เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 84 - คนไม่เอาไหนในรอบร้อยปี

บทที่ 84 - คนไม่เอาไหนในรอบร้อยปี

บทที่ 84 - คนไม่เอาไหนในรอบร้อยปี


บทที่ 84 - คนไม่เอาไหนในรอบร้อยปี

"อาหลางยังไม่กลับมาอีกหรือ?"

ญาติผู้ใหญ่รุ่นเดียวกับชุยเหิงคนหนึ่งขมวดคิ้วพลางเอ่ยถาม

ข้างกันนั้น มีชายชราผมขาวเคราขาวแค่นยิ้มเย็น "อาหลางงานราชการในกองทัพเสวียนเช่อรัดตัว ตั้งแต่กลับเมืองหลวงมาก็แทบจะไม่เห็นหน้าค่าตาในแขวงนี้เลย วันนี้ก็แค่พิธีเลี้ยงวันเกิดเล็กๆ เขาคงปลีกตัวมาไม่ได้ก็เป็นเรื่องปกติ"

ชุยหลางฟังแล้วเสียวสันหลังวาบ

หากพูดถึงเรื่องการพูดจาประชดประชันถากถาง ตระกูลชุยของเขาไม่เคยขาดแคลนยอดฝีมือเลยจริงๆ

ชุยเหิงที่นั่งอยู่ถัดจากบิดาอย่างชุยจี้ได้ยินคำพูดเหล่านั้น สีหน้าก็ยิ่งย่ำแย่ลง—เขานอกจากจะสั่งสอนบุตรชายคนโตไม่ได้แล้ว ตอนนี้ถึงขั้นต้องมาเสียหน้าเพราะไอ้ลูกเนรคุณในงานวันเกิดของตนเองอีกหรือ!

เมื่อคิดได้ดังนั้น ชุยเหิงจึงถลึงตาใส่บุตรชายคนรองด้วยความหงุดหงิด

และทางด้านฝั่งสตรี ลู่ซื่อเองก็ถลึงตาใส่บุตรชายของตนเช่นกัน

ชุยหลางแอบคร่ำครวญในใจ ความจริงแล้วพี่ใหญ่จะกลับมาหรือไม่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจขนาดนั้นหรอก แต่ก่อนหน้านี้ท่านแม่ให้เขาไปถามความสมัครใจของพี่ใหญ่ ซึ่งที่วัดต้ายวิ๋นพี่ใหญ่ก็รับปากอย่างหนักแน่นว่าจะกลับมาแน่นอน

เขาก็เลยไปอวดผลงาน... ไม่สิ ไปรายงานท่านพ่อท่านแม่ไว้เสียใหญ่โต!

เขารับปากไปแล้ว แต่ตอนนี้กลับยังไม่เห็นแม้แต่เงาของพี่ใหญ่ หากวันนี้พี่ใหญ่ไม่โผล่มาจริงๆ ใช้หัวแม่เท้าคิดก็รู้ว่าคนแรกที่จะซวยย่อมต้องเป็นเขาแน่นอน!

เกรงว่าคงหนีไม่พ้นการถูกกดลงบนม้านั่งแล้วถูกไม้พลองฟาดก้นเป็นแน่!

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ชุยหลางก็รู้สึกเจ็บที่ก้นขึ้นมาตงิดๆ

ประมุขตระกูลชุยจี้มีสีหน้าเคร่งขรึม วางท่าทีสุขุมมาโดยตลอด เขาดูเวลาแล้วกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า "เข้าประจำที่กันเถิด"

น้ำเสียงของเขาทำให้รอบข้างเงียบสงบลง ทุกคนต่างพากันคารวะรับคำ "ขอรับ/เจ้าค่ะ" แล้วแยกย้ายกันนั่งประจำโต๊ะ

ในเวลานั้น มีบ่าวรับใช้เดินเข้ามาในโถงแล้วคารวะรายงาน "เรียนท่านประมุข คุณชายใหญ่กลับมาแล้วขอรับ"

ชุยจี้พยักหน้า "ให้เขาเข้ามา"

ดวงตาของชุยหลางเป็นประกายขึ้นมาทันที รีบหันหลังเดินไปรับหน้า "พี่ใหญ่กลับมาแล้ว!"

