- หน้าแรก
- ตื่นมาอีกที ข้าก็กลายเป็นยอดหญิงสายโหดไปเสียแล้ว
- บทที่ 75 - ช่างไร้วินัยแห่งลาเสียจริง
บทที่ 75 - ช่างไร้วินัยแห่งลาเสียจริง
บทที่ 75 - ช่างไร้วินัยแห่งลาเสียจริง
บทที่ 75 - ช่างไร้วินัยแห่งลาเสียจริง
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งที่ดังมาจากนอกประตู ฮูหยินเผยที่สวมเพียงชุดนักบวชผ้าหยาบสีเทาตัวเดียวนั่งอยู่บนม้านั่งไม้ที่เย็นเยียบ นางมองดูอาหารที่หญิงรับใช้นำมาวางให้ด้วยสีหน้าที่มืดมนถึงขีดสุด "เอาออกไป!"
ของพรรค์นี้จะให้นางกินลงได้อย่างไร!
"ตอนนี้มีเพียงเท่านี้ ฮูหยินโปรดอดทนไปก่อนเถิด..." หญิงรับใช้พยายามเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี "บ่าวได้ยินมาว่าคนในตระกูลเผยต่างพากันออกจากเมืองหลวงไปหมดแล้ว... ยามนี้ฮูหยินควรจะรักษาตัวไว้ก่อนเป็นสำคัญนะเจ้าคะ"
"เช่นนั้นก็ไปหาคนตระกูลเหยา!" ฮูหยินเผยลุกพรวดขึ้นมาทันทีด้วยสีหน้าท่าทางคุกคาม "ข้าไม่อยากอยู่ในที่ผีสิงแบบนี้อีกแล้ว! ข้าจะกลับเมืองหลวง!"
หญิงรับใช้ฟังแล้วในใจก็รู้สึกสับสนซับซ้อนยิ่งนัก
คำพูดนี้ช่าง...
ผู้คนในสำนักชีจิ้งเยี่ยนแห่งนี้ มีใครบ้างที่อยากอยู่ที่นี่?
"แต่ที่พวกนางไม่กลับเมืองหลวงไปเสวยสุขกันน่ะ เป็นเพราะไม่ชอบอย่างนั้นหรือ?
"ฮูหยินเจ้าคะ..."
"ให้เหยาอี้หาวิธีจัดการเสีย!" แววตาของฮูหยินเผยสั่นระริก "เขาจะปล่อยให้ข้าตายไม่ได้... เขาติดหนี้ตระกูลเผยของพวกเราไว้ตั้งมากมาย เขาจะทิ้งข้าไม่ได้!"
"ยังมีเหยารันอีก... ข้าเป็นคนให้กำเนิดนาง นางจะอกตัญญูเช่นนี้ไม่ได้!"
นางพูดพลางนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้กะทันหัน จึงพุ่งเข้าไปหาหญิงรับใช้และบีบไหล่อีกฝ่ายไว้แน่น "นังเด็กชั้นต่ำคนนั้นกลับไปที่ตระกูลเหยาหรือยัง! เหยาอี้รับนางเป็นลูกแล้วใช่ไหม?!"
"บ่าวไปสืบมาเมื่อวาน แล้วก็ได้บอกฮูหยินไปแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ..." เมื่อมองดูฮูหยินเผยที่สติเริ่มฟั่นเฟือน หญิงรับใช้ก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความจนปัญญา "แม่นางฉางผู้นั้นไม่ใช่สายเลือดของท่านโหวหรอกเจ้าคะ ก่อนหน้านี้เป็นฮูหยินที่เข้าใจผิดไปเอง..."
"เป็นไปไม่ได้! ข้าเห็นกับตา... ภาพวาดนั่น! มันถูกซ่อนอยู่ในห้องหนังสือของเขา! ข้าสืบมานานแล้ว ผู้หญิงคนนั้นคือลูกพี่ลูกน้องที่อยู่ทางไกลของเขา เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก..." ฮูหยินเผยผลักหญิงรับใช้จนล้ม "เหยาอี้ยังหลอกข้าอยู่! เขาขี้ขลาดหวาดกลัวตระกูลเผยของเรา... เลยไม่กล้าที่จะยอมรับ!"
