เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 81 - รับประกันทั้งฆ่าทั้งฝัง

บทที่ 81 - รับประกันทั้งฆ่าทั้งฝัง

บทที่ 81 - รับประกันทั้งฆ่าทั้งฝัง


บทที่ 81 - รับประกันทั้งฆ่าทั้งฝัง

สิ้นเสียงตะโกนของฉางซุ่ยหนิง อาเตี่ยนที่เดิมทีนั่งยองๆ เอาใบไม้เขี่ยแมลงอยู่ก็กระโดดตัวลอย พุ่งเข้าหาเงาร่างนั้นทันที

อาเช่อที่ในมือถือพลั่วอยู่ และเจี้ยนถงก็ได้เข้าไปโอบล้อมไว้เช่นกัน

สตรีผู้นั้นคิดจะหนี ทว่าทั้งสามคนได้ปิดกั้นทางหนีไว้ทั้งสามด้านแล้ว อาเตี่ยนเคลื่อนไหวรวดเร็วที่สุด เขาพุ่งเข้าไปจู่โจมอีกฝ่ายโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

ลมจากหมัดของเขาดุดันยิ่งนัก สตรีผู้นั้นสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก ในยามที่ถอยร่นหลบหลีกจึงจำต้องชักมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมาตั้งรับ

ฉางซุ่ยหนิงรีบเตือน "เอาตัวเป็นๆ!"

"โอ้!" อาเตี่ยนขานรับ "รู้แล้ว!"

ในระหว่างที่ทั้งสองประมือกัน ฉางซุ่ยหนิงยืนสังเกตท่วงท่าและวิชาของสตรีผู้นั้นอยู่เงียบๆ

คนผู้นี้มีฝีมืออยู่บ้าง หากเจอคนธรรมดาทั่วไป ต่อให้สู้หนึ่งต่อสิบก็ยังมีโอกาสชนะ ทว่าโชคร้ายที่นางมาเจอกับอาเตี่ยน

แม้สติปัญญาของอาเตี่ยนจะไม่สมประกอบ ทว่าเขาคือผู้คลั่งไคล้วรยุทธ์ จิตใจที่บริสุทธิ์กลับทำให้เขามีสมาธิในการฝึกฝนมากกว่าคนปกติ และสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของกระบวนท่าได้อย่างลึกซึ้ง

ที่สำคัญที่สุดคือเขามีพละกำลังมหาศาล

พละกำลังที่เหนือกว่าสามารถสยบทุกกระบวนท่า และตัวเขาเองก็เชี่ยวชาญกระบวนท่าเหล่านั้นด้วย

เป็นไปตามคาด ผ่านไปไม่ถึงสิบกระบวนท่า มีดสั้นในมือของสตรีผู้นั้นก็ถูกเตะกระเด็นตกพื้น และร่างของนางก็ถูกอาเตี่ยนล็อกแขนทั้งสองข้างไว้ได้

"อาหลี่น้อย ข้าจับนางได้แล้ว!" อาเตี่ยนกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ พลางหันมาอวดผลงานกับฉางซุ่ยหนิง

ฉางซุ่ยหนิงพยักหน้าให้ด้วยสายตาที่ชื่นชมก่อนจะเดินเข้าไปหา

ฉางซุ่ยอันเองก็ก้าวเข้าไปหาเช่นกัน เขามองดูสตรีในชุดสีน้ำเงินผู้นั้นด้วยความระแวดระวัง พลางขมวดคิ้วถาม "เจ้าเป็นใคร? เหตุใดถึงมาแอบซุ่มดูอยู่แถวนี้อย่างลับๆ ล่อๆ?"

ตั้งแต่ถูกพบตัวจนถึงถูกจับ ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก แววตาของสตรีผู้นั้นฉายแววอับอายวูบหนึ่ง นางอธิบายว่า "ข้าเพียงแค่หลงทางเข้ามาโดยบังเอิญเท่านั้น"

ฉางซุ่ยหนิงยิ้มบางๆ พลางเตือนว่า "ที่นี่ไม่ใช่ป่าเขารกร้าง ทว่าคือสุสานประจำตระกูลฉาง เจ้าเองก็ไม่ใช่วิญญาณเร่ร่อนที่จะเข้าสุสานผิดที่ผิดทาง คนเป็นๆ ที่มีฝีมือไม่ธรรมดาเช่นเจ้า หลบเลี่ยงผู้เฝ้าสุสานลอบเข้ามา และยังหลบซ่อนตัวอยู่ในที่ลับ—หากเจ้าบอกว่านี่คือการหลงเข้ามาโดยบังเอิญ เช่นนั้นพวกเราก็คงต้องทำตามน้ำด้วยการพลั้งมือฆ่าทิ้งโดยบังเอิญเสียแล้ว"