เยี่ยมมาก ก้นของเขาได้รับการคุ้มครองแล้ว!

ญาติพี่น้องทั้งสองฝั่งต่างพากันจ้องมองไปยังร่างที่เดินเข้ามา

ชายหนุ่มในชุดคลุมสีน้ำเงิน เกล้าผมสวมรัดเกล้าหยก ไม่ได้สวมชุดเกราะหรือพกดาบ ในสถานการณ์เช่นนี้ดูเหมือนเขาจะจงใจเก็บกลิ่นอายสังหารอันเยือกเย็นเอาไว้ และด้วยรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาสะอาดสะอ้านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยามนี้จึงดูมีความสง่างามตามแบบฉบับของบุตรหลานตระกูลสูงศักดิ์

ทว่ายิ่งเป็นเช่นนั้น กลับยิ่งทำให้เหล่าญาติพี่น้องมองดูด้วยความไม่พอใจในใจ

ใครจะไปนึกว่าภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูสง่างามเช่นนี้ กลับเต็มไปด้วยความขบถนอกรีต?

อาหลางโดดเด่นมาแต่เยาว์วัย พรสวรรค์ฉายแววให้เห็นมาแต่เนิ่นๆ เดิมทีเคยเป็นศูนย์รวมสายตาของทุกคนในตระกูล ทว่าจู่ๆ กลับเหมือนถูกผีสิง ทำเรื่องขบถนอกลู่นอกทาง ทั้งยังไม่ฟังคำทักท้วง ดึงดันจะเดินบนเส้นทางนี้มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ยอมหันหลังกลับ

คนในตระกูลต่างแอบซุบซิบนินทากันว่า หากอาหลางยอมทำตามที่ตระกูลจัดวางเส้นทางสายบุ๋นให้ ด้วยพรสวรรค์ของเขาคงไม่แพ้เว่ยซูอี้ที่สอบติดจอหงวนสามสนามรวดแน่นอน เมื่อบวกกับฐานะตระกูลชุยที่หนุนหลัง อีกไม่นานในราชสำนักคงหาคนเทียบเคียงไม่ได้อีกแล้ว!

ทว่า ทว่า...

ทุกคนต่างพากันถอนหายใจในใจ

พรสวรรค์ดีๆ แบบนี้ถ้าไม่ใช้ ไยไม่เอามาแบ่งให้ลูกหลานคนอื่นที่เขาต้องการบ้าง!

เหล่าญาติพี่น้องทุกครั้งที่เห็นชุยจิ่ง ความรู้สึกเสียดายและขุ่นเคืองก็พุ่งพล่านจนแทบจะทนไม่ไหว ข้าวปลาอาหารก็ไม่อยากจะกิน เหล้าก็ไม่อยากจะดื่ม แค่พูดถึงเรื่องนี้ก็อิ่มอกอิ่มใจจนพุงกางแล้ว

ชุยหลางมองไปยังกล่องไม้ทรงยาวที่อยู่ในมือหยวนเสียง แล้วถามด้วยความอยากรู้ว่า "นี่คงจะเป็นของขวัญวันเกิดที่พี่ใหญ่เตรียมมาให้ท่านพ่อใช่ไหม?"

ชุยจิ่งคารวะเสร็จแล้วจึงพยักหน้า "ใช่แล้ว"

"รีบส่งมาให้ข้าเถอะ!" เพราะก้นรอดพ้นภัยมาได้อย่างหวุดหวิด ชุยหลางจึงดูกระตือรือร้นเป็นพิเศษ เขารับกล่องไม้มาจากมือหยวนเสียง พลางกล่าวอย่างคาดหวัง "ขอข้าดูหน่อยสิว่าพี่ใหญ่เตรียมของขวัญอะไรมาให้ท่านพ่อ—"

พูดจบ เขาก็เปิดกล่องไม้โดยมีบ่าวรับใช้คอยช่วย และหยิบของข้างในออกมา

ม้วนภาพถูกพันไว้ด้วยผ้าไหม ชุยหลางแกะออกแล้วคลี่ภาพออกดู ปรากฏเป็นภาพทิวทัศน์ขุนเขาและสายน้ำ สีเขียวขจีสดใสสะดุดตา ชุยหลางเพ่งมองให้ชัดเจนแล้วดวงตาก็เป็นประกาย "นี่คือภาพฝีพระหัตถ์ของจั่นจื่อเฉียนนี่นา!"

