- หน้าแรก
- ตื่นมาอีกที ข้าก็กลายเป็นยอดหญิงสายโหดไปเสียแล้ว
- บทที่ 53 - พบจักรพรรดินี
บทที่ 53 - พบจักรพรรดินี
บทที่ 53 - พบจักรพรรดินี
บทที่ 53 - พบจักรพรรดินี
จดหมายตอบกลับถูกส่งถึงมือเหยาเซี่ยอย่างรวดเร็ว
ตอนที่สาวใช้นำจดหมายมาส่งให้นั้น นางกำลังอยู่ระหว่างทางไปคำนับฮูหยินผู้เฒ่าเหยาพร้อมกับเหยากุยผู้เป็นพี่ชาย จึงยังไม่ได้เปิดอ่านในทันที
เมื่อไปถึงเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเหยา ก็เห็นฮูหยินใหญ่ตระกูลเผยผู้เป็นป้าสะใภ้ และฮูหยินรองตระกูลเจิงผู้เป็นมารดานั่งอยู่ในห้องโถงแล้ว รวมถึงเหยาหรานผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องก็อยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน
ฮูหยินเผยซึ่งนั่งอยู่ถัดลงมาจากฮูหยินผู้เฒ่าเหยา เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็ปรายตามองสองพี่น้องที่มาสายด้วยสายตาเย็นชา
เหยาเซี่ยและเหยากุยต่างหดคอโดยสัญชาตญาณ พลางก้มหน้าเดินเข้าไปทำความเคารพกลางโถง
บรรยากาศภายในห้องเงียบเชียบจนน่าประหลาดและตึงเครียดอย่างยิ่ง เหยาเซี่ยแอบเหลือบมองมารดา เห็นดวงตาที่ก้มต่ำของนางแดงระเรื่อ ริมฝีปากเม้มแน่นคล้ายกำลังกลั้นน้ำตา
เมื่อนางลอบมองฮูหยินเผย ก็เห็นว่านอกจากใบหน้าจะเย็นชาและเข้มงวดตามปกติแล้ว ระหว่างคิ้วและแววตายังแฝงไปด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกสะกดไว้ ราวกับพร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
เหยาเซี่ยรู้สึกใจคอไม่ดี แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถาม
"ในมืออาเซี่ยถืออะไรอยู่รึ?" ในตอนนั้นเอง เสียงหัวเราะของเหยาเฒ่าฮูหยินก็ดังขึ้น "จดหมายจากคุณหนูบ้านไหนอีกล่ะ?"
เหยาเซี่ยรู้ดีว่าท่านย่ากำลังเย้าแหย่เพื่อคลี่คลายบรรยากาศ นางจึงแสร้งทำเป็นไม่รับรู้ถึงความผิดปกติ ปั้นหน้ายิ้มก้าวเข้าไปหา "เรียนท่านย่า เป็นจดหมายตอบกลับจากพี่สาวฉางเจ้าค่ะ"
คนที่มีนิสัยร่าเริงและรู้จักแต่ความสุขอย่างนาง เหมาะที่สุดที่จะนำมาใช้ลดความตึงเครียดในบ้าน เรียกได้ว่าเป็นของดีที่ทุกครัวเรือนต้องมี และด้วยความสำนึกเช่นนี้ เด็กสาวจึงไม่เคยละเลยที่จะทำหน้าที่นี้เลย
ทว่าสิ่งที่นางไม่ทันสังเกตเห็นก็คือ ฮูหยินเผยที่เดิมทีมีสีหน้าเคร่งขรึมอยู่แล้ว เมื่อได้ยินคำว่า "พี่สาวฉาง" แววตาก็พลันมืดมนลงทันที
นางจับจ้องไปที่ซองจดหมายในมือของเหยาเซี่ย
"คนตระกูลฉางรึ?" เหยาเฒ่าฮูหยินถามด้วยรอยยิ้มเมตตา "ใช่คุณหนูตระกูลฉางแห่งแขวงซิ่งหนิงที่เจ้าบ่นถึงมาตลอดสิบกว่าวันนี้หรือเปล่า?"
