- หน้าแรก
- ตื่นมาอีกที ข้าก็กลายเป็นยอดหญิงสายโหดไปเสียแล้ว
- บทที่ 43 - เช็ดน้ำลายเสียหน่อย
บทที่ 43 - เช็ดน้ำลายเสียหน่อย
บทที่ 43 - เช็ดน้ำลายเสียหน่อย
บทที่ 43 - เช็ดน้ำลายเสียหน่อย
น้ำชาซึมลงบนผิวโต๊ะหินที่ขัดจนเรียบลื่น เมื่อลมพัดผ่าน ร่องรอยนั้นก็ค่อยๆ เลือนหายไป
แววตาของฉางซุ่ยหนิงไหววูบเล็กน้อย
"แม่นางฉางแสดงสีหน้าเช่นนี้..." เว่ยซูอี้มองนางพลางถามด้วยความสงสัย "หรือว่าเดาออกแล้ว?"
"ท่านรองอธิบดีเว่ยยกยอเกินไปแล้ว" เสียงของเด็กสาวราบเรียบไร้ระลอกคลื่น "เรื่องในราชสำนัก ข้าไม่ประสีประสาเลยสักนิด"
เว่ยซูอี้พยักหน้า "ตามปกติควรจะเป็นเช่นนั้น"
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วถามต่อ "เพียงแต่ เว่ยผู้นี้ยังคงสงสัย เหตุใดแม่นางฉางถึงต้องสืบหาเรื่องที่ตนเองไม่ประสีประสาและไม่สนใจเช่นนี้ด้วยเล่า?"
ฉางซุ่ยหนิงมองชายหนุ่มผู้ที่มักจะมีวาจามากความผู้นี้ ก่อนจะตอบอย่างซื่อตรงแต่ก็ไม่ทั้งหมดว่า "เพื่อเรื่องส่วนตัว"
ที่นางถามเช่นนี้ ประการแรกคือนึกไปถึงภารกิจที่เว่ยซูอี้กำลังทำอยู่อาจมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อาหลี่เคยเผชิญ—
ประการที่สอง นางนั่งรอปลามาติดเบ็ดอยู่ตรงนี้ดีๆ แต่เขากลับโผล่มาทำให้ปลาตื่นตกใจ หากไม่เรียกค่าชดเชยบ้าง ก็คงไม่ใช่รูปแบบการทำงานของนาง
เมื่อได้ยินคำว่า "เรื่องส่วนตัว" เว่ยซูอี้ก็แสดงสีหน้าผิดหวังออกมาได้อย่างพอดิบพอดี "เช่นนั้น... เว่ยผู้นี้ก็คงไม่เหมาะที่จะซักไซ้ต่อสินะ"
ฉางซุ่ยหนิงตอบ "นั่นสิเจ้าคะ"
เว่ยซูอี้อดไม่ได้ที่จะยิ้มและถอนหายใจออกมาแผ่วเบา
ช่างน่าแปลกใจนัก เขาที่เป็นคนขุดหลุมพรางเก่งกาจเพียงนี้ กลับต้องมาตกหลุมที่ตัวเองขุดไว้ต่อหน้าเด็กสาวคนนี้บ่อยครั้ง
"ท่านรองอธิบดีเว่ยโปรดวางใจ ข้าจะรักษาความลับให้" ฉางซุ่ยหนิงให้คำมั่น
เว่ยซูอี้ยิ้มพลางพยักหน้า "ตกลง ชื่อเสียงและอนาคตในราชการของเว่ยผู้นี้ ฝากไว้ในมือของแม่นางฉางแล้วนะ"
เด็กสาวพยักหน้าเล็กน้อย "พูดง่ายเจ้าค่ะ"
เว่ยซูอี้หัวเราะออกมาอีกสองสามครั้ง
สายลมพัดเอื่อย ปลาในสระดีดหางไล่กวดกันจนเกิดระลอกน้ำเป็นวงกว้าง
"แม่นางฉางลองชิมขนมหวานของตระกูลเว่ยดูเถิด ว่าจะถูกปากหรือไม่"
"ขอบพระคุณท่านรองอธิบดีเว่ย" ฉางซุ่ยหนิงปรายตามองขนมที่ทำออกมาอย่างวิจิตรบรรจง "ช่วงนี้ข้าไม่ชอบทานของหวานเจ้าค่ะ"
เว่ยซูอี้ทำท่าเข้าใจ "เช่นนั้นให้ข้าสั่งฉางจี๋ไปบอกห้องเครื่อง ให้เตรียมเนื้อวัวตุ๋นหรือเป็ดย่างมาให้ดีไหม?"