"ภาพวาดของจั่นจื่อเฉียนน่ะหายากยิ่งนัก และยังเป็นของโปรดของท่านพ่อด้วย ไม่น่าเล่าพี่ใหญ่ถึงเตรียมตัวมาเนิ่นนาน ที่แท้ก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจถึงเพียงนี้!" ชุยหลางถอนหายใจ "ทำให้ของขวัญของข้ากับอาถังดูจืดชืดจนไม่กล้าเอาออกมาโชว์เลย อาถังเจ้าว่าจริงไหม?"

ชุยถัง "..."

ของพี่น่ะไม่กล้าเอาออกมาก็เรื่องของพี่สิ เพราะมันจืดชืดจริงๆ นั่นแหละ แต่ไยต้องมาลากน้องลงน้ำไปด้วยเล่า?

ทว่าบรรยากาศพาไป นางจึงได้แต่พยักหน้าตามน้ำ

สีหน้าของชุยจี้ปรากฏรอยยิ้มจางๆ พยักหน้าอย่างชื่นชม "ลิ่งอันใส่ใจจริงๆ"

สีหน้าของชุยเหิงเองก็ค่อยๆ คลายความตึงเครียดลงไปมาก

ชุยหลางถือภาพเดินมาหยุดข้างกายเขา "ท่านพ่อรีบดูสิขอรับ!"

ชุยเหิงปรายตามองบุตรชายคนรองที่มีท่าทีล้นจนเกินงามไปวูบหนึ่ง ทว่ามือกลับรับภาพวาดนั้นมาอย่างเต็มใจ

ตอนแรกที่มองดู สีหน้าของเขายังคงมีความยินดีจางๆ—

"นี่คือภาพ 'ทัศนาวสันต์' โหยวชุนถู ของจั่นจื่อเฉียนที่เขาลือกันนี่เอง..." ชุยหลางชื่นชมไม่ขาดปาก "ไม่เสียชื่อที่เป็นต้นตำรับของภาพทิวทัศน์สีทองเขียวจริงๆ"

ในม้วนภาพนั้นมีขุนเขาสีเขียวสลับซับซ้อน ผิวน้ำในทะเลสาบกระเพื่อมไหว มีเหล่าขุนนางควบม้าอยู่บนเส้นทางภูเขาที่คดเคี้ยว ทว่ากึ่งกลางของภาพ กลับเป็นภาพของเหล่ากุลสตรีที่กำลังพายเรือล่องทะเลสาบเพื่อชมความงามของฤดูใบไม้ผลิ—

สายตาของชุยเหิงไปหยุดอยู่ที่เหล่ากุลสตรีที่กำลังล่องเรือเหล่านั้นพอดี

นิ้วมือที่จับขอบแกนภาพวาดเริ่มออกแรงมากขึ้น

ครู่ต่อมา เขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองชุยจิ่งที่ยืนอยู่ในโถงเขม็ง พลางกล่าวทีละคำว่า "ภาพนี้หามาไม่ง่ายเลย เห็นได้ชัดว่าเจ้าทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากจริงๆ"

ชุยหลางฟังแล้วรู้สึกแหม่งๆ—ทำไมเขารู้สึกว่าคำพูดของท่านพ่อมันฟังดูไม่เหมือนคำชมเลยนะ?

คงเป็นเพราะท่านพ่อประชดประชันจนชินมือกระมัง เลยเผลอหลุดออกมา?

ก็เขานึกไม่ออกจริงๆ ว่าของขวัญที่ล้ำค่าและถูกใจขนาดนี้ของพี่ใหญ่จะมีตรงไหนให้ตำหนิได้

ชุยจี้กล่าวว่า "ลิ่งอันนั่งที่เถิด"

"ขอรับ" ชุยจิ่งเดินไปนั่งในที่ว่าง

ไม่นานนักสาวใช้ก็ถือถาดสีแดงชาดเดินเรียงแถวกันเข้ามา เสิร์ฟอาหารเลิศรสและสุราชั้นดี