สิ้นเสียงของฉางซุ่ยหนิง มือของอาเตี่ยนก็บีบเข้าที่ลำคอของอีกฝ่ายทันที

และดูเหมือนจะยังไม่พอ เจี้ยนถงยังจ่อดาบไปที่หัวใจของนางอีกด้วย

สตรีผู้นั้นหน้าซีดเผือด รีบกล่าวว่า "ข้าหลงเข้ามาจริงๆ ไม่ได้มีเจตนาร้ายเลย! หากข้าคิดร้าย ข้าคงลงมือไปตั้งแต่ตอนที่พวกท่านยังไม่เห็นข้าแล้ว!"

ฉางซุ่ยหนิงทำราวกับไม่ได้ยิน นางใช้นิ้วชี้ไปที่ใต้เท้าของสตรีผู้นั้น "อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นที่สำหรับฝังคนอยู่แล้ว ฝังไว้ตรงนี้แหละ คงไม่มีใครตามมาตรวจสอบถึงที่นี่หรอก"

วินาทีต่อมา สตรีผู้นั้นพลันรู้สึกถึงดินที่กระเด็นสาดมาใส่ร่าง มีเศษดินปลิวมาโดนใบหน้าของนางด้วย

นางหันขวับไปมองด้วยอาการแข็งค้าง เห็นเด็กชายที่ถือพลั่วคนนั้นกำลังขุดดินอย่างขะมักเขม้น

"..."

เพียงแค่เดินตามมาดูเท่านั้น เหตุใดถึงถูกจัดเตรียมงานศพให้กะทันหันเช่นนี้!

ความตั้งใจในการฆ่าและฝังของอีกฝ่ายนั้นช่างแรงกล้านัก มือใหญ่ที่บีบคอของนางเริ่มออกแรงบีบแน่นขึ้น หลุมที่ใช้สำหรับฝังนางก็คืบหน้าไปอย่างรวดเร็วจนเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่าง—

ความรู้สึกกดดันราวกับความตายอยู่ตรงหน้าช่างรุนแรงเหลือเกิน สตรีผู้นั้นรีบตะโกนเสียงหลง "เดี๋ยวก่อน! ข้าเป็นคนขององค์หญิงใหญ่เซวียนอัน!"

"องค์หญิงใหญ่เซวียนอัน?!"

"

ฉางซุ่ยหนิง ฉางซุ่ยอัน และอาเตี่ยนอุทานออกมาพร้อมกัน

ภายใต้สายตาที่จ้องมองมา สตรีผู้นั้นจำต้องพยักหน้ายอมรับ

ฉางซุ่ยหนิงหันไปมองฉางซุ่ยอันที่มีสีหน้าประหลาดใจ "ท่านพี่รู้จักหรือเจ้าคะ?"

ฉางซุ่ยอันส่ายหน้า "ไม่รู้จัก"

ก่อนจะกระซิบเสียงเบา "แต่เคยได้ยินชื่อ"

ได้ยินว่าองค์หญิงใหญ่ท่านนี้เสียสามีไปตั้งแต่วัยเยาว์ ตั้งแต่อดีตจักรพรรดิเสด็จสวรรคต นางก็ไปพำนักอยู่ที่ดินศักดินาเมืองเซวียนโจวอันห่างไกล ในจวนมีที่ปรึกษาและชายบำเรอมากมาย นิสัยเจ้าสำราญยิ่งนัก

ข่าวลือเรื่องนี้ ฉางซุ่ยหนิงเพิ่งจะได้ฟังมาจากสี่เอ๋อร์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาตอนที่พยายามทำความเข้าใจขั้วอำนาจต่างๆ

ท่านอาหญิงของนางท่านนี้ ตั้งแต่วัยเยาว์ก็เป็นคนที่ไม่ค่อยเข้าร่องเข้ารอยอยู่แล้ว

ฉางซุ่ยหนิงครุ่นคิดพลางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย "สี่เอ๋อร์ ตรวจค้นตัวนาง"

"พวกเจ้าจะทำอะไร!"