"ใช่แล้วเจ้าค่ะ!"
"อาเซี่ยไม่ได้แค่บ่นนะขอรับ" เหยากุยถอนหายใจ "ตอนนี้นางฝันอยากจะเป็นครอบครัวเดียวกับคุณหนูตระกูลฉางจนตัวสั่น จะได้เจอกันบ่อยๆ ถึงขั้นจะเอาหลานไปแลกกับแม่นางตระกูลฉางอยู่แล้วขอรับ"
"พี่ชายน่ะฝันหวานไปเถอะ ต่อให้ท่านอยากจะไปแลก ตระกูลฉางเขาก็คงไม่เต็มใจรับท่านหรอก การค้าที่ขาดทุนย่อยยับขนาดนี้ ใครเขาจะยอมทำกันเล่า"
"อาเซี่ยพูดแบบนี้เท่ากับด่าข้าว่าขี้เหร่อ้อมๆ นี่นา ท่านแม่ ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับข้าด้วยนะขอรับ!"
เมื่อเห็นบุตรชายและบุตรสาวคู่บุญคู่นี้ ฮูหยินรองเจิงที่เดิมทีขอบตาแดงระเรื่อก็อดไม่ได้ที่จะใช้มือปิดปากหัวเราะ พลางตำหนิว่า "พอแล้ว พูดจาเลอะเทอะอะไรกัน"
ฮูหยินเผยที่นั่งอยู่ด้านข้าง สิบนิ้วที่ประสานกันบนตักบีบเข้าหากันแน่นโดยไร้เสียง
"แต่พี่สาวฉางร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ช่วงนี้พักรักษาตัวอยู่ที่จวนตลอด ข้าส่งจดหมายไปชวนหลายครั้งนางก็มาไม่ได้" เหยาเซี่ยเอ่ยพลางฉีกซองจดหมายด้วยรอยยิ้ม "คราวนี้มีจดหมายตอบกลับมา ไม่แน่นางอาจจะออกจากบ้านมาเดินเล่นได้แล้วก็ได้นะเจ้าคะ"
ฮูหยินผู้เฒ่าเหยาใช้นิ้วจิ้มหน้าผากหลานสาวพลางหัวเราะ "พวกคุณหนูในเมืองหลวงนี้ เจ้าไม่ยอมปล่อยผ่านไปสักคนเลยนะ หากเจ้าเกิดเป็นชาย จะเป็นอย่างไรกันนี่?"
"ท่านย่าไม่เข้าใจหรอกเจ้าค่ะ หากข้าเกิดเป็นชาย พี่สาวสวยๆ พวกนั้นย่อมไม่สนใจข้าแน่นอน!" เหยาเซี่ยเอ่ยด้วยความดีใจ "โชคดีจริงๆ ที่ข้าเกิดมาเป็นหญิง!"