เสียงดนตรีบรรเลงขึ้น ทุกคนต่างพากันยกจอกสุรา

หลังจากดื่มกินไปได้พักใหญ่ หรืออาจจะเป็นเพราะภาพวาดใบนั้นของชุยจิ่งที่ทำหน้าที่ลูกกตัญญูได้ดี ทำให้ผู้คนพอจะเบาใจขึ้นบ้าง ญาติพี่น้องในโต๊ะจึงเริ่มเอ่ยถึงเรื่องของชุยจิ่งขึ้นมา—

"ช่วงนี้เรื่องราววุ่นวายนัก ในตระกูลมีเรื่องมากมายที่ต้องจัดการ... อาหลางเองก็ควรกลับมาเรียนรู้งานในตระกูลได้แล้ว"

"ถูกแล้ว เป็นหลักการที่ถูกต้อง"

"นอกจากนี้ เรื่องแต่งงานของอาหลางจะประวิงเวลาต่อไปไม่ได้แล้ว—"

เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น ชุยจิ่งไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ

เขาไม่ได้เอ่ยปากและไม่ได้โต้แย้ง วันนี้เป็นงานวันเกิดของบิดา ต่อให้เขามีความเห็นต่าง ทว่าก็ไม่จำเป็นต้องแสดงออกมาให้เห็นตลอดเวลา—นั่นคือสิ่งที่เขาทำในวัยเยาว์

ในยามนี้ เมื่อไม่อาจหลบเลี่ยงได้ เขาก็เพียงแต่นิ่งฟังเงียบๆ เท่านั้น

ทว่าไม่มีใครสามารถเปลี่ยนความมุ่งมั่นของเขาได้เลย

เมื่อมองดูหลานชายคนโตที่ไม่ยอมปริปากราวกับขุนเขาที่สงบนิ่ง สายน้ำที่ลึกสุดหยั่ง หลายปีมานี้ความสุขุมและความดื้อรั้นเติบโตไปพร้อมๆ กัน แววตาของชุยจี้ก็ฉายแววทอดถอนใจออกมาวูบหนึ่ง

หลังจากงานเลี้ยงเลิกรา ชุยจี้เรียกชุยจิ่งไปที่ห้องหนังสือเพียงลำพัง

ชุยจี้ให้คนจัดวางกระดานหมากรุก ปู่และหลานต่างนั่งเดินหมากกันเงียบๆ โดยไม่พูดจา

เมื่อจบเกมหนึ่ง ชุยจิ่งกล่าวว่า "หลานพ่ายแพ้แล้วขอรับ"

"ดูท่าข้าจะแก่แล้วจริงๆ" ชุยจี้มองดูรูปเกมบนกระดานแล้วยิ้มออกมา "ถึงขั้นต้องให้คนรุ่นหลังเช่นเจ้าจงใจออมมือให้ เพื่อให้คนแก่อย่างข้ามีความสุข"

ชุยจิ่ง "หลานยังไม่อาจหลอกสายตาของท่านปู่ได้ แสดงว่าท่านปู่ยังไม่แก่ขอรับ"

ชุยจี้ส่ายหน้า น้ำเสียงดูจนใจ "หากการกระทำของเจ้าสามารถรู้จักผ่อนปรนและถอยหลังให้เหมือนดั่งการเดินหมากนี้ได้บ้าง..."

คำพูดที่เหลือไม่ได้กล่าวต่อ

ชุยจิ่งหลุบตาลง "เป็นหลานที่ทำให้ท่านปู่ผิดหวังขอรับ"

ชุยจี้ส่ายหน้าอีกครั้ง

ชายชรามองดูชายหนุ่มที่โดดเด่นภายใต้แสงโคม แล้วกล่าวเสียงเรียบว่า "การตำหนินั้นย่อมมีอยู่จริง การที่เจ้าไม่ทำตามความหวังย่อมทำให้เกิดปมในใจเป็นธรรมดา ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น ปู่ก็ไม่เคยรู้สึกผิดหวังในตัวเจ้าเลยซักครั้ง"

ชุยจิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง

ชุยจี้กล่าวต่อ "เรื่องการคืนอำนาจทางการทหาร ในเมื่อเจ้ามีความคิดอ่านของตนเอง ปู่ก็จะไม่บีบบังคับเจ้าอีกต่อไป"

"ท่านปู่—" ชุยจิ่งประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าก็พอจะสังหรณ์ใจได้ "ตอนนี้ท่านปู่มีความคิดเปลี่ยนไปหรือขอรับ?"