"ข้าจะไปถามเขาด้วยตัวเอง!"
ฮูหยินเผยรีบวิ่งออกไปทันที
"แม่นางเผย ท่านจะไปที่ใด?"
ฮูหยินเผยตวาดเสียงกร้าวใส่หญิงรับใช้ที่ก้าวเข้ามาขวางทาง "หลีกไป!"
"เพียะ!"
หญิงคนนั้นไม่ได้ไว้หน้าแม้แต่น้อย นางตบหน้าเข้าไปฉาดใหญ่แล้วแค่นยิ้มเย็น "ยังคิดว่าตัวเองเป็นฮูหยินของอธิบดีศาลต้าหลี่อยู่อีกหรือ!"
"นังบ่าวชั้นต่ำ เจ้ากล้าตบข้า...!" ฮูหยินเผยไม่เคยได้รับความอัปยศเช่นนี้มาก่อน นางกรีดร้องและพุ่งเข้าหาหญิงคนนั้น
ทว่าร่างกายของนางอ่อนแอ ตั้งแต่เข้าสำนักชีมาก็เอาแต่เจ็บป่วยไม่ยอมกินไม่ยอมนอน ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหญิงคนนั้น อีกฝ่ายเพียงแค่ผลักเบาๆ นางก็ล้มคว่ำลงไปในกองโคลนท่ามกลางสายฝน
หญิงคนนั้นมองด้วยสายตาเหยียดหยาม "แม่นางเผยอย่าได้หาเรื่องใส่ตัวเลยจะดีกว่า!"
เพราะสำนักวังหลวงกำชับมาเป็นพิเศษ ว่าให้พวกนางคอย "ดูแล" แม่นางเผยผู้นี้ให้ดีที่สุด
"พวกเจ้าคอยดูเถอะ..." ดวงตาอาฆาตแค้นของสตรีตระกูลเผยแดงก่ำ "พวกเจ้าคอยดูเวรกรรมที่จะตามสนองไว้เถอะ!"
"ในโลกนี้ย่อมมีเวรกรรมตามสนองจริงๆ นั่นแหละ" หญิงคนนั้นยิ้มกล่าว "การที่แม่นางเผยต้องมาอยู่ที่สำนักชีจิ้งเยี่ยนเพื่อไถ่บาปกรรมเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะเวรกรรมหรอกหรือ?"
ตระกูลเผยทำเรื่องอะไรไว้บ้าง นางก็ได้ยินมาพอสมควร
เก่งกาจไม่เบาทีเดียว บ้านเดิมล่มสลาย บ้านสามีก็ถูกนางล่วงเกินจนหมดสิ้น แม้แต่ลูกสาวแท้ๆ ก็ถูกนางบีบคั้นจนต้องกรีดหน้าตัวเองประจานต่อหน้าผู้คน—
"
เดินมาจนถึงทางตันเช่นนี้ ไม่เหลือทางถอยให้ตัวเองเลยแม้แต่น้อย ช่างหาได้ยากยิ่งนัก
หญิงผู้นั้นไม่อยากฟังคำสาปแช่งอันคลุ้มคลั่งของอีกฝ่ายต่อ จึงกางร่มแล้วเดินจากไป
คนเช่นนี้ ช่วงชีวิตที่เหลืออย่าได้หวังว่าจะมีโอกาสก้าวเท้าออกจากสำนักชีจิ้งเยี่ยนแห่งนี้แม้แต่ก้าวเดียวเลย
ตอนนี้ยังกล้าเลือกกินและพูดจาโอหัง เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า เพื่อที่จะมีชีวิตรอด โดยไม่ต้องให้ใครสอน นางก็จะรู้จักความเอง
วันเวลายังอีกยาวไกล มีเวลาเหลือเฟือที่จะให้นางได้ค่อยๆ ไถ่บาป
คนตระกูลเผยนั่งสาปแช่งอยู่ท่ามกลางสายฝน บางครั้งก็ร้องไห้ บางครั้งก็หัวเราะ
ฝนเริ่มตกลงมาหนักขึ้นเรื่อยๆ สายน้ำชะล้างสำนักชีสีเทาหม่นให้ยิ่งดูมืดมนลงไปอีก
...
