แปลกหน้าที่มีวี่แววว่าจะถูกเสนียดเข้าสิง ทุกครั้งที่ต้องติดต่อกับคนเหล่านี้ทำให้เขาต้องระมัดระวังตัวแจจนเหนื่อยล้าไปหมด
"การมีชีวิตอยู่เหตุใดมันจึงยากลำบากถึงเพียงนี้!"
(จบตอน)