"สถานการณ์บ้านเมืองถูกกำหนดไว้แล้ว จะพูดว่าเปลี่ยนได้อย่างไร" ชุยจี้มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นพระจันทร์เต็มดวง น้ำเสียงหนักแน่นมั่นคงดั่งต้นไม้ใหญ่ที่ยืนหยัดท่ามกลางพายุโดยไม่สั่นไหว "หายนะของตระกูลเผย ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่รู้จักผ่อนปรน หรือไม่รู้จักหาทางหนีทีไล่ แต่สิ่งที่เรียกว่าต้นไม้ใหญ่รากลึกนั้น ภายใต้ความดูเหมือนจะมั่นคง กลับแฝงไว้ด้วยความลำบากใจที่ยากจะเคลื่อนย้าย—การชิงดีชิงเด่นระหว่างตระกูลขุนนางและฝ่าบาทนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีเพียงผู้แพ้และผู้ชนะ มีเพียงการคงอยู่และพังทลายเท่านั้น"

เขากล่าวต่อ "ตระกูลชุยผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายร้อยปี เห็นการผลัดเปลี่ยนอำนาจของจักรพรรดิมานับไม่ถ้วน... ตลอดหลายร้อยปีมานี้ ตระกูลชุยยืนหยัดสืบทอดกันมาทุกรุ่น ไม่เคยพ่ายแพ้เลย"

เขามีศักดิ์ศรีและความทระนงในฐานะผู้นำตระกูลขุนนาง ทว่าดวงตาที่เริ่มฝ้าฟางตามวัยกลับยังคงแจ่มชัดอยู่เสมอ "เพราะไม่เคยแพ้ จนชินกับการชนะ หลายคนจึงเผลอคิดไปว่าไม่มีโอกาสที่จะพ่ายแพ้—พ่อของเจ้าเองก็คือหนึ่งในนั้น"

"ทว่าความรุ่งโรจน์หลายร้อยปีนั้น หากจะว่านานก็นาน ทว่าหากมองย้อนกลับไปในกาลเวลานับล้านปี มันกลับเป็นเพียงเศษเสี้ยวของมหาสมุทร เป็นเพียงละอองธุลีเท่านั้น..."

ชุยจี้ทิ้งท้ายว่า "ทุกสิ่งในโลก ย่อมมีช่วงเวลารุ่งโรจน์และร่วงโรย"

น้ำเสียงของเขาแจ่มชัดและมั่นคง ไร้ซึ่งเสียงถอนหายใจ ทว่าทุกคำพูดกลับแฝงไว้ด้วยความเศร้าสลด

ชุยจิ่งที่นั่งฟังอย่างเงียบๆ มาตลอด จึงค่อยกล่าวขึ้นว่า "รุ่งเรืองและร่วงโรยแม้จะถูกกำหนดไว้แล้ว ต่อให้มีไฟป่าเผาผลาญทุ่งหญ้าจนหมดสิ้น ทว่าหากยังรักษารากไว้ได้ เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ย่อมมีวันที่จะได้กลับมาใหม่อีกครั้งขอรับ"

ชุยจี้มองดูหลานชาย แล้วพยักหน้าช้าๆ

"เช่นนั้นก็เริ่มเดินหมากใหม่อีกซักตาเถิด ให้ปู่ดูหน่อยว่าตอนนี้เจ้าก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว..."

แสงเทียนวูบไหว แสงและเงาภายในห้องสั่นไหว ปู่และหลานนั่งเผชิญหน้ากัน มีเพียงกระดานหมากรุกคั่นกลางด้วยหมากขาวดำที่วางสลับซับซ้อน

...

หลังจากชุยจิ่งเดินออกมาจากห้องหนังสือของชุยจี้ได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็มีพ่อบ้านเดินเข้ามาต้อนรับ "นายท่านใหญ่เชิญคุณชายไปพบเพื่อสนทนาซักครู่ขอรับ"

...