"

สี่เอ๋อร์ตรวจค้นและพบป้ายคำสั่งแผ่นหนึ่งในเวลาอันรวดเร็ว นำมาส่งให้ฉางซุ่ยหนิง

ฉางซุ่ยอันมองดูแล้วถึงกับอึ้ง "เป็นคนขององค์หญิงใหญ่จริงๆ หรือนี่?"

ฉางซุ่ยหนิงมองไปที่สตรีผู้นั้น "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การที่เจ้าแอบตามพวกเรามา ก็เป็นคำสั่งขององค์หญิงใหญ่อย่างนั้นหรือ?"

ในเมื่อฉางซุ่ยหนิงยังไม่สั่งให้หยุด อาเช่อก็ยังคงขุดหลุมต่อไปไม่หยุด ดินยังคงกระเด็นไปโดนตัวสตรีผู้นั้น นางจึงทำได้เพียงกัดฟันตอบตามความจริง "...คุณหนูในจวนถึงวัยที่ต้องหมั้นหมายแล้ว ข้ารับคำสั่งจากองค์หญิงใหญ่ให้เข้าเมืองหลวง เพื่อแอบสำรวจดูบุตรหลานตระกูลขุนนางในเมืองหลวงไว้เป็นตัวเลือก... ได้ยินว่าคุณชายแห่งจวนแม่ทัพใหญ่ฉางหน้าตาหล่อเหลาองอาจและมีพละกำลังแข็งแรง เป็นบุรุษประเภทที่คุณหนูจะชื่นชอบ จึงแอบตามมาดู และไม่ทันระวังจึงตามมาถึงที่นี่ แม้จะเป็นการล่วงเกิน แต่ยืนยันว่าไม่มีเจตนาร้ายจริงๆ เจ้าค่ะ"

ฉางซุ่ยอันได้ยินดังนั้นก็ตกใจสุดขีด ก้าวถอยหลังไปสองก้าวแล้วกอดอกตัวเองไว้แน่น "พูดอะไรน่ะ... ข้าไม่เต็มใจนะ!"

ได้ยินว่าคุณหนูในจวนองค์หญิงใหญ่ท่านนั้นเป็นบุตรบุญธรรม และยังมีข่าวลือว่าเป็นลูกนอกสมรสที่เกิดกับชายบำเรอด้วย...

แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เขาก็ไม่มีวันตกลงเด็ดขาด!

เพียงชั่วพริบตาฉางซุ่ยอันจินตนาการไปไกลมาก ตอนนี้เขาหลบไปอยู่ข้างหลังน้องสาวแล้ว "ท่านพ่อของข้าคือแม่ทัพใหญ่เพี่ยวจี้ ต่อให้เป็นองค์หญิงใหญ่... ก็คงจะมาบังคับขู่เข็ญกันไม่ได้หรอกนะ!"

ได้ยินมาตั้งนานแล้วว่าองค์หญิงใหญ่เซวียนอันท่านนี้ทำอะไรตามใจชอบ คาดว่าคงไม่สนความเป็นความตายของเขาแน่ เช่นนั้นก็คงต้องยกชื่อท่านพ่อมาช่วยเพิ่มความกล้าเสียหน่อย

เมื่อเห็นพี่ชายทำท่าทางราวกับหญิงสาวชาวบ้านที่กำลังจะถูกฉุดคร่า ฉางซุ่ยหนิงจึงกล่าวปลอบว่า "ท่านพี่อย่าได้กลัวไปเลย เรื่องนี้จะเป็นจริงหรือเท็จยังบอกไม่ได้"

"

"สิ่งที่ข้าพูดคือความจริงทุกประการ! หากพวกท่านไม่เชื่อ สามารถส่งคนไปสืบข่าวที่เมืองเซวียนโจวได้ ว่าเจ้านายของข้ากำลังจะหาลูกเขยให้คุณหนูจริงหรือไม่—" สตรีผู้นั้นรีบกล่าว "เรื่องในวันนี้ข้าต้องขออภัยด้วยจริงๆ ข้าขอยอมรับผิด และขอสาบานในนามของเจ้านายว่าข้าไม่มีเจตนาคิดร้ายต่อพวกท่านเลยเจ้าค่ะ!"