ฮูหยินเฒ่าเหยา ฮูหยินรอง และเหยากุยได้ยินเช่นนั้นต่างก็พากันหัวเราะร่า
มีเพียงฮูหยินเผยที่ยังคงมีสีหน้าเคร่งขรึม สายตามองตรงไปข้างหน้าคล้ายตัดขาดจากความรื่นเริงทั้งปวง
เหยาหรานลอบมองมารดาพลางเม้มริมฝีปากด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
ในสายตาของมารดา นิสัยร่าเริงอย่างน้องรองนั้นถือเป็นการทำตัวนอกลู่นอกทาง การพูดจาหยอกล้อเล่นหัวคือความไม่สำรวม
ตั้งแต่เยาว์วัย มารดาไม่เห็นชอบที่นางจะสนิทสนมกับน้องรองมากเกินไป นางเติบโตมาภายใต้การอบรมสั่งสอนและเชื่อฟังคำสั่งของมารดา ทำได้เพียงมองดูน้องรองที่ร่าเริงแจ่มใสสนิทสนมกับท่านย่ามากกว่านาง... แม้ว่าท่านย่าจะให้ความยุติธรรม ไม่เคยลำเอียง และเอ่ยชมเสมอว่านางมีความรู้และกิริยาสง่างาม ทั้งยังบอกว่านางและน้องรองต่างมีข้อดีไปคนละแบบ อีกทั้งยังชอบให้น้องรองมาคอยเรียนรู้จากนางบ่อยครั้ง แต่นางรู้ดีว่าความรักความเมตตาที่ได้รับนั้นมีความแตกต่างกันอยู่
แต่นางก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติของปุถุชนกระมัง
หากเลือกได้ นางก็อยากจะอยู่กับน้องรองเหมือนกัน ทั้งผ่อนคลายและเป็นอิสระ
ตรงกันข้าม ใครเล่าจะอยากอยู่กับคนที่ทำตัวแข็งทื่อและเงียบเหงาจนทำให้คนอื่นอึดอัดอย่างนาง?
นางไม่เคยโทษมารดาเลย— เมื่อก่อนนางเพียงคิดว่ามารดาเติบโตมากับการอบรมมารยาทที่เคร่งครัด นิสัยจึงดื้อรั้นไปบ้าง อารมณ์จึงกดดันไปบ้าง เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
แต่ในตอนนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องดื้อรั้นหรือกดดันธรรมดาๆ อีกต่อไปแล้ว...
นับตั้งแต่กลับมาจากงานชมบุปผาจวนเจิ้งกั๋วกง มารดาก็ยิ่งเข้าหาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังดูมืดมนลงอย่างถึงที่สุด
เหยาหรานรู้ดีว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการที่มารดาพยายามจะส่งเสริมให้นางได้หมั้นหมายกับตระกูลเว่ย แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับที่กระตือรือร้นหรือ 'ซาบซึ้งใจ' จากฮูหยินเจิ้งกั๋วกง และยิ่งเกี่ยวข้องกับแหล่งที่มาของจดหมายในมือน้องรองฉบับนั้น...
"
เหยาหรานมองไป เห็นเหยาเซี่ยคลี่จดหมายออกแล้วอุทานด้วยความดีใจ "พี่สาวฉางอาการดีขึ้นมากแล้วจริงๆ!"
ทว่าจากนั้นนางก็ดูผิดหวังเล็กน้อย "แต่พี่สาวฉางบอกว่า พรุ่งนี้ต้องติดตามท่านแม่ทัพใหญ่ฉางตามเสด็จขบวนไปยังวัดต้ายวิ๋นเพื่อสวดมนต์... ต้องรอให้กลับมาก่อน ถึงจะพบข้าได้เจ้าค่ะ"
เหยากุยหัวเราะ "เช่นนั้นเจ้าก็ไปวัดต้ายวิ๋นด้วยเสียเลยก็สิ้นเรื่องไม่ใช่หรือ?"
"นั่นสินะ!" เหยาเซี่ยรีบเข้าไปอ้อนวอนท่านย่า "ท่านย่า ท่านพาข้าไปด้วยได้ไหมเจ้าคะ?"