ในเวลาเดียวกัน ภายในห้องของลู่ซื่อก็มีเหล่าสตรีในตระกูลที่ตามมาพูดคุยกันหลังจากงานเลี้ยงเลิกรา

สิ่งที่ทุกคนกำลังสนทนากันอยู่นั้น คือเรื่องการแต่งงานของชุยจิ่ง

"หลานสาวทางฝั่งบ้านเดิมของข้าถึงวัยที่ต้องแต่งงานแล้ว ท่านพี่สะใภ้ใหญ่เองก็เคยเห็น..."

เมื่อเห็นลู่ซื่อยกมือขึ้นปิดปากหาวหวอดหนึ่งที ท่าทางดูไม่ใส่ใจนัก สตรีคนหนึ่งที่นั่งร่วมโต๊ะจึงกล่าวว่า "อาหลางครั้งนี้หายหน้าหายตาไปตั้งสองปีกว่าถึงจะได้กลับเมืองหลวง พูดจาไม่รื่นหูหน่อยเถอะ หากเกิดศึกสงครามขึ้นมาอีก ก็ไม่รู้ว่าต้องจากบ้านไปนานแค่ไหน เรื่องแต่งงานนี่ประวิงเวลาต่อไปไม่ได้จริงๆ นะเจ้าคะ ท่านพี่สะใภ้ใหญ่ควรจะใส่ใจและเร่งมือหน่อยเถิดเจ้าค่ะ"

"คำพูดของน้องสะใภ้สามนี่ ไยถึงได้ฟังดูราวกับว่าข้าไม่อยากจะใส่ใจเรื่องของอาหลางอย่างนั้นเล่า?"

"

ลู่ซื่อที่เพิ่งหาวเสร็จ จู่ๆ ขอบตาก็แดงก่ำขึ้นมา นางยิ้มเยาะตัวเองอย่างขมขื่น "เป็นแม่เลี้ยงคนอื่นนี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ ท่านแม่ของข้าไม่ได้หลอกข้าเลยจริงๆ... ทว่าใครใช้ให้ข้ามีวาสนาอาภัพเช่นนี้เล่า ตอนนั้นพี่น้องในตระกูลที่ยังไม่แต่งงานเหลือเพียงข้าคนเดียว ข้าแม้จะยอมรับว่าความสามารถในการจัดการงานในตระกูลสู้เหล่าน้องสะใภ้ไม่ได้ แต่หลายปีมานี้ก็ถือว่าทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างที่สุดแล้ว เหตุใดสุดท้ายถึงยังได้รับชื่อเสียงว่าเป็นคนไม่ใส่ใจลูกได้เล่า?"

พูดจบ น้ำตาก็ไหลร่วงลงมาทันที

นางในฐานะภรรยาของชุยเหิง แม้จะเป็นภรรยาที่แต่งเข้ามาใหม่ ทว่าก็เป็นถึงสะใภ้ใหญ่สายตรงของตระกูลอย่างถูกต้อง เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้ ฮูหยินสามจึงเริ่มลนลาน "ล้วนเป็นเพราะข้าเป็นห่วงจนเกินเหตุจึงได้พลั้งปากพูดจาส่งเดช ทำให้ท่านพี่สะใภ้ใหญ่เข้าใจผิดไปเสียแล้ว!"

"ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านพี่สะใภ้ใหญ่ตรากตรำทำงานเพื่อตระกูลมาหลายปี พวกเราทุกคนต่างเห็นประจักษ์อยู่กับตา..."

ชุยถังที่นั่งเท้าคางอยู่ในห้องด้านในได้ยินเสียงปลอบโยนดังมาจากข้างนอก ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา—แบบนี้ก็คงไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งเรื่องการแต่งงานของพี่ใหญ่แล้วสินะ?

เมื่อเห็นลู่ซื่อยอมหยุดร้องไห้ในที่สุด สตรีทั้งสองที่พยายามเกลี้ยกล่อมจนคอแห้งผากก็ขอตัวลากลับไป

ยามนี้จึงเหลือเพียงฮูหยินจากบ้านรองเพียงคนเดียว

วิธีของนางแตกต่างจากสองคนแรก "...ปกติอาหลางไม่ชอบฟังคำทักท้วง ยิ่งเข้าไปก้าวก่ายมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งมองว่าเป็นคนเลว ท่านพี่สะใภ้ใหญ่ก็ปล่อยให้เขาทำตามใจชอบไปเถอะเจ้าค่ะ"