ฉางซุ่ยหนิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชั่งใจ

ในตอนนี้คือนางเชื่อว่าอีกฝ่ายไม่มีเจตนาทำร้าย—ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด หากท่านอาหญิงคิดจะสังหารคนตระกูลฉางที่มีนิสัยดุดันเช่นนี้ คงไม่ส่งองครักษ์หญิงมาตายเพียงลำพังหรอก

เมื่อฉางซุ่ยหนิงไม่พูด รอบข้างจึงตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงอาเช่อขุดหลุมดินอย่างขยันขันแข็งเท่านั้น

ผ่านไปครู่ใหญ่ สตรีผู้นั้นมองดูหลุมที่ลึกถึงระดับเอวแล้ว ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเจรจา "...หยุดขุดก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ?"

ฉางซุ่ยหนิงครุ่นคิดอีกครั้ง ก่อนจะบอกกับอาเตี่ยนว่า "ในเมื่อเป็นเรื่องเข้าใจผิด ก็ปล่อยนางไปเถอะ"

อาเตี่ยนจึงยอมปล่อยมือ เจี้ยนถงก็เก็บดาบ

อาเช่อเองก็หยุดมือจากการขุดหลุม

เงาแห่งความตายจางหายไปในที่สุด สตรีผู้นั้นถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

"...เดี๋ยวก่อน ข้ายยังไม่ได้เสนอเงื่อนไขเลย" ฉางซุ่ยอันกระซิบกับน้องสาว

ฉางซุ่ยหนิงมองไปยังหลุมลึกนั่น "ท่านพี่จะเสนอตอนนี้ก็ยังไม่สายเจ้าค่ะ"

สตรีผู้นั้นตัวสั่นเทาขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ "คุณชายฉางเชิญว่ามาได้เลยเจ้าค่ะ"

ฉางซุ่ยอันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่หายตื่นตระหนกว่า "แม้พวกเราจะไม่เอาความเรื่องที่เจ้าแอบสะกดรอยตามอย่างลับๆ ล่อๆ แต่เมื่อเจ้ากลับถึงเมืองเซวียนโจวแล้ว ห้ามนำชื่อของข้าไปเป็นตัวเลือกรายงานต่อองค์หญิงใหญ่และคุณหนูของเจ้าเด็ดขาด!"

สตรีผู้นั้นพยักหน้า "เจ้าค่ะ"

นางรับคำอย่างรวดเร็ว ทว่าฉางซุ่ยอันก็ยังไม่วางใจ "ไม่ได้ เจ้าต้องสาบาน... สาบานด้วยคำสาปแช่งที่รุนแรงด้วย!"

สตรีผู้นั้นนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจำใจชูสามนิ้วขึ้นและกล่าวคำสาบานอย่างรุนแรงต่อหน้าทุกคน

ฉางซุ่ยอันถึงได้เบาใจขึ้นมาบ้าง

ฉางซุ่ยหนิงมองไปที่สตรีซึ่งเพิ่งสาบานเสร็จ "ข้าเองก็มีเงื่อนไขหนึ่งข้อ"

สตรีผู้นั้นเริ่มจะชาชินแล้ว "คุณหนูเชิญกล่าวมาเถิดเจ้าค่ะ"

"รบกวนช่วยฝากคำทักทายไปยังองค์หญิงใหญ่เซวียนอันแทนข้าด้วย บอกว่าข้าเลื่อมใสในตัวท่านมานานแล้ว มีใจอยากจะเข้าพบมาตลอด หากวันหน้ามีโอกาส ข้าจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนที่จวนในเมืองเซวียนโจวด้วยตนเอง หวังว่าตอนนั้นองค์หญิงใหญ่จะยอมให้เข้าพบนะเจ้าคะ"

ใบหน้าอันชาชินของสตรีผู้นั้นพลันแสดงความประหลาดใจออกมา—คุณหนูตระกูลฉางผู้นี้เลื่อมใสในตัวเจ้านายของนางอย่างนั้นหรือ?

จะว่าไป เด็กสาวอายุน้อยเพียงนี้ ไยถึงหาเรื่องเลื่อมใสในสิ่งที่ดูจะแปลกประหลาด...