ฉางซุ่ยหนิงตอบ "...นั่นก็ไม่จำเป็นเจ้าค่ะ"
"เช่นนั้นก็ลองจิบน้ำชาดูเถิด" เว่ยซูอี้ยิ้มพลางเลื่อนจอกชาที่สะอาดส่งให้นาง แล้วชวนคุยเรื่องที่ฉางคั่วเพิ่งกรีธาทัพกลับมาอย่างมีชัยไปเรื่อยเปื่อย
ฉางซุ่ยหนิงจิบชาไปได้ครึ่งจอก เห็นคนตรงหน้ายังคงพูดไม่หยุด และไม่มีท่าทีว่าจะจากไปเลยสักนิด
ทว่าที่ตรงนี้ซึ่งเดิมทีเคยเงียบสงบ อาจเป็นเพราะตอนที่เว่ยซูอี้เดินมาได้ดึงดูดสายตาผู้คน ในตอนนี้ฉางซุ่ยหนิงจึงได้ยินเสียงเคลื่อนไหวเบาๆ เห็นเด็กสาวสองสามคนแอบอยู่หลังป่าไผ่พลางลอบมองมาทางนี้อย่างเงียบเชียบ
"ดูสิ เป็นท่านรองอธิบดีเว่ยจริงๆ ด้วย!"
"เห็นแล้วๆ..."
เสียงของเด็กสาววัยแรกรุ่นแผ่วเบาแต่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น
เมื่อฉางซุ่ยหนิงเห็นเช่นนั้น จึงหาข้ออ้างลุกขึ้นเดินจากไปพร้อมกับสาวใช้ที่คอยเฝ้าอยู่ไม่ไกล ก่อนที่ผู้คนจะแห่กันมาชมรูปโฉมของท่านรองอธิบดีเว่ยไปมากกว่านี้
ในยามนี้งานชมบุปผาผ่านไปครึ่งทางแล้ว บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น มีหนุ่มสาวไม่น้อยเดินข้ามสะพานไปยืนร่ายกวีพูดคุยกันท่ามกลางหมู่มวลบุปผา
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องของเด็กสาวก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศอันรื่นรมย์ "กรี๊ด! แมลงมาจากไหนเนี่ย!"
เสียงนี้ราวกับมนต์สะกด เด็กสาวทุกคนที่ได้ยินต่างพากันกรีดร้องตามๆ กันไป
"มีแมลง!"
"กรี๊ด!"
กลุ่มเด็กสาวพากันกระโดดหนีถอยห่าง ใบหน้าแต่ละคนซีดเผือดด้วยความตกใจ
"จะตกใจอะไรกันนักหนา... ในสวนช่วงฤดูใบไม้ผลิมีแมลงตัวเล็กๆ สักตัวไม่ใช่เรื่องแปลกเสียหน่อย"
เว่ยเมี่ยวชิงเดินเข้าไปดูเมื่อได้ยินเสียง ทว่าในวินาทีต่อมานางกลับกระโดดตัวลอยสูงยิ่งกว่าใคร ขวัญแทบจะหลุดออกจากร่าง "กรี๊ด! แมลงตัวใหญ่!"
นางถอยหนีด้วยความหวาดกลัว หลับตาแน่นแล้วคว้ากอดสาวใช้ข้างกายไว้ "มีแมลงตัวใหญ่เต็มไปหมดเลย! ดูสิ!"