แม้นางจะเรียกกุลสตรีลู่ว่าพี่สะใภ้ใหญ่ ทว่าตัวนางแต่งเข้าตระกูลก่อนลู่ซื่อหลายปี อายุอานามจึงมากกว่าลู่ซื่อ

นางกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงที่แฝงนัยบางอย่าง "อาหลางไม่รู้จักความ ทั้งยังไม่เป็นที่โปรดปรานของนายท่านใหญ่... ทว่าท่านประมุขอายุมากแล้ว ช่วงสองปีมานี้มีความตั้งใจจะให้นายท่านใหญ่สืบทอดตำแหน่งประมุข เมื่อถึงตอนนั้นก็ต้องเลือกผู้สืบทอดตำแหน่งนายท่านใหญ่คนใหม่ ในเมื่ออาหลางไม่เอาไหน ท่านพี่สะใภ้ใหญ่เพื่ออนาคตของตระกูล ต่อให้จะหาทางหนีทีไล่อย่างอื่นไว้บ้าง นั่นก็นับว่าเป็นเรื่องที่ควรทำนะเจ้าคะ"

ลู่ซื่ออึ้งไป "ทว่า... ตำแหน่งผู้สืบทอดหากไม่ส่งต่อให้อาหลาง แล้วจะส่งต่อให้ผู้ใดได้เล่าเจ้าคะ?"

เมื่อได้ยินประโยคที่ราวกับว่าไร้ทางเลือกเช่นนั้น ฮูหยินรองก็อึ้งไปเช่นกัน คำพูดที่ว่า "เจ้าไม่มีลูกชายหรือไง" เกือบจะหลุดจากปาก

นางจึงต้องพูดให้ชัดเจนขึ้น "ตามกฎระเบียบของตระกูล หากคนโตไม่ได้ความ ย่อมต้องถึงคิวของลูกชายคนรอง..."

ลู่ซื่อประหลาดใจ "จะถึงขั้นนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ? อาหลางแค่ดื้อรั้นไปบ้าง ทว่าพรสวรรค์และความสามารถของเขาคนในตระกูลต่างก็ยอมรับ..."

ฮูหยินรองลดเสียงให้เบาลง "แต่นายท่านใหญ่ไม่ชอบอาหลาง... เพียงแค่ข้อหาไม่กตัญญูข้อเดียว ก็เพียงพอที่จะกดขี่คนให้จมดินได้แล้วเจ้าค่ะ"

ลู่ซื่อยกมือปิดปาก "น้องสะใภ้หมายความว่า ให้ข้าเป็นคนยุแยงความสัมพันธ์พ่อลูกของพวกเขาอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?"

ฮูหยินรองตัวสั่นเทา "...ไม่ได้มีความหมายเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ!"

ไม่รู้ว่าลู่ซื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ จู่ๆ นางก็เบิกตากว้าง แล้วพึมพำออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดขีดว่า "กดขี่ให้จมดิน... คนตาย... น้องสะใภ้คงไม่ได้กำลังบอกเป็นนัยให้ข้าลงมือสังหารอาหลางหรอกนะเจ้าคะ?"

ฮูหยินรองคราวนี้ถึงกับนั่งไม่ติดโต๊ะ ลุกพรวดขึ้นมาทันที "ท่านพี่สะใภ้ใหญ่พูดจาอะไรเช่นนั้นเจ้าคะ! หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?"

เรื่องแบบนี้แอบคิดในใจเงียบๆ ก็พอแล้ว ไยถึงต้องพูดออกมาโต้งๆ เช่นนี้ด้วย!

สวรรค์! บ้านเดิมตระกูลลู่ไยถึงได้เลี้ยงดูสตรีที่ทำตัวไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเช่นนี้ออกมาได้นะ!

เมื่อเห็นว่าแผนการนี้ไม่เพียงแต่จะใช้ไม่ได้ผล ทว่ายังย้อนกลับมาทิ่มเท้าตนเองอีก ฮูหยินรองจึงรั้งอยู่ต่อไม่ได้ รีบหาข้ออ้างจากไปอย่างขวัญหนีดีฝ่อ

ชุยถังจึงเดินออกมาจากห้องด้านใน

"ท่านแม่ไล่พวกนางไปหมดแล้วหรือเจ้าคะ?"