ทว่านางก็ทำได้เพียงรับคำ "เจ้าค่ะ ข้าจะนำความไปแจ้งให้ทราบแน่นอน"

ฉางซุ่ยหนิงพยักหน้า "เช่นนั้นเจ้าไปได้แล้ว"

สตรีผู้นั้นคารวะครั้งหนึ่งแล้วรีบจากไปอย่างรวดเร็ว

"คุณหนู แล้วหลุมนี้ต้องถมกลับไหมเจ้าคะ?" อาเช่อถามเพื่อขอคำสั่ง

"เก็บไว้เถอะ เผื่อวันไหนอาจจะได้ใช้ประโยชน์"

สตรีผู้นั้นได้ยินประโยคนี้เข้าก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ ฝีเท้าชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบวิ่งให้เร็วขึ้นกว่าเดิม

วิญญาณและความเย็นเยือกในสุสานแห่งนี้ เกรงว่าจะสยบความประหลาดของคุณหนูตระกูลฉางผู้นี้ไม่ได้เลยจริงๆ!

ระหว่างทางกลับเมือง ฉางซุ่ยอันยังคงมีใจที่ไม่สงบนัก เขาคอยกำชับเจี้ยนถงอยู่ตลอดเวลาว่าวันหน้าเวลาออกนอกบ้านให้คอยสังเกตให้ดี อย่าให้ใครมีโอกาสลอบโจมตีได้ โดยเฉพาะต้องระวังเรื่องการถูกทำให้สลบหรือถูกตีหัวแล้วพาตัวไป

นอกจากนี้ยังตกลงกันว่าหากเขาตกอยู่ในอันตรายจริง ๆ เขาจะพยายามทิ้งร่องรอยหรือรหัสลับเอาไว้ตามทาง ซึ่งรหัสลับที่แตกต่างกันจะมีความหมายต่างกันไป พร้อมทั้งกำชับให้เจี้ยนถงต้องจำให้ขึ้นใจ

แม้เจี้ยนถงจะรู้สึกว่าคำขอของคุณชายจะดูขี้กลัวเกินไปหน่อย แม้แต่ม้าหรูเฟิงได้ยินเข้ายังอดส่ายหัวไม่ได้ ทว่าเขาก็ยังรับคำอย่างจริงจัง

เมื่อเข้าเมืองมาถึงเขตตลาด บรรยากาศรอบข้างที่คึกคักช่วยขับไล่ความกังวลในใจของฉางซุ่ยอันไปได้บ้าง

อย่างไรเสียก็ออกมานอกบ้านแล้ว เขาที่นั่งอยู่บนหลังม้าจึงเสนอฉางซุ่ยหนิงที่อยู่ในรถม้าว่าให้ลองเดินเที่ยวเล่นดูสักหน่อยก่อนจะกลับจวน

ข้อเสนอนี้ทำให้อาเตี่ยนกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจทันที

ฉางซุ่ยหนิงเองก็มีความตั้งใจที่จะทำความคุ้นเคยกับเรื่องราวในเมืองอยู่แล้ว จึงพยักหน้าตกลง

ทุกคนลงจากรถและม้า เดินเข้าสู่ตลาดที่แสนคึกคัก

"

อาเตี่ยนเดินไปพลางรับของกินที่ฉางซุ่ยหนิงส่งให้ไปพลาง สองมือถือของเต็มไปหมด แถมในปากยังเคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มป่อง

"หนิงหนิง ลองทายสิว่าพี่ไปซื้ออะไรมา!"

ฉางซุ่ยอันวิ่งกลับมาจากด้านหน้า ในอ้อมแขนถือตะกร้าไม้ไผ่ใบหนึ่งพลางถามฉางซุ่ยหนิงราวกับได้ของล้ำค่ามา

ฉางซุ่ยหนิงยกมือขึ้นเลิกผ้าสีน้ำเงินที่คลุมตะกร้าออก "...ท่านพี่ซื้อไข่เป็ดมาทำไมหรือเจ้าคะ?"

"นี่ไม่ใช่ไข่เป็ดธรรมดานะ!" ฉางซุ่ยอันหยิบขึ้นมาหนึ่งฟอง "น้องดูให้ดีสิ ไข่เป็ดพวกนี้ล้วนเป็นทรงสี่เหลี่ยม!"