ณ จวนตระกูลเหยาในเมืองหลวง เหยารันเสนอความตั้งใจที่จะออกบวชเป็นชีอีกครั้ง
"
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเหยาและตระกูลเจิงต่างพากันเกลี้ยกล่อมแล้วเกลี้ยกล่อมอีก เหยาเซี่ยก็กอดพี่สาวร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนใจของเหยารันได้
สุดท้ายเหยาอี้จึงได้คุยกับบุตรสาวเป็นการส่วนตัว
"รันเอ๋อร์ พ่อรู้ว่าเจ้ามีใจอยากจะไถ่บาป แต่ในโลกนี้วิธีการไถ่บาปนั้น ไม่ได้มีเพียงการลงโทษตัวเองภายใต้แสงโคมเพียงอย่างเดียว"
"รันเอ๋อร์ เจ้าควรจะตรึกตรองดูให้ดีอีกซักนิด..."
ในที่สุด เหยารันและคนตระกูลเหยาก็ยอมถอยให้กันคนละก้าว นางยอมพำนักอยู่ในเรือนพุทธเล็กๆ ภายในจวนเพื่อสวดมนต์ไหว้พระ อยู่เพียงในเขตเรือนพุทธและไม่พบเจอคนนอกอีก
ลมฝนค่อยๆ สงบลง
ในยามค่ำคืน หลังจากเหยาอี้จัดการงานราชการในห้องหนังสือเสร็จสิ้น เขาเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาน้ำ พบว่าเป็นเวลาเกือบยามสี่แล้ว
เหยาอี้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ สะบัดคอที่ปวดเมื่อยเล็กน้อย แล้วเดินไปที่ชั้นหนังสือ เขาหยิบภาพวาดภาพหนึ่งออกมาจากช่องลับ
"
ภาพวาดนั้นถูกกางออกในมือของเขาเพียงครึ่งเดียว ปรากฏเป็นภาพวาดของสตรีผู้หนึ่ง
สตรีในภาพมีใบหน้าที่งดงามยิ่งนัก แววตาและคิ้วคู่สวยดูอ่อนหวาน ราวกับมีความโศกเศร้าจางๆ แฝงอยู่จนยากจะพรรณนา
"ข้าหานางเจอแล้ว"
"นางหน้าตาเหมือนเจ้ามาก โชคดีที่ได้เค้าหน้ามาจากเจ้า..."
"แต่นางดูเหมือนจะไม่เหมือนเจ้าเท่าไหร่นัก ไม่ได้ดูอมทุกข์เหมือนเจ้า"
"อาจจะเป็นเพราะเติบโตมาในตระกูลทหาร นิสัยใจคอจึงเด็ดเดี่ยวกล้าหาญมาก"
"ถ้าเจ้าได้รู้ว่าช่วงนี้นางทำอะไรลงไปบ้าง เจ้าคงจะตกใจจนต้องรีบกลับมาเข้าร่างคืนวิญญาณในคืนเดียวแน่ๆ..."
"ถ้าเจ้าพอมีเวลาว่าง ก็ควรจะไปเข้าฝันนางเพื่อกำชับซักสองสามประโยค... เป็นหญิงสาวทำการสิ่งใด ย่อมไม่ควรโดดเด่นจนเกินไป ไม่เช่นนั้นหากเกิดอะไรขึ้น..."
เหยาอี้ถอนหายใจเบาๆ "เป็นผู้หญิงน่ะ มันไม่ง่ายเลย"
เขามองดูคนในภาพแล้วกระซิบถาม "เก้านาง ในเมื่อหาคนเจอแล้ว... เจ้าว่าข้าควรทำอย่างไรต่อไป?"