ตามปกติของทุกปี เมื่อองค์จักรพรรดินีเสด็จไปยังวัดต้ายวิ๋นเพื่อสวดมนต์ ขุนนางระดับสามขึ้นไปย่อมต้องตามเสด็จ ครอบครัวของขุนนางก็สามารถร่วมขบวนไปถือศีลคัดคัมภีร์ในวัดเพื่อแสดงความตั้งใจจริงได้
เหยายี่เป็นถึงเจ้ากรมศาลต้าหลี่ระดับสาม ฮูหยินผู้เฒ่าเหยาย่อมมีตำแหน่งพระราชทาน อีกทั้งนางยังศรัทธาในพระพุทธศาสนา หลายปีมานี้จึงตามเสด็จไปทุกครั้ง
"พิธีสวดมนต์ครั้งนี้กินเวลารวมถึงเจ็ดวัน เจ้าไม่เคยไปมาก่อน จะทนไหวหรือ?" ฮูหยินผู้เฒ่าเหยาถามด้วยรอยยิ้ม "หากกิริยามารยาทไม่สำรวม หรือผ่านไปสองวันก็ร้องจะกลับบ้าน หากเรื่องถึงพระกรรณ ชื่อเสียงเสียหายหรือถูกลงโทษจะเป็นเรื่องเล็กเอานะ"
"ท่านย่าวางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะเชื่อฟังอย่างดีที่สุดแน่นอน!" เหยาเซี่ยรีบยกมือขึ้นสาบานเพื่อรับประกัน
มีพี่สาวฉางอยู่ด้วย อย่าว่าแต่เจ็ดวันเลย ต่อให้เจ็ดปี นางก็อยู่ไหว!
"พี่สาวจะไปด้วยกันไหมเจ้าคะ?" เหยาเซี่ยถามด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย
เหยาหรานตอบโดยสัญชาตญาณ "ข้าคงไม่ไปหรอก ยังคัดกฎประจำตระกูลไม่เสร็จเลยเจ้าค่ะ"
เหยาเซี่ยลอบถอนหายใจในใจ
พี่สาวถูกฮูหยินใหญ่สั่งทำโทษให้คัดกฎประจำตระกูลอีกแล้วหรือ?
ท่านแม่ชอบพูดเสมอว่า หากพี่สาวที่รู้ความและเก่งกาจขนาดนี้เป็นลูกของนาง นางจะยอมโขกศีรษะต่อหน้าพระโพธิสัตว์วันละสามร้อยครั้ง โขกจนพระโพธิสัตว์ทนดูไม่ได้ต้องปรากฏกายมาขอให้นางหยุด
แต่พี่สาวที่แสนดีเช่นนี้ กลับมีงานคัดหนังสือไม่จบไม่สิ้น และมีบทลงโทษที่ได้รับไม่จบไม่สิ้น
แต่เหยาเซี่ยก็ได้แต่เรียกร้องความยุติธรรมให้เหยาหรานอยู่ในใจ ต่อหน้าฮูหยินเผย นางย่อมไม่กล้าพูดจาเลอะเทอะเด็ดขาด
ทว่าในตอนนั้น ฮูหยินเผยกลับมองไปที่บุตรสาวแล้วกล่าวว่า "รอให้กลับมาจากวัดต้ายวิ๋นค่อยคัดต่อก็ยังไม่สาย"
เหยาหรานอึ้งไป
ฮูหยินเผยจึงหันไปมองเหยาเฒ่าฮูหยินพลางกล่าวอย่างราบเรียบ "ครั้งนี้ข้าตั้งใจจะติดตามท่านแม่ไปด้วย เพื่อสวดมนต์ถวายพระพรให้องค์จักรพรรดินีและแผ่นดินต้าเซิ่ง เช่นนั้นก็พาทั้งอาเซี่ยและหรานเอ๋อร์ไปด้วยกันเสียเลยเจ้าค่ะ"
เหยาเฒ่าฮูหยินพยักหน้ายิ้ม "ดีสิ"
แม้จะไม่รู้ว่าลูกสะใภ้คนโตนึกคึกอะไรขึ้นมา ถึงได้อยากไปร่วมงานที่คึกคักผิดปกติเช่นนี้ แต่นางก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
ทว่าเหยาหรานกลับรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง ในสมองสับสนวุ่นวายไปหมด
มารดาไม่เคยศรัทธาในพุทธศาสนา หลายปีมานี้ไม่เคยร่วมพิธีสวดมนต์เลยสักครั้ง ทำไมคราวนี้ถึงได้ทำตัวผิดปกติเช่นนี้?