"อืม เห็นแล้ว" ฉางซุ่ยหนิงที่เดินผ่านมาพอดีและถูกนางกอดไว้กล่าวขึ้น
เว่ยเมี่ยวชิงลืมตาโพลงแล้วรีบปล่อยมือจากนางทันที
"ไม่ต้องกลัว" ฉางซุ่ยหนิงยกเท้าขึ้นอย่างสงบนิ่ง แล้วเหยียบลงบนหนอนตัวอ้วนสีเขียวที่กำลังกระดึ๊บอยู่ แรงเหยียบนั้นทำให้เว่ยเมี่ยวชิงที่อยู่ใกล้ๆ ได้ยินเสียงโป๊ะเบาๆ คล้ายเสียงลำตัวแมลงที่แตกกระจายออกมา
ความขยะแขยงและความตกตะลึงปะปนกันอยู่บนใบหน้าของเว่ยเมี่ยวชิง
ฉางซุ่ยหนิงเดินต่อไปข้างหน้า แล้วเหยียบแมลงเปลือกแข็งตายไปอีกตัว
เมื่อเห็นนางเหยียบพวกมันตายไปทีละตัวอย่างไม่ปรานี นอกจากความหวาดกลัวและตกใจแล้ว ในสายตาของคุณหนูรอบข้างกลับเริ่มมีความชื่นชมและซาบซึ้งใจผุดขึ้นมา
ในสายตาของพวกนาง หญิงสาวที่งดงามยิ่งกว่าบุปผาผู้นั้นกล่าวกับพวกนางด้วยท่าทางสุขุมว่า "ไม่ต้องกลัว ตายหมดแล้ว"
ในวินาทีนี้ เหล่าคุณหนูต่างรู้สึกว่าแม่นางตระกูลฉางช่างดูสง่างามและน่าพึ่งพาอย่างบอกไม่ถูก มอบความรู้สึกปลอดภัยให้อย่างเต็มเปี่ยม— ต้องรู้ว่าเมื่อครู่ในขณะที่พวกนางขวัญเสียวิ่งวุ่นกันอยู่นั้น มีคุณชายบางบ้านที่รีบหลบไปเช่นกัน เพียงแต่พวกเขาเรียกสิ่งนี้ว่าไม่ได้กลัว แต่เป็นเพราะขยะแขยง
กลายเป็นแม่นางตระกูลฉางที่พึ่งพาได้ที่สุด!
ไม่ต้องกลัว ตายหมดแล้ว—
ช่างเป็นถ้อยคำที่ไพเราะอะไรเช่นนี้!
ช่างน่าประทับใจเหลือเกิน!
ส่วนเหยาเซี่ยน่ะหรือ— ยิ่งประทับใจเข้าไปใหญ่!
"เร็ว... รีบให้คนมาทำความสะอาดเสีย" เว่ยเมี่ยวชิงได้สติกลับมา พลางมองดูซากแมลงที่เกลื่อนพื้นแล้วรีบสั่งสาวใช้ทันที
สายตาของฉางซุ่ยหนิงหยุดอยู่ที่คู่นายบ่าวท่ามกลางฝูงชน
นางสังเกตเห็นนายบ่าวคู่นี้ที่แอบดูเรื่องสนุกอยู่เงียบๆ มาตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว—
และในตอนนี้เห็นว่าที่แขนเสื้อของบ่าวรับใช้คนนั้นมีอะไรบางอย่างตุงออกมา เผยให้เห็นส่วนหนึ่งของสิ่งของที่ซ่อนอยู่ ดูเหมือนกรงไม้ไผ่ใบเล็กๆ ประเภทที่เอาไว้ใส่จิ้งหรีด
ข้างกายบ่าวรับใช้คือเด็กหนุ่มคนหนึ่ง หน้าตาหมดจดสวมชุดคลุมสีชมพูอ่อนลายไผ่ รวบผมด้วยปิ่นหยกขาวลายเหมย ดูเป็นคุณชายเจ้าสำราญอยู่ไม่น้อย
และเด็กหนุ่มคนนี้ในตอนนี้กำลังจ้องมองมาที่นางตาค้าง
ฉางซุ่ยหนิงสบสายตานั้น "คุณชายที่สวมชุดสีชมพู ปีนี้ท่านอายุกี่ปีแล้ว?"
ยังจะลุ่มหลงกับการเอาแมลงมาหลอกให้เด็กสาวตกใจ ซึ่งเป็นลูกไม้ที่น่าเบื่อหน่ายเช่นนี้อีก
ทว่าเด็กหนุ่มคนนั้นกลับหัวเราะออกมา แล้วรีบประสานมือคำนับตอบว่า "ผู้น้อยชุยหลาง ปีนี้อายุสิบเจ็ดแล้วขอรับ!"
"..." ฉางซุ่ยหนิงหันหลังเดินจากไป
บรรดาคุณหนูที่ยังขวัญเสียไม่อยากอยู่ที่นี่นานนัก ต่างพากันแยกย้ายไปคนละทิศละทาง
ในตอนนั้นเองชุยถังก็เดินเข้ามา นิ่วหน้าถามชุยหลาง "แมลงพวกนั้นฝีมือท่านใช่ไหม?"
เมื่อครู่คนที่ยืนอยู่ตรงนี้ส่วนใหญ่เป็นคุณหนูจากตระกูลเจิ้งและตระกูลหวัง ซึ่งอยู่ในข่ายที่คุณชายใหญ่ฝากให้เขาช่วยดูตัวไว้... แต่นี่มันแผนการเรียกร้องความสนใจที่น่ารังเกียจอะไรกัน?
ทว่าชุยหลางกลับคล้ายไม่ได้ยินเสียงน้องสาว เขายังคงมองเหม่อไปข้างหน้าอย่างหลงใหล
ชุยถังยิ่งรู้สึกรำคาญ "ท่านพี่รีบเช็ดน้ำลายเสียหน่อยเถิด"
ชุยหลางยกมือขึ้นเช็ดปากโดยสัญชาตญาณ ถึงได้สติกลับมา— ก็ไม่ได้ไหลออกมานี่นา
"..." ชุยถังคร้านจะมองเขาแล้ว
"อาถัง เจ้าเห็นไหม... แม่นางคนเมื่อครู่ ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ!" สีหน้าของชุยหลางดูตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
ชุยถังปรายตามอง "ท่านพี่หักห้ามใจเสียเถิด แม่นางคนนั้นไม่ใช่คุณหนูจากสามตระกูลใหญ่หรอกนะ"
ชุยหลางเสนอความคิดอย่างใจกล้า "รับมาเป็นอนุคงจะได้กระมัง..."
"เป็นอนุรึ ความคิดดีนี่" ชุยถังกล่าว "เช่นนั้นท่านก็ไปปรึกษากับท่านแม่ทัพใหญ่ฉางแห่งแขวงซิ่งหนิงดูสิ ว่าเขาจะตกลงหรือไม่"
ชุยหลางรู้สึกเย็นวูบที่หลังคอ "เจ้าจะบอกว่า นั่นคือคนจากจวนแม่ทัพใหญ่ฉางอย่างนั้นหรือ?!"
"ใช่แล้ว ทีนี้ท่านพี่จะหักห้ามใจได้หรือยัง?"
ชุยหลางหัวเราะแห้งๆ "เมื่อครู่ข้าแค่ล้อเล่นน่ะ อย่าถือเป็นจริงเป็นจังเลย..."
ต้องรู้ว่า... ท่านแม่ทัพใหญ่ฉางเป็นคนเดียวในเมืองหลวงที่เคยลงมืออัดพี่ชายคนโตของเขามาแล้ว!
ด้านหน้า เหยาเซี่ยเดินตามฉางซุ่ยหนิงมาอีกครั้ง พร่ำเรียกพี่สาวฉางไม่ขาดปาก
"เหตุใดจึงไม่เห็นแม่นางเหยาหราน ไม่ได้บอกว่าจะไปสวนโบตั๋นหรือ—" ฉางซุ่ยหนิงถามขึ้นลอยๆ
"พี่หรานรึ นางตามท่านป้าสะใภ้ใหญ่ไปแล้วละ" เหยาเซี่ยอธิบาย
แววตาของฉางซุ่ยหนิงไหววูบ "ไปเร็วเพียงนี้เชียวหรือ..."
...
ในขณะนี้ เหยาหรานได้ติดตามฮูหยินเผยผู้เป็นมารดาขึ้นรถม้าไปแล้ว
เมื่อเห็นสีหน้าของมารดา เหยาหรานลังเลอยู่นานกว่าจะกล้าเอ่ยปาก "ท่านแม่..."
(จบแล้ว)