ถามเสร็จเขาก็ขำออกมา "เจ้าน่ะขี้ขลาดที่สุด ถามเจ้าไปก็คงไม่ได้คำตอบ... เจ้าคงอยากจะซ่อนนางไว้ในอ้อมกอดไม่ให้ใครเห็น และไม่ยอมให้นางต้องเสี่ยงอันตรายแม้เพียงนิดแน่นอน"
"ทว่าเรื่องราวในโลกนี้ ต่างคนต่างก็มีโชคชะตาของตนเอง ใครเล่าจะกำหนดได้..."
เหยาอี้ค่อยๆ ม้วนภาพเก็บพลางพึมพำกับตัวเอง "รอดูไปก่อน... รอดูไปก่อนก็แล้วกัน"
"อย่างไรก็ตาม เจ้าก็ควรหาเวลาไปเข้าฝันนางบ้างนะ..." ท่านอธิบดีเหยากำชับอย่างจริงจัง "การชกต่อยชิงดีชิงเด่นไม่ใช่เรื่องดีเลยซักนิด ถ้าชนะก็ยังดี แต่ถ้าแพ้ล่ะ?"
...
คืนนั้น ด้วยความหวังดีของเหยาอี้ ฉางซุ่ยหนิงจึงฝันเห็นเรื่องที่น่าสยดสยองยิ่งนัก
ในฝัน มีหญิงสาวผู้หนึ่งปล่อยผมยาวสลวย ใบหน้าขาวซีดอมเขียว ชุดสีขาวบนร่างถูกย้อมด้วยเลือดจนชุ่ม นางเดินเท้าเปล่าเหยียบลงบนกองเลือดข้นคลั่ก มุ่งหน้าตรงมาหาฉางซุ่ยหนิง
สถานการณ์นี้ช่างดูประหลาดและน่ากลัวยิ่งนัก
ทว่าฉางซุ่ยหนิงที่ชินชากับภาพการนองเลือดในสนามรบกลับไม่รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางจ้องมองสตรีที่เดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ภายใต้สายตาของนาง ผีสาวผู้นั้นกลับทำตัวไม่ถูกเสียเอง นางดึงชายเสื้อไปมาพลางกระซิบด้วยท่าทางเก้อเขิน "มาอย่างรีบร้อน ไม่ทันได้อาบน้ำผลัดผ้า... เสียกิริยาต่อหน้าองค์หญิงแล้ว"
อาจเป็นเพราะกลิ่นอายสังหารจากสนามรบที่รุนแรงเกินไป แม้แต่ผีที่อยู่ตรงหน้านางก็ยังรู้จักรักนวลสงวนตัวขึ้นมาอย่างประหลาด
ฉางซุ่ยหนิง "อืม" คำหนึ่ง "วันหลังจะเผาเสื้อผ้าไปให้"
แล้วนางก็กล่าวต่อ "จะเผาเครื่องเขียนไปให้อาหลี่ด้วย"
พูดจบก็รู้สึกว่ายุ่งยาก "หรือจะเผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้เยอะหน่อย อยากได้อะไรก็ไปซื้อเอาเองก็แล้วกัน"
สตรีผู้นี้เรียกนางว่า "องค์หญิง" เห็นได้ชัดว่านางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่อาหลี่
ในฝัน สตรีผู้นั้นร้องไห้พลางพยักหน้า
"มีอะไรจะพูดไหม?"
สตรีผู้นั้นลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะกระซิบเสียงเบา "ได้ยินว่าองค์หญิงไปชกต่อยกับคนอื่นมา..."
ฉางซุ่ยหนิงพยักหน้า "อืม แล้วยังไง?"
"ข้า..." สตรีผู้นั้นหดคอลง "คือว่า ถ้ามีครั้งหน้า ข้าจะพยายามปกป้องให้องค์หญิงชกชนะให้ได้นะเจ้าคะ..."