ขนตาของเหยาหรานสั่นระริก นางมองจดหมายในมือเหยาเซี่ย ชั่วขณะหนึ่งหูของนางก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นใดอีกเลย
...
"ท่านแม่... ก่อนที่ข้ากับพี่ชายจะเข้าไป ท่านแอบร้องไห้มาใช่ไหมเจ้าคะ? หรือว่ามีเรื่องผิดใจกับฮูหยินใหญ่?" หลังจากเดินออกมาจากเรือนของเฒ่าฮูหยินเหยา กลับมาถึงเรือนของฮูหยินรอง เหยาเซี่ยถึงได้ถามขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา
"แม่ไหนเลยจะกล้าผิดใจกับนาง ก็แค่ต้องนั่งฟังนางพูดจาเหน็บแนมและตำหนิอยู่ตรงนั้นเท่านั้นเอง" ภายในห้องมีเพียงแม่นมที่ติดตามมาอยู่ด้วย ฮูหยินรองเจิงจึงกล้าทอดถอนใจออกมา
"
"แล้วมันเรื่องอะไรกันแน่เจ้าคะ?"
ฮูหยินรองเจิงตอบ "เป็นเรื่องของอาติ้ง..."
"น้องชายรึเจ้าคะ?" เหยาเซี่ยกะพริบตา "น้องชายซนจนไปกวนใจฮูหยินใหญ่เข้าหรือเจ้าคะ?"
นางนอกจากจะมีพี่ชายแล้ว ยังมีน้องชายอีกคนคือเหยาติ้ง ปีนี้เพิ่งจะอายุห้าขวบเท่านั้น
"กวนใจน่ะใช่ แต่ไม่ใช่เพราะความซน" ฮูหยินรองเจิงพูดอย่างจนใจ "ก่อนหน้านี้ท่านย่าเรียกแม่กับท่านพ่อของเจ้าไปหารือ ถามพวกเราว่ายินยอมจะยกอาติ้งให้ไปเป็นบุตรบุญธรรมของบ้านใหญ่ไหม..."
เหยาเซี่ยเบิกตากว้าง "จะยกน้องชายให้เป็นลูกของท่านลุงใหญ่กับฮูหยินใหญ่หรือเจ้าคะ?"
"ไม่อย่างนั้นจะให้ทำอย่างไรล่ะ? ท่านลุงของเจ้ามีหน้าที่การงานราบรื่น แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีทายาทสืบสกุล ช่างลำบากนัก..." ฮูหยินรองเจิงพูดข้ามเรื่องลับๆ เหล่านั้นไป "ท่านย่าของเจ้าเองก็กังวล เห็นว่าช่วงปีหลังๆ มานี้ฮูหยินใหญ่ดูหม่นหมองลงเรื่อยๆ อีกทั้งยังมีปากเสียงกับท่านลุงอยู่บ่อยครั้ง... จึงได้คิดหาวิธีนี้ออกมา เพื่อให้ฮูหยินใหญ่วางใจ จะได้เข้าใจว่าบ้านใหญ่จะไม่รับอนุเพิ่มเพื่อผลิตทายาทอีก"
"เช่นนั้นฮูหยินใหญ่ย่อมไม่เต็มใจแน่นอนเจ้าค่ะ" เหยาเซี่ยถอนหายใจ "ลูกของบ้านรองอย่างพวกเรา จะไปอยู่ในสายตาของฮูหยินใหญ่ได้อย่างไร? ไม่แน่นางอาจจะคิดว่าท่านแม่คิดจะใช้เจ้าน้องชายไปฮุบสมบัติของบ้านใหญ่ก็ได้นะเจ้าคะ"
"เจ้าพูดถูกเผงเลย!" ฮูหยินรองเจิงถลึงตาใส่ลูกสาว ก่อนจะนึกถึงคำพูดที่เปรียบเสมือนใบมีดอันเย็นเยียบของฮูหยินเผย สีหน้าของนางก็พลันย่ำแย่ลง "คำพูดของนางน่ะ แม้จะพูดจาอ้อมค้อม แต่มันก็หมายความแบบนั้นจริงๆ แถมยังฟังดูแย่กว่าที่เจ้าพูดตั้งเยอะ"
"หากไม่ใช่เพราะท่านย่ามาหารือกับพวกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม่เองก็ไม่ยอมยกอาติ้งให้หรอก! ครอบครัวพวกเราอยู่กันอย่างร่าเริงรื่นเริง ใครจะอยากส่งอาติ้งไปทนทุกข์อยู่ต่อหน้านางกัน?"