ลู่ซื่อจิบน้ำชาครึ่งถ้วยเพื่อดับกระหาย ก่อนจะกวักมือเรียกบุตรสาวมานวดไหล่ให้

"อาสะใภ้รองของเจ้าคิดจะหลอกใช้แม่เป็นดาบน่ะสิ... หากบ้านใหญ่ของเราไม่มีพี่ชายคนโตของเจ้า เหลือเพียงพี่ชายคนรองของเจ้าที่เป็นคนไม่เอาไหนในรอบร้อยปีแบบนั้น ผลประโยชน์ไม่ตกอยู่ที่บ้านรองของพวกนางหมดหรอกหรือ? คิดจะนั่งบนภูดูเสือกัดกันเพื่อชุบมือเปิบ ยัยนั่นช่างคำนวณเก่งนัก"

ชุยถังฟังแล้วมุมปากกระตุก แอบดีใจที่พี่รองไม่อยู่ที่นี่ ไม่เช่นนั้นคงได้ลงไปนั่งร้องไห้โฮกับพื้นแน่ๆ

"พี่ใหญ่ของเจ้าแม้ภายนอกจะดูไร้ความรู้สึก ทว่าเนื้อแท้แล้วไม่ใช่คนไม่ดี ไม่ว่าท่านพ่อของเจ้าจะอาละวาดเพียงใด ขอเพียงพวกเราแม่ลูกสามคนทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่ว่าวันหน้าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น คาดว่าพี่ใหญ่ของเจ้าคงจะปกป้องพวกเราแน่นอน" เมื่อพูดถึงตรงนี้ ลู่ซื่อก็รู้สึกภูมิใจนัก พลางถอนหายใจ "การที่สามารถให้กำเนิดบุตรชายอย่างพี่ใหญ่ของเจ้าออกมาได้ ท่านพ่อของเจ้าชาตินี้ก็ถือว่ามีชีวิตอยู่ไม่เสียเปล่าแล้วล่ะ"

นางครุ่นคิดมาหลายปีแล้วว่า ประโยชน์ของสามีนาง ส่วนใหญ่คงจะถูกใช้ไปจนหมดตั้งแต่ตอนให้กำเนิดบุตรชายคนโตแล้วกระมัง

ชุยถังมุมปากกระตุกอีกครั้ง โชคดีที่ท่านพ่อก็ไม่อยู่ที่นี่ ไม่เช่นนั้นเกรงว่าคงได้ลงไปนั่งร้องไห้โฮกับพื้นด้วยกันอีกคน

...

"

ในเวลานี้ ชุยเหิงกำลังจ้องมองบุตรชายคนโตที่เดินเข้ามาคารวะ

ภายในห้องหนังสือที่ไร้บุคคลที่สาม สีหน้าของเขาไม่หลงเหลือความสงบเหมือนในงานเลี้ยงอีกต่อไป ยามนี้มีเพียงความเย็นชาที่ปกคลุมอยู่

ชุยจิ่งยามหลุบตาลงคารวะ ก็ได้เห็นม้วนภาพวาดที่ถูกโยนทิ้งอยู่บนพื้น—ไม่ใช่สิ่งอื่นใด นั่นคือของขวัญวันเกิดที่เขานำมามอบให้ ภาพ 'ทัศนาวสันต์' ใบนั้นนั่นเอง

ชุยจิ่งยืนมองอยู่ครู่หนึ่งอย่างเงียบๆ โดยไม่เอ่ยปากถามเหตุผล

เขาชินกับการนิ่งเงียบต่อหน้าบิดา หรือจะพูดให้ถูกคือ เขาทำได้เพียงนิ่งเงียบเท่านั้น

เมื่อเห็นเขาไม่พูด ชุยเหิงก็แค่นยิ้มเย็นพลางกล่าวเสียงต่ำว่า "ดูท่าเจ้าคงจะรู้ดีแก่ใจ... ที่แท้ก็จงใจทำจริงๆ!"

ชุยเหิงยกมือขึ้นชี้ไปที่ภาพวาดที่ถูกโยนทิ้งอยู่บนพื้น แล้วระเบิดโทสะออกมา—

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 84 - คนไม่เอาไหนในรอบร้อยปี

คัดลอกลิงก์แล้ว