ฉางซุ่ยหนิงหยิบขึ้นมาดูฟองหนึ่งแล้วพยักหน้า

อืม เป็นทรงสี่เหลี่ยมจริงๆ ด้วย

"หนิงหนิง น้องไม่รู้สึกว่ามันประหลาดหรือ? พี่ไม่เคยเห็นไข่เป็ดที่ประหลาดขนาดนี้มาก่อนเลย!" ฉางซุ่ยอันกล่าว "นักพรตที่ขายไข่บอกว่า ไข่พวกนี้ไม่ธรรมดา กินแล้วสามารถปัดเป่าเคราะห์ร้ายและสิ่งชั่วร้ายได้—เขาเห็นว่าพี่มีวาสนาต่อกัน ถึงได้ยอมขายให้พี่นะ!"

เพราะวันนี้เขาต้องการปัดเป่าเคราะห์ร้ายจริงๆ!

"..." ฉางซุ่ยหนิงมองดูเด็กหนุ่มที่แต่งกายหรูหราทว่าดวงตากลับเต็มไปด้วยความใสซื่อไร้เดียงสา รู้สึกเพียงว่าหากมองไปทั่วทั้งถนนเส้นนี้ ใครที่เป็นพวกสิบแปดมงกุฎต้มตุ๋น คงยากที่จะไม่มีวาสนาต่อเขา

รัศมีของการเป็น 'เหยื่ออันโอชะ' ที่ส่งกลิ่นอายว่า "เมื่อไหร่จะมีคนมาหลอกเงินข้าสักที" นั้น ช่างดึงดูดใจจนยากจะต้านทานไหวจริงๆ

เมื่อเห็นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นของพี่ชาย นางจึงไม่อยากทำลายน้ำใจ ได้แต่กล่าวเลี่ยงๆ ว่า "ท่านพี่ซื้อมาลองชิมเล่นๆ สักฟองก็พอแล้ว ไยต้องซื้อมามากมายถึงเพียงนี้เล่าเจ้าคะ?"

"พี่ถามมาแล้ว ไข่นี้ไม่เพียงแต่ปัดเป่าเคราะห์ร้าย แต่ยังช่วยบรรเทาอาการเจ็บขาของท่านพ่อ และยังรักษาโรคทางสมองของน้องได้ด้วย แม้แต่พวกเจี้ยนถงกินเข้าไปก็ยังมีประโยชน์มาก พี่กลัวว่าคนอื่นจะมาแย่งโอกาสที่หาได้ยากนี้ไป เลยรีบเหมาซื้อมาทั้งหมดเลย"

"

เจี้ยนถงลอบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างเงียบๆ

ฉางซุ่ยหนิงมองดูไข่ทรงสี่เหลี่ยมเหล่านั้น "...สรรพคุณวิเศษขนาดนี้ ถึงขั้นสั่งทำตามความต้องการของแต่ละคนได้เลยหรือเจ้าคะ"

ฉางซุ่ยอันฉีกยิ้ม "แหะๆ ฟองละหนึ่งตำลึงเงินเท่านั้นเอง หากมีสรรพคุณวิเศษจริงก็ไม่ควรพลาด ทว่าต่อให้ไม่มีผลอะไร อย่างไรเสียมันก็กินได้ไม่เป็นอันตรายหรอก"

ฉางซุ่ยหนิงพยักหน้า

นอกจากความใจป้ำแล้ว ในความใสซื่อยังแฝงไว้ด้วยการมองโลกในแง่ดีอย่างเรียบง่าย ถือว่าเป็นความฉลาดที่ซ่อนอยู่ในความโง่เขลาอย่างหนึ่งกระมัง

ฉางซุ่ยหนิงวางไข่เป็ดฟองนั้นกลับลงในตะกร้า แล้วถามขึ้นลอยๆ ว่า "ท่านพี่ไปซื้อไข่นี้มาจากที่ไหนหรือเจ้าคะ?"

ไข่เป็ดนี้แม้จะไม่มีสรรพคุณวิเศษ ทว่าก็น่าสนใจดี

"อยู่ข้างหน้านี่เอง!" ฉางซุ่ยอันชี้ไปข้างหน้า "ตรงนั้นมีแผงดูดวงอยู่—"

ฉางซุ่ยหนิงจึงเดินตรงไป

ฉางซุ่ยอันรีบตามไป เมื่อไปถึงเขาก็ต้องเกาหัวด้วยความงง "เมื่อกี้ยังอยู่ตรงนี้เลยนี่นา... ทำไมจู่ๆ ถึงหายไปแล้วล่ะ?"