"เดิมทีก็เพื่อเห็นแก่บ้านใหญ่ของพวกเขา นางไม่ยินยอมก็แล้วไป ไม่มีใครบังคับใครได้ แต่พอนางพูดจาเสียดแทงใจแบบนั้นออกมา หาว่าแม่เป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงและเป็นหัวขโมยที่ดูไม่ได้..."
พูดไปฮูหยินรองเจิงก็เริ่มน้ำตาคลอด้วยความอัดอั้นตันใจขึ้นมาอีกครั้ง
"ตั้งแต่นางแต่งงานกับท่านลุงมา ก็ทำเหมือนคนทั้งตระกูลเหยาติดค้างนาง ใครๆ ก็ต้องคอยดูสีหน้านาง ต้องกราบไหว้นางราวกับเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิม นี่แม่ไปทำกรรมอะไรมากันนะ หากรู้แบบนี้ตั้งแต่แรก..."
เมื่อเห็นมารดาพูดรวดเดียวด้วยความอัดอั้นจนหายใจไม่ทัน เหยาเซี่ยจึงรับช่วงพูดต่อแทน "หากรู้แบบนี้ ต่อให้เอาดาบมาจ่อคอ ท่านแม่ก็คงไม่ยอมแต่งกับท่านพ่อใช่ไหมเจ้าคะ?"
"ใช่แล้ว!" ฮูหยินรองเจิงร้องไห้พลางใช้ผ้าเช็ดน้ำตา
เหยาเซี่ยถอนหายใจ "แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะเจ้าคะ ในเมื่อท่านพ่อเกิดมาหน้าตาดีขนาดนั้น"
"นั่นมันเมื่อก่อน!" ฮูหยินรองเจิงพูดถึงตรงนี้ก็ยิ่งแค้นใจ "ตอนนี้จะไปดูอะไรได้ล่ะ? ใบหน้าของเขาน่ะเหมือนดอกโบตั๋นที่บานแค่ช่วงสั้นๆ หล่ออยู่ได้แค่ไม่กี่วันเท่านั้นแหละ!"
แม่นมที่อยู่ข้างๆ ฟังแล้วก็ได้แต่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก— ถึงได้บอกไงว่าเป็นแม่ลูกกันจริงๆ
ทว่าในตอนนั้นเอง สาวใช้คนหนึ่งก็รีบเดินเข้ามา
"เกิดเรื่องอะไรขึ้น?" เมื่อเห็นสีหน้าของสาวใช้ดูผิดปกติ แม่นมจึงถามอย่างเคร่งครัด
ฮูหยินรองเจิงเองก็เช็ดน้ำตาแล้วมองไป
"เรียนฮูหยิน อีเหนียงที่อยู่เรือนตะวันตกของบ้านใหญ่... สิ้นใจแล้วเจ้าค่ะ" สาวใช้ลดเสียงต่ำลงรายงาน
สิ้นใจแล้วรึ?
ฮูหยินรองเจิงและแม่นมมองหน้ากัน สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
สุดท้าย ฮูหยินรองเจิงก็ได้แต่ถอนหายใจยาว "ป่วยมานานขนาดนี้ ก็ถือว่าหมดกรรมไปเสียที..."
...
การตายของอนุภรรยาของเหยายี่ไม่ได้ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมมากนัก
การเสด็จตามขบวนไปยังวัดต้ายวิ๋นเป็นเรื่องที่เลื่อนไม่ได้ คืนนั้นหลังจากสั่งการเรื่องพิธีศพเสร็จ เช้าวันต่อมา คนตระกูลเหยาก็ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่
ฉางซุ่ยหนิงเองก็นั่งอยู่ในรถม้าที่มุ่งหน้าไปยังวัดต้ายวิ๋นเช่นกัน
ในยามนี้ นางมองผ่านม่านรถที่สี่เอ๋อร์เปิดไว้ เห็นขบวนเสด็จสีเหลืองทองอร่ามอยู่เบื้องหน้า
ฉางซุ่ยหนิงกำลังเหม่อลอย ทว่าเสียงของเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็แว่วเข้าหู "หนิงหนิง เจี้ยนถงสืบหาความจริงมาได้หมดแล้ว..."
ฉางซุ่ยหนิงหันไปมองฉางซุ่ยอันที่ขี่ม้าตามรถมาข้างๆ
เด็กหนุ่มบนหลังม้าโน้มตัวลงมาหาพลางกระซิบว่า "ฮูหยินเผยคนนั้นมาจริงๆ ด้วย"
ฉางซุ่ยหนิงพยักหน้า ในใจมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
หากยังไม่ถึงวินาทีที่ความจริงปรากฏ ย่อมไม่มีใครกล้าสรุปถึงตัวตนของคนร้าย แต่การกระทำของฮูหยินเผยครั้งนี้กลับเพิ่มน้ำหนักความสงสัยขึ้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
ก่อนหน้านี้สืบมาแล้วว่า ตั้งแต่วัดต้ายวิ๋นสร้างเสร็จ จักรพรรดินีเซิ่งเช่อจะพากลุ่มขุนนางไปสวดมนต์ที่วัดทุกปี ทว่าบุตรสาวสายตรงคนโตของตระกูลเผยผู้นี้กลับไม่เคยร่วมขบวนไปเลยสักครั้ง
"ท่านเสนาบดีกรมพิธีการเผยหมินที่อ้างว่าป่วยมาหลายวัน ร่วมขบวนมาครั้งนี้ด้วยไหม?" นางถามเสียงเบา
ฉางซุ่ยอันส่ายหน้า "ไม่เห็นเลยนะ ตระกูลเผยที่มาคราวนี้มีเพียงบุตรชายคนโตของเผยหมินและภรรยาเท่านั้น"
นั่นก็คือน้องชายร่วมอุทรของฮูหยินเผยนั่นเอง
ฉางซุ่ยหนิงพยักหน้า "เข้าใจแล้ว"
ขบวนรถม้าและกองทัพเคลื่อนไปอย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางเสียงกีบม้าและเสียงกระดิ่งขบวนเสด็จ ทุกคนก็เดินทางมาถึงวัดต้ายวิ๋นก่อนถึงยามเที่ยง
ตอนที่ฉางซุ่ยหนิงเพิ่งจะก้าวลงจากรถม้า ก็บังเอิญเห็นชุยจิ่งพลิกตัวลงจากหลังม้าที่ด้านหน้าพอดี
ในวันพิธีการสำคัญเช่นนี้ เขาเลือกสวมชุดคลุมคอกลมสีม่วงระดับหนึ่ง หน้าอก หลัง และหัวไหล่ปักลวดลายสัตว์มงคลด้วยดิ้นทอง สวมรองเท้าบูทขี่ม้า คาดดาบที่เอว แม้จะไม่ได้สวมเกราะ ทว่ากลิ่นอายความเคร่งขรึมรอบกายก็ยังคงเย็นยะเยือกเช่นเดิม
เขาคล้ายจะรับรู้ได้จึงหันมามองเพียงเล็กน้อย สายตาของเขากับฉางซุ่ยหนิงสบกันโดยไม่ทันตั้งตัว
เพียงชั่วครู่เดียวเขาก็เบือนหน้ากลับไปอย่างราบเรียบ
ฉางซุ่ยหนิง "?"
ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าตอนที่เขาหันมามองเมื่อกี้ จุดที่เขาเน้นมองกลับเป็นศีรษะของเธอกันนะ?
ต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เธอเน้นมองไปที่ศีรษะของคนอื่น มักจะมีเพียงความหมายเดียวเท่านั้น— คืออยากจะบิดมันให้หลุดออกมา
ในขณะที่บรรดาครอบครัวของขุนนางต่างทยอยลงจากรถม้า ฉางซุ่ยหนิงก็เห็นเหยาเซี่ยท่ามกลางกลุ่มสตรีตระกูลเหยาที่อยู่ไม่ไกลกำลังแอบโบกมือให้นาง
ฉางซุ่ยหนิงยิ้มพลางพยักหน้าตอบรับ
เหยาหรานมองตามสายตาของเหยาเซี่ยมา แล้วรีบชักสายตากลับไป
ส่วนฮูหยินเผยที่อยู่ข้างๆ ยังคงมองตรงไปข้างหน้าตลอด คล้ายกับไม่ทันได้สังเกตเห็นการทักทายกันระหว่างเด็กสาวเลยสักนิด
ฮูหยินเผยเดินต่อไปข้างหน้า สายตาของนางหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างหนึ่งท่ามกลางกลุ่มขุนนางที่อยู่ด้านหน้า
ในวินาทีเดียวกัน ฉางซุ่ยอันก็มองไปยังร่างนั้นเช่นกัน พลางกระซิบถามเจี้ยนถง "นั่นคือเส้าชิงศาลต้าหลี่ไม่ผิดใช่ไหม?"
เขาเคยเห็นเหยายี่มาก่อน แต่ก็แค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
เมื่อเห็นเจี้ยนถงพยักหน้ายืนยัน ฉางซุ่ยอันจึงแอบมองสำรวจอย่างจริงจัง—
เขาสังเกตดูใต้เท้าเหยาคนนี้ เห็นชัดว่าหน้าตาธรรมดาๆ จริงๆ หากคะแนนเต็มสิบ เขาให้แค่ห้าคะแนนพอ อีกคะแนนหนึ่งให้แถมเพราะเห็นแก่ที่อีกฝ่ายเป็นคนวัยกลางคนที่เริ่มร่วงโรยไปบ้างแล้ว และต่อให้มารดาผู้ให้กำเนิดหนิงหนิงจะงดงามเต็มสิบ พอนำมาผสมกันแล้ว ลูกที่เกิดมาอย่างมากก็ได้แค่เจ็ดคะแนนครึ่งเท่านั้น...
ดังนั้น ใต้เท้าเหยาคนนี้ไม่มีทางเป็นบิดาของหนิงหนิงไปได้เด็ดขาด
เมื่อคำนวณได้ดังนั้น ฉางซุ่ยอันจึงวางใจลงอย่างเต็มเปี่ยม
ที่ด้านหน้าสุด จักรพรรดินีเซิ่งเช่อที่สวมฉลองพระองค์เต็มยศค่อยๆ เสด็จลงจากเกี้ยวหลวง
ฉางซุ่ยหนิงมองดูจากระยะไกล สิบนิ้วกำเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว
นับตั้งแต่การคุกเข่าลาครั้งนั้นเมื่อสิบห้าปีก่อน นางนึกว่าจะไม่ได้พบกับพระนางหมิงอีกต่อไปแล้ว
(จบแล้ว)