เมื่อเห็นท่าทางของนาง ฉางซุ่ยหนิงแม้จะรู้สึกว่าพึ่งพาไม่ได้เท่าไหร่นัก ทว่าก็พยักหน้า "...ขอบใจ"
หลังจากตื่นจากความฝันที่ไร้หัวนอนปลายเท้านี้ ฉางซุ่ยหนิงก็นั่งยืดตัวขึ้น เมื่อเห็นท้องฟ้าข้างนอกเริ่มมีแสงสลัวๆ นางจึงลุกออกจากเตียง
สี่เอ๋อร์ได้ยินความเคลื่อนไหวจึงเดินเข้ามา "คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ"
ตอนนี้ฉางซุ่ยหนิงตื่นในเวลานี้เป็นประจำ นางและอาจื้อจะสลับกันเฝ้ายาม และชินกับการที่ต้องมารอปรนนิบัติในเวลานี้แล้ว
เมื่อเดินเข้ามา นางก็หยิบชุดสำหรับฝึกวรยุทธ์มาสวมให้คุณหนูของตน
"ให้คนไปซื้อกระดาษเงินกระดาษทองกลับมาหน่อย"
สี่เอ๋อร์ที่กำลังผูกสายรัดเสื้อเงยหน้าขึ้นมา "?"
ฉางซุ่ยหนิง "ซื้อมาเยอะๆ เลยนะ"
สี่เอ๋อร์พยักหน้าพลางอดใจถามเสียงเบาไม่ได้ "คุณหนูจะเผาให้ใครหรือเจ้าคะ?"
"ท่านแม่น่ะ" ฉางซุ่ยหนิงกล่าว "เมื่อคืนข้าฝันถึงนาง"
สี่เอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาทันที "คุณหนูวางใจเถิดเจ้าค่ะ บ่าวจะไปจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง รับรองว่าจะทำให้อย่างดีที่สุดเจ้าค่ะ"
ที่ลานฝึกวรยุทธ์หลังสายฝน อากาศช่างสดชื่นยิ่งนัก
เมื่อฉู่สิงมาถึง เห็นฉางซุ่ยหนิงมารออยู่แล้ว จึงเดินเข้าไปยิ้มกล่าว "ไม่ได้เจอคุณหนูสิบกว่าวันเลยนะเจ้าคะ"
ฉางซุ่ยหนิงกลับจากวัดต้ายวิ๋นได้ห้าวันแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ฉู่สิงออกไปทำธุระนอกจวน และเพิ่งจะกลับมาเมื่อวานช่วงบ่าย
"นั่นสินะท่านอาฉู่" ฉางซุ่ยหนิงพยักหน้า "เช่นนั้นวันนี้ขอฝึกเพิ่มอีกสองเค่อได้ไหมเจ้าคะ?"
ฉู่สิงส่ายหน้า "คุณหนูอยู่ที่วัดมาตั้งนาน ได้ยินว่าได้รับบาดเจ็บมาด้วย ควรจะผ่อนปรนบ้าง ไม่ควรหักโหมจนเกินไป ไม่เช่นนั้นร่างกายจะรับไม่ไหว และจะส่งผลเสียมากกว่าผลดีเจ้าค่ะ"
"ท่านอาฉู่วางใจเถิด ข้ารับไหว" ฉางซุ่ยหนิงกล่าว "อยู่ที่วัดข้าหาบน้ำตัดฟืนทุกวัน"
ฉู่สิง "?"
นางหันไปมองสี่เอ๋อร์อย่างไม่แน่ใจ
สี่เอ๋อร์รีบพยักหน้ายืนยัน "บ่าวเองก็หาบน้ำตัดฟืนตามคุณหนูทุกวันเลยเจ้าค่ะ"
ฉู่สิง "..."
วิธีการขอพรแบบนี้ ช่างสมกับเป็นคนตระกูลฉางจริงๆ
"ท่านอาฉู่ วันนี้ขอเพิ่มถุงทรายด้วยนะเจ้าคะ" ฉางซุ่ยหนิงเสนอความต้องการ
"
เมื่อต้องปะทะกับดวงตาที่มุ่งมั่นเกินพิกัดคู่นั้น ฉู่สิงจึงทำได้เพียงพยักหน้าตกลง
ไม่นานนัก ฉางซุ่ยอันก็มาถึง
วันนี้ฉางซุ่ยอันฝึกขี่ม้าพุ่งธนู เด็กหนุ่มควบม้าสีแดงเข้มวิ่งทะยานไปพร้อมกับง้างธนู ท่าทางช่างองอาจยิ่งนัก
ฉางซุ่ยหนิงถอดถุงทรายออก หยุดพักเหนื่อยและเช็ดเหงื่อ นางรู้สึกว่าถึงเวลาที่ต้องเสนอเรื่องนี้แล้ว "ท่านอาฉู่ ข้าอยากเรียนขี่ม้าด้วย จะได้ไหมเจ้าคะ?"
แม้ฉู่สิงจะรู้สึกว่ามันออกจะรีบร้อนไปหน่อย ทว่านางก็ไม่อาจปฏิเสธความมุ่งมั่นเช่นนี้ได้เลย
แต่ด้วยความรอบคอบ นางจึงให้คนไปจูงลาเพียงตัวเดียวที่มีอยู่ในคอกม้าออกมา "...ม้าในจวนส่วนใหญ่เป็นม้าศึกที่ถูกฝึกมาอย่างดี คุณหนูเพิ่งจะเริ่มเรียน เพื่อความปลอดภัย ลองมาฝึกปรับตัวบนหลังลาสีเทาตัวนี้ดูก่อนซักระยะนะเจ้าคะ"
ฉางซุ่ยหนิงพยักหน้าโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
ภายใต้คำชี้แนะอย่างอดทนของฉู่สิง นางค่อยๆ ปีนขึ้นไปบนหลังลาอย่างช้าๆ ราวกับเด็กที่เพิ่งหัดเดิน
ด้วยความระมัดระวังและคอยปกป้อง ฉู่สิงจึงจูงลาเดินนำทางพานางวนรอบลานฝึกวรยุทธ์ไปหนึ่งรอบ
ในขณะที่นั่งอยู่บนหลังลา ฉางซุ่ยหนิงรู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นทารกในผ้าอ้อม นางจึงคิดในใจว่า วันหน้าอย่าได้จดจำกันได้ง่ายๆ เลยจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นหากนึกถึงเหตุการณ์ในวันนี้ขึ้นมา คงจะเป็นเรื่องที่สะเทือนใจต่อกันอย่างบอกไม่ถูก
ฉู่สิงยื่นบังเหียนให้ "คุณหนูลองบังคับให้ลามันวิ่งเหยาะๆ ดูซักรอบนะเจ้าคะ"
ในที่สุดฉางซุ่ยหนิงที่รอคอยคำพูดนี้อยู่ก็พยักหน้า "ได้เจ้าค่ะท่านอาฉู่"
"หนิงหนิง น้องไม่ต้องกลัวนะ วิ่งไปเลย พี่จะคอยระวังให้เจ้าอยู่ข้างๆ เอง!" ฉางซุ่ยอันที่อยู่บนหลังม้าตะโกนบอก
ฉางซุ่ยหนิงรับคำ แล้วส่งเสียง "เย่!"
ฉู่สิงที่กำลังจะกำชับอะไรบางอย่างเพิ่ม เพียงแค่เริ่มอ้าปากก็ต้องเจอกับลมแรงที่พัดเข้าปากจนแก้มป่อง
เป็นเพราะลาสีเทาตัวนั้นพุ่งทะยานออกไปต่อหน้าต่อตานาง ราวกับลูกธนูที่หลุดออกจากคันศร!
ฉู่สิงตกใจจนหน้าถอดสี—ความเร็วในการออกตัวแบบนี้ มันคือของจริงอย่างนั้นหรือ!
นางรีบตะโกน "คุณหนูระวังเจ้าค่ะ!"
ทว่าร่างบนหลังลากลับดูสงบนิ่งและมั่นคง เส้นผมที่รวบไว้สูงและสายรัดผ้าสีน้ำเงินเข้มปลิวไสว ไม่มีท่าทางตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย
ฉู่สิงมองดูคนและลาวิ่งครบรอบอย่างลุ้นระทึก เมื่อแน่ใจว่าลาไม่ได้คลุ้มคลั่งและคนก็ยังปกติ นางก็เริ่มจะสับสนขึ้นมา
ลามันก็ดูไม่เหมือนลา
คนมันก็ดูไม่เหมือนคน
สถานการณ์นี้ช่างประหลาดเหลือเกิน ทว่าทั้งคู่กลับดูเข้ากันได้อย่างน่าอัศจรรย์
ฉางซุ่ยอันที่เห็นน้องสาวควบลาแซงหน้าตนเองไปก็ถึงกับอึ้ง
รวมไปถึงม้าสีแดงเข้มที่เขาขี่อยู่ก็เริ่มอยู่ไม่นิ่ง
แม้จะฟังไม่ออกว่ามันพูดอะไร ทว่ากลับรู้สึกได้ว่ามันกำลังด่าคนอยู่ ไม่สิ—ด่าลา
เมื่อมองดูลาที่แซงหน้าตนเองไป ม้าสีแดงเข้มก็วิ่งไปพลางด่าทอไปพลาง
—ก่อนหน้านี้เคยได้ยินพี่น้องในคอกม้าข้างๆ บอกว่าในจวนมีลาที่วิ่งได้วันละพันลี้มาอยู่ใหม่ เมื่อเจอคำพูดเหลวไหลเช่นนี้ มันจึงยืนกรานที่จะไม่เชื่อข่าวลือและไม่แพร่ข่าวลือมาโดยตลอด!
ทว่าเมื่อได้เห็นกับตาในวันนี้ ถึงได้รู้ว่าในโลกนี้มีลาที่ไม่รักษาวินัยแห่งลาอยู่จริงๆ!
เป็นลาก็ควรจะทำตัวให้เหมือนลาซิ!
อีกฝ่ายจงใจทำลายระบบระเบียบของสัตว์พาหนะชัดๆ!
เมื่อได้ยินม้าที่ตนขี่อยู่ก่นด่าไม่หยุด ฉางซุ่ยอันก็ค่อยๆ หยุดม้าลง พลิกกายลงจากหลังม้า พลางเตือนด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนว่า "หรูฟง ในเมื่อเจ้าเสียศักดิ์ศรีไปแล้ว ก็อย่าให้เสียกิริยาไปมากกว่านี้เลยนะ..."
พูดจบเขาก็โยนบังเหียนให้เจี้ยนถง แล้วกำชับให้เจี้ยนถงไปให้อาหารม้า—ถ้ามันยังกินลงน่ะนะ
ฉางซุ่ยอันยืนอยู่ข้างลานฝึกวรยุทธ์ จ้องมองคนและลาคู่นั้นอย่างเงียบเชียบ
ไม่ใช่ว่าเขาเรียนรู้ที่จะสงบสติอารมณ์ได้แล้ว ทว่าเพราะตกใจจนเกินไป ร่างกายเลยชาไปหมดแล้วต่างหาก
ฉู่สิงเองก็ตกอยู่ในอาการเดียวกัน
หลังจากฉางซุ่ยหนิงวิ่งไปได้สิบกว่ารอบและกระโดดลงจากหลังลา ในหัวของฉู่สิงก็มีเพียงเสียงเดียว—จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว...
นางต้องไปคุยกับท่านแม่ทัพให้รู้เรื่องแล้ว!
เรือนของฉางคั่วมีลานฝึกวรยุทธ์ส่วนตัว ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยมาที่ลานฝึกวรยุทธ์ใหญ่ของจวนบ่อยนัก
ในตอนนี้ถูกฉู่สิงดึงตัวมา ระหว่างทางก็ฟังฉู่สิงพร่ำบอกตลอดทางว่า "คุณหนูไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ เจ้าค่ะ" "ข้าเกรงว่าจะสอนไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ" "เรื่องมันค่อนข้างซับซ้อน พูดประโยคสองประโยคไม่จบ ท่านแม่ทัพไปดูเองเถิดเจ้าค่ะ"
ฉางคั่วฟังจนหัวแทบระเบิด "...ตกลงเจ้ากำลังพูดเพ้อเจ้อเรื่องอะไรกันแน่?"
จนกระทั่งเขามาถึงลานฝึกวรยุทธ์ และได้เห็นบุตรสาวนั่งอยู่บนหลังลาวิ่งวนรอบลานฝึก ธนูในมือยิงออกไปสิบดอก เข้าเป้าถึงแปดดอก ส่วนอีกสองดอกที่เหลือดูเหมือนจะมีเจตนาแฝงว่า "ช่างเถอะ ไม่ต้องเด่นเกินไป เดี๋ยวจะทำให้คนธรรมดาทั่วไปต้องตกใจเอาได้"—
ดวงตาที่โตเหมือนวัวของฉางคั่วเบิกกว้างเท่ากับกระดิ่งทองเหลือง
จากนั้นก็ตามมาด้วยความปีติยินดีอย่างบ้าคลั่ง
หลังจากดีใจจนสุดขีด เขาก็ตกอยู่ในความรู้สึกผิดและเสียใจอย่างสุดซึ้ง เขาใช้ฝ่ามือตบหน้าผากตัวเองดังปึก
เฮ้อ!
ต้องโทษเขาเอง!
เมื่อก่อนเขาคิดว่าการฝึกวรยุทธ์มันลำบากเกินไป ไม่อยากให้ลูกสาวต้องมาทนรับความทรมานเช่นนี้ ประกอบกับลูกสาวชอบเพียงแค่บทกวีและตัวหนังสือ เขาจึงไม่กล้าเสนอแนะเรื่องนี้เลย...
ตอนนี้ดูเหมือนว่า เขาจะทำให้เด็กคนนี้เสียโอกาสไปเสียแล้ว!
ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้ ก็ทำได้เพียงพยายามกอบกู้และชดเชยให้ได้มากที่สุด "ซุ่ยหนิง ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป พ่อจะสอนเจ้าด้วยตัวเอง!"
ฉู่สิงอึ้งไป "ท่านแม่ทัพ ไม่จำเป็นต้องขนาดนั้นก็ได้นะเจ้าคะ..."
นางเชิญท่านแม่ทัพมา ไม่ได้เพื่อให้ท่านแม่ทัพมาชิงตัวลูกศิษย์ไปจากนางนะ!
ฉางคั่วยกมือขึ้น กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "ไม่ต้องพูดมาก ข้าตัดสินใจแล้ว!"
ฉู่สิง "..." จะว่าไป มันก็เด็ดขาดดีเหมือนกันนะ
ข้างๆ กันนั้น อาเช่อถามเสียงเบาอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก "ท่านอาฉู่... ข้า ข้ายังจำเป็นต้องเรียนต่อไปไหมเจ้าคะ?"
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าเหมาะจะฝึกวรยุทธ์ไหมเลย ตอนนี้หากพูดกันตามตรง นางคงไม่ได้มีความพิการตรงไหนที่ตนเองไม่เคยสังเกตเห็นใช่ไหม?
หากเป็นคนที่มีอวัยวะครบถ้วนเหมือนกัน ไยความแตกต่างถึงได้มากมายมหาศาลเพียงนี้เล่า?
เด็กชายจ้องมองแขนขาของตนเอง แล้วตกอยู่ในความสงสัยในตัวเองอย่างลึกซึ้ง
จบแล้ว
(จบแล้ว)