ฉางซุ่ยหนิงขยับสายตาเล็กน้อย เห็นชายผ้าชุดนักพรตสีเทาแวบหายไปที่ปากซอยข้างหน้า

ชายในชุดนักพรตเดินเข้าไปในซอยมืดที่ไร้ผู้คน เขาหยิบห่อสัมภาระที่ซ่อนไว้หลังโอ่งน้ำออกมา ถอดชุดนักพรตออกอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนเป็นสวมชุดยาว ติดหนวดปลอมที่ริมฝีปาก สวมหมวกผ้าสีดำ แล้วเดินออกมาจากอีกด้านหนึ่งของซอย

ชายคนนั้นเพิ่งจะเดินพ้นซอยเข้าสู่ฝูงชน ก็ถูกเด็กชายในชุดเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งคนหนึ่งคุกเข่าขวางทางไว้

เด็กชายเริ่มโขกศีรษะให้เขาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง "ท่านหมอกวอ ในที่สุดข้าก็หาท่านเจอ!"

ชายคนนั้นตกใจท่าทางของเด็กชาย ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว "เจ้าจะทำอะไร!"

"ขอท่านโปรดไปตรวจอาการท่านแม่ของข้าอีกซักครั้งเถอะเจ้าค่ะ วันนี้นางทานข้าวไม่ลงเลย หากขืนเป็นแบบนี้ต่อไปข้าเกรงว่านางจะ..." น้ำตาของเด็กชายไหลร่วงผ่านใบหน้าที่มอมแมมและแตกระแหง "ท่านหมอกวอ ขอท่านโปรดเมตตา ช่วยสั่งยาช่วยชีวิตท่านแม่ของข้าอีกซักนิดเถอะนะเจ้าคะ!"

ชายคนนั้นสะบัดมืออย่างรำคาญ "ข้าอุตส่าห์ไม่คิดค่าตรวจอาการพวกเจ้าแล้ว แต่พวกเจ้ากลับไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อยา ยังมีหน้ามาหาข้าอีก ไปไกลๆ อย่ามาขวางทาง!"

"ท่านหมอกวอ ข้าขอร้องล่ะ!" เด็กชายกอดขาเขาไว้แน่น ร้องไห้อ้อนวอน "ข้ายินดีขายตัวเป็นทาสรับใช้ท่าน ขอเพียงท่านช่วยชีวิตท่านแม่ของข้าด้วยเถิด!"

ชายคนนั้นเตะเขาออกไป "ใครจะไปอยากได้เจ้ามาเป็นคนรับใช้... ซวยจริงๆ!"

ความวุ่นวายนี้ดึงดูดความสนใจจากผู้คนรอบข้าง เริ่มมีคนทนดูไม่ได้และเริ่มวิพากษ์วิจารณ์

"ข้าว่าเจ้าเป็นหมอประสาอะไรกัน!"

"ทำไมถึงทำรุนแรงกับเด็กแบบนี้?"

""เฮ้อ แค่ยาไม่กี่ชุดเอง เป็นหมอควรมีเมตตาธรรม จะเห็นคนตายต่อหน้าโดยไม่ช่วยได้อย่างไร...""

ชายผู้นั้นเมื่อได้ยินก็เริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ

เด็กชายปาดน้ำตาพลางกล่าวว่า "ท่านหมอกวอ ข้าขอเพียงยาไม่กี่ชุดเท่านั้น ท่านจะให้ข้าทำอะไรก็ได้... ข้าเสียท่านพ่อไปแล้ว จะเสียท่านแม่ไปอีกไม่ได้จริงๆ!"

เสียงวิพากษ์วิจารณ์โดยรอบเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ

ฉางซุ่ยหนิงยืนกอดอกมองดูเหตุการณ์นี้อยู่ท่ามกลางฝูงชน แววตาของนางฉายแววอยากรู้อยากเห็น—นางอยากรู้จริงๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

ท่ามกลางเสียงยุยงและคำตำหนิของผู้คน ชายที่ถูกเรียกว่าท่านหมอกวอมีสีหน้าย่ำแย่ลงยิ่งกว่าเดิม จากนั้นเขาก็แค่นยิ้มเย็นและเอ่ยปากพูดกับเด็กชายว่า "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะให้โอกาสเจ้าซักครั้ง!"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 81 - รับประกันทั้งฆ่าทั้งฝัง

คัดลอกลิงก์